tisdag 17 januari 2017

โอ้ธรณี. นี่นี้. ใครคนครอง......

ขุนเขาบอก:

โอ้ธรณี. นี่นี้. ใครคนครอง......

พิลาสลา. ฟ้าเมืองไทย. ไปนานแล้ว
พ่อแม่แก้ว. ล่วงโรยลา. ล้าสมัย
อนึ่งก่อน. จตุรทิศ พิลาศพิไร
พิสมัย. อลงกรณ์.  ดั่งอรอุมา
 
เทพสถิตย์. นฤมิตให้. ไทยทั้งผอง
มิเมินหมอง. ปรองดองเทิด. เกิดมหา
ประชาราษฎร์. ประกาศซ้อง. ก้องศรัทธา
เทพเทวา. จตุพร. มิรอนราญ
 
บัดนี้ร้อน  รอนราญแล้ว. มิแคล้วคลาด
มหาอำมาตย์. ผู้เป็นใหญ่. ใช้ทหาร
ศาสตรวุธ. ยุทธภัณฑ์. ประจันบาน
ประจำการ. ทหารเฟื่อง. เมืองนคร
 
กฎุมภี. ขี่หลังคน. ปล้นรวงข้าว
พวกอ้างเจ้า. สรวมชฎา. หน้าสลอน
อัสนีบาต. ฟาดกระหน่ำ. ทิฆัมพร
ดัสกร  คือคนไทย. ฆ่าคนไทย
 
สรวงสวรรค์. กั้นอิสรภาพ. มิทาบให้
เหล่าเทพไท้. ไร้ซึ่งจิต. พิสมัย
ความเหลื่อมล้ำ  ฤ อำลา. ประชาธิปไตย
ฤาไฉน. ฤ ฉะนั้น. มิกสัญญี
 
นี่นรา. หรือลาโง่. อภิโท่อภิถัง
นะจังงัง. ดั่งตาเถร. มันเห็นผี
ปฎิวัติ. จัดระเบียบ. เหยียบ(จม)ธรณี
โอ้ธรณี. นี่นี้. ใครคนครอง......
 

ลิขิตฟ้า.อย่าหมายท้า.คนคำนวณ.............


ขุนเขาบอก :

ลิขิตฟ้า.อย่าหมายท้า.คนคำนวณ.............

บ้านจะร้าง.ก่อนโครงสร้าง.จักวิบัติ
เหตุเกิดจาก.หน่วยแรงอัด...หน่วยแรงดัด.หน่วยแรงดึง
ดั่งเหล็กเส้น...ถูกแรงเค้น.เป็นจุดดึง
ถึงจุกคลาก.เหล็กขาดผึง...ด้วยแรงดึง.แรงประลัย

ความอดทน...มนุษย์ชน.มีจำกัด
เหมือนแรงดึง.ดั่งแรงอัด...ต้านวิบัติ.รั้งไม่ไหว
ปวงประชา...ถูกเข่นคร่า.ประชาธิปไตย
ร้อยแรงดัด.อัดประลัย...ต้านไม่ไหว.บรรลัยลา

คานอัดแรง...แม้นแข็งแรง.แกร่งปานหิน
ปฏิวัติ.ผลัดแผ่นดิน...อำนาจสิ้น.สิเน่หา
ถูกแรงอัด.ปฏิวัติ.โดยประชา
แม้นแข็งแกร่ง.ดั่งศิลา...แรงยังล้า.ประชาชน

แรงสมดุล.หนุนคานใหญ่.ไม่ให้ดัด
ล่างแรงดึง.บนแรงอัด...โมเมนต์ดัด.คำนวณผล
สิทธิ์เสรี.ย่อมพึงมี.มนุษย์ชน
ยุติธรรม.กำเนิดผล...เสรีชน.จึงสมดุล

ปฏิวัติ.รัฐบาล.เปรียบคานใหญ่
สิทธิ์เสรี.ไม่อำไพ...ใต้คานใหญ่.ไร้แรงหนุน
เสาใต้คาน.รัฐบาล.ไม่สมดุล
ผลักเบาๆ.เสาเยื้องศูนย์...ไม่สมดุล.พังทลาย

ลิขิตฟ้า.อย่าหมายท้า.คนคำนวณ
ใช้อำนาจ.แต่พอควร...ดื้อรั้นล้วน.สร้างเสียหาย
อำนาจเอ๋ย.คนเคยเชย.ย่อมเสียดาย
ก่อนเสาเรือน.พังทลาย...เร่งผ่อนคลาย.สร้างสมดุล.....

 

 

ฝากถึง..ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ก่อนจะปรองดองต้องแก้ไขปัญหาหลักให้เรียบร้อยเสียก่อนคือปัญหาสถาบันกษัตริย์ ดังต่อไปนี้...

(คัดมาจากบทความของ Dr. สมศักดิ์  เจียมธีรสกุล )

วิธีการรักษาให้ประเทศไทยมีสถาบันกษัตริย์อย่างยั่งยืน สอดคล้องกับโลกที่เปลี่ยนไป คือการต้องปรับเปลี่ยนสถานะของสถาบันกษัตริย์ที่เป็นอยู่ ด้วยการ:

- ยกเลิกการอบรมในระบบการศึกษาและการประชาสัมพันธ์ทั้งหมดเกี่ยวกับเจ้า แบบที่ทำอยู่ในขณะนี้ ในลักษณะปลูกฝัง เผยแพร่ข้อมูลด้านเดียว ที่ไม่ให้ตรวจสอบ ไม่ให้โต้แย้ง
ความรักเจ้า ถ้าจะเกิดขึ้น จะต้องปล่อยให้เป็นความรักที่เกิดขึ้นเอง ตัดสินใจด้วยวิจารณาณของตนเอง เมื่อพลเมืองทุกคนโตขึ้นพอจะคิดใช้วิจารณาณได้เอง ในภาวะที่สามารถรับรู้ข่าวสารข้อมูลอย่างเสรี รอบด้าน ตรวจสอบได้ - เช่นเดียวกับเรื่องอื่นๆทุกเรื่อง และแน่นอน หากพลเมืองคนใดตัดสินใจจะไม่รัก จะไม่ชอบ จะเกลียด เช่นเดียวกับเรื่องอื่นๆ ก็ย่อมเป็นสิทธิ์ของพลเมืองแต่ละคน

- เพื่อการณ์นี้ จะต้องยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

- ยกเลิกอำนาจควบคุมของเจ้าต่อทรัพย์สินสาธารณะที่เรียกว่า "ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" โอนให้ทรัพย์สินดังกล่าว กลับมาเป็นทรัพย์สินสาธารณะโดยแท้จริง ที่อยู่ภายใต้การควบคุมตรวจสอบของสาธารณะอย่างเต็มที่ เช่นเดียวกับทรัพย์สินสาธารณะส่วนอื่นๆ
การใช้จ่ายงบประมาณ และการเงินของเจ้าทั้งหมด เช่นเดียวกับพนักงานรัฐทุกตำแหน่ง จะต้องอยู่ภายใต้บรรทัดฐานเดียวกัน ที่สามารถควบคุมตรวจสอบได้

- ยกเลิกอำนาจทางการเมืองของเจ้า ตำแหน่งพระมหากษัตริย์จะต้องอยู่ในลักษณะเป็นเชิงพิธีการ (ceremonial) อย่างเข้มงวด พระมหากษัตริย์จะต้องไม่มีอำนาจใดๆในการจัดการกิจการทางการเมือง ไม่ว่าโดยเปิดเผยหรือโดยลับ การ "แต่งตั้ง" พนักงานรัฐทุกตำแหน่งจากระดับสูงสุดถึงต่ำสุด (จากกองทัพ ถึงศาล ฯลฯ) ในนามพระมหากษัตริย์ ต้องเป็นเพียงเรื่องในเชิง ceremonial (หรือ เป็นการแต่งตั้ง "โดย" พระมหากษัตริย์เพียงในนาม) ล้วนๆ

องค์กรและบุคคลากรจำนวนมากมาย ที่รายล้อมและขึ้นต่อเจ้าในปัจจุบัน ตั้งแต่องคมนตรี ถึง สน.พระราชวัง ถึงทหารรักษาพระองค์ จะต้องไม่อยู่ในการควบคุมของเจ้า คณะองคมนตรีต้องยกเลิก เพราะถ้าเลิกอำนาจทางการเมืองที่เพิ่งกล่าวข้างต้นแล้ว ความจำเป็นจะต้องมีคณะองคมนตรีก็หมดไป และที่ปรึกษาหรือการปรึกษาหารือราชการถ้าจะมีขึ้น (ซึ่งในทางปฏิบัติเรียกได้ว่าแทบจะไม่มีแล้ว นึกถึงกรณีอังกฤษ เป็นต้น) ก็สามารถใช้รัฐบาลเป็นที่ปรึกษา
................
ผมขอยกคำของคุณกษิต ภิรมย์ Kasit Piromya เมื่อปี 2553 มาให้ดูอีกครั้ง ผมยังเห็นและยืนยันจนวินาทีนี้ว่า นี่เป็นการพูดถึงสถาบันกษัตริย์ที่มองการณ์ไกลและดีที่สุดในบรรดาคนที่อยู่ในวงการเมืองในรอบหลายๆสิบปีมานี้ น่าเสียดายที่คุณกษิต ขาดความพยายามและความกล้าหาญทางคุณธรรม ที่จะยืนยันสิ่งที่พูดนี้ ก็หวังว่าในอนาคต คุณกษิต และคนในวงการเมืองอื่นๆ จะหันกลับมาพยายามยืนยันในจุดยืนนี้อีกครั้ง
".... ผมคิดว่า เราต้องพูดเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ [ว่า] สถาบันกษัตริย์จะต้องปฏิรูปตัวเองอย่างไรให้สอดคล้องกับโลกยุคโลกาภิวัฒน์สมัยใหม่ เช่นเดียวกับที่สถาบันกษัตริย์อังกฤษ, สถาบันกษัตริย์เนเธอแลนด์, เดนมาร์ค, ลิชเต็นสไตน์ ต้องผ่านอะไรมาบ้าง เพื่อปรับตัวเองเข้ากับโลกสมัยใหม่ ...."
".... ผมคิดว่า เราต้องกล้าพอที่จะผ่านสิ่งเหล่านี้ และพูดกันแม้แต่ในประเด็น 'ต้องห้าม' เรื่องสถาบันกษัตริย์. เราต้องทำให้เหมือน ลิชเก็นสไตน์ หรือ ลักเซ็มเบิร์ก ที่ต้องผ่านสิ่งเหล่านั้น. ทุกวันนี้ ทุกสิ่งทุกอย่าง [ควร] จะกลายเป็นเรื่องเปิด เพื่อที่จะได้ไม่เป็นอะไรที่ถูกซ่อนไว้ใน 'ยาฮู' หรือ 'กูเกิ้ล' อะไรแบบนั้น ไม่จำกัดเป็นแค่เรื่องถกเถียงกันใต้ดิน ใต้โต๊ะ อะไรแบบนั้น เราต้องซื่อตรงต่อกันและกัน ขอให้เรามาอภิปรายกันในเรื่องเหล่านี้ ...."
.............................................
หมายเหตุผู้เรียบเรียง:
แสงตะวัน
7 ธ.ค. 59
เราเห็นด้วยกับข้อเสนอของ อ.สมศักดิ์ เจียมฯ ที่เสนอในการแก้ปัญหาทางออกของประเทศไทย   เพื่อเป็นการลดความขัดแย้งของคนในชาติลงทำให้ไม่มีเสื้อเหลืองเสื้อแดง  เพราะสถาบันกษัตริย์คือที่มาของปัญหาแห่งความขัดแย้งทั้งหมดของสังคมไทยนับได้จากอดีตจนถึงปัจจุบันนี้ .....

ไอเดีย "ปรองดอง" ของ คสช - "อย่าทะเลาะกัน"ในระดับพรรคการเมืองและฐานมวลชน แต่ต้องยอมรับการจัดสรรอำนาจตาม รธน คสช

Somsak Jeamteerasakul
ไอเดีย "ปรองดอง" ของ คสช - "อย่าทะเลาะกัน"ในระดับพรรคการเมืองและฐานมวลชน แต่ต้องยอมรับการจัดสรรอำนาจตาม รธน คสช
ในขณะที่ยังไม่มีรายละเอียดว่า "ปรองดอง" ของ คสช จะออกมาอย่างเป็นรูปธรรมอย่างไรบ้าง ผมคิดว่า จากที่เห็นและเป็นอยู่ เราอาจจะสรุปได้กว้างๆว่า
"กรอบ" ของไอเดีย "ปรองดอง" ของ คสช คือ
"อย่าทะเลาะกัน" #ในระดับระหว่างพรรคการเมืองและฐานมวลชน คือในระดับระหว่าง ปชป-พท, นปช-กปปส/พันธมิตร
แต่การไม่ทะเลาะกันในระดับที่ว่า หมายความด้วยว่า "ทุกฝ่าย" ในระดับดังกล่าวที่ไม่ทะเลาะกันนั้น #จะต้องยอมรับอำนาจของสถาบัน, #องค์กร ฯลฯ #ที่ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมตรวจสอบของสังคมโดยรวมด้วย ได้แก่ สถาบันกษัตริย์, กองทัพ, ตุลาการภิวัฒน์ (ศาล, องค์กรอิสระ ฯลฯ) - นั่นคือ #ยอมรับการจัดสรรอำนาจตามที่วางไว้ในรัฐธรรมนูญ คสช (เพียงแต่ "อย่าทะเลาะกัน" ในระดับพรรคการเมืองและฐานมวลชน)
การ "ปรองดอง" ภายใต้ "กรอบ" หรือแนวคิดแบบนี้ จะไม่แก้ปัญหารากฐานของวิกฤติสิบปีได้ ยิ่งไม่ใช่การนำไปสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริงและยั่งยืน
 

"ปรองดอง" ข้อเสนอของคสช. เพิ่งเริ่มต้น?,มีผู้ออกมาปฎิเสธไม่ร่วมจับมือเสียแล้ว... คงไปไม่ถึงหลักชัยที่ปักไว้...?


พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานประชุมตั้งคณะกรรมการปฏิรูปและปรองดองเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แว่วมาว่า การปรองดองจะไม่เริ่มต้นที่การ “ให้อภัย” แม้ สปท.จะนำเสนอแนวทางของการนิรโทษกรรม รวมทั้ง สนช.ก็มีร่าง 33 มาตรา…
Prachachat - ประชาชาติ
"บิ๊กตู่"ชี้ทำ"สัจจะวาจา" ไม่ขัดเเย้ง-ไม่ขัดขวางเลือกตั้ง ขออย่าใจร้อนเชื่อปรองดองสำเร็จ
"สุเทพ" ลั่น ไม่ร่วมเซ็น MOU ชี้ไม่ใช่ทางออก แนะทำคนในชาติเคารพกฎหมายก่อน


"สุเทพ" ลั่นไม่ร่วมเซ็น MOU ชี้ไม่ใช่ทางออกสร้างปรองดอง แนะต้องทำให้คนในชาติเคารพกฎหมาย
ณัฐวุฒิ” อัด “สุเทพ” อย่าสำคัญตัวผิด คิดว่าตัวเองคือศูนย์กลาง
http://www.matichon.co.th/news/431152


“ณัฐวุฒิ” อัด “สุเทพ” อย่าสำคัญตัวผิด คิดตั้งเงื่อนไขก่อนเริ่มกระบวนการปรองดอง ลั่น นปช.ยินดีร่วมแต่ไม่ยอมง้อ-เป็นลูกไล่ให้ใครกระทบเอาดีเข้าตัว เมื่อวันที่ 17 มกราคม นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช. กล่าวว่า ไม่รู้ว่าอะไรทำให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ…
"สนช." หนุน "ปรองดอง" ชี้ไทม์มิ่งเหมาะ แนะยึดส่วนรวมมาก่อนตัวบุคคล




สุเทพ ลั่นไม่เซ็น MOU ปรองดองย้ำไม่เอานิรโทษกรรม 112 ด้านณัฐวุฒิ อัดอย่าเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง
สุเทพ เทือกสุบรรณ หนุนรัฐบาลเดินหน้าปรองดอง แต่ไม่ยอมเซ็น MOU ชี้ไม่ใช่การปรองดองที่แท้จริง ย้ำไม่เอานิรโทษกรรมคดี 112 คอร์รัปชั่น และความผิดทางอาญา ด้านณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อัด อย่าคิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลาง ยัน นปช. พร้อมเข้าร่วม
http://www.prachatai.org/journal/2017/01/69664

อุตุฯ ประกาศเตือน.....ฝนตกหนักภาคใต้-คลื่นลมแรงบริเวณอ่าวไทย

Prachachat - ประชาชาติ


คลิกอ่าน-อุตุฯ ประกาศเตือนฉบับที่ 10 ฝนตกหนักภาคใต้-คลื่นลมแรงบริเวณอ่าวไทย

เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 17 มกราคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี…

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ที่ยังคงมีน้ำค้างอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำบางพื้นที่…

วันที่ 17 มกราคม 2560 รายงานข่าวว่าโรงเรียนในพื้นที่ริมทะเลสาบสงขลาหลายแห่งยังไม่สามารถเปิดเรียนได้ วัดคลองเป็ด วัดหัวเค็ดและ วัดจาก อ.ระโนด…

måndag 16 januari 2017

ในหลวงกับประชาธิปไตย : คอลัมน์ ใบตองแห้ง


ในหลวงกับประชาธิปไตย
คอลัมน์ ใบตองแห้ง

ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มา 84 ปี อยู่ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ 70 ปี อยู่ในรัชสมัย ร.7 ไม่ถึง 2 ปี อยู่ในรัชสมัย ร.8 อีก 12 ปี แต่ต้องมีคณะผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน เพราะเสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อมีพระชนมายุเพียง 8 พรรษา
กล่าวได้ว่า ประชาธิปไตยไทยไม่ว่าจะคดเคี้ยวระหกระเหินอย่างไร ก็เปลี่ยนแปลง พัฒนามาในรัชสมัยของพระองค์ท่านเกือบทั้งสิ้น แม้ช่วงแรกเป็นยุครัฐบาลทหาร หลังรัฐประหาร 2490 ที่พลังอนุรักษนิยมโค่นล้มปรีดี ปิดฉากประชาธิปไตยของคณะราษฎร แต่ภายหลัง 14 ตุลา 2516 ซึ่งวิกฤตคลี่คลายด้วยพระบารมี 43 ปีถึงวันนี้ เราก็อยู่ใน “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” แม้มีรัฐประหาร 4 ครั้ง มีประชาธิปไตยไม่เต็มใบในบางช่วง
ทำไมนับแค่ 43 ปี ก็เพราะจากปี 2490 ถึง 2516 ประเทศปกครองด้วยอำนาจรัฐประหารมากกว่ารัฐธรรมนูญ แม้รัฐประหารให้ความเคารพเทิดทูนพระมหากษัตริย์ แต่ก็ปกครองด้วยอำนาจรัฏฐาธิปัตย์ ไม่ได้ปกครองตามรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ตั้งแต่ปี 2475 ว่า “อำนาจอธิปไตยย่อมมาจากปวงชน ชาวสยาม พระมหากษัตริย์ผู้เป็นประมุข ทรงใช้อำนาจนั้นแต่โดยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้”
ดูง่ายๆ สิครับ ประกาศคณะปฏิวัติ ประกาศคณะรัฐประหาร หัวหน้าประกาศใช้ได้เลย ไม่ต้องทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ไม่เหมือนพระราชบัญญัติ พระราชกฤษฎีกา พระบรมราชโองการ ที่ประธานรัฐสภา นายกฯ ต้องนำขึ้นทูลเกล้าฯ
พระบารมีของในหลวง ร.9 แผ่ไพศาลในระบอบประชาธิปไตยที่ทรงเป็นประมุข เป็นศูนย์รวมจิตใจ เป็นที่ยึดเหนี่ยว ในขณะที่รัฐสภา รัฐบาลก็ทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ พสกนิกรมีสิทธิเสรีภาพ มีอำนาจตัดสินใจ ในระดับที่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ตลอด 43 ปี ซึ่งคนส่วนใหญ่ที่ปลื้มปีติ “เกิดในรัชกาลที่ 9” ก็เกิดและเติบโตในช่วงนี้แหละ
พระบารมีกับประชาธิปไตยไม่จำเป็นต้องขัดกัน แต่ก็มีคนพยายามดึงสถาบันมาตัดสินการเมือง โดยเฉพาะการเรียกร้อง “นายกฯ พระราชทาน” เมื่อปี 2549 กระทั่งในหลวงทรงมีพระราชดำรัสว่า ไม่เคยมีนายกฯ พระราชทาน มาตรา 7 ไม่ได้หมายถึงมอบให้พระมหากษัตริย์มีอำนาจที่จะทำอะไรตามชอบใจ
แต่ 10 ปีผ่านไป ก็ดูเหมือนยังมีความคิดความพยายามเรื่องนี้อยู่ จนร่างรัฐธรรมนูญ 2559 ของ กรธ.ต้องตัดมาตรา 7 ไปใช้มาตรา 5 แก้วิกฤตแทน
อันที่จริง พระบารมีไม่ได้อยู่ในมาตราไหนทั้งสิ้น ถ้าว่าตามหลักรัฐธรรมนูญ เมื่อบ้านเมืองอยู่ในภาวะวิกฤต องค์กรอำนาจต่างๆ เป็นอัมพาต ก็เป็นอำนาจหน้าที่ของประมุขตามมาตรา 3 แต่ถ้าว่ากันตามความเป็นจริงทางสังคมการเมือง เมื่อบ้านเมืองถึงทางตัน จะพินาศย่อยยับ จะฆ่าฟันกัน แบบ 14 ตุลา พฤษภา 35 ก็เหลือแต่บุคคลที่ประชาชนให้ความเคารพนับถือสูงสุด ที่ยับยั้งและชี้ทางออกได้
เพียงแต่ต้องขึ้นกับพระบรมราชวินิจฉัย “หลั่งมาเองเหมือนฝนอันชื่นใจ” ไม่ใช่คน 2 ฝ่ายขัดแย้งกันยังไม่เกิดฉันทามติ ฝ่ายหนึ่งก็ไปเรียกร้อง “นายกฯ พระราชทาน” จนความขัดแย้งบานปลาย
สถาบันพระมหากษัตริย์กับการพัฒนาประชาธิปไตยอยู่คู่กันได้ และต้องทำให้ได้ แต่จนวันนี้ก็ยังมีคนปลุกกระแส แบบรักสถาบันแล้วไม่ต้องมีประชาธิปไตย “แบบฝรั่ง” ที่ให้เสรีภาพมีความเห็นต่าง หรือบางคนก็ฉวยช่วงนี้ ย้อนไปโจมตีคณะราษฎร ทำนองว่าทำผิดคิดร้ายที่เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นประชาธิปไตย
รักในหลวง แล้วต้องรักระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ยังงั้นหรือครับ ไม่เข้าใจหรือว่า ในหลวงทรงสั่งสมพระบารมีจากการเป็นพระมหากษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ ที่ทรงมีพระราชดำรัสเองว่า “ไม่เคยทำอะไรตามใจชอบ”
มิพักต้องพูดถึงว่า คณะราษฎรเป็นผู้กราบบังคมทูลอัญเชิญในหลวง ร.8 ขึ้นครองราชย์ แต่คนไทยที่ไม่ศึกษาประวัติศาสตร์ก่อน 2475 ไม่เข้าใจว่า คณะราษฎรได้เปลี่ยนแปลงการปกครองให้พระมหากษัตริย์ทรงพ้นไปจากการใช้อำนาจตัดสินใจทางบริหาร ทางนิติบัญญัติ ซึ่งสัจธรรมของอำนาจ ไม่ว่าผู้ใดใช้อำนาจก็ย่อมให้คุณให้โทษ ย่อมเกิดคนพอใจไม่พอใจ อย่างเช่น ร.7 ทรงต้องแบกภาระแก้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ ต้องขึ้นภาษี ตัดงบประมาณ ปลดข้าราชการ ฯลฯ
พระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยมีพระราชอำนาจไหม มีในแง่กระบวนการ ที่หากไม่เป็นไปตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ บางกรณีก็ไม่ทรงลงพระปรมาภิไธย แต่พระองค์ไม่เกี่ยวข้องการตัดสินใจ ไม่ว่าการออกกฎหมาย การแต่งตั้งใคร (ซึ่งย่อมมีคนสมหวังผิดหวัง) ประธานรัฐสภา นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี ผู้รับสนองพระบรมราชโองการเป็นผู้รับผิดชอบการตัดสินใจนั้นๆ
รักในหลวงก็ควรรำลึกถึงพระองค์ท่านในฐานะประมุขแห่งระบอบประชาธิปไตย ที่เปลี่ยนแปลงพัฒนามาตลอดรัชสมัย

(หมายเหตุ-นำมาอัพเดทให้อ่าน "ปัญญาคืออาวุธในการต่อสู้"   อ่าน  คิด  ติดอาวุธทางปัญญา เพื่อพัฒนาปรับเปลี่ยนยกระดับแนวคิด  ติดตามข่าวก้าวทันปัญหาสถานการณ์บ้านเมืองที่ไม่ปกติ...  )

“นามธรรม”มันสั่งฆ่า...เห็นกับตา “ รูปธรรม “.........

ขุนเขาบอก :

“นามธรรม”มันสั่งฆ่า...เห็นกับตา “ รูปธรรม “.........

สรรพสิ่งได.มองไม่เห็น...นั่นย่อมเป็น “นามธรรม “
แต่สีขาว.ฤาสีดำ ...“รูปธรรม”คือมองเห็น
นามธรรม.คือศรัทธา...เทิดบูชา.เกินจำเป็น
รูปธรรม.คือตาเห็น...เลือดกระเซ็น.เป็นคนตาย

คุณธรรม.ในจิตใจ...ไม่เหลือไว้.ให้ได้เห็น
ยอมเลือกข้าง.สร้างกรรมเวร...ความร่มเย็น.เสื่อมสลาย
นามธรรม.คือเทวา...หลงบูชา.กันแทบตาย
รูปธรรม.คือสัตว์ร้าย...ฆ่าคนตาย.ขายวิญญาณ

สัมภเวสี.ยังดีกว่า...เทวดา.หน้าหล่อเหลา
ถูกประเคน.เซ่นของเมา...เทวาเจ้า.ประหัตประหาร
เปรียบมนุษย์.เป็นกากเดน...กินเครื่องเซ่น.เป็นสันดาน
โถมนุษย์.สุดสงสาร...นามธรรมท่าน.ที่บูชา

ตาหูกาย.จมูกลิ้น...สัมผัสสิ้น.รสกลิ่นเสียง
รูปธรรม.แสนลำเอียง...มนุษย์เพียง.ผู้ต้องหา
สิ่งที่เห็น.ด้วยความคิด...ผู้เหลิงฤทธิ์.เทวดา
ยอมหมอบนั่ง.กระทั่งหมา...เทวดา.ประทานพร

มนุษย์เอ๋ย.เฉลยแล้ว...แสงแห่งแก้ว.ใช่แสงสูรย์
มันคือแสง.แห่งอาดูร...หลงเทิดทูน.ยากไถ่ถอน
สุริยน.สุริยัน...แสงอำพัน.ทิฆัมพร
มลังเมลือง.เคียงสิงขร...รีบไถ่ถอน.ความศรัทธา

รูปธรรม.นามธรรม...ทั้งสองคำ.ลึกล้ำเหลือ
ศรัทธาผิด.ยาพิษเจือ...ตายไม่เหลือ.ดั่งเบื่อหมา
ดิ้นทุรน.จนตนตาย...รู้ความหมาย “เทวดา “
“นามธรรม”มันสั่งฆ่า...เห็นกับตา “ รูปธรรม “.........

บีบีซีไทย - BBC Thai

โปรดเกล้าฯ รัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. 2557 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมแล้ว #ThaiConstitution

ยุคไฮเทค... ร่วมด้วยช่วยกันค้นหาความจริง นำความถูกต้องยุติธรรม กลับคืนสู่สังคม

กรมคุ้มครองฯแถลงการณ์ จะช่วยเหลือ”ไผ่ ดาวดิน”ให้สอบวิชาสุดท้าย ตามหลักสิทธิมนุษยชน

อัพเดท ผลเสียหาย ความช่วยเหลือ รวมทั้งการรับบริจาคช่วยเหลือภัยพิบัติน้ำท่วมภาคใต้ ...

กรมชลประทาน ระดมความพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือ รับมือสถานการณ์น้ำ หลังกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ฝนจะตกหนักอีกระลอก 16-20 ม.ค. 2560

"สรยุทธ"คืนจอ ชื่อนี้ยัง"ขายได้"และ"ขายดี"



(กำลังใจให้สุรยุทธ"อดีตคือบทเรียน.จงพิสุจน์ตัวเอง"จงเชื่อมั่นในตนเองไม่หวั่นไหวกับแรงกดดันใช้ความสามารถที่มีให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม)

สั่นสะเทือนกันไปหลายวงการสำหรับการกลับมาอีกครั้งของสรยุทธ สุทัศนะจินดา อดีตพิธีกรรายการ “เรื่องเล่าเช้านี้” และ “เจาะข่าวเด่น” รายการข่าวเรตติ้งกระฉูดทางช่อง 3 หลัง “เฮียสอ” จำต้องโบกมือลาไปเมื่อโดนกดดันรอบด้านจาก “คดีไร่ส้ม” คงเหลือ “น้องไบรท์”…

ข่าวจากทำเนียบรัฐบาล .. นายกฯหัวหน้าคสช.


ประยุทธ์มอบคำขวัญวันครู "ชาติพัฒนา ด้วยครูดี มีคุณภาพ ศิษย์ซาบซึ้ง พระคุณครู"
พล.อ.ประยุทธ์ ชี้ครูเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพของชาติเพื่อจะได้โตเป็นทั้งคนเก่งและดี มีระเบียบวินัย คำนึงถึงส่วนร่วม และมีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
http://prachatai.org/journal/2017/01/69653


พล.อ.ประยุทธ์ หนุนแนวคิด พล.อ.ประวิตร ให้พรรคการเมืองมาลงสัตยาบันร่วมกันเพื่อความปรองดอง เผยอยู่ระหว่างการเริ่มตั้งคณะกรรมการ ย้ำทุกพรรคพูดแล้วก็ต้องไม่ลืม…
"บิ๊กตู่" ปัดปมไอเดียคัดสรรผู้ว่าฯ ชี้เป็นเพียงแนวคิดเท่านั้น
เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 16 มกราคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)…

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย.+.การปรองดองของคสช - รอการเลือกตั้ง สูตรเดิมๆบวกลบแล้วคำตอบได้ = 0

ประชาไท Prachatai.com


ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2560 โดยมี…
http://prachatai.com/journal/2017/01/69649
09.00 INDEX บนเส้นทาง ปรองดอง สมานฉันท์ ตัว “ปัญหา” เริ่มแสดงตัวปรากฏ


เริ่มมีความแจ่มชัดมากยิ่งขึ้นเป็นลำดับว่า “ปัญหา” อันทำให้ไม่สามารถ “ปรองดอง” ได้มาจากไหน ขอให้ฟังจาก “น้ำเสียง” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง น้ำเสียงอันมาจาก 1
“วิษณุ” เผยนายกฯ ขอพระราชทานร่าง รธน.คืนพรุ่งนี้ คกก.แก้ไขร่าง ถกพรุ่งนี้ เมื่อเวลา 18.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า
 
วันนี้ (16 มกราคม) ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ให้ข้าราชการตํารวจพ้นจาก
 
(หมายเหตุ-ร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย " อำนาจ..ผลประโยชน์  แนวความคิดที่แตกต่างกัน" ของชนชั้นปกครองทุกฝ่าย "อำมาตย์ศักดินา  นายทุน  ขุนศึก  นักการเมือง  " ที่ขาดความจริงใจ .เห็นแก่ได้เพื่อประโยชน์ส่วนตนและพวกฟ้อง...มากกว่าแก้ไขปัญหาของประเทศชาติ เพื่อความถูกต้องยุติธรรม  ความเดือดร้อนของประชาชนไทย...
"โรดแมป".. ร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย   การปรองดองของคสช.  รอการเลือกตั้ง  จึงเป็นไปได้ยากเหมือนเส้นขนานไม่มีวันบรรจบกันได้ ....ที่มาของ ผลรับ.  = 0.. เกมลากยาวนั่นเอง   
ไร้รัฐธรรมนูญ-ไร้การเลือกตั้ง  คือคำตอบให้ประชาชนไทยทุกคนที่ตั้งตารอคอยการเลือกตั้ง..
ความจริงใจ  เสียสละ  ร่วมมือกัน บนพื้นฐานความถูกต้องยุติธรรม  จากชนชั้นปกครองทุกฝ่าย  + กับความร่วมมือจากประชาชนไทยทั้งประเทศเท่านั้น  การแก้ไขวิกฤติปัญหาทั้งหมกของประเทศจึงจะสำเร็จลุล่วงไปได้)

söndag 15 januari 2017

ปีกระชับอำนาจ:คอลัมน์ ใบตองแห้ง


ปีกระชับอำนาจ คอลัมน์ ใบตองแห้ง - khaosod

ปีกระชับอำนาจ
ใบตองแห้ง
2560 เป็นปีที่รัฐธรรมนูญจะประกาศใช้ แต่ทุกคนรู้แก่ใจ ถ้อยคำ “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย” หรือ “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับการคุ้มครอง” ไม่มีความหมาย ภายใต้กรอบอำนาจหลายชั้น โดยเฉพาะ ม.44 ที่ผ่านประชามติอย่าง “ชอบธรรม”
ประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ได้นำประเทศกลับสู่ประชา ธิปไตย แต่นำไปสู่การกระชับอำนาจของรัฐราชการ ทหาร ศาล ตำรวจ และองค์กรต่างๆ ที่สถาปนาตนเป็น “รัฐศีลธรรมอันดี” กำกับควบคุมประเทศด้วยดุลพินิจ ประชาชนมีหน้าที่เชื่อฟัง เชื่อมั่น ปฏิบัติตามคำสั่ง ข้าราชการ ข้าของแผ่นดิน ล้วนเป็นคนดีคนเก่ง จะนำชาติวัฒนา ตามแนวทาง “ประชารัฐ” ยุทธศาสตร์ 20 ปี ไทยแลนด์ 4.0 ลดความเหลื่อมล้ำ
ด้วยเหตุนี้ ประชาชนจึงแสดงพฤติกรรมเย้ยหยันอำนาจรัฐไม่ได้ ถือเป็นการไม่เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมือง ก่อความเสียหายต่อประเทศชาติ เพราะนี่คืออำนาจรัฐอันดีงาม ไม่ใช่อำนาจจากเลือกตั้ง
หลังรักษาความสงบเกือบ 3 ปี การบังคับใช้กฎหมายยิ่งยกระดับ ประชาชนต้องเคารพกฎหมาย รู้จักหน้าที่ มีวินัย อยู่ใต้กติกาบ้านเมือง โดยไม่ต้องคำนึงว่า “กฎหมาย” นั้นมาจากการออกประกาศคำสั่งเองก็ถือเป็นกฎหมาย ใช้สภาที่แต่งตั้งเอง อ้างตนเป็น “ผู้แทนปวงชนชาวไทย” ลงมติเอกฉันท์ ก็เป็นกฎหมาย
เราอยู่ใต้รัฏฐาธิปัตย์ ที่มาจากยึดอำนาจ แต่ทำตนเสมือน “ชอบธรรม” มีอารยะ ไม่ใช่เผด็จการโบราณ ไม่จับคนไปฆ่าไปขังตามอำเภอใจ แต่ใช้อำนาจภิวัตน์ ออกประกาศคำสั่ง หรือผ่าน สนช.เป็นกฎหมาย แล้วใช้กฎหมายจับกุม ส่งอัยการ ศาล ตามกระบวนการ โดยพักหลังไม่ต้องใช้ศาลทหารด้วยซ้ำ
พูดได้อย่างภาคภูมิใจ? เราปกครองด้วยระบบกฎหมาย? แล้วเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยึดหลักนิติรัฐนิติธรรม
ภายใต้อำนาจรัฐดีงาม ประชาชนต้องไม่ทำตามอำเภอใจ มีความทุกข์ยากเดือดร้อนใด ให้รายงานศูนย์ดำรงธรรม อย่าโวยวายไม่พอใจโดยพลการ หากต้องการชุมนุมประท้วงทางราชการ ก็ต้องขออนุญาตทางราชการ ไม่เช่นนั้นยืนเฉยๆ ก็ผิด หากจะโพสต์เฟซบุ๊กวิพากษ์วิจารณ์ ก็ต้องพับเพียบเรียบร้อย ใครโพสต์ด่าตำรวจตั้งด่านพร่ำเพรื่อ จะถูกแจ้งจับ โทษหนักทั้งหมิ่นเจ้าพนักงานและ “บิดเบือน” ตาม พ.ร.บ.คอมพ์
ต่อไป กระทั่งสื่อ ยังอาจต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ใบอนุญาตแสดงความคิดเห็น “โดยอิสระ” แต่ไม่ขัดต่อศีลธรรม ไม่เช่นนั้นถูกถอนใบอนุญาต
ประชาชนตัวอย่างแห่งปี 2559 จึงได้แก่พ่อค้าเร่บุรีรัมย์ “มนุษย์ใบอนุญาต” จะทำมาหากินอะไรต้องขออนุญาต นำใบอนุญาตมาแปะข้างรถเป็นตับ ขณะที่ผู้ร้ายแห่งปี ได้แก่ชายชราตัดไม้พะยูงในที่ของตัวเอง
นี่เป็นทิศทางของรัฐแห่งความดีงาม ที่จัดระเบียบทุกอย่าง จัดระเบียบรถตู้ไม่รู้กี่ครั้งในรอบ 3 ปี แต่ยังเชื่อกันว่ารัฐศีลธรรมที่เข้มแข็งนี่แหละ จะสามารถดัดนิสัยคนไทยให้อยู่ในโอวาท นำชาติเจริญ เหมือนจีน เหมือนสิงคโปร์ ทั้งที่ผลสอบ PISA ไปคนละทาง
รัฐแห่งความถูกต้อง ไม่ได้กีดกันการมีส่วนร่วมของประชาชน แต่อย่าแสดงความเห็นต่าง อย่ามีความคิดอิสระทางการเมือง อย่าวิจารณ์อำนาจ ใครอยากช่วยชาติก็มารณรงค์บริจาคเพื่อการกุศล ปลูกป่า รักษ์โลก รีไซเคิล ช่วยคนจน หรือรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชนคนไร้สัญชาติ ตามมติ ครม.
ขอเพียงอย่า “หัวแข็ง” อย่างประชาธิปไตยใหม่ ไผ่ ดาวดิน ฯลฯ ล้วนเป็นคนดี
นี่คือทิศทางประเทศ ที่กำลังจะเดินหน้า (หรือถอยหลัง) อย่างไม่สามารถยับยั้ง ไม่ว่ามีเลือกตั้งหรือไม่มีเลือกตั้ง ภายใต้อุดมคติความมั่นคงสำคัญสูงสุด ถัดมาคือ GDP แล้วค่อยเศรษฐกิจปากท้อง คุณภาพชีวิต “โลกสวย” ของคนชั้นกลาง ฯลฯ โดยเสรีภาพประชาธิปไตยสำคัญอันดับโหล่
คนที่ชอบก็ชื่นอกชื่นใจ สนับสนุนกันไป คนที่ไม่เห็นด้วยก็ทำอะไรไม่ได้ ขัดขวางไม่ได้ แค่เอาตัวรอดปลอดภัย ก็บุญเหลือบุญหลาย
ภายใต้การกระชับอำนาจรัฐ เน้นความมั่นคงเป็นหลัก สำหรับประชาชน นี่คือปีแห่งการเอาตัวให้รอด ตั้งแต่คนเห็นต่าง ซึ่งกำลังตัวเล็กลงๆ ทำอย่างไรจะอยู่รอดในประเทศนี้ได้ (ไม่อยากอยู่ก็ไปเสีย แบบที่มีคนไล่) ขณะที่คนทั่วๆ ไปก็ต้องรู้จักคล้อยตามอำนาจ เข้าหาอำนาจ ซึ่งไม่ยากเท่าไหร่ เพราะเป็นวัฒนธรรมไทย เพียงอาจลำบากหน่อยกับเศรษฐกิจปากท้อง ซึ่งถ้าไม่ดีขึ้นก็โทษใครไม่ได้ ตัวใครตัวมัน ต้องเอาตัวให้รอดไว้ก่อน
แต่เชื่อเหอะ ยังไงๆ ก็ไม่เป็นปัญหากับอำนาจ คนไทยนะครับ ยังไงก็ “อยู่เป็น” ไม่งั้นประเทศคงไม่เป็นถึงเพียงนี้หรอก