"สิ่งสำคัญที่สุดการจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือออกในรูปแบบใดก็ตาม ต้องไม่ก้าวล่วงสถาบัน ต้องเคารพเทิดทูน แล้วทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศว่าอย่าไปสร้างปัญหา เรื่องความแตกแยก ต้องหยิบยกเรื่องสถาบันอยู่นอกเหนือการเมือง อย่าหยิบยกมาต่อสู้ถกเถียงกัน ล้อเลียนกัน มันเกิดความไม่สงบเรียบร้อยในบ้านเมือง" นายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว. กล่าว
ประชุมรัฐสภา : ส.ว.ค้านตั้ง ส.ส.ร. ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ท่าทีพปชร. ไม่ชัด
นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) และอนุกรรมาธิการของ คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาร่างแก้รัฐธรรมนูญ เป็นหนึ่งใน ส.ว.ที่ย้ำจุดยืนว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้อง "ไม่ก้าวล่วงสถาบันฯ" ขณะที่พรรคฝ่ายค้าน วิจารณ์ว่า รายงานผลศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญของ กมธ. "เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์" และเป็นการเตะถ่วงเพื่อซื้อเวลาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
การประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อพิจารณาญัตติร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม รวม 6 ฉบับ ซึ่งเสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และอีก 1 ฉบับที่เพิ่มมาของภาคประชาชน เสนอโดยโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) มีขึ้นในวันนี้ ( 17 พ.ย.) ขณะที่นอกรั้วรัฐสภากลุ่มประชาชนที่มีความเห็นต่าง 2 ฝ่าย ได้รวมตัวกดดันรัฐสภา
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา เริ่มเปิดประชุมในเวลา 9.56 น. ก่อนสรุปเวลาการอภิปรายที่ 15 ชั่วโมงเศษ โดยในการรายงานร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับภาคประชาชนหรือไอลอว์ จะใช้เวลาชี้แจงร่างกฎหมาย 30 นาที
การประชุมเริ่มต้นด้วยการชี้แจงรายงานผลศึกษาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ร่าง โดยในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วยหมวดเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ นายวิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปรัฐบาล กล่าวสรุปปิดท้ายในการรายงานผลการศึกษาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ญัตติของพรรคร่วมรัฐบาลไม่ได้มีการเสนอหรือแตะต้องในหมวดนี้ ส่วนข้อกังวลของ ส.ว.เกี่ยวกับประเด็นพระราชอำนาจที่อยู่ในบทบัญญัติมาตราอื่น ๆ อีก 38 มาตรา สามารถเสนอต่อ กมธ.ให้อยู่ในบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญใหม่ สามารถเสนอให้อยู่ในพิจารณาวาระที่สอง
"ส่วนนี้เป็นอีกส่วนที่เราไม่ได้เข้าไปแตะต้อง อันนี้ยืนยันอีกครั้งหนึ่ง" นายวิรัช กล่าว
ญัตตินี้กลายเป็นวาระ "ค้างสภา" หลังจากที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเมื่อ 23-24 ก.ย. ไม่ยอมลงมติรับ/ไม่รับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ให้ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาร่างแก้รัฐธรรมนูญก่อนรับหลักการ โดยอ้างว่า ส.ส. กับ ส.ว. ยังไม่เคยคุยกันเลย สร้างความไม่พอใจให้แก่ผู้ชุมนุมประท้วงบนท้องถนน ที่ชูธงแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็น 1 ใน 3 ข้อเรียกร้องหลัก
นายวิรัช ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เป็นเจ้าของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับรัฐบาล และเป็น "ตัวชง" ข้อเสนอให้ตั้ง กมธ. ก่อนที่ตัวเขาจะนั่งเป็นประธาน กมธ. ชุดที่ไม่มี ส.ส. ฝ่ายค้านร่วมสังฆกรรมแม้แต่คนเดียว
ส.ส. และ ส.ว. เริ่มพิจารณาผลการศึกษาของ กมธ.ศึกษาร่างแก้รัฐธรรมนูญก่อนรับหลักการทั้ง 6 ร่าง ก่อนพิจารณาร่างของไอลอว์ โดยคาดว่าจะลงมติได้วันที่ 18 พ.ย. หลังเวลา 19.00 น.
ในการผ่านวาระ 1 ขั้นรับหลักการ ต้องได้คะแนนเสียงเห็นชอบจากสมาชิกรัฐสภา "ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกที่มีอยู่สองสภา" หรือ 366 จาก 732 เสียง (มี ส.ส. ปฏิบัติหน้าที่ได้ 487 คน และ ส.ว. 245 คน) ในจำนวนนี้ต้องเป็นคะแนนเสียงเห็นชอบจาก ส.ว. "ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3" ของวุฒิสภาที่มีอยู่ หรือ 84 คน
ทั้งนี้ส่วนของ ส.ว. มีสมาชิกเข้าร่วมประชุม 245 คน เนื่องจากผู้บัญชาการเหล่าทัพทั้ง 5 เหล่า (บก-เรือ-อากาศ-กองทัพไทย-ตำรวจ) ประกาศไม่เข้าร่วมประชุมเนื่องจากยังไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ เป็นวุฒิสมาชิกและอยู่ระหว่างขั้นตอนการแต่งตั้ง
รายงานผลศึกษาแก้รัฐธรรมนูญ ไร้ข้อสรุป
นายนิกร จำนง ประธานอนุกรรมาธิการ จากพรรค ชาติไทยพัฒนา จัดทำรายงานพิจารณาศึกษา ชี้แจงเนื้อหารายงาน เมื่อไม่มีฝ่ายค้านร่วมด้วย จึงไม่มีข้อสรุปหรือข้อยุติใด ๆ มีเพียงบันทึกให้ความเห็นของคณะกรรมาธิการ เช่น เห็นควรว่าควรมีการออกเสียงประชามติเพียง 1 ครั้ง และต้องมีกฎหมายประชามติฉบับใหม่
ส่วนการป้องกันไม่ให้มีการแก้ไขกระทบพระราชอำนาจในมาตราอื่นๆ นอกจากหมวด 1 และ 2 นายนิกร ระบุว่า "กรรมาธิการฯ มีความเห็นว่า หมวด 1 หมวด 2 ไม่มีการแก้ไขเขียนไว้ชัด แต่ว่าในหมวดอื่นที่มีพระราชอำนาจอยู่ในหลายมาตรา จะมีผลกระเทือนหรือไม่ในการจัดตั้ง ส.ส.ร. ขึ้นมา กมธ. มีความเห็นทางเดียวกันว่า ส่วนพระราชอำนาจมาตราอื่นเป็นไปตาม ฐานะของประมุขของรัฐอยู่แล้ว แต่ให้กำหนดเป็นหลักการสำคัญในการพิจารณาวาระต่อไป

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
สมาชิกรัฐสภาติดตามการถ่ายทอดสดเหตุสลายการชุมนุมกลุ่ม "ราษฎร" ด้านหน้ารัฐสภา ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 เพื่อพิจารณารับหลักการร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่..) พ.ศ.... ที่ ห้องประชุมรัฐสภา เมื่อ 17 พ.ย. 2563
ส.ว. ค้านตั้ง ส.ส.ร. ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ
ส่วนการอภิปรายของ ส.ว. มีการอภิปราย ในหลากหลายประเด็น โดยการอภิปรายที่น่าสนใจ คือ นายเสรี สุวรรณภานนท์ ซึ่งชี้ประเด็นการแก้ไขมาตรา 255 และ 256 ชี้ว่าให้แก้เพิ่มเติมอย่างเดียว ไม่ใช่การร่างใหม่ทั้งฉบับ และบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญหากแก้ไขเพิ่มเติม หากเป็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงการปกครองมี่พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐจะกระทำมิได้
"สิ่งสำคัญที่สุดการจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือออกในรูปแบบใดก็ตาม ต้องไม่ก้าวล่วงสถาบัน ต้องเคารพเทิดทูน แล้วทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศว่าอย่าไปสร้างปัญหา เรื่องความแตกแยก ต้องหยิบยกเรื่องสถาบันอยู่นอกเหนือการเมือง อย่าหยิบยกมาต่อสู้ถกเถียงกัน ล้อเลียนกัน มันเกิดความไม่สงบเรียบร้อยในบ้านเมือง" นายเสรี กล่าว
นายเสรี ยังตั้งคำถามถึงการเสนอญัตติให้ตั้ง ส.ส.ร.ว่าการแก้ไขบทบัญญัติให้ตั้ง ส.ส.ร.ขึ้นอาจเป็นการละเมิดมาตรา 255 เนื่องจากรัฐสภามีอำนาจในการเสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แต่กลับไปตั้ง ส.ส.ร.ขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง
"พอไปบัญญัติให้แก้ไขรัฐธรรมนูญโดยมี ส.ส.ร.เกิดขึ้น รัฐสภามีอำนาจอยู่แล้ว แต่เราไม่ใช้ เรากลับไปมอบอำนาจให้คณะกรรมการอีกชุดหนึ่งจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่"
นายสมชาย แสวงการ เป็น ส.ว. อีกคน ที่แสดงความไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ทั้งฉบับ เนื่องจากเป็นการขัดรัฐธรรมนูญ หลังจากนี้จะขอให้สภา ยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อความรอบคอบ ถ้าทำไม่ได้ จะได้แก้ไขให้ถูกต้อง ถ้าศาลวินิจฉัยให้ทำได้ก็จะเดินหน้าต่อไป
"การเสนอญัตติ ยกร่างใหม่ทั้งฉบับ และ การแก้รายมาตรา ถ้าสภารับไปพร้อมกันจะขัดแย้งกันเอง เราเดินมาผิดทางหมด ชัดเจนว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้มีความเสียหายอะไรมากมายถึงขั้นไปล้ม ร่างใหม่ทั้งหมด แต่ท่านเดินมาถึงจุดนี้พร้อม ๆ กับการเคลื่อนมวลชนมาสู่สภาเลยทำให้ปัญหาลุกลามบานปลาย" นายสมชายกล่าว
พรรคเพื่อไทย ชี้รายงานไม่มีข้อสรุป ชัดเจนต้องการเตะถ่วงแก้ไขรัฐธรรมนูญ
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา เลขาธิการพรรคเพื่อไทย อภิปรายถึงรายงานของคณะกรรมาธิการ โดยไม่มีสาระสำคัญเพื่อให้สมาชิกรัฐสภาตัดสินใจ เป็นเพียงการรวบรวมความคิดเห็นจากแต่ละคนเท่านั้น ไม่มีแม้แต่ข้อสังเกตที่เป็นประโยชน์ จึงเป็นรายงานที่ไม่ได้มีการศึกษาเพิ่มเติม เป็นเพียงความเห็นที่เคยอภิปรายกันไปแล้ว จึงเสียทั้งเวลา เสียทั้งเงิน เสียความรู้สึก เพราะประชาชนมองว่าเป็นการซื้อเวลา รายงานฉบับนี้จึงแสดงให้เห็นถึงความไม่จริงใจแก้ไขรัฐธรรมนูญ แตะถ่วงให้รัฐธรรมนูญแก้ไขได้ยากยิ่งขึ้นโดยการกระทำการย้อนแย้ง แม้ฝ่ายรัฐบาลจะยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่มี ส.ส.พรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลถึง 25 คน ไปร่วมเข้าชื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ตอกย้ำความจริงว่าเขาอยากอยู่ยาว รัฐบาลจึงไม่อยากแก้ไขเพราะได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญฉบับนี้

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
นายจอน อึ๊งภากรณ์ ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการไอลอว์ หารือกับนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการไอลอว์ระหว่างเตรียมชี้แจงต่อรัฐสภา
ท่าทีล่าสุดของพลังประชารัฐ
ท่าทีล่าสุดของ พปชร. คือ "ลงมติแน่นอนทั้ง 7 ร่าง" ทว่ากรรมการบริหาร พปชร. รายหนึ่งบอกกับบีบีซีไทยว่าจะโหวตรับหลักการเพียง 2 ร่างเท่านั้นคือ ร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขมาตรา 256 เสนอโดยพรรคร่วมรัฐบาล และร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขมาตรา 256 เสนอโดย 5 พรรคร่วมฝ่ายค้าน ยกเว้นพรรคก้าวไกล ซึ่งมีหลักการสำคัญคือการเปิดทางตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) มาจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ส่วนร่างของไอลอว์ แม้ให้มี ส.ส.ร. เหมือนกัน แต่เมื่อหยั่งท่าทีของ ส.ว. แล้วพบว่าไม่เห็นด้วย จึงขอ "สงวนท่าที" และรอฟังการอภิปรายก่อน
แม้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านความเห็นชอบของสมาชิกรัฐสภา ในวาระ 1 และเข้าสู่การตั้ง กมธ. วิสามัญพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก่อนกลับเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในวาระ 2 และ 3 แต่ก็ยังไม่มีอะไรการันตีว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเกิดขึ้นได้ เมื่อมือกฎหมายของพรรคแกนนำรัฐบาลนำทีมส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ ที่มีเนื้อหาให้ตั้ง ส.ส.ร. มาร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับว่าทำได้หรือไม่ ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ท่ามกลางเสียงวิจารณ์จากฝ่ายค้านว่าจงใจ "ยื้อเวลา" "ตีสองหน้า" และ "ขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ"
สัปดาห์ก่อน 48 ส.ว. และ 25 ส.ส. สังกัด พปชร. นำโดยนายสมชาย แสวงการ ส.ว. และนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พปชร. ร่วมกันลงชื่อเสนอญัตติต่อประธานรัฐสภา เพื่อให้ส่งเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยปัญหาหน้าที่และอำนาจของรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 (2)
"หากไม่ทำเช่นนี้ ส.ว. หลายคนไม่สบายใจ และอาจงดออกเสียงในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ" นายไพบูลย์กล่าว
นายไพบูลย์อ้างว่า "ไม่มีเจตนาถ่วง" และสิ่งที่ทำ "เป็นทางออก" ที่ต้องการให้เกิดความชัดเจนก่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะสิ้นสุดทั้งกระบวนการ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ไอลอว์ พูดอะไรในสภา
ขณะที่ด้านนอกสภายังเต็มไปด้วยความตึงเครียดและความวุ่นวายมานานกว่า 4 ชั่วโมงแล้ว การอภิปรายร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญยังดำเนินต่อไปในรัฐสภา
เวลาประมาณ 16.30 น. ผู้แทนจากโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชนหรือ "ไอลอว์" ซึ่งเป็นผู้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนได้เข้าชี้แจงต่อที่ประชุมรัฐสภา
"นี่ไม่ใช่เรื่องสุดโต่งและไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในบ้านเมืองเรา" นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการไอลอว์กล่าวในที่ประชุมสภา
ทั้งนี้ไอลอว์ได้ส่งผู้แทน 3 คนมาชี้แจงร่างฉบับประชาชน ได้แก่ น.ส.จิรนุช เปรมชัยพร นายจอน อึ๊งภากรณ์ และนายยิ่งชีพ
นายยิ่งชีพย้ำถึงความฝัน 5 ข้อ ซึ่งถูกนำเสนอสู่สาธารณะจนกระทั่งมีประชาชนกว่า 1 แสนคน ร่วมลงชื่อภายใน 43 วัน ว่าเป็นข้อเสนอที่เรียกร้องในหลักการพื้นฐานของการปกครองแบบประชาธิปไตยที่หลายประเทศทั่วโลกใช้กัน
เขาไล่เรียงถึงความฝันของร่างฉบับประชาชนว่า คือ ความฝันในการอยู่ในประเทศที่กติกาการปกครองสูงสุดถูกเขียนโดยประชาชน มีการยกร่างจากประชาชน 100% ทว่ากลไกต่าง ๆ ในรัฐธรรมนูญ 2560 ทำให้ความฝันเหล่านี้เป็นจริงไม่ได้
"ความฝันนี้ของพวกเราเป็นเรื่องยากเกินไปไหมครับ สิ่งที่พวกเราและอีกแสนคนเสนอเป็นข้อเสนอที่ธรรมดามาก ๆ และเรียกร้องหลักการที่พื้นฐานมาก ๆ" เขากล่าว
"นี่ไม่ใช่เรื่องสุดโต่งและไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในบ้านเมืองเรา...เราเพียงเรียกร้องให้แก้ไขระบอบการเมืองที่ผิดปกติในปัจจุบัน ให้กลับมาเป็นระบอบการเมืองที่ปกติธรรมดาเท่านั้นเอง"

ที่มาของภาพ, Jonathan Head/BBC
ชวน: ใครทำให้ผู้ชุมนุมโดยสงบเดือดร้อนต้องรับผิดชอบ
ช่วงหนึ่งของการประชุมสมาชิกรัฐสภา ซึ่งดำเนินไปขณะที่เจ้าหน้าที่ฉีดน้ำแรงดันสูงและแก๊สน้ำตาเข้าใส่กลุ่มผู้ชุมนุม รวมทั้งมีการปะทะกันระหว่างกลุ่ม "ราษฎร" และกลุ่มคนเสื้อเหลืองอยู่ด้านนอก สมาชิกรัฐสภาจากพรรคเพื่อไทยได้ลุกขึ้นอภิปรายเรียกร้องให้ประธานรัฐสภา ประสานงานไปยังหน่วยงานด้านความมั่นคงให้ยุติใช้ความรุนแรงกับกลุ่มผู้ชุมนุม บริเวณหน้าอาคารรัฐสภา และปฏิบัติต่อผู้ชุมนุมด้วยความเท่าเทียมกัน
โดยนายชวนกล่าวว่า เขาได้สั่งให้เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรทำบันทึกเหตุการณ์ และได้กำชับมาตลอดว่า ยินดีให้กลุ่มผู้ชุมนุมเข้ามาทำกิจกรรมในพื้นที่ของรัฐสภาได้ โดยที่ไม่ต้องมีการเตรียมมาตรการใดใดเป็นพิเศษ แต่จะต้องเป็นการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ ไม่คุกคามในทุกรูปแบบ และยังได้กำชับเจ้าหน้าที่ว่าอย่าทำอะไรที่เกินกว่าเหตุ
ใครทำอะไรกับผู้ชุมนุมที่ชุมนุมโดยสงบให้เดือดร้อน คนนั้นต้องรับผิดชอบนายชวนกล่าว




Inga kommentarer:
Skicka en kommentar