onsdag 4 november 2020

เฟคนิวส์! ข่าว ”อเมริกา”ให้วีซ่าแกนนำม็อบ (ข่าวเท็จใส่ร้ายแกนนำม็อบ)

14:17 Spelas nu

วันนี้ตอนเช้ามีเพื่อนส่ง Status นี้มาให้อ่าน และถามความคิดเห็นของดิฉันว่าจริงเท็จแค่ไหน
ในฐานะที่ทำงานเป็นพนักงานของรัฐมาหลายปีกับกระทรวงมหาดไทยของสหรัฐอเมริกา (Department of the Interior) ในเวลานี้และอีกหลายกระทรวงมาในอดีตมาก่อน อย่างเช่น Department of Justice และ Department of State ก็ขอตอบให้เป็นข้อๆ ทีละประโยคเลย เพราะฉะนั้น Status อาจจะยาวหน่อย แต่รวมรายละเอียดไว้ให้หมดทุกประการ:

1. การทำเรื่องลี้ภัย ไม่สามารถทำได้ เมื่อบุคคลเหล่านั้น ยังอยู่ในประเทศของตน สถานะของผู้ลี้ภัย (Asylees) ต่างกันกับผู้อพยพ (Refugees) เพราะผู้อพยพต้องถูกกระทำการจนอยู่ในประเทศตนเองไม่ได้
ตัวอย่างเช่น เมื่อในสมัยอดีต ประเทศกัมพูชาต้องแตกออกมาหลายฝ่าย และทางไทยจัดค่ายอพยพ ผู้คนที่หนีเข้ามาตามชายแดน และอยู่ในค่ายกักกันคือ ผู้อพยพ (Refugees) ไม่ใช่ผู้ลี้ภัย

2. ผู้ลี้ภัยจะต้องมีวีซ่าเดินทางเข้ามาในสหรัฐอเมริกาก่อน (เท่าที่ทราบมา มีเพียงสองสามประเทศในโลกที่อนุญาตให้บุคคลที่ต้องการลี้ภัยสามารถเดินทางออกมาโดยปราศจากวีซ่า และสามารถเข้าประเทศนั้นๆ ได้จากวีซ่าที่ออกให้โดยสถานทูตเป็นการชั่วคราว และจากนั้นไปส่งเรื่องขออนุมัติวีซ่าเพื่อการลี้ภัยกับทางการภายหลัง)
สำหรับของสหรัฐอเมริกา เมื่อผู้ขอลี้ภัยจะต้องเดินทางเข้ามา และผ่านการตรวจคนเข้าเมืองแล้วว่า มีวีซ่าทุกอย่างโดยเรียบร้อย จากนั้น ก็ขอทำเรื่องกันทีหลังว่า จะขอลี้ภัยกันอย่างไร (จริงๆ จะทำเรื่องหลังจากเข้าเลยตอนนั้นก็ได้ แต่ส่วนใหญ่จะไม่ทำกัน เพราะเหนื่อย หิว เวลาเปลี่ยน แถมอาจจะต้องไปอยู่ในห้องสอบสวนอีก ซึ่งใช้เวลานาน และอาจจะตกเครื่อง หากต้องต่อไปที่อื่นๆ กัน ส่วนใหญ่จะทำกันทีหลัง หลังจากถึงจุดหมายพักผ่อนกันแล้ว)

3. หน่วยงานที่ประสานเกี่ยวกับเรื่องการลี้ภัยมีอยู่หน่วยงานเดียวคือ หน่วยงานของ USCIS หรือ United States Citizenship and Immigration Services ซึ่งเป็นหน่วยงานของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิหรือ Department of Homeland Security
ขอเสริมอีกนิดหนึ่งคือ หากผู้ลี้ภัยไม่ประสงค์ที่จะทำเรื่องที่ประเทศปลายทาง ตัวผู้ลี้ภัยสามารถยื่นเรื่องกับองค์กรอีกองค์กรหนึ่งชื่อว่า UNHCR (United Nations High Commissioners for Refugees) หรือสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติได้เช่นกัน แต่ต้องไปยื่นในประเทศอื่น จะทำเรื่องยื่นในประเทศของตนเองไม่ได้ แต่ถ้าเป็นแบบนี้ หากได้รับการอนุมัติ ทางเจ้าตัวอาจจะไป End up ในประเทศหนึ่งประเทศใดที่ตนเองอาจจะไม่ปรารถนาได้ และมันก็ยากที่จะเปลี่ยนประเทศอีก เรื่องแบบนี้ มีผู้ลี้ภัยไม่กี่คน ที่หาทางออกด้วยการใช้วิธีนี้ ส่วนตัวดิฉันเอง ไม่มีประสบการณ์ทำเรื่องกับ UNHCR แต่ก็ขอบันทึกไว้ให้ครบถ้วน
ส่วนหน่วยงาน Central Intelligence Agency หรือ CIA เป็นหน่วยงานของสำนักข่าวกรองกลาง และรายงานโดยตรงกับผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (Director of National Intelligence หรือ DNI) ซึ่งขึ้นโดยตรงกับประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา
พูดง่ายๆ คือ เรื่องการลี้ภัยเหล่านี้ ไม่มีการเกี่ยวข้องใดๆ กับองค์การ CIA เลย และดิฉันก็แปลกใจมากๆ ที่ข้อมูลของ CIA สามารถ “รั่วไหล” ออกมาจนผู้เขียนสามารถตั้ง Status ขึ้นมาเองได้

4. การอนุมัติผู้ลี้ภัยว่าใครจะได้หรือใครจะไม่ได้นั้น อยู่ที่ผลของการสัมภาษณ์ รวมไปถึงโควต้า (Quotas) ของจำนวนผู้ขอลี้ภัยในแต่ละปี และผสมกับความรุนแรงในแต่ละเคสที่ยื่นเรื่องส่งขึ้นไป
ตัวอย่างเช่น ผู้หญิงที่ถูกทำร้ายร่างกาย (รวมทั้งถึงขนาดถูกตัดอวัยวะเพศจนฉีกขาด, ถูกทุ่มด้วยก้อนหิน และ หลบหนีความตายออกมาจากประเทศนั้นๆ) เคสประเภทนี้จะได้รับการพิจารณาจากมูลของความรุนแรง (Severity) และได้รับการพิจารณาขอสถานะให้ก่อน (Priority)

ตามปกติแล้ว โควต้าจะเต็มเร็วทุกปี และเคสที่ถูกพิจารณาแล้ว ก็จะถูกยกยอดไปอยู่ในปีหน้าหรือปีต่อๆ ไป
อย่าลืมว่า ไม่ใช่คนจากประเทศไทยประเทศเดียวที่ยื่นเรื่องขอการลี้ภัย มีประเทศอื่นๆ ทั่วโลกเช่นกัน เพราะฉะนั้น การได้รับอนุมัติไม่ใช่เรื่องง่ายๆ และใช้เวลาอย่างรวดเร็ว ตามที่โพสต์ไว้เลย

5. หลักที่สำคัญของการอนุมัติการลี้ภัย คือ ต้องมีการพิสูจน์ว่า หากกลับไปยังประเทศของตนแล้ว มีโอกาสถึงแก่ชีวิตจากการกระทำอันรุนแรงของรัฐบาลหรือกลุ่มผู้มีอำนาจในประเทศได้ (Life Threatening Situation) และการอนุมัติการลี้ภัยในแต่ละเคส จะขึ้นอยู่กับการประเมิน + การวิเคราะห์สถานการณ์ของรัฐบาลนั้นๆ ซึ่งทางกระทรวงการต่างประเทศ (Department of State) จะมีการพิจารณากันในทุกๆ ปี

คำถามที่สำคัญที่สุดคือ Do you fear harm or mistreatment if you return to your home country? แปลง่ายๆ คือ ท่านมีความหวาดกลัวที่จะถูกปฏิบัติอย่างรุนแรงหรือเลวร้ายหรือไม่ หากท่านเดินทางกลับไปยังประเทศบ้านเกิดของท่าน? ผู้ลี้ภัยทุกคนจะต้องตอบคำถามข้อนี้ด้วยการอธิบายรายละเอียด เพื่อเป็นหลักประกันต่อการถูกปฏิเสธคำขอร้อง (ไม่ถึงกับถูกส่งตัวกลับ แต่จะมีเรื่องการอุทธรณ์ขึ้นมาอีก ซึ่งใช้เวลานานมากๆ อาจจะเป็นปีๆ ด้วย)

เรื่องนี้ สามารถถามผู้ลี้ภัยในสหรัฐอเมริกาได้ทุกราย เพราะบางคน รอมาเป็นเวลานานหลายปี กว่าจะได้รับอนุมัติกัน บางคนก็สัมภาษณ์ไปนานกว่าสามปีแล้ว ยังไม่ได้รับการอนุมัติเลย ยังรอผลกันอยู่ด้วย

6. คำว่า “เด็กเหล่านี้จะไปชุบตัว และไปเรียนหนังสือต่อ” นั้น เป็นการดูถูกคนที่เข้ามาเรียนกันในสหรัฐอเมริกามากๆ เหตุผลง่ายๆ คือ สถานศึกษาต่างๆ จะอนุมัติให้นักศึกษาต่างชาติเข้าเรียนได้นั้น ตัวนักศึกษาต่างชาติเอง จะต้องผ่านการทดสอบความรู้ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษกันก่อน อย่างเช่น TOEFL, GRE, GMAT ฯลฯ ที่เราเห็นคนไทยไปเรียนกวดวิชาภาษากัน เพื่อเตรียมตัวสอบเรื่องนี้

ไม่มีสถาบันไหนรับนักศึกษาต่างชาติที่ไม่สามารถเข้าใจภาษาอังกฤษอย่างดีพอ เข้าไปเรียนตามหลักสูตรที่สถาบันกำหนดไว้ได้ เพราะจะกลายเป็น “ตัวถ่วง” ให้กับนักศึกษาคนอื่นๆ ในชั้นเรียนกัน บางคนต้องไปเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มกันอีกหลายเทอม กว่าจะได้รับอนุมัติให้ลงเรียนวิชาจริงได้ การเรียนรู้และเข้าใจภาษาอังกฤษอย่างถ่องแท้ ใช้เวลานาน ไม่ใช่ปีเดียว รวมทั้งการปรับตัวให้เข้ากับชีวิตประจำวันที่นี่ด้วย ไม่ว่าจะอยู่รัฐไหนก็ตาม

7. “ทุนของสหรัฐอเมริกา” เรื่องนี้ ยิ่งแย่มากๆ เพราะทุนการศึกษาหรือ Scholarship เป็นทุนที่บุคคลหรือองค์กรต่างๆ ให้กับทางมหาวิทยาลัยกัน (ไม่ใช่มาจาก “รัฐบาลกลาง” เพราะสหรัฐอเมริกา ไม่ใช่ "รัฐเดี่ยว" แบบไทย) และขึ้นอยู่กับกฎหมายของแต่ละสถาบันและของรัฐ
.
ทุนการศึกษาส่วนใหญ่นั้น นักศึกษาชาวอเมริกันทั่วไปจะต้องมีสิทธิ์สมัครได้ด้วย ไม่อย่างนั้นจะถูกฟ้องเรื่อง การเลือกที่รักมักที่ชัง (Discrimination) ซึ่งไม่มีใครต้องการแบบนั้น (อาจจะมีทุนการศึกษาเล็กๆ ประเภท Ethnics อย่างเช่น Asian, Hispanic, Black ฯลฯ เข้ามา เพื่อช่วยเหลือนักศึกษาชนกลุ่มน้อยแบบ Minority กัน แต่ไม่ใช่ประเภทเป็นพันๆ เหรียญต่อเทอมแบบนั้น)
.
อีกประการหนึ่งคือ นักศึกษาผู้ได้รับทุนการศึกษาจากใครก็ตาม ก็จะต้องไฟล์ภาษีรายได้ว่า ระบุว่าทุนเหล่านี้มาจากไหน จะมีฟอร์มเรียกว่า 1098-T ซึ่งเป็นทุน Scholarship ส่งมาตอนหลังปีใหม่อีกด้วย เรื่องเหล่านี้มีที่ไปที่มาเสมอ เพราะเป็นความโปร่งใสเองว่า ทุนการศึกษา และทุนการเล่าเรียนเหล่านี้ มาจากที่ไหนบ้าง (ป้องกันเรื้องการได้รับทุนการศึกษาจากการฟอกเงิน, การก่อการร้าย, จากเรื่องมิจฉาชีพ ฯลฯ)
.
.
8. ลำดับสุดท้าย กล่าวว่า “คงจะกลับมาเป็นอาจารย์ที่ธรรมศาสตร์” อีก เรื่องนี้ยิ่งเป็นไปไม่ได้เลย เนื่องจากเหตุผลย่อยๆ ดังต่อไปนี้คือ:

8.1. หลักแรกของการขอลี้ภัยคือ ผู้ขอลี้ภัยจะเดินทางกลับไปประเทศที่ตนออกมาแล้ว “ไม่ได้” เพราะไม่อย่างนั้น จะไปขัดกันกับหลักการเรื่อง “ความปลอดภัยของชีวิต” (Do you fear harm or mistreatment if you return to your home country?) ตามเอกสารที่ยื่นให้ครั้งแรกกับทางการเรื่องการขอลี้ภัย

8.2. หากได้รับอนุมัติการลี้ภัยแล้ว เจ้าตัวจะได้รับเอกสารฉบับหนึ่ง เรียกว่า “เอกสารการเดินทาง” หรือ Travel Document ซึ่งมีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับ Passport และใช้เดินทางข้ามประเทศได้ แต่มีความยุ่งยากซับซ้อนมากๆ เพราะต้องขอวีซ่าเข้าประเทศที่ตนเองต้องการไป และน้อยประเทศที่ออกวีซ่าประเภท Visa on Arrival ให้

8.3. เอกสารการเดินทางจะระบุในนั้นเลยว่า ผู้ถือเอกสารไม่สามารถเดินทางไปประเทศไหนได้บ้าง สมมติว่า ผู้ลีัภัยเดินทางออกมาจากประเทศไทย เอกสารจะระบุทันทีว่า THAILAND เป็นชื่อประเทศที่เอกสารนี้ ซึ่งตัวผู้ลีภัยเองไม่สามารถนำไปใช้ในการเดินทางได้

8.4. หากตัวผู้ลีภัยตัดสินใจเดินทางไปยังประเทศไทย การไฟล์เรื่องครั้งแรกว่า “มีอันตรายถึงชีวิต” ก็จะกลายเป็นเรื่อง “โกหก” และตัวผู้ลี้ภัยเอง จะถูกฟ้องทางแพ่งและทางอาญา เพราะมีค่าเสียหาย, ค่าเลี้ยงดูจากการอนุมัติให้ใบอนุญาตการทำงาน, การแย่งโควตาของบุคคลที่สมควรได้รับอนุมัติการลี้ภัยไป ฯลฯ อีกมาก
ผู้ที่ได้รับการลี้ภัยแล้ว จะไม่ทำอย่างนั้น คือ เจ้าตัวจะรอจนกระทั่งได้รับ Green Card และดำเนินเรื่องเพื่อการของการเป็นพลเมืองถือสัญชาติในประเทศสหรัฐอเมริกากันต่อไป

8.5. หากอยากจะกลับไปสอนหนังสืออย่างที่ระบุไว้ และเป็นพลเมืองของสหรัฐอเมริกา ก็จะโดนเรื่องภาษีรายได้อีก เพราะบุคคลสัญชาติสหรัฐอเมริกาจะต้องยื่นภาษีรายได้ ไม่ว่ารายได้จะมาจากที่ไหนในโลก

8.6. หากเดินทางกลับไปอย่างว่า และเกิดเหตุการณ์ปราบปรามอีก บุคคลเหล่านี้จะไม่สามารถสมัครเรื่องขอการลี้ภัยได้อีกเป็นครั้งที่สอง เพราะทำการสละสิทธิ์จากการเดินทางเข้าประเทศบ้านเกิดอันเป็นที่ "ต้องห้าม" ตามเอกสารไปเรียบร้อยแล้ว

8.7. ดิฉันมั่นใจว่า หากดำเนินการจนกลายเป็นพลเมืองของประเทศหรือแม้แต่ได้รับ Green Card แล้ว ก็ยังสงสัยเหมือนกันว่า จะกลับไป “สอนหนังสือในธรรมศาสตร์” และได้รับ “ค่าตอบแทน” แบบเงินไทยกันทำไม เพราะต้องไปเริ่มสวัสดิการใหม่ ถูกขุดประวัติเรื่องต่างๆ ในอดีตขึ้นมา มีแต่เสียกับเสียทุกอย่าง และอาจจะถูกกีดกันเรื่องความก้าวหน้าและเสียโอกาสทำมาหากินในชีวิตต่อไปอีก

9. ขอเพิ่มเติมอีกนิดหนึ่ง คือ หลักฐานที่สำคัญที่สุดในการขอลี้ภัยในสหรัฐอเมริกาเพื่อประสบความสำเร็จมากที่สุด คือ ผู้ขอลี้ภัยต้องมี "หมายจับ" หรือ Arrest Warrant ออกมาจากทางการไทยก่อน เพราะจะต้องแสดงเหตุผลว่า ถูกหมายจับเพราะอะไร (ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการแสดงออกทางการเมือง) เรื่องนี้ ผู้ทำการขอลี้ภัยในสหรัฐฯ ทราบกันดีว่า นี่คือหลักฐานที่สำคัญมากๆ ต่อโอกาสที่จะได้รับการอนุมัติหลังจากการสัมภาษณ์แล้ว.

เพราะฉะนั้น มันก็จะไปขัดกันอีกว่า หากมี "หมายจับ" และ "หลบหนี" ออกมาแล้ว ทางไทยจะไป "รับกลับมาสอนหนังสือที่ธรรมศาสตร์" ได้อย่างไร? เพราะตามกฎหมายแล้ว พวกนี้จะถูกจับเข้าคุกก่อนหลังจากลงเครื่องจากสนามบินอย่างแน่นอน และไม่มีทางที่จะเดินเตร่ไปไหนได้ง่ายๆ เพราะต้อง ถูกรวบตัวหรือนำตัวเข้าคุกอย่างรวดเร็วที่สุด...

-----------------------------------------

จากเหตุผลที่กล่าวมาทุกอย่าง ดังนั้น จากรายละเอียดที่เขียนให้อ่านแล้ว ดิฉันมั่นใจว่า ผู้เขียน Status ท่านนั้น มีความประสงค์อยู่สองอย่างคือ:

1. ต้องการโจมตีว่า สหรัฐอเมริกาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวของนักเรียน, นิสิต, นักศึกษาเหล่านี้ และ

2. ต้องการโจมตีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งสอนให้นักศึกษาเหล่านี้มีความคิดความอ่านอยู่นอกระบบที่เคยสร้างกันไว้ แค่นั้นเอง

จึงขอเขียน Status ไว้แห่งเดียว เพื่อให้ความกระจ่างเกี่ยวกับเรื่องที่กล่าวอ้างเหล่านี้กัน ขอบคุณที่อ่านจนถึงบรรทัดสุดท้ายค่ะ

Have a great and Pleasant Tuesday. Stay safe ค่ะ

Doungchampa Spencer-Isenberg

 

Inga kommentarer:

Skicka en kommentar