fredag 20 januari 2023

ใบตองแห้ง: เด็กครูสู่วิกฤต / ทรงอย่างตู่

วันเด็กวันครู ผู้นำแจกคำขวัญย่ำอยู่กับที่ ในขณะที่การศึกษาไทยไหลลงสู่วิกฤต

สองปีที่ผ่านมา โควิดทำให้เด็กต้องเรียนออนไลน์ ทั้งที่ขาดอุปกรณ์ เน็ตกระท่อนกระแท่น เด็กยากจนชนบทแทบอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ แต่ผู้หลักผู้ใหญ่สั่งให้ใส่เครื่องแบบหน้าจอ

การเรียนการสอนล้มเหลว เพราะบังคับให้ท่องจำ ไม่สอนให้คิดเป็น แต่ตอนออกข้อสอบ TCAS กลับยากขนาดผู้บริหาร ทปอ.ตอบไม่ได้

รัฐประหารให้เด็กท่องค่านิยม 12 ประการ ยัดเยียดหลักสูตรให้เชื่อฟังกราบไหว้ โลกยุคไหนแล้ว ความรู้ออนไลน์ล้นไปหมด พอเด็กไปศึกษามาตอบโต้ พวกขวาคลั่งก็หาว่ามีคนปั่นหัวเด็ก ยิ่งจะยัดเยียดให้เรียนประวัติศาสตร์ด้านเดียว

ระบบการศึกษาไทยกำลังวิกฤต ทั้งในแง่ทัศนคติของผู้มีอำนาจ ในการกำหนดหลักสูตร และในแง่โครงสร้างบริหารการศึกษา

ในแง่ทัศนคติ พูดง่ายๆ ว่าทัศนะไดโนเสาร์ครอบคลุมปริมณฑลการศึกษาให้ล้าหลังที่สุดในสังคมไทย เต็มไปด้วยพวกหัวเก่าสุดโข่ง ตั้งแต่บนยันล่าง เต็มไปด้วยทัศนะเจ้ายศเจ้าอย่าง แบบ ผอ.ย้ายมาย้ายไปต้องตั้งแถวกราบไหว้

ในแง่โครงสร้างบริหารการศึกษา ยิ่งมายิ่งเละ เช่นปฏิรูปการศึกษา กระจายอำนาจลงเขตพื้นที่ แล้วยุค คสช.ก็ไปตั้งศึกษาธิการภาค ศึกษาธิการจังหวัด ทับซ้อนเขตพื้นที่

ซึ่งไม่ใช่แค่ทำให้ครูมี 2 นาย อำนาจสั่งการ อำนาจแต่งตั้งโยกย้าย สับสน แต่ยังเพิ่มข้าราชการระดับสูง เพิ่มซี 9 ซี 10 เพิ่มเจ้าหน้าที่ งบสำนักงาน งบสร้างอาคาร ฯลฯ สิ้นเปลืองงบ ศธ.ให้ลงถึงนักเรียนน้อยลงไปอีก

พ้นยุค คสช. เรียกร้องให้ยุบ ก็ยุบไม่ลง รัฐบาลใหม่มาก็คงไม่กล้ายุบง่ายๆ เพราะกระทบตำแหน่งความก้าวหน้าของข้าราชการ

พ.ร.บ.การศึกษา ฉบับที่กำลังพิจารณาในสภา ยิ่งกว่านั้นอีก เพราะจะตั้งสำนักงานคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ สถาบันพัฒนาหลักสูตรและการเรียนรู้ ซึ่งมี 2 มุมชวนกังขาคือ หนึ่ง เป็นการรวบอำนาจของรัฐราชการรวมศูนย์ สอง ทับซ้อนกับ สป.ศธ. สพฐ. สอศ. (แล้วต่างก็จะไปเป็นนายของครูและโรงเรียน)

ทุกวันนี้ ครูก็ไม่เป็นอันสอนอยู่แล้ว เพราะต้องทำแบบประเมินต่างๆ ต้องทำผลงาน ต้องทำโรงเรียนสีขาว โรงเรียนวิถีพุทธ ฯลฯ ซึ่งมีผลกับการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง

กระทรวงศึกษาฯ พยายามกำหนดขั้นเงินเดือนครูไม่ให้ตัน แยกสายบริหาร สายวิชาการ ขึ้นไปได้ถึงชำนาญการพิเศษ เชี่ยวชาญพิเศษ แต่ผลออกมาลักลั่น

เมื่อเร็วๆ นี้มีเพื่อนเป็นครูตั้งปุจฉา รู้ไหม ครูสายไหนขึ้นเป็น ผอ.โรงเรียนมากที่สุด ครูคณิต ครูวิทย์ ครูภาษาอังกฤษ ภาษาไทย ฯลฯ คนไม่ใช่ครูตอบให้ตายก็ตอบไม่ถูก ปรากฏว่าเป็นครูพลศึกษา

งงเหมือนกัน ไม่รู้เพราะอะไร แต่กลายเป็นว่าครูพลศึกษาได้ดีในสายบริหาร ซึ่งจะต้องไปทำปริญญาโทบริหารการศึกษา แล้วเลื่อนขึ้นมาเป็นรอง ผอ.

ในระดับอุดมศึกษา ล่าสุดก็เพิ่งเกิดดราม่า “ช็อปปิ้งงานวิจัยใส่ชื่อตัวเอง” จับได้ว่ามีการซื้อขายออนไลน์เพื่อใส่ชื่อตัวเองเป็นผู้แต่งหรือผู้ร่วมงานวิจัยโดยไม่ได้ทำจริง แล้วเอามาเคลมเป็นผลงานวิชาการ เพื่อขอตำแหน่ง ขอทุน ซ้ำยังขอเบิกเงินจากมหาวิทยาลัยได้ เช่น ซื้องานวิจัยมา 30,000 เบิกได้ 120,000

กรณีที่เกิดขึ้นอาจแค่ 2-3 ราย แต่เป็นยอดภูเขาน้ำแข็งของมหาวิทยาลัยไทยยุคออกนอกระบบ ซึ่งประการแรก อาจารย์มหาวิทยาลัยต้องเป็นพนักงานราชการมีสัญญาจ้าง ต้องทำผลงานขอตำแหน่งให้ได้ใน 5 ปี 7 ปี ไม่งั้นปลด

ประการที่สอง ผู้บริหารมหาวิทยาลัยไทยคลั่งการจัด Ranking มหาวิทยาลัยโลก ซึ่งนับจากการที่อาจารย์ส่งงานวิจัยไปตีพิมพ์ในวารสารที่อยู่ในระบบ Scopus ซึ่งพอมหาวิทยาลัยในประเทศด้อยพัฒนาคลั่งกันมากๆ ฝรั่งหัวใสก็ออกวารสารเก็บตังค์ คิดค่าลงตีพิมพ์

ตลกร้ายคือ วารสารเหล่านี้แทบไม่มีคนอ่าน แต่มีผลต่อการจัด Ranking ขณะที่อาจารย์บางคน เขียนหนังสือเป็นเล่ม เช่น อ.พวงทอง ภวัครพันธุ์ เขียนหนังสือ Infiltrating Society : The Thai Military’s Internal Security Affairs ซึ่งวารสาร Foreign Affairs’ Reviewers ยกให้เป็นหนึ่งในหนังสือยอดเยี่ยมปี 2022 แต่กลับไม่มีผลต่อการจัด Ranking ของจุฬาฯ (ขอเบิกเงินไม่ได้สักสลึง)

สิ่งที่ อว.ควรทำจึงไม่ใช่แค่สอบเอาผิด แต่ให้มหาวิทยาลัยทั้งหลายเลิกคลั่ง Ranking วางระบบประเมินคุณค่าทางวิชาการอย่างเที่ยงธรรม ไม่ใช่เอาแต่ผลงานยาวเฟื้อยไร้สาระ ไม่เข้าข้าง ไม่อคติ เพราะที่ผ่านมาก็มีหลายครั้ง ที่นักวิชาการฝ่ายประชาธิปไตยโดนปฏิเสธ เช่น ศ.สุรชาติ บำรุงสุข เจอคนประเมินผลงานเป็นศาสตราจารย์เหลืองแก่ กว่าจะได้เป็น ศ.ก็แทบแย่

ครั้งนี้ คนที่เปิดโปง “ทุจริตเชิงวิชาการ” ก็เป็นนักวิชาการฝ่ายประชาธิปไตยซะส่วนใหญ่ ในขณะที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยล้วนเป็นพวกสยบยอมอำนาจ

ย้อนกลับไปที่ พ.ร.บ.การศึกษา พรรคการเมืองที่วิจารณ์อย่างเข้มแข็งในเนื้อหาสาระ เข้าใจทัศนะการศึกษาอย่างลึกซึ้ง ก็คือพรรคก้าวไกล เช่น พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ชี้ว่ามาตรา 8 ที่กำหนดเป้าหมายผู้เรียนอายุ 6-12 ปี ไว้ยาวเฟื้อย 10 กว่าบรรทัด ไม่ยืดหยุ่นไม่สอดคล้องพัฒนาการเด็ก (พูดในแง่ตัวบทกฎหมาย การเขียน Fix ขนาดนั้นคือบ้าไปแล้ว)

อดคิดไม่ได้ว่าถ้าพรรคก้าวไกลเป็นรัฐบาล ดูแล ศธ. อว. การศึกษาไทยคงก้าวกระโดด เด็กนักเรียนนักศึกษากระตือรือร้น ครูอาจารย์รุ่นใหม่มีกำลังใจ

แต่ทางกลับกัน ไดโนเสาร์คงคลั่ง เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย เป็นเงื่อนไขรัฐประหาร ยิ่งเสียกว่ารัฐบาลโกงบ้านโกงเมือง

นั่นแหละชะตากรรมการศึกษาไทย

ที่มา: ข่าวสดออนไลน์ www.khaosod.co.th/politics/news_7458537

...........................................................

ประยุทธ์เปิดตัวเป็นสมาชิกตลอดชีพพรรครวมไทยสร้างชาติอย่าง… ยิ่งใหญ่? ถ..ถ..โถ ขำตาย

ไม่ได้ดูหมิ่นประยุทธ์ ไม่ได้ดูแคลนรวมไทยสร้างชาติ และกองเชียร์ลุงทั้งหลาย แต่อดขำไม่ได้เมื่อย้อนเทียบอดีต

8 ปีที่แล้ว ประยุทธ์ขึ้นสู่อำนาจด้วยรัฐประหาร แข็งกร้าวขึงขัง ผู้บัญชาการเหล่าทัพนั่งเรียงแถวอยู่ข้างหลัง ออกคำสั่งเป็นกฎหมาย ใครคัดค้านต่อต้านโดนจับกุมคุมขัง

3 ปีที่แล้ว มีเลือกตั้ง “พี่ใหญ่” กวาดต้อนนักการเมืองมาตั้งพรรคพลังประชารัฐ อัญเชิญประยุทธ์เป็นนายกฯ อย่างไม่ต้องลงมาข้องแวะ จนใกล้เลือกตั้ง จึงขึ้นเวทีหาเสียงเพียงครั้งเดียว

แต่ครั้งนี้ ประยุทธ์กลายเป็น “นักการเมือง” เต็มตัว สมัครสมาชิกพรรคครั้งแรกในชีวิต ตอนอายุจะ 69 ขึ้นเวทีเซลฟี่กับ พีระพันธุ์ เอกนัฏ แรมโบ้ ฯลฯ ท่ามกลางกองเชียร์ที่มีทั้งมาเองด้วยใจ และเหมามาเป็นคันรถบัส

ถ้ามองภาพตาม “กระบวนการประชาธิปไตย” (ที่ประยุทธ์อ้างว่าเคารพ) ก็อาจไม่แปลกอะไร แต่ถ้ามองภาพตาม “กระบวนการรัฐประหาร” นี่มันตลกชัดๆ หัวหน้าคณะรัฐประหาร สืบทอดอำนาจโดยกวาดต้อนนักการเมือง บวกกับตั้ง 250 ส.ว.มาโหวตตัวเอง แล้วพอจะครบวาระ ก็ตั้งพรรคการเมืองที่เล็กกว่าเดิม ลงเลือกตั้งอีกครั้ง

ไม่เคยมีหัวหน้าคณะรัฐประหารหรือนายกฯ จากกองทัพคนไหน ทำอย่างนี้แล้วประสบความสำเร็จ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ หลังเสียเก้าอี้นายกฯ ให้ พล.อ.เปรม ไปตั้งพรรคชาติประชาธิปไตย ลงเลือกตั้งชนะ “โรคร้อยเอ็ด” แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน (หัวหน้ารัฐประหารที่ไม่มีใครเชื่อว่าเป็นตัวจริง) เข้าไปเป็นหัวหน้าพรรคมาตุภูมิก็สอบตก

ลองนึกภาพ พล.อ.เปรม ถ้าเป็นนายกฯ 8 ปีแล้วไม่รู้จักพอ ตั้งพรรคของตัวเองลงเลือกตั้ง พล.อ.เปรมก็คงกลายเป็นตัวตลก แทนที่จะเป็นรัฐบุรุษ

นั่นแหละคืออนาคตของประยุทธ์ แม้อาจประสบความสำเร็จมากกว่า พล.อ.เกรียงศักดิ์ หรือ พล.อ.สนธิ และเป็นอนาคตที่ประยุทธ์เลือกแล้วไม่มีทางถอยกลับ ไม่สามารถเดินตามรอย พล.อ.เปรมได้

พูดอีกอย่างว่า มองในวิถีอนุรักษนิยม การที่ประยุทธ์ลงสู่พรรคการเมือง ก็คือ “ขาลง” เพราะโดยวิถีอนุรักษ์ “คนดีปกครองบ้านเมือง” ต้องลอยตัวจากพรรคการเมือง

มันไม่ง่ายอย่างที่วิเคราะห์กันว่า ขอแค่รวมไทยสร้างชาติ ได้เกิน 25 เสียง ประยุทธ์จะกลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง โดยอาศัย 250 ส.ว. เพราะเมื่อประยุทธ์กลายเป็นนักการเมืองแล้ว ถ้าไม่ชนะถล่มทลาย ได้ 100 เสียงขึ้นไป จะกลับมาเป็นนายกฯ มากบารมี ขี่อยู่เหนือพรรคร่วมรัฐบาล อย่างภูมิใจไทย พลังประชารัฐ ประชาธิปัตย์ ได้อย่างไร

สมมติเพื่อไทยไม่แลนด์สไลด์ รทสช.ได้ 30 เสียง ภท. 120 พปชร. 50 ปชป. 40 ชทพ. 10 รวมพรรคเล็กได้เกินครึ่งมานิด ประยุทธ์อาจเป็นนายกฯ ได้ แต่เหลือศักดิ์ศรีบารมีแค่ไหน

เมื่อเข้าสู่ “กระบวนการประชาธิปไตย” คุณก็ต้องถูกประเมินค่าด้วยจำนวน ส.ส.ในสภา ไม่ใช่อย่างที่ผ่านมา ซึ่งอาศัยกลไกสืบทอดอำนาจ บวกกับพลังประชารัฐได้อันดับหนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาล

หนักกว่านั้น ถ้ารวมไทยสร้างชาติพ่ายแพ้อเนจอนาถ ได้ ส.ส. ไม่ถึง 25 ประยุทธ์ก็ต้องเอาปี๊บคลุมหัว ไม่เหลือศักดิ์ศรี ไม่มีราคา ไม่สามารถขึ้นหิ้งลอยตัว

ซึ่งไม่ใช่เป็นไปไม่ได้ เพราะไม่ใช่แค่ฝ่ายค้านรณรงค์ต่อต้าน พรรคร่วมรัฐบาลก็จะแอบเตะตัดขา ส.ส.ที่ระดมมา อาจจะหายไปกว่าครึ่ง ถ้าไม่ใช้พลังดูดโค้งสุดท้าย กวาดต้อนมาอีก 40-50 คน

แล้วจะดูดใคร ภูมิใจไทยดูดไปเพียบแล้ว ส.ส.พปชร.ก็คงไม่เอาด้วย เพราะประยุทธ์ทำเจ็บไว้ ตั้งแต่เริ่มรัฐบาล พปชร.ก็ได้โควตารัฐมนตรีน้อยกว่าพรรคอื่น ปลดธรรมนัส-นฤมล ปีกว่าไม่ตั้งใคร พอตั้งรัฐมนตรีใหม่ก็ใช้ “คนละครึ่ง” คือให้โควตาปากน้ำ กับตั้งธนกร คนสนิทของตัวเอง

เป็นนายกฯ จากแคนดิเดตของพรรคพลังประชารัฐ แต่ไปสมัครเข้าพรรคอื่น ทั้งที่ยังไม่ครบวาระ ถ้าเป็น ส.ส.ทำอย่างนี้ต้องลาออก แต่ประยุทธ์ไม่ต้องออก ทำได้อย่างหนาๆ

ตั้งหัวหน้าพรรคใหม่เป็นเลขาธิการนายกฯ ตั้งขุนพล รทสช.เป็นที่ปรึกษายกแผง บอกว่าไม่มีเงินเดือน แต่ให้ส่วนราชการสนับสนุน ให้เบิกค่าใช้จ่ายจากสำนักเลขาฯ นายกฯ

พฤติกรรมของประยุทธ์พูดได้ว่า ไม่ให้เกียรติ ไม่เห็นหัว ข้ามหัว หรือกระทั่งเหยียบหัว พรรคพลังประชารัฐ พรรคที่เสนอชื่อตัวเองเป็นนายกฯ พรรคที่มีพันธะมีสัญญาประชาคมกับประชาชนที่เลือกมา ซึ่งประยุทธ์ต้องร่วมรับผิดชอบ

พฤติกรรมแบบนี้ นักการเมืองไม่ว่าพรรคไหน ชั่วๆ ดีๆ เขาก็ไม่ทำกัน ดังนั้น นอกจากพวก กปปส. และคนสนิท ถามว่านักการเมืองที่ไหนอยากคบประยุทธ์

บางคนอาจมองว่า ประยุทธ์มีคะแนนนิยม ทั้งจากมวลชนอนุรักษ์ฝังหัว ทั้งจากคนจนคนชนบท “บัตรคนจน” “คนละครึ่ง” “ไร่ละพัน”

ประเด็นหลังไม่ประมาท ต้องยอมรับว่าคนชอบเยอะ แต่สำหรับมวลชนอนุรักษ์ ถ้าไม่ใช่พวกฝังหัวอย่างหนัก คนที่เคยร่วมม็อบเสื้อเหลืองม็อบนกหวีดที่ถอยจากประยุทธ์ก็มีไม่น้อย

คนที่ยังไงก็เกลียดทักษิณ ไม่เลือกก้าวไกล แต่เบื่อประยุทธ์ มีอยู่จริง และน่าจะมีไม่น้อยเลย โดยเฉพาะคนชั้นกลางในเมือง

ประยุทธ์กำลังหลุดลอยจากพลังอนุรักษ์กลุ่มนี้ และคนกลุ่มนี้กำลังเคว้งคว้างผิดหวังประยุทธ์เช่นกัน

ที่มา: ข่าวสดออนไลน์ www.khaosod.co.th/politics/news_7456610

Inga kommentarer:

Skicka en kommentar