ข่าวสดออนไลน์
ยึดอำนาจกลับ คอลัมน์ ใบตองแห้ง

วันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2558 เวลา 21:12 น.
ถ้าเป็นหนังก็ต้องชมคนเขียนบทว่าเก่งจัง หักมุมกลางคันได้สะใจสุดๆ ไม่มีใครคาดฝัน สปช.บางคนกำลังผลักดันทำประชามติ "ลุงตู่อยู่ต่อ" ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง กระหยิ่มยิ้มย่อง หวังพึ่งใบบุญท่านผู้นำนั่งเก้าอี้อีก 2 ปี อยู่ดีๆ กลับหงายท้องตึง เพราะโดนดึงพรมจากใต้เท้า คสช.ครม.แก้รัฐธรรมนูญชั่วคราว สะบั้นอายุเหลือไม่ถึง 3 เดือน!
ย้ำอีกไม่ถึง 3 เดือน จะมีคนดีเด่นดังตกงาน 250 คน พร้อมผู้ช่วยผู้เชี่ยวชาญ 1,250 คน
เป็นการตกงานอย่างเซอร์ไพรส์ไม่รู้เนื้อรู้ตัว เพราะเดิมรัฐธรรมนูญชั่วคราวมาตรา 38,39 กำหนดว่าถ้า สปช.ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ให้ทั้ง สปช.และ กมธ. "ตายตกไปตามกัน" เหมือนแฝดอินจัน แต่ถ้ารับ ก็จะได้อยู่ยาว ซึ่งตามร่างรัฐธรรมนูญใหม่ให้อยู่ไปถึงวันเปิดประชุมสภาใหม่โน้น
แต่การแก้ไขครั้งนี้ คสช.ครม.กลับฟันฉับ ไม่ว่าจะรับหรือไม่รับ สปช.ก็ "คอขาด" ถ้ารับ กมธ.ก็อยู่ต่อ ร่างรัฐธรรมนูญก็ไปสู่ประชามติ แต่ถ้าไม่รับ ก็ลาก กมธ.สู่สุคติไปด้วยกัน คสช.ครม.ไม่สน ท่านจะตั้งสภาขับเคลื่อนฯ และกรรมการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นแทน
ไม่เพียงแค่ "ปลดล็อก" ล้มรางวัลล่อใจ แต่ คสช.ครม. ไม่แคร์ด้วยซ้ำว่า สปช.จะคว่ำร่างรัฐธรรมนูญไหม
ทิศทางที่เป็นไปจึงมี 2 อย่าง หนึ่ง สปช.กล้ำกลืนรับร่าง ซึ่งนำไปสู่ประชามติ โดยนอกจากถามว่ารับหรือไม่รับ สนช.สปช.สามารถถามประเด็นอื่นได้ฝ่ายละ 1 คำถาม แต่ ครม.จะพิจารณาอีกครั้งว่าเหมาะสมไหม ถ้าเห็นว่าไม่เหมาะก็ไม่เอา
ช่องทางนี้ยังมีหลายคน "แผ่นเสียงตกร่อง" มองว่าเปิดช่องให้ขอประชามติ "อยู่ต่อ 2 ปี" แต่วิเคราะห์ให้ดี ประเด็นนี้ตกไปแล้วครับ
พูดอย่างนี้ไม่ใช่ คสช.จะรีบไปไหน เดี๋ยวแฟนคลับลุงตู่ใจหายหมด เปล่า ถ้าท่านจะอยู่ก็อยู่ตามสถานการณ์ "ตามธรรมชาติ" อย่างที่ พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ เสนอด้วยรักและหวังดี คือมีเหตุจำเป็นให้ต้องอยู่รักษาความสงบ อยู่เพื่อชาติบ้านเมือง "ชั่วคราวๆๆ" ไปเรื่อยๆๆๆ การจะมาขอประชามติ "ค้างคืน" มันไม่สวย ต่อให้ สปช.เสนอคำถาม ครม.ก็คงไม่เอาตาม ในเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์บอกว่าเลิกถามได้แล้ว ข้อสำคัญ จะไปถึงประชามติหรือเปล่า ก็ยังไม่รู้เลย
เพราะทิศทางที่สองถ้า สปช. 126 คน จระเข้ฟาดหาง "กามิกาเซ่" คว่ำร่างรัฐธรรมนูญ ลาก 36 อรหันต์เบี้ยประชุมวันละ 9 พัน 6 พัน ตกงานไปด้วยกัน ก็จะเข้าสูตร "ล้างไพ่" รีสตาร์ตใหม่ ไม่ต้องไปสู่ประชามติ ซึ่งจะดีเบตถกเถียงหนุนต้านกันวุ่นวาย หัวหน้า คสช.จะตั้งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ 21 คน นายกรัฐมนตรีก็จะตั้งสภาขับเคลื่อนปฏิรูป 200 คน ขึ้นทดแทน กมธ.สปช.
บางคนมองว่า "เหล้าเก่าในขวดใหม่" ไม่เห็นต่างตรงไหน เพราะตั้งคนเดิมได้ อ๊ะอ๊ะ ต่างสิครับ วิษณุ เครืองาม บอกว่าจะไม่นำชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ซึ่งแปลว่าความสำคัญไม่เท่าเดิม สถานะ ศักดิ์ศรี เปรียบได้กับที่ปรึกษา คณะกรรมการ หรือคณะทำงาน ฯลฯ ที่หัวหน้า คสช.และนายกรัฐมนตรีตั้งขึ้นจำนวนมาก แม้ชื่อดูเหมือนสำคัญ แต่ไม่มีความเป็นเอกเทศ ไม่ใช่องค์กรตามรัฐธรรมนูญเหมือน สปช.กมธ.
พูดง่ายๆ จากแม่น้ำก็ลดสถานะลงเป็นก๊อกน้ำ ทำให้แม่น้ำ 5 สายเหลือ 3 สายเท่านั้นคือ คสช.โดย พล.อ.ประยุทธ์เป็นหัวหน้า ดูแลความสงบและการยกร่างรัฐธรรมนูญ ครม.โดย พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ บริหารประเทศพร้อมกับปฏิรูป อยากออกกฎหมายอะไรก็ไปผ่าน สนช.ซึ่งเป็นทหารร่วมกึ่งหนึ่ง ไม่ว่าสปช.คว่ำร่างหรือประชามติไม่ผ่าน ก็จะเข้าสูตรนี้ ที่ให้เวลาร่างรัฐธรรมนูญ 180 วันจากนั้นจึงทำประชามติอีกครั้ง นี่คือสูตรที่พร้อมจะบริหารประเทศอย่างกระชับ มีเอกภาพ รวมศูนย์อำนาจกลับไปที่ พล.อ.ประยุทธ์ และคณะนายทหาร ไม่ต้องมี สปช.กมธ.มาฟุ้งซ่าน
ที่สำคัญสูตรนี้พร้อมทั้งอยู่สั้นและอยู่ยาว ถ้าสถานการณ์ยังจำเป็นให้ต้องรักษาความมั่นคงของชาติ ก็ยืดเวลาได้ ขณะเดียวกันก็เปิดทางให้ปรับคุณภาพ เอาคนบ้านเลขที่ 111 มานั่งรัฐมนตรีได้ด้วย
คำถามคือจากที่ คสช.เปิดกว้างให้ "คนดีเด่นดัง" เข้าไปร่วมปฏิรูป แล้วตอนนี้จะดึงอำนาจกลับ จะเกิดปัญหาไหม เอาน่ะเชื่อว่า "ลุงตู่" วัดเรตติ้งจนเชื่อมั่น ยังไงท่านก็มีคะแนนนิยมเหนือพวกนักเคลื่อนไหวดีเด่นดังทั้งหลาย ซึ่งขืนตีโพยตีพายเสียดายเก้าอี้ก็มีแต่จะเสียคน
แต่คำถามใหญ่กว่าคือ ทำไมยิ่งอยู่นาน คสช.ยิ่งต้องดึงอำนาจกลับ ยิ่งต้องกระชับอำนาจ แทนที่จะค่อยๆ ผ่อนคลาย ไม่ว่ากับฝ่ายไหน ถ้ายังเดินไปทิศนี้แล้วจะ "ลง" อย่างไรละครับ
ย้ำอีกไม่ถึง 3 เดือน จะมีคนดีเด่นดังตกงาน 250 คน พร้อมผู้ช่วยผู้เชี่ยวชาญ 1,250 คน
เป็นการตกงานอย่างเซอร์ไพรส์ไม่รู้เนื้อรู้ตัว เพราะเดิมรัฐธรรมนูญชั่วคราวมาตรา 38,39 กำหนดว่าถ้า สปช.ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ให้ทั้ง สปช.และ กมธ. "ตายตกไปตามกัน" เหมือนแฝดอินจัน แต่ถ้ารับ ก็จะได้อยู่ยาว ซึ่งตามร่างรัฐธรรมนูญใหม่ให้อยู่ไปถึงวันเปิดประชุมสภาใหม่โน้น
แต่การแก้ไขครั้งนี้ คสช.ครม.กลับฟันฉับ ไม่ว่าจะรับหรือไม่รับ สปช.ก็ "คอขาด" ถ้ารับ กมธ.ก็อยู่ต่อ ร่างรัฐธรรมนูญก็ไปสู่ประชามติ แต่ถ้าไม่รับ ก็ลาก กมธ.สู่สุคติไปด้วยกัน คสช.ครม.ไม่สน ท่านจะตั้งสภาขับเคลื่อนฯ และกรรมการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นแทน
ไม่เพียงแค่ "ปลดล็อก" ล้มรางวัลล่อใจ แต่ คสช.ครม. ไม่แคร์ด้วยซ้ำว่า สปช.จะคว่ำร่างรัฐธรรมนูญไหม
ทิศทางที่เป็นไปจึงมี 2 อย่าง หนึ่ง สปช.กล้ำกลืนรับร่าง ซึ่งนำไปสู่ประชามติ โดยนอกจากถามว่ารับหรือไม่รับ สนช.สปช.สามารถถามประเด็นอื่นได้ฝ่ายละ 1 คำถาม แต่ ครม.จะพิจารณาอีกครั้งว่าเหมาะสมไหม ถ้าเห็นว่าไม่เหมาะก็ไม่เอา
ช่องทางนี้ยังมีหลายคน "แผ่นเสียงตกร่อง" มองว่าเปิดช่องให้ขอประชามติ "อยู่ต่อ 2 ปี" แต่วิเคราะห์ให้ดี ประเด็นนี้ตกไปแล้วครับ
พูดอย่างนี้ไม่ใช่ คสช.จะรีบไปไหน เดี๋ยวแฟนคลับลุงตู่ใจหายหมด เปล่า ถ้าท่านจะอยู่ก็อยู่ตามสถานการณ์ "ตามธรรมชาติ" อย่างที่ พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ เสนอด้วยรักและหวังดี คือมีเหตุจำเป็นให้ต้องอยู่รักษาความสงบ อยู่เพื่อชาติบ้านเมือง "ชั่วคราวๆๆ" ไปเรื่อยๆๆๆ การจะมาขอประชามติ "ค้างคืน" มันไม่สวย ต่อให้ สปช.เสนอคำถาม ครม.ก็คงไม่เอาตาม ในเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์บอกว่าเลิกถามได้แล้ว ข้อสำคัญ จะไปถึงประชามติหรือเปล่า ก็ยังไม่รู้เลย
เพราะทิศทางที่สองถ้า สปช. 126 คน จระเข้ฟาดหาง "กามิกาเซ่" คว่ำร่างรัฐธรรมนูญ ลาก 36 อรหันต์เบี้ยประชุมวันละ 9 พัน 6 พัน ตกงานไปด้วยกัน ก็จะเข้าสูตร "ล้างไพ่" รีสตาร์ตใหม่ ไม่ต้องไปสู่ประชามติ ซึ่งจะดีเบตถกเถียงหนุนต้านกันวุ่นวาย หัวหน้า คสช.จะตั้งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ 21 คน นายกรัฐมนตรีก็จะตั้งสภาขับเคลื่อนปฏิรูป 200 คน ขึ้นทดแทน กมธ.สปช.
บางคนมองว่า "เหล้าเก่าในขวดใหม่" ไม่เห็นต่างตรงไหน เพราะตั้งคนเดิมได้ อ๊ะอ๊ะ ต่างสิครับ วิษณุ เครืองาม บอกว่าจะไม่นำชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ซึ่งแปลว่าความสำคัญไม่เท่าเดิม สถานะ ศักดิ์ศรี เปรียบได้กับที่ปรึกษา คณะกรรมการ หรือคณะทำงาน ฯลฯ ที่หัวหน้า คสช.และนายกรัฐมนตรีตั้งขึ้นจำนวนมาก แม้ชื่อดูเหมือนสำคัญ แต่ไม่มีความเป็นเอกเทศ ไม่ใช่องค์กรตามรัฐธรรมนูญเหมือน สปช.กมธ.
พูดง่ายๆ จากแม่น้ำก็ลดสถานะลงเป็นก๊อกน้ำ ทำให้แม่น้ำ 5 สายเหลือ 3 สายเท่านั้นคือ คสช.โดย พล.อ.ประยุทธ์เป็นหัวหน้า ดูแลความสงบและการยกร่างรัฐธรรมนูญ ครม.โดย พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ บริหารประเทศพร้อมกับปฏิรูป อยากออกกฎหมายอะไรก็ไปผ่าน สนช.ซึ่งเป็นทหารร่วมกึ่งหนึ่ง ไม่ว่าสปช.คว่ำร่างหรือประชามติไม่ผ่าน ก็จะเข้าสูตรนี้ ที่ให้เวลาร่างรัฐธรรมนูญ 180 วันจากนั้นจึงทำประชามติอีกครั้ง นี่คือสูตรที่พร้อมจะบริหารประเทศอย่างกระชับ มีเอกภาพ รวมศูนย์อำนาจกลับไปที่ พล.อ.ประยุทธ์ และคณะนายทหาร ไม่ต้องมี สปช.กมธ.มาฟุ้งซ่าน
ที่สำคัญสูตรนี้พร้อมทั้งอยู่สั้นและอยู่ยาว ถ้าสถานการณ์ยังจำเป็นให้ต้องรักษาความมั่นคงของชาติ ก็ยืดเวลาได้ ขณะเดียวกันก็เปิดทางให้ปรับคุณภาพ เอาคนบ้านเลขที่ 111 มานั่งรัฐมนตรีได้ด้วย
คำถามคือจากที่ คสช.เปิดกว้างให้ "คนดีเด่นดัง" เข้าไปร่วมปฏิรูป แล้วตอนนี้จะดึงอำนาจกลับ จะเกิดปัญหาไหม เอาน่ะเชื่อว่า "ลุงตู่" วัดเรตติ้งจนเชื่อมั่น ยังไงท่านก็มีคะแนนนิยมเหนือพวกนักเคลื่อนไหวดีเด่นดังทั้งหลาย ซึ่งขืนตีโพยตีพายเสียดายเก้าอี้ก็มีแต่จะเสียคน
แต่คำถามใหญ่กว่าคือ ทำไมยิ่งอยู่นาน คสช.ยิ่งต้องดึงอำนาจกลับ ยิ่งต้องกระชับอำนาจ แทนที่จะค่อยๆ ผ่อนคลาย ไม่ว่ากับฝ่ายไหน ถ้ายังเดินไปทิศนี้แล้วจะ "ลง" อย่างไรละครับ
Inga kommentarer:
Skicka en kommentar