torsdag 13 januari 2022

๊Update- บทบาทของสถาบันกษัตริย์และบทบาททหารในการเมืองไทย

เมื่อวันที่ 18 มกราคม ที่ผ่านมา มีพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณของกองทัพไทย มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า คำสัตย์ปฏิญาณ เป็นคำใหม่ ไม่ใช่คำสัตย์ปฏิญาณเดิม ผมใช้เวลาหาอยู่นาน ก็พบว่ามีการเปลี่ยนคำปฏิญาณไปจากเดิมจริงๆ (ดู facebook.com/somsakjeam/vid
 
เมื่อวันที่ 18 มกราคม ที่ผ่านมา มีพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณของกองทัพไทย มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า คำสัตย์ปฏิญาณ เป็นคำใหม่ ไม่ใช่คำสัตย์ปฏิญาณเดิม
ผมใช้เวลาหาอยู่นาน ก็พบว่ามีการเปลี่ยนคำปฏิญาณไปจากเดิมจริงๆ
 
คำปฏิญาณเดิม
 
"ข้าพเจ้า (เอ่ยยศ นาม และนามสกุล) ขอกระทำสัตย์ปฏิญาณว่า
ข้าพเจ้า จักยอมตาย เพื่ออิสรภาพ และความสงบแห่งประเทศชาติ และประชาชน
ข้าพเจ้า จักอยู่ในศีลธรรมของศาสนา และจรรยาบรรณ
ข้าพเจ้า จะเทิดทูนและรักษาไว้ ซึ่งพระบรมเดชานุภาพแห่งพระมหากษัตริย์เจ้า
ข้าพเจ้า จักรักษาไว้ ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ข้าพเจ้า จักเชื่อถือผู้บังคับบัญชา และปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด ทั้งจักปกครองแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยความยุติธรรม
ข้าพเจ้า จะไม่แพร่งพรายความลับของราชการทหารเป็นอันขาด"
 
คำปฏิญาณใหม่ ชูพระมหากษัตริย์ขึ้นหน้าถึงสองบรรทัด ดังนี้
 
“ข้าพระพุทธเจ้า จักยอมตายเพื่อเทิดทูนและรักษาไว้ซึ่งพระบรมเดชานุภาพแห่งพระมหากษัตริย์เจ้า
ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีและถวายความปลอดภัยต่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ตราบชีวิตจะหาไม่
ข้าพระพุทธเจ้าจะพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ข้าพระพุทธเจ้าจะดูแลช่วยเหลือเป็นที่พึ่งของประชาชนและจะปกครองดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยความยุติธรรม
ข้าพระพุทธเจ้าจะตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรมของศาสนาและจริยธรรม
ข้าพระพุทธเจ้าการรักษาคำถวายสัตย์ปฏิญาณนี้ด้วยเกียรติยศและเกียรติศักดิ์ของทหารและตำรวจ
ทั้งจะปฏิบัติตน ปฏิบัติภารกิจให้เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททุกประการ ตลอดไป”
.......................
คำปฏิญาณใหม่ วาสนา นาน่วม https://www.facebook.com/WassanaJournalist/videos/2800053943386379/

นิวยอร์กไทม์รายงาน กรณีสมศักดิ์ เจียมฯ ถูกกองทัพบกฟ้องด้วยมาตรา ...

12 May 2011กรุงเทพฯ: เป็นเวลาเกือบ 17 ปีที่สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลได้เขียนงานเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ของไทยจากมหาวิทยาลัยที่กรุงเทพฯ ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นที่ๆ ...

โทมัส ฟุลเลอร์ ผู้สื่อข่าวของนิวยอร์กไทม์ รายงานกรณีที่สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ถูกกองทัพบกฟ้องร้องข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ระบุเป็นการฟ้องร้องภายใต้ภาวะตึงเครียดทางการเมืองของไทย อันเกี่ยวเนื่องจากความเห็นที่แตกแยกในสังคมไทยในประเด็นสำคัญสองประการคือ บทบาทของสถาบันกษัตริย์และบทบาททหารในการเมืองไทย มีรายละเอียดดังนี้.... 

กรุงเทพฯ: เป็นเวลาเกือบ 17 ปีที่สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลได้เขียนงานเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ของไทยจากมหาวิทยาลัยที่กรุงเทพฯ ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นที่ๆ ปลอดภัยแห่งหนึ่ง แต่เมื่อวันพุธ สมศักดิ์ต้องไปรายงานตัวที่สถานีตำรวจ และเผชิญหน้ากับตำรวจปราบจลาจล 50 นาย พร้อมกับเสียงตะโกนให้กำลังใจจากผู้สนับสนุนที่บอกว่า “สู้! สู้!” สมศักดิ์โดนกล่าวหาจากกองทัพไทยซึ่งมีอำนาจว่าละเมิดกฎหมายที่ห้ามไม่ให้กระทำการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระบรมวงศานุวงศ์ที่สำคัญ ซึ่งถือเป็นความผิดร้ายแรงและมีโทษจำคุกมากถึง 15 ปี  คดีของสมศักดิ์เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านทางวัฒนธรรมครั้งใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นในเมืองไทย 

ในสภาวะที่ความเคารพนับถือของชาวไทยต่อสถาบันกษัตริย์อยู่ในสภาพขึ้นๆ ลงๆ และมีผู้กล้าพอที่จะตั้งคำถามต่อการรายงานข่าวเรื่องชู้สาว และความสัมพันธ์ระหว่างราชวงศ์กับทหาร เป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยตกอยู่ในวิกฤตของการเมืองที่แบ่งแยก ยุคที่ทหารครองเมือง และยุคที่ประชาชนต่างกังวลถึงพระพลานามัยที่ทรุดโทรมลงขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งมีพระชนมพรรษา 83 พรรษา และเป็นสัญลักษณ์สำคัญสุดของเอกภาพของคนในชาติ 

สมศักดิ์เป็นรองศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งนับเป็นสถาบันการศึกษาที่ทรงเกียรติมากสุดแห่งหนึ่งของประเทศ เมื่อปีที่แล้วเขาได้เขียนบทความซึ่งอาจเทียบได้กับข้อเสนอ 95 ข้อ (95 Theses) ของมาร์ติน ลูเธอร์ (ที่นำไปสู่การถือกำเนิดขึ้นของนิกายโปรเตสแตนต์) ซึ่งท้าทายต่อรูปแบบของสถาบันกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างที่เป็นอยู่ของไทย   ผู้สนับสนุนสมศักดิ์บอกว่า พวกเขาไม่พอใจที่ทหารเป็นฝ่ายแจ้งข้อกล่าวหาต่ออาจารย์ พวกเขามองว่าข้อกล่าวหาเช่นนี้เป็นการคุกคามทางการเมืองอย่างหนึ่งในช่วงที่เข้าใกล้การเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 3 กรกฎาคม 

ทหารมีอิทธิพลต่อสังคมไทยมาอย่างยาวนาน บรรดานายพลที่กราดเกรี้ยวเป็นผู้อยู่เบื้องหลังรัฐประหาร 18 ครั้งรวมทั้งการยึดอำนาจเมื่อห้าปีก่อน คราวนี้บรรดานายพลอาวุโสทั้งหลายเริ่มสยายปีกอีกครั้ง นอกจากการแจ้งข้อกล่าวหาต่อสมศักดิ์แล้ว กองทัพบกยังได้จัดการเดินสวนสนามพร้อมอาวุธหนักภายนอกฐานทัพถึงสามครั้งในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา หรือที่สื่อมวลชนไทยเรียกว่าเป็น “การตบเท้า” กองทัพบกยังเป็นเจ้าของแผนการรณรงค์มูลค่า 240 ล้านบาทซึ่งเป็นงบจากรัฐบาลไทยเมื่อเร็ว ๆ นี้ เพื่อ “ปกป้องสถาบันฯ” 

เสียงทางการเมืองที่เป็นเอกฉันท์จากการอุดหนุนของพระมหากษัตริย์ในช่วงกว่าหกทศวรรษในราชบัลลังก์ เริ่มแตกกระจายในช่วงปลายรัชกาลของพระองค์ ประเทศแบ่งขั้วเป็นทั้งฝ่ายที่ต้องการอนุรักษ์ระบบโครงสร้างลดหลั่นแบบเดิม กับผู้ที่ต้องการทำลายอิทธิพลอำนาจของบรรดาชนชั้นนำ ทั้งที่เป็นบรรดานายทุนขุนศึก บรรดาข้าราชการ และข้าราชบริพารทั้งหลาย 

แต่นี่เป็นเพียงหนึ่งในรอยปริแยกมากมายของสังคมไทย ไม่นับความแบ่งแยกระหว่างภูมิภาคต่าง ๆ ความแตกแยกเนื่องจากความภักดีต่อกลุ่มการเมืองบางกลุ่ม และนักการเมืองบางคน ความแตกแยกในสังคมร้าวลึกยิ่งขึ้นอันเป็นผลมาจากการที่ทหารปราบปรามการชุมนุมประท้วงต่อรัฐบาลอย่างรุนแรงที่กรุงเทพฯ อันเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 90 คน ในท่ามกลางความโกลาหลทางการเมือง มีสัญญาณหลายประการที่บ่งชี้ว่าราชวงศ์ที่เคยได้รับความเคารพนับถือและความจงรักภักดีอย่างเหนียวแน่นในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา เริ่มตระหนักว่าความชื่นชมเหล่านี้ได้เสื่อมคลายลง หรืออาจถึงขั้นรู้สึกถูกคุกคาม 

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ พระราชธิดาองค์เล็กของพระเจ้าอยู่หัวให้สัมภาษณ์เมื่อเดือนที่แล้วว่า คนไทยยังไม่ซาบซึ้งดีพอถึงการทำงานหนักของพระราชวงศ์ โดยเฉพาะพระเจ้าอยู่หัว “ข้าพเจ้ากังวลว่าคนรุ่นใหม่ อย่างเช่นวัยรุ่นที่มีอายุประมาณ 20 ปีไม่ค่อยทราบว่าพระเจ้าอยู่หัวได้ทำอะไรมาบ้าง” พระองค์ตรัสในการให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ แต่ละค่ำคืนสถานีโทรทัศน์ไทยที่เป็นของรัฐต่างเสนอข่าวในพระราชสำนัก เพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจในแต่ละวัน แต่เจ้าฟ้าหญิงฯ เสนอว่าให้แต่ละสถานีเพิ่มเวลาอีกคืนละ 10 นาทีเพื่อเน้นย้ำให้เห็นพระราชกรณียกิจอันมีคุณค่าของพระเจ้าอยู่หัวและพระราชินี “โปรดเห็นใจพระองค์” เจ้าฟ้าหญิงฯ ตรัสต่อผู้สัมภาษณ์ซึ่งเริ่มมีน้ำตานองหน้า “พระองค์ทำงานอย่างทุ่มเทให้กับคนไทย ทั้งสองพระองค์ต่างใส่ใจต่อคนไทยมาก” ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดข้อกล่าวหาต่อสมศักดิ์ ซึ่งในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาทำงานศึกษาเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์และอยู่รอดปลอดภัยมาจนวันนี้ 

แต่เขากล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันพุธว่า ข้อกล่าวหาในครั้งนี้เกี่ยวโยงกับ “จดหมายเปิดผนึก” สองฉบับที่เขาเขียนและเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ตภายหลังการให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ของเจ้าฟ้าหญิงฯ ในจดหมายดังกล่าว สมศักดิ์ได้วิจารณ์เจ้าฟ้าหญิงฯ ในแง่ที่ทรงไปร่วมงานศพของผู้ประท้วงที่จงรักภักดีต่อสถาบันเมื่อปี 2551 แต่ในการประทานสัมภาษณ์พระองค์กลับไม่ตรัสถึงการเสียชีวิตของผู้ชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลจากการปราบปรามของทหารเมื่อปีที่แล้วเลย สมศักดิ์กล่าวว่า เขาเชื่อว่าตนเองคงไม่ต้องรับผิด เพราะเหตุว่ากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่ถูกกล่าวหาว่าละเมิดนั้น ให้ความคุ้มครองเฉพาะพระมหากษัตริย์ พระราชินี และรัชทายาท 

เมื่อเดือนมกราคม 2553 อ.สมศักดิ์ได้เผยแพร่ข้อเสนอแปดประการเพื่อการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ไทยทางเว็บไซต์ ในบรรดาข้อเสนอต่าง ๆ เขาได้เสนอให้ยกเลิกมาตราในรัฐธรรมนูญซึ่งกล่าวถึงองค์พระมหากษัตริย์ที่อยู่ “ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ” และให้ยกเลิก “การประชาสัมพันธ์และการให้ความรู้ด้วยข้อมูลด้านเดียวเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์” เขาสนับสนุนการยกเลิกคณะองคมนตรีซึ่งเป็นที่ปรึกษาของพระเจ้าอยู่หัว เช่นเดียวกับการยกเลิกสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งคอยบริหารจัดการธุรกิจมากมายของพระเจ้าอยู่หัว เขายังเรียกร้องให้ยกเลิกมาตรา 112 ในประมวลกฎหมายอาญา ที่เรียกว่ากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ 

คนไทยจำนวนมากเริ่มมีท่าทีวิพากษ์วิจารณ์ต่อการนำเสนอข่าวในลักษณะแซ่ซ้องสรรเสริญราชวงศ์เพียงถ่ายเดียว ไม่ว่าจะในทางโทรทัศน์ หรือที่ผ่านภาพโปสเตอร์ขนาดใหญ่ หรือในโรงภาพยนตร์ นักกิจกรรมคนหนึ่งถูกจับกุมเมื่อปี 2551 เพราะปฏิเสธที่จะยืนขึ้นในโรงภาพยนตร์ระหว่างการบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ซึ่งทำกันจนเป็นประเพณีตามโรงภาพยนตร์ทั่วไป การแสดงความเห็นเชิงสัญลักษณ์ที่เป็นไปในทางลบหลู่สถาบันทางอินเตอร์เน็ตก็ถูกปิดกั้นโดยหน่วยงานต่าง ๆ เป็นเหมือนเกมแมวจับหนู แต่ไม่มีใครทราบถึงความรู้สึกที่แท้จริงของคนในประเทศทั้งหมด เพราะไม่เคยมีการสำรวจความเห็นในเรื่องนี้ เราอาจคาดเดาถึงทัศนคติของสังคมต่อสถาบันกษัตริย์ได้จากจำนวนของคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่เกิดขึ้น 

ในแต่ละปีมีคดีหมิ่นฯ ที่ฟ้องร้องต่อศาลกว่า 100 คดีในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ในช่วงสิบปีก่อนหน้านี้ จำนวนคดีหมิ่นฯ ในแต่ละปีอยู่ที่ประมาณ 10 คดีเท่านั้น ทั้งนี้ตามข้อมูลของกลุ่มรณรงค์มาตรา 112 ซึ่งต่อต้านการใช้กฎหมายฉบับนี้ ข้อมูลนี้ยังชี้ให้เห็นถึงการใช้กฎหมายฉบับนี้ในลักษณะที่คุกคามมากขึ้น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ ส่วนนายพลระดับสูงอีกสองท่านก็ปฏิเสธเช่นกัน 

ก่อนหน้านี้พลเอกประยุทธ์ประกาศอย่างชัดเจนว่า จะเดินหน้าปราบปรามการจาบจ้วงสถาบันฯ ในสังคมไทย “กองทัพบกมีหน้าที่ปกป้องสถาบันหลักทั้งสามอันได้แก่ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์” เขากล่าวเมื่อปีที่แล้วก่อนจะขึ้นเป็นผบ.ทบ.ไม่นาน เมื่อเดือนที่แล้วตอนที่ผู้สื่อข่าวถามถึงภัยคุกคามต่อสถาบัน เขาได้กล่าวประณาม “นักวิชาการที่คงสติไม่ดีหรือบ้า” สมศักดิ์เชื่อว่าผบ.ทบ.กล่าวถึงตัวเขา และเขารู้สึกอึดอัดที่ประชาชนไม่สามารถพูดอย่างเปิดเผยเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ “มันขัดกับหลักประชาธิปไตย ขัดกับสามัญสำนึกด้วยซ้ำ” สมศักดิ์กล่าวในการให้สัมภาษณ์ “เป็นไปไม่ได้ที่สถาบันกษัตริย์จะถูกต้องตลอดเวลา”

................................................................................................

(หมายเหตุ- "ปัญญาคืออาวุธ" อ่าน คิด ติดอาวุธทางปัญญา พัฒนายกระดับปรับเปลี่ยนแนวคิดเป็นแสงสว่างส่องนำทาง ในการปลดปล่อยตัวเองและเพื่อนร่วมชาติให้หลุดพ้นออกจาก"สังคมทาสยุคใหม่"ภายใต้การปกครองใน"ระบอบราชาธิปไตย"อันมีกษัตริย์เผด็จการทราชย์เป็นประมุข)

Inga kommentarer:

Skicka en kommentar