söndag 4 maj 2014

เขาไม่กลัวประชาชนจะลุกขึ้นต่อสู้.....จริงหรือ???


เขาไม่กลัวประชาชนจะลุกขึ้นต่อสู้.. แต่ก็อยากบอกว่าประชาชนก็ไม่กลัวที่จะลุกขึ้นสู้กับเขาด้วยเช่นกัน....


โดย  ปูนนก


6 เดือนนับจากวันแรกคือวันที่ 30 ตุลาคม 2556 ที่ม๊อบของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้เปิดเวทีขับไล่รัฐบาลขึ้นเป็นครั้งแรกที่สถานีรถไฟสามเสนโดยชูประเด็นไม่เอา พรบ. นิรโทษกรรมเหมาเข่ง ซึ่งเป็นความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงของรัฐบาลนายกยิ่งลักษณ์ ชินวัตรในเวลานั้น ที่คิดจะใช้เสียงข้างมากออกกฏหมายใดๆ ก็ได้โดยไม่ได้พิจารณาถึงความต้องการของมวลชนที่สนับสนุนพรรคอยู่อย่างแท้จริง จะเรียกได้ว่า “เหลิงอำนาจ” ก็ไม่ผิดนัก จะด้วยเหตุใดก็ตาม ม๊อบนายสุเทพ เทือกสุบรรณ “จุดติด” ในเวลานั้น มวลชนมากมาย “เรือนแสน” เข้าร่วมการชุมนุมเพื่อต่อต้าน พรบ. นิรโทษกรรม ฉบับนั้น และปฏิเสธไม่ได้เลยว่าผู้คนเรือนแสนเหล่านั้น มีคนจำนวนไม่น้อยที่เป็นผู้สนับสนุนรัฐบาลนายกยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และพรรคเพื่อไทยมาก่อนก็ออกมาต่อต้าน พรบ. นิรโทษกรรม ตามการนำของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ไปกับเขาด้วย...

และในที่สุดรัฐบาลนายกยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ต้องหมดสภาพไปด้วยการ “ยุบสภา” ในวันที่ 9 ธันวาคม 2556 ม๊อบนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ซึ่งต่อมาได้ตั้งชื่อกลุ่มว่า “คณะกรรมการประชาชนเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” หรือ กปปส. ม๊อบนายสุเทพ และพรรคประชาธิปัตย์ฉวยโอกาสในจังหวะที่รัฐบาลนายกยิ่งลักษณ์ และพรรคเพื่อไทยกำลังเพลี่ยงพล้ำทางการเมืองในเรื่อง พรบ. นิรโทษกรรมสุดซอย ซึ่งดูเหมือนว่ามวลชนผู้รักประชาธิปไตยที่เคยสนับสนุนรัฐบาลนายกยิ่งลักษณ์ และพรรคเพื่อไทย ได้ตีตัวออกห่างและเกิดแตกแยกทางความคิดกันอย่างรุนแรงทั้งมวลชนคนรักประชาธิปไตย นปช. หรือแม้กระทั่งคนในรัฐบาลเองก็ตาม... ม๊อบ กปปส. ร่วมมือกับพรรคประชาธิปัตย์ และกลุ่มแนวร่วมที่เป็นศัตรูทางการเมืองต่อพรรคเพื่อไทยและอดีตนายกทักษิณ ชินวัตร ใช้จังหวะโอกาสนี้ประกาศล้มล้างรัฐบาลท่านนายกยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทันทีโดยอ้างถึงมวลชนที่มาร่วมชุมนุมต่อต้าน พรบ. นิรโทษกรรมสุดซอยคือ “มวลมหาประชาชน” ที่มาร่วมขับไล่รัฐบาล แต่ทว่านี่คือความเข้าใจผิดอย่างใหญ่หลวงของอำมาตย์ไทย
ยิ่งใกล้ถึงเวลาที่องค์กรอิสระจะพิจารณาคดีความต่างๆ ของท่านนายกยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ยิ่งได้เห็นสารพัดกลุ่มออกมาเคลื่อนไหวเพื่อเป็นการปูทางในลักษณะที่จะให้มีการเปลี่ยนแปลงประเทศโดยวิถีทางที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นการขอนายก ม.7 การใช้รัฎฐาธิปัตย์ตั้งรัฐบาลด้วยตนเอง การถวายคืนพระราชอำนาจโดยใช้อำนาจตาม มาตรา 3 แม้กระทั่งการทูลเกล้าถวายฎีกาเพื่อขอพระราชวินิจฉัยทางแก้ปัญหาสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้.. อีกทั้งขณะนี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กำลังเดินทางไปเยี่ยมพบป่ะพูดคุยกับฝ่ายต่างๆ เพื่อหาทางออกให้กับประเทศ และได้ออกแถลงการถึงแนวทางเพื่อเป็นทางปฏิบัติเพื่อความสงบสุข แต่ทว่าไม่มีกลุ่มใดหรือใครเลยที่ออกมาเคลื่อนไหวให้ทุกๆ ฝ่ายเคารพกติกาบ้านเมือง และขอให้ปฏิบัติทุกอย่างไปตามกฏหมายที่ระบุเอาไว้ในรัฐธรรมนูญเพื่อที่จะได้เป็นหลักในการปกครองประเทศ

ทุกๆ กลุ่มพยายามอย่างยิ่งที่จะหาช่องทางเพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ หลีกเลี่ยงที่จะให้มีการเลือกตั้ง หลีกเลี่ยงที่จะยอมรับเพื่อพิสูจน์ทราบอำนาจอธิปไตยที่เป็นของประชาชนว่าต้องการให้ใคร หรือพรรคการเมืองใดเป็นผู้บริหารบ้านเมืองโดยใช้วาทะกรรมต่างๆ ออกมาปกป้องตนเอง ไม่ว่าจะเป็น “ระบอบทักษิณ, รัฐบาลโกง, ประชาชนโง่ ฯลฯ” โดยผู้ที่มีอำนาจครอบงำประเทศนี้อยู่ได้ใช้ตัวแทนแห่งอิทธิพลของตน ไม่ว่าจะเป็นกองทัพ, องค์กรอิสระ, นักวิชาการ, ชนชั้นสูง, เจ้าของกลุ่มทุ่นทางเศรษฐกิจ, ฯลฯ เข้ามาการทำลายโครงสร้างอำนาจอธิปไตยและพยายามสร้าง Road Map ที่จะไม่ยอมรับอำนาจอธิปไตยที่เป็นของประชาชนโดยสิ้นเชิง
เวลานี้ความขัดแย้งได้พัฒนามาจนถึงขั้นที่ไม่มีใครยอมถอยให้แก่กันอีกต่อไป ประชาชนได้ตื่นขึ้นจากการหลับไหล จากการถูกกดขี่มาอย่างยาวนานหลายสิบปี ประชาชนเริ่มรู้และสัมผัสได้แล้วว่า “การปกครองด้วยคนดีไม่มีอยู่จริง” แต่ที่มีอยู่จริงแน่ๆ ก็คือ “การถูกยึดอำนาจการปกครองไปโดยคนเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น”  

บัดนี้ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยได้ตื่นขึ้นแล้วและพร้อมที่จะลุกขึ้นยืนหยัดเพื่อที่จะรักษาสิทธิความเป็นประชาชนในประเทศนี้ ที่จะมีสิทธิทางการเมืองในการกำหนดการปกครองของตนเองตามระบอบประชาธิปไตยที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ การชุมนุมของคนเสื้อแดงในหลายจังหวัดที่ผ่านมาจึงเห็นได้ถึงจำนวนผู้คนที่ตื่นตัวทางการเมืองอย่างไม่เคยมีมาก่อนและเขาเหล่านั้นพร้อมแล้วที่จะรักษาสิทธิของตนเองอย่างเต็มที่ และจะไม่ยอมให้ใครมาปล้นสิทธิของเขาอีกต่อไป

 การรวมตัวกันของกำนันผู้ใหญ่บ้านนับหมื่นคนเพื่อทวงคืน กระทรวงมหาดไทยในวันที่ 4 พฤษภาคม นี้ ทำให้มวลชนจัดตั้งที่เป็นกองกำลังติดอาวุธที่เคยทำตัวกร่างและยิ่งใหญ่คับประเทศเพราะคิดว่าไม่มีใครกล้าต่อกรด้วย ต้องถอยหนีกลับเข้าไปอยู่ที่สวนลุมพินีและคืนกระทรวงมหาดไทยให้ทันที เป็นตัวอย่างเล็กๆ ที่สะท้อนให้เห็นถึงภาพใหญ่ที่จะเกิดขึ้นตามมาถ้าประชาชนไทยถูกปล้นอำนาจไปอีกครั้งในคราวนี้

และเมื่อประชาชนพร้อมกันลุกขึ้นสู้ก็จะไม่มีอำนาจใดมาหยุดยั้งได้ ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยต้องการเพียงสิทธิในการเลือกที่จะปกครองตนเองเท่านั้น ดังนั้นนับจากนี้ไปถ้าประเทศนี้จะมีรัฐบาลในการบริหารประเทศ รัฐบาลนั้นต้องมาจากการเลือกตั้งเท่านั้น และถ้าจะมีการปฏิรูปก็ต้องเป็นไปตามวิถีทางในระบอบประชาธิปไตย ไม่งั้นก็รบกัน

แน่นอนว่าผู้มีอำนาจครอบครองประเทศนี้ “เขาไม่ได้กลัวประชาชนที่จะต่อสู้กับพวกเขา” .... แต่ก็จะขอส่งสัญญาณบอกไปยังผู้มีอำนาจครอบครองประเทศนี้ด้วยเช่นกันว่า “กูก็ไม่กลัวพวกมึงอีกต่อไปแล้วเช่นกัน”

..................................
 
บทเรียนอันล้ำค่าอันสูงสุดสำหรับประชาชนไทย...


โดย    ราษฎรไทย


หกเดือนจากสถานการณ์ก่อความวุ่นวายของม็อบการเมือง "เทพ+เทือก"  เป็นม็อบ"จัดตั้ง"ขึ้นโดยเฉพาะของพวกเผด็จการอำมาตย์ทรราชราชาธิปไตยเพื่อให้มาทำลายล้มล้างอำนาจรัฐที่ประชาชนเลือกมา   หกเดือนที่ผ่านมาทำให้ประชาชนไทยได้รู้ได้เห็นได้สัมผัสกับความเป็นจริงว่าปัญหาทั้งหมดของประเทศชาติและประชาชนไทยเวลานี้คือการแย่งชิงอำนาจเพื่อรักษาผลประโยชน์ของกลุ่มตัวเองและพรรคพวกเท่านั้น  โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน  ในการแย่งชิงอำนาจของทั้งสองฝ่ายของพวกเหลือบอำมาตย์ศักดินา   เหลือบพ่อค้านายทุน   เหลือบนักการเมือง  ทั้งสองฝ่ายได้ดึงเอาประเทศชาติและประชาชนไปเป็นเหยื่อต่อรองซึ่งกันและกัน.... 


บทเรียนอันล้ำค่าครั้งนี้    วิกฤติสถานการณ์ของประเทศในระยะหกเดือนที่ผ่านมา   ทำให้ประชาชนไทยทั้งประเทศทุกหมู่เหล่าทุกชนชั้นยกระดับตื่นตัวเข้าใจค่าของความเป็นคนหวงแหน"หนึ่งสิทธิหนึ่งเสียง"ของตนเองต้องลุกขึ้นมาปกป้อง    นอกจากนี้ม็อบ"เทพ+เทือก"ยังทำให้มองเห็นอย่างชัดเจนว่ามีอำนาจนอกระบบเหนือรัฐธรรมนูญสั่งการอยู่เหนือรัฐบาลที่ประชาชนเลือกมา  เพราะรัฐบาลไม่สามารถใช้อำนาจรัฐบริหารประเทศตามรัฐธรรมนูญได้   บ้านเมืองจึงเกิดวิกฤติ   อำนาจรัฐถูกปล้นทำลาย   มีการยุบสภา  .มีนักการเมืองโจรออกมาต่อสู้ข้างถนน  ก่อความวุ่นวายไร้กฎกติกา..จนกรุงเทพฯกลายเป็น"รัฎฐาธิปัตย์"ฝ่ายอำมาตย์เลิกเป็นอีแอบเปิดหน้าตาออกมาเล่น....


จากสถานการณ์ครั้งนี้   ทำให้ประชาชนไทยตื่นตัวได้รับรู้ความเป็นจริงได้เห็นว่าอะไรเป็นอะไร   เกิดคำถามและได้คำตอบให้ตัวเองได้.....ว่าประเทศไทยมีคนไทยทุกคน"หนึ่งสิทธิหนึ่งเสียง"เป็นเจ้าของร่วมกันไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง ทุกคนต้องลุกขึ้นทำหน้าที่หวงแหนปกป้องสิทธิของตนเอง... 


ดังนั้นเสียงประชาชนไทยทั้งประเทศคือผู้กำหนดว่าต้องการ"ระบอบอะไร??ให้ใคร??ไปเป็นตัวแทนบริหารประเทศ     โดยการไปใช้สิทธิใช้เสียงผ่านระบบ"การเลือกตั้ง"เท่านั้น....


ประชาชนจงก้าวผ่านความกลัวที่เผด็จการอำมาตย์ทรราชและขี้ข้าทาสรับใช้อำมาตย์ใช้ข่มขู่กดขี่ข่มเหงเข่นฆ่าประชาชนมารุ่นแล้วรุ่นเล่าจากอดีตจนถึงปัจจุบัน   จงพากันสลัดปลดแอกที่เขาใส่ไหล่ให้ออกให้หมดจากความเป็นทาส   ออกมาช่วยกันสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริง  ประชาธิปไตยที่กินได้จับต้องได้ให้แก่ประชาชนไทยและประเทศไทย...


ปัจจุบันนี้กาลเวลาและสังคมโลกได้แปรเปลี่ยนไปในทุกด้าน   มนุษย์ที่อยู่ร่วมกันในทุกส่วนของโลกก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับการเวลาและการเปลี่ยนแปลง    ไม่ใช่หยุดนิ่งอยู่กับที่ " เมื่อประชาชนพร้อมกันลุกขึ้นสู้ก็จะไม่มีอำนาจใดมาหยุดยั้งได้  "

Inga kommentarer:

Skicka en kommentar