fredag 3 februari 2012

เก้าชั่วโคตร: 9 มิถุนา 9 ฆ่ า 8

การสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี


Posted Image
 

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร

ในหลวง อานันทมหิดล ร. 8 เป็นผู้ทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยฉบับ พ.ศ 2489 เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม  ซึ่งถือได้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่เป็นประชาธิปไตยมากที่สุด  ให้แก่ราษฏรไทย ซึ่งตามรัฐธรรมนูญฉบับนั้นกำหนดให้กษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่ในหลวงอานันทมหิดลถูกลอบปลงพระชนม์เมื่อวันที่ 9 มิถุนา 2489 โดย... ( xxx ) ประชาธิปไตยของไทยจึงสิ้นสุดลงพร้อมกับยุวกษัตริย์ โดยน้องชายได้ขึ้นครองราชย์แทนในปีเดียวกัน  ต่อมาในปี 2490 พวกกลุ่มทหารที่นิยมเผด็จการโดยการสนับสนุนของพวกอนุรักษ์นิยมขวาจัดและพวกคลั่งชาติได้ทำการยึดอำนาจ นับตั้งแต่นั้นมาประเทศไทยก็มีการปกครองด้วยรัฐธรรมนูญเผด็จการโดยให้ กษัตริย์อยู่เหนือรัฐธรรมนูญ จึงเป็นปฐมเหตุของความขัดแย้งในสังคมไทยมาจนถึงปัจจุบัน ระหว่างฝ่ายประชาธิปไตย กับอีกฝ่ายคือพวกเผด็จการภายใต้การนำของศักดินาและลูกสมุนกากเดนของสังคมเก่า

วันชีพปลิดปลง โรงลิเกวาย.........ทำไมต้องรอให้หัวหน้าคณะลิเกลวงโลกเหี้ยหง่อยสื่ขาตาเดียวต้องตายก่อน เรารอประชาธิปไตยที่สมบูรณ์มา ๘๐ ปีแล้วยังไม่พออีกหรือ จงพร้อมใจกันลุกขึ้นมาปลดปล่อยตัวเอง โดยเรียกร้องให้แก้ ม ๑๑๒ ที่กดหัวเราอยู่นั้นออกเสีย ก่อนที่จอมเผด็จการอำมหิตจะเข้าสู่กองฟอน....

ขุนเขาบอก :

วันชีพปลิดปลง โรงลิเกวาย..........

เมื่อสู้แล้วแพ้ ก็ได้แต่รอ
ชีวีนี้หนอ รอไม่ถึงร้อย
ขี้ไพร่ใต้ฟ้า ตั้งตารอคอย
คงไม่ถึงร้อย ควันลอยออกเมรุ

จะไพร่หรือเจ้า ต้องเข้ากองฟอน
จะนั่งจะนอน คอนขึ้นรถเข็น
ต้องตายแน่ไซร์ เตรียมไว้โลงเย็น
นอนให้คนเข็น เป็นผีเหมือนกัน

เป็นคนเหมือนกัน แบ่งชั้นวรรณะ
แบ่งกระทั่งพระ อาสนะจังหัน
ศักดินาหรือไพร่ ตายได้เหมือนกัน
ถึงสี่หมื่นวัน มันตายทุกคน

จุดธูปจุดเทียน เตรียมเปลี่ยนฟ้าใหม่
สุริยะใส สาดไล้ขุมขน
เตรียมตัวกันไว้ เหล่าไผทชน
เทวดาหรือคน ไม้พ้นร้อยปี

เริ่มนับถอยหลัง มรณังสังขาร
นับนาทีกาล รอท่านเป็นผี
หยุดการเคลื่อนไหว เหล่าไพร่กุลี
รอวินาที ชีวีปลิดปลง

จบตำนานกาล ปิดม่านฟ้าหม่น
สิ้นอิทธิพล สิ้นคนลุ่มหลง
ลิเกโรงใหญ่ จวนใกล้ลาโรง
วันชีพปลิดปลง โรงลิเกวาย..........

torsdag 2 februari 2012

"สมศักดิ์ เจียมฯ" ชี้ "นิติราษฎร์" โดนโจมตีหนัก เพราะท่าทีไม่จริงใจของ "พท.-นปช."

"สมศักดิ์ เจียมฯ" ชี้ "นิติราษฎร์" โดนโจมตีหนัก เพราะท่าทีไม่จริงใจของ "พท.-นปช."

นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เขียนวิเคราะห์สถานการณ์ที่นักวิชาการคณะนิติราษฎร์ถูกโจมตีอย่างหนัก เผยแพร่ในเฟซบุ๊กส่วนตัว มีเนื้อหาว่า

สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่ง ที่ นิติราษฎร์ โดนโจมตีหนัก ต้องโทษ ท่าทีแบบ cynical (ไม่จริงใจ) ของ เพื่อไทย และ นปช.

(1) ก่อน 19 กันยา ปีกลาย สื่อมวลชนกระแสหลัก แทบจะไม่รู้จักหรือแทบไม่เคยเสนอข่าว นิติราษฎร์ เลย

แต่จู่ๆ นิติราษฎร์ กลายเป็นข่าวหน้า 1 ขึ้นมา ก็เพราะ ทั้ง รบ. โดยคุณเฉลิม และ นปช. โดย อ.ธิดา ได้ออกมาพูดใหญ่โตว่า "เห็นด้วยกับแนวทางของ นิติราษฎร์" (เรื่องลบล้างผลพวงรัฐประหาร)

ดังที่ผม เขียนวิจารณ์ไปตอนนั้นว่า การ "เห็นด้วย" ของ รบ. และโดยเฉพาะของ นปช.นั้น เป็นการ "เห็นด้วย" แบบปลอมๆ (cynical) คือ ยกเอาเฉพาะประเด็นเรื่องการล้มคดีต่างๆ ที่เกิดจาก รปห. แต่ข้อเสนอ 112 ที่ความจริง ก็อยู่ในแถลงการณ์วันที่ 19 กย. นั้น ไม่ยอมพูดถึง

ช่วงนั้น อ.ธิดา ถึงกับออกมาให้สัมภาษณ์ว่า "นิติราษฎร์ เป็นแนวร่วมทางยุทธศาสตร์ กับ นปช."

(2) หลังจากนั้น นปช. ด้วยแรงกดดันจากมวลชนของตนเอง และผู้รักประชาธิปไตยอื่นๆ ที่ให้ทำอะไรสักอย่าง เกี่ยวกับคดีหมิ่นฯ โดยเฉพาะในกรณีอากง ก็ต้องค่อยๆออกมา แบบกระมิดกระเมี้ยน ในลักษณะว่า "เห็นด้วย" กับการแก้ไขกฎหมาย 112

วิธีที่ออกมา ก็เป็นในลักษณะ cynical คือ เริ่มจาก ไม่ยอมแม้แต่เอ่ยกรณีอากง, ต่อมา ก็ไม่ยอมแม้แต่เอ่ยชื่อกฎหมาย 112 อ.ธิดาจะใช้คำพูดประเภท "กฎหมายที่ไม่เป็นธรรมทุกฉบับ โดยเราไม่ต้องระบุชื่อ" ... แต่ฟังดู ก็เพื่อให้มวลชน ฯลฯ เป็นที่รู้กันว่า หมายถึง 112 ต่อมา ก็ "ขยับ" อีกขั้น ยกข้อเสนอของ คณิต ณ นคร ขึ้นมาแสดงท่าทีเห็นด้วย

(3) ความจริง ถ้าจะว่าไป การที่เฉลิม อ.ธิดา ยกนิติราษฎร์ ให้ขึ้นมาเป็นข่าว ตอนกันยายนปีกลาย ก็เรียกว่า เป็นเรื่องดี คือ ช่วยโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้

แต่เพราะ ลักษณะ cynical ที่ว่า คือ ยกมาเฉพาะบางเรื่อง (แต่เชียร์ใหญ่โตราวกับเห็นด้วยทุกเรื่อง) และพอพูดเรื่อง 112 ก็พูดแบบชนิด ไม่แน่ไม่นอน

ด้านหนึ่ง ทาง รบ. ก็ทำท่าว่า จะปราบคดีหมิ่นฯใหญ่โต (ซึ่งดังที่ผมเขียนไปตอนนั้นว่า เป็นการ "ผูกคอตัวเอง" แท้ๆ)

ในขณะที่ อีกด้านหนึ่ง นปช. ก็มีท่าที แบบที่ว่า คือ แรกๆ ไม่แตะเลย ต่อมา ก็ค่อยๆ มาเอ่ยถึง ต่อมา ก็ถึงกับออกมาในทางสนับสนุนเห็นด้วยกับ คณิต คือ ให้แก้ 112 ในบางระดับ

พอนิติราษฎร์ โดนโจมตีคราวนี้ นปช. ก็เปลี่ยนท่าทีอีก จากที่เคยออกมาในแนวสนับสนุน อย่างน้อย ก็ข้อเสนอ คอป. ตอนนี้ ก็ออกมาว่า นปช. ไม่มีนโยบายแก้ไข 112

(4) ลักษณะการ เล่นการเมือง แบบ cynical แบบนี้แหละ ที่มีส่วนทำให้ นิติราษฎร์ เดือดร้อน และกลายเป็นจุดโจมตีหนักไปด้วย

ตอน นี้ การโจมตีนิติราษฎร์ ส่วนสำคัญส่วนหนึ่ง จึงเป็นเรื่อง proxy คือ ใช้การโจมตีนิติราษฎร์ เป็นการโจมตีทักษิณ ที่ นิติราษฎร์ ไม่เกี่ยวข้องด้วย

เมื่อ ๑๐๐ ปีมาแล้ว ได้มีการเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นรีปับลิก แต่ปัจจุบันระบอบการปกครองแบบโบราณล้าหลังนี้ก็ยังคงหลงเหลืออยู่ โดยปกครองประเทศเหมือนกับระบบทาส ด้วย ม ๑๑๒ พอคณะนิติราษฎร์ออกมาเสนอให้แก้ ม ๑๑๒ ก็ถูกพวกทาส สมุนรับใช้เผด็จการออกมาขัดขวาง

ความบางตอน คณะ รศ.130
ฝ่ายวางแผนการก็กะว่าจะลงมือกระทำการงานในวัน ถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาในเดือน เมษายน ร.ศ. ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๕๕) ในวัดพระแก้ว โดยใช้กำลังทหารขอให้กษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญโดยละมุนละม่อม มิให้เสียเลือดเนื้อ ถ้าและมิยินยอมจึงจะค่อยดำเนินการเป็นขั้นเป็นตอนต่อไป ส่วนนายทหารชั้นผู้ใหญ่ให้ใช้วิธีบังคับโดยฉับพลันในขณะลงมือทำการ
จนสรุปได้ว่าปัญหาเรื่องระบอบการปกครองนั้น สำหรับคนหนุ่มๆ ประสงค์จะให้เป็นรีปับลิกหรือสาธารณรัฐแทบทั้งนั้น ต้องการทำครั้งเดียวให้แตกหักกันไปเลย ไม่อยากให้ประชาชนต้องพลอยได้รับความเดือดร้อนกันเรื่อยๆไป..
ฝ่ายพลเรือนได้เสนอกรมหลวงราชบุรีปราชญ์ กฎหมายขึ้นมาอย่างประหลาดว่า หากระบอบการปกครองจะต้องกลับตาลปัตรถึงซึ่งรีปับลิกแน่แล้ว และเมื่อยังหาตัวประธานาธิบดีมิได้ ก็ขอเสนอพระนามกรมพระราชบุรีไว้พลางๆ ก่อน
จะใช้กำลังทหารขอให้กษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐ ธรรมนูญโดยละมุนละม่อม มิให้เสียเลือดเนื้อ ถ้าและมิยินยอมจึงจะค่อยดำเนินการเป็นขั้นเป็นตอนต่อไป สำหรับคนหนุ่มๆ ประสงค์จะให้เป็นรีปับลิกหรือสาธารณรัฐแทบทั้งนั้น ต้องการทำครั้งเดียวให้แตกหักกันไปเลย ไม่อยากให้ประชาชนต้องพลอยได้รับความเดือดร้อนกันเรื่อยๆไป.
"หมอเหล็ง"เวลานั้นได้เป็นนายแพทย์ประจำ โรงเรียนนายร้อยทหารบก และประจำพระองค์ทูลกระหม่อมจักรพงษ์อยู่แล้วด้วย ย่อมชักจูงใจนักเรียนนายร้อยและนายทหารให้เข้ามาเป็นกำลังได้ง่าย พวกเราก็เห็นด้วย เพราะกำลังเห็นตัวอย่างหมอซุนที่เป็นหัวหน้าเปลี่ยนการปกครองประเทศจีนอยู่ แล้ว
การโต้เถียงเรื่องระบอบการปกครองคงมีตามเคย จนสรุปได้ว่าปัญหาเรื่องระบอบการปกครองนั้น สำหรับคนหนุ่มๆ ประสงค์จะให้เป็นรีปับลิกหรือสาธารณรัฐแทบทั้งนั้น เพราะกำลังอยู่ในวัยเลือดร้อน ต้องการทำครั้งเดียวให้แตกหักกันไปเลย ไม่อยากให้ประชาชนต้องเพลอยได้รับความเดือดร้อนกันเรื่อยๆ ไป เมื่อจะเกิดความยุ่งยากอย่างใดก็แก้ไขไปในตัวของมัน ในไม่ช้าก็เคยชินกลับถอยหลังอีกไม่ได้ หรือมิฉะนั้นก็คือตายกันทั้งหมด ส่วนสมาชิกที่มีอายุชั้นผู้ใหญ่เคยเห็นเหตุการณ์มามากหรือวัยกลาง มักจะรั้งให้ใช้ระบอบลิมิเต็ดมอนากี้ คือกำหนดอำนาจของกษัตริย์ไว้ภายใต้รัฐธรรมนูญเพื่อดึงน้ำใจพลเมืองที่ยังแนบ แน่นอยู่ในระบอบเก่า ไม่ให้ช้ำชอกจนเกินไป ฝ่ายที่ถูกชิงอำนาจก็จะไม่เคียดแค้นถึงกับทำตัวเป็นศัตรูอยู่ตลอดกาล
หากแต่พวกเราเองมาทำลายกันเองเพื่อเห็นแก่ตัว เราจึงต้องพ่ายแพ้โดยราบคาบ เว้นแต่ประวัติศาสตร์ยังคงตื่นอยู่เพื่อคนชั้นหลังเสมอ
สมาชิกเพียงบางคนเท่านั้น เสนอว่าทูลหม่อมจักรพงษ์พระองค์หนึ่งละ สมควรเป็นกษัตริย์ภายใต้กฎหมายได้ ฝ่ายทหารเรือบางคนก็เช่นเดียวกัน ได้เสนอพระนามทูลหม่อมบริพัตรในทำนองนั้น ฝ่ายพลเรือนได้เสนอกรมหลวงราชบุรีปราชญ์กฎหมายขึ้นมาอย่างประหลาดว่า หากระบอบการปกครองจะต้องกลับตาลปัตรถึงซึ่งรีปับลิกแน่แล้ว และเมื่อยังหาตัวประธานาธิบดีมิได้ ก็ขอเสนอพระนามกรมพระราชบุรีไว้พลางๆ ก่อน
"เพื่อนเอ๋ย กันต้องลาเพื่อนไปเดี๋ยวนี้ ขอฝากลูกของกันไว้ด้วย กันขอฝากไชโย ถ้าพวกเรายังมีชีวิตได้เห็น"


onsdag 1 februari 2012

จดหมายจากอธิการบดี ถึงอธิการบดี (A Letter to a Rector)



1 กุมภาพันธ์ 2555


เรื่อง หลักการประชาธิปไตย-เสรีภาพ-เสมอภาค-ภราดรภาพ กับการ “เปิด-ปิด” พื้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


เรียน อธิการบดี ศ. สมคิด เลิศไพฑูรย์ และคณะกรรมการบริหาร มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์


เนื่อง ในโอกาสวันแห่ง “ความรัก” ที่เวียนมาถึงในเดือนกุมภาพันธ์ 2555 ศกนี้ ผมขอส่งความปรารถนาดี มายังท่านอธิการบดี กับคณะ และขออวยพรให้อายุ วรรณะ สุขะ พละ ทั้งนี้เพื่อจักได้ปฏิบัติงานเพื่อมหาวิทยาลัย และประเทศชาติ ประชาชนของเรา

สืบเนื่องจากการที่ท่านอธิการบดี กับคณะกรรมการบริหารฯ ได้แถลงว่า

“ที่ ประชุมคณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งประกอบด้วยคณบดี ผู้อำนวยการสำนักสถาบัน มีมติเอกฉันท์ว่ามหาวิทยาลัยฯ คณะ สำนัก สถาบันจะไม่อนุญาตให้ใช้พื้นที่มหาวิทยาลัยฯ เพื่อเคลื่อนไหวกรณีประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 อีกต่อไป เพราะมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นสถานที่ราชการ การอนุญาตต่อไปอาจทำให้คนเข้าใจผิดว่าเป็นการดำเนินการของมหาวิทยาลัยฯ หรือมหาวิทยาลัยฯ เห็นด้วยกับการดำเนินการดังกล่าวข้างต้น อีกทั้งอาจนำมาซึ่งความขัดแย้งอย่างรุนแรงภายในบริเวณมหาวิทยาลัยฯ จนมหาวิทยาลัยฯ ไม่อาจดูแลความปลอดภัยของบุคคล และทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยฯได้”

ผมในฐานะส่วนหนึ่งของประชาคมธรรมศาสตร์ และ ส่วนหนึ่งของสังคมประชาธิปไตย ของสยามประเทศไทย ขอแสดงความคิดเห็นมาดังต่อไปนี้

หนึ่ง) ผมมีความเห็นว่าคำแถลงดังกล่าว ไม่ถูกต้องตามเจตนารมณ์ และจิตวิญญาณของการสถาปนามหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง (The University of Moral and Political Sciences UMPS) เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2477 ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามหลักประการที่ 6 ที่ว่า “จะต้องให้มีการศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร” ของ “คณะราษฎร” ที่ทำการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หรือ ราชาธิปไตย ให้เป็นประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ เมื่อ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475

สอง) คำแถลงดังกล่าว ไม่ถูกต้องตามขนบประเพณีของธรรมศาสตร์ ที่ยืนยันในหลักการของ “เสรีภาพ-เสมอภาค-ภราดรภาพ” ที่ถือปฏิบัติกันมาตั้งแต่สมัยของผู้ประศาสตร์การปรีดี พนมยงค์ ตลอดจน ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ และ ศ. สัญญา ธรรมศักดิ์ ซึ่งเคยกล่าวเป็นหลักการหนึ่งของมหาวิทยาลัยว่า “ธรรมศาสตร์ มีเสรีภาพทุกตารางนิ้ว” (อธิการบดี 2514-2516)

สาม) ข้อเสนอของ “คณะนิติราษฎร์” ทั้ง 7 ข้อตามที่ทราบกันนั้น (ดูล่างสุด) ต้องการใช้หลัก “วิชาการ” เพื่อ “ปฏิรูป-แก้ไข” กฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่ล้าหลัง

และ เป็นมรดกของระบอบอำนาจนิยม และในขณะเดียวกัน ก็เพื่อให้สถาบันกษัตริย์สยามประเทศไทยของเรามั่นคง สถาพร อยู่คู่กับระบอบประชาธิปไตย ตามมาตรฐานสากล ของนานาอารยประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร ยุโรปตะวันตก และ/หรือญี่ปุ่น ข้อเสนอดังกล่าว หาใช่เป็นการทำลาย หรือ ล้มล้าง-ล้มเจ้าไม่

สี่) เราในแวดวงวิชาการทั้งหลายทราบกันดีว่า สถาบันกษัตริย์สมัยใหม่ ที่มั่นคง สถาพร อยู่คู่กับระบอบประชาธิปไตย ตามมาตรฐานสากลของโลก และนานาอารยประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร ยุโรปตะวันตก และ/หรือญี่ปุ่น นั้น เป็นสถาบันที่ใช้ “พระคุณ” หรือ “ความรัก”ความเมตตากรุณา (love) เป็นหลักปฏิบัติ และหลักกฎหมาย มากกว่าใช้ “พระเดช” หรือ “ความกลัว” ความเกลียดชัง (fear&hate) หรือการข่มขู่ ด้วยคุกด้วยตะรางอย่างเช่น รัสเซีย/ปรัสเซีย/ออตโตมันตุรกี/จีน/หรือ/เนปาล

ห้า) ข้อเสนอของ “คณะนิติราษฎร์” ทั้ง 7 ที่มีเป้าหมายในการพัฒนาให้สถาบันกษัตริย์ของเรามั่นคง สถาพร และเป็นสมัยใหม่นั้น สมควรที่จะได้รับการพิจารณาด้วยสติปัญญา และ ขันติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแวดวงทางวิชาการและมหาวิทยาลัย มากกว่าที่จะใช้ “โลภะ โทสะ โมหะ” กับ “ภยาคติ” หรือ “อวิชชา”

หก) ผมมีความเห็นว่าแทนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ของเรา จะ “ปิด” พื้นที่ในการแสวงหาแสงสว่างทางปัญญา ตามพุทธภาษิตที่ว่า “นตถิ ปญญา สมาอาภา” ด้วยการถกเถียง แลกเปลี่ยนทางวิชาการ ในกรอบของกฎหมาย ขนบประเพณี และรัฐธรรมนูญของราชอาณาจักรแล้ว มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตลอดจนสถาบันทางการศึกษาและภูมิปัญญาทั้งปวงทั่วประเทศ จำเป็นที่จะต้อง “เปิด” พื้นที่เหล่านี้ เป็นอย่างยิ่ง

เจ็ด) ผมขอเสนอให้ท่านอธิการบดีเอง และคณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (คณบดี ผู้อำนวยการ ฯลฯ) ได้ดำเนินการ “เปิด” พื้นที่ดังกล่าว โดยท่านอธิการบดี และ/หรือคณะผู้แทน จัดให้มีการถกเถียง แลกเปลี่ยน อภิปราย และดำเนินการหา “ทางออก” ให้กับสังคมและประเทศชาติของเราในยามนี้

คง ไม่มีเวลาไหน นับแต่เสียกรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ. 2310 ที่สังคมของเราแตกเป็นก๊ก เป็นเหล่า เป็นสี มากมายเช่นนี้ แหล่งศึกษาและ/หรือมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นที่ใด ที่นี่ ที่ท่าพระจันทร์ ที่รังสิต ที่ลำปาง หรือ ที่ไหนๆ ในสยามประเทศไทย น่าจะต้องเป็นองค์กรกลางในการช่วยกันแก้ปัญหา และหาทางออก

การระดม ความคิด ทั้งสนับสนุน และคัดค้าน (แต่ต้องไม่ใช่ในรูปของการโต้วาที หรือไฮปาร์ค เอาชนะคะคาน) กันนั้น เป็นพันธกิจและภารกิจที่เร่งด่วนสุด และสำคัญสูงสุด
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาด้วย จักเป็นพระคุณยิ่ง

นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ
(ข้าราชการบำนาญ และอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)
1 กุมภาพันธ์ (ก่อนวันวาเลนไทน์ 2555/2012)

หมายเหตุ: ข้อเสนอของ “คณะนิติราษฎร์”

1.ให้ยกมาตรา 112 ออกจากลักษณะว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของราชอาณาจักร

2.เพิ่มหมวดลักษณะความผิดเกี่ยวกับพระเกียรติของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และเกียรติยศผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

3.แบ่งแยกการคุ้มครองสำหรับตำแหน่งพระมหากษัตริย์ ออกจากการคุ้มครองสำหรับตำแหน่งพระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

4.เปลี่ยน บทกำหนดโทษ โดยไม่มีอัตราโทษขั้นต่ำ แต่กำหนดเพดานโทษสูงสุดจำคุกไม่เกินสามปีสำหรับการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ และไม่เกินสองปีสำหรับ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

5.เพิ่มเหตุยกเว้นความผิด กรณีแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต

6.เพิ่มเหตุยกเว้นโทษ กรณีข้อความที่กล่าวหานั้นได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นความจริง และการพิสูจน์นั้นเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ และ

7.ห้ามบุคคลทั่วไปกล่าวโทษผู้ที่ทำความผิด ให้สำนักราชเลขาธิการมีอำนาจเป็นผู้กล่าวโทษเท่านั้น แทนพระองค์
Share on Facebook

กำลังใจจากทั่วสารทิศมอบให้ นิติราษฎร์ แนวหน้าแห่งการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

สายลมรัก เมื่อวันพุธ ที่ 01 กุมภาพันธ์ 2012


วันนี้ 14.00 น.
ผมไหว้วาน น้องมดดำ และ น้องเฮฮา เป็นธุระจัดหากระเช้าดอกไม้ให้กำลังใจ อาจารย์วรเจตน์ และคณาจารย์นิติศาสตร์ ในนามของนิติราษฏร์ ตามที่ได้ตั้งกระทู้ไปเมื่อวานนี้วรเจตน์ และคณาจารย์นิติศาสตร์ ในนามของนิติราษฏร์ ตามที่ได้ตั้งกระทู้ไปเมื่อวานนี้


นิติราษฎร์ คือดวงไฟ ในสลัว
กลางพายุ มืดมัว ประกาศกล้า
ชี้ทางออก เสนอนำ ล้ำปัญญา
ให้เดินหน้า ด้วยกัน สันติ์วิธี
@นิติราษฎร์ คือดวงไฟ ในสลัว
เจตน์จำนง เผยทั่ว ไม่แต่งสี
ขอน้อมรับ ความคิด จิตยอมพลี
สดุดี เหล่าผู้กล้า คณาจารย์
ตะขบดอง (ผู้แต่ง)
----------------------
นิติราษฎร์ มาดมุ่ง ผดุงรัฐ
ฐาธิปัตย์ อธิปไตย ไทยทั้งผอง
สู่หนทาง สร้างวิถี ที่ปรองดอง
จำจักต้อง ฝ่าคมดาบ กระหนาบแทง
รู้ท่านเหนื่อย รู้ท่านหนัก สักเท่าไหน
แต่อยากให้ ใจของท่าน นั้นเข้มแข็ง
ชนหลายล้าน ยังต้องการ ความเปลี่ยนแปลง
จักเป็น ผนังทองแดงฯ ให้ท่านเอย
pingun ผู้แต่ง
---------------------------------
นิติราษฎร์ เป็นใคร เพิ่งรู้จัก
แต่มีหลัก ทรงพลัง ฟังแล้วทึ่ง
ฟังครั้งแรก แปลกใจ ให้รำพึง
เหตุใดจึง เข้าใจง่าย กว่าที่เป็น
เป็นตรรกะ วางไว้ ให้แง่คิด
สิ่งถูกผิด ติดใจ คลายให้เห็น
ช่วยคลี่คลาย ปมได้ ไม่ยากเย็น
เริ่มมองเห็น ความหวัง อยู่รำไร
เป็นความหวัง ในใจ ให้ปวงชน
เรารวมพล ขนพลัง กำลังใจ
นิติราษฎร์ จงแน่วแน่ ช่วยแก้ไข
เป็นแรงใจ ให้สานงาน ต้านอธรรม
นายแท่น ผู้แต่ง
-------------------------------
นิติราษฎร์ คือแสง แห่งวิถี
คือศักดิ์ศรี ของผู้กล้า ฝ่าแดดฝน
คือสะพาน ให้ย่ำเท้า เพื่อก้าวพ้น
คือวีรชน คนกล้า ท้าอธรรม
นิติราษฎร์ ผู้ประกาศ ดังก้องไกล
เป็นคนไทย คนรุ่นใหม่ ที่กล้าย้ำ
กู้ศักดิ์ศรี และเสรี ที่โดนย่ำ
กล้าชี้นำ ไม่เกรงภัย จากคนพาล
นกคูด ผู้แต่ง

ทฤษฎีการแยกอำนาจของมองเตสกิเออร์

                                    ทฤษฎีการแยกอำนาจของมองเตสกิเออร์
โดย  ปรีดี พนมยงค์
จากหนังสือสังคมปรัชญาเบื้องต้น
                                         รากฐานของสถาบันการเมือง
1  กายาพยพ   หรือนัยหนึ่งร่างกายของสังคม  คือสถาบันและระบบต่างๆของสังคม  ก็ตั้งอยู่บนรากฐานแห่งสภาพความเป็นอยู่ทางชีวปัจจัยของสังคม   สถาบันใหญ่น้อยและระบบปกครองของสังคมที่กล่าวกันว่ามีหน้าที่  ระงับทุกข์บำรุงสุขของราษฎรนั้น  ถ้าจะสาวไปถึงรากอันลึกซึ้งก็คือสภาพความเป็นอยู่ทางชีวปัจจัยนั่นเอง  เพราะความต้องการในการดำรงชีพ  ไม่ว่าทางกายทางใจ  ก็ต้องอาศัยชีวปัจจัย  แม้จะจำกัดให้น้อยลงได้เพียงใดก็ตาม  ดั่งที่ข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้ว
2   เราจำต้องทำความเข้าใจเพื่อป้องกันการเอียงจัดเนื่องจากสูตรสำเร็จเพียงแง่เดียวไว้ด้วย ว่า  การที่สูตรสำเร็จอันหนึ่งกล่าวไว้ว่าเศรษฐกิจเป็นรากฐานการเมือง   และระบบการเมืองเกิดมาจากสภาพความเป็นอยู่ทางชีวปัจจัยของสังคมนั้น  มีความหมายในการแสดงถึง  ที่มา ของสิ่งเหล่านั้น  แต่ความสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐกิจกับการเมืองก็ดี  หรือระหว่างสภาพความเป็นอยู่ทางชีวปัจจัยกับทางการเมืองก็ดี   ย่อมมีผลสะท้อนถึงกัน   คือเมื่อการเมืองต้องเปลี่ยนแปลงไปตามเศรษฐกิจ หรือตามสภาพความเป็นอยู่ทางชีวปัจจัยในขณะใดขณะหนึ่งแล้ว  สถาบันและระบบการเมืองใหม่ก็ก่อให้เกิดสภาพที่ทำให้สังคมพัฒนาต่อไปใหม่  เช่นสถาบันและระบบการเมืองซึ่งก่อตั้งขึ้นโดยการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ. 2475  ได้ก่อให้เกิดสภาพที่เปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์การผลิตหลายอย่างดังที่กล่าวมาแล้วในตอนต้น   การเปลี่ยนแปลงสถาบันและระบบการเมืองในสังคมอื่นก็ทำนองเดียวกัน  ที่ก่อให้เกิดสภาพแห่งความเป็นอยู่ทางชีวปัจจัยอันเป็นรากฐาน  ไม่มีการอภิวัฒน์ใดที่จะเปลี่ยนความสัมพันธ์การผลิตได้ในทันใดทุกอย่าง  แม้การอภิวัฒน์นั้นจะได้รับยกย่องว่าก้าวหน้าที่สุด  แต่ก็ต้องใช้เวลาเปลี่ยนแปลงโดยอาศัย  สภาพใหม่  นั้น
3   สภาพความเป็นอยู่ทางชีวปัจจัยของสังคมเป็นอย่างไรสถาบันและระบบของสังคมก็เป็นเช่นนั้น  กล่าวคือ
            3.1     ในสังคมระบบปฐมสหการ  ซึ่งสมาชิกแห่งสังคมมีความเป็นอยู่ร่วมกันฉันพี่น้อง  ระบบสังคมก็เป็นไปในลักษณะของสามัคคีธรรมภายในครอบครัว  คือไม่จำเป็นต้องมี  อำนาจรัฐ  ประมุขแห่งสังคมเป็นบุคคลที่สมาชิกแห่งสังคมยกย่องนับถือประเป็นพ่อแม่ที่คอยดูแลความผาสุกของสมาชิกทั้งปวงโดยไม่ต้องใช้อำนาจบังคับกดขี่
4   ในสังคมแห่งระบบทาส  ซึ่งบุคคลส่วนน้อยในสังคมที่เป็นเจ้าทาสมีสิทธิใช้ให้คนส่วนมากในสังคมทำงานเหมือนสัตว์พาหนะนั้น  ระบบสังคมก็ต้องเป็นระบบที่  เจ้าทาส  มี อำนาจรัฐ  อย่างสมบูรณ์ที่สามารถบังคับกดขี่ทาสให้ทำงานได้
5   ในสังคมแห่งระบบศักดินา  ซึ่งแม้  เจ้าศักดินา  จะได้ลดความกดขี่สมาชิกแห่งสังคมให้น้อยลงกว่าระบบทาสก็ดี  แต่เจ้าศักดินาก็ยังมีความจำเป็นที่จะต้องมี  อำนาจรัฐ  เพื่อบังคับคนส่วนมากในสังคมให้ทำงาน  สถาบันและระบบสังคมศักดินาจึงเป็นไปตาม  อำนาจรัฐ นั้น
6   ในสังคมแห่งระบบธนานุภาพ  ( ระบบทุนนิยม  ผู้เรียบเรียง )  ซึ่งแม้  เจ้าสมบัติ  ใช้ปัจจัยการผลิตของสังคมใช้ให้คนส่วนมากในสังคมทำงานโดยมี  ค่าจ้าง  ก็ตาม  แต่เจ้าสมบัติยังมีความจำเป็นที่จะต้องมี  อำนาจรัฐ  ในการบังคับให้เป็นไปตามความต้องการของตน  สถาบันและระบบสังคมธนานุภาพ ( ทุนนิยม ) จึงเป็นไปตาม  อำนาจรัฐ นั้น
7   ในบางสังคมที่เข้าสู่   ระบบสังคมกิจ  (สังคมนิยม )นั้น  แม้ในทางนิตินัยจะไม่มีวรรณะ ( ชนชั้น ผู้เรียบเรียง )  เนื่องจากไม่มีฐานะและวิธีดำรงชีพแตกต่างกันระหว่างสมาชิกของสังคมทางหลักการก็ดี  แต่นักปราชญ์วิทยาศาสตร์ทางสังคมก็กล่าวไว้ว่า  ซากแห่งความเคยชินและทรรศนะเก่ายังคงมีค้างอยู่อีกกาลหนึ่ง  ฉนั้นราษฎรส่วนมากในสังคมก็ยังมีความจำเป็นที่จะต้องใช้  อำนาจรัฐ  ในระหว่างกาละนั้น  สถาบันระบบสังคมกิจ ( สังคมนิยม )  จึงเป็นไปตาม  อำนาจรัฐ  นั้น
8   กล่าวมาแล้วข้างต้น  ผู้อ่านย่อมเห็นได้ว่า  อำนาจรัฐ  เป็นเครื่งมือของวรรณะ (ชนชั้น ) ที่ปกครองในสังคมที่สมาชิกแบ่งออกเป็นวรรณะ (ชนชั้น ) ต่างๆ  สถาบันและระบบสังคมซึ่งประกอบด้วยอำนาจรัฐหรือไม่ก็ดี  ย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแห่งความเป็นอยู่ทางชีวปัจจัยเป็นรากฐาน
         จริงอยู่ในทางนิตินัยอาจกล่าวกันว่าอำนาจรัฐเป็นของสมาชิกทั้งหลายแห่งสังคม   แต่ในทางพฤตินัยสมาชิกแห่งสังคมผู้ถืออำนาจรัฐก็คือวรรณะ (ชนชั้น ) ที่ปกครองสังคมซึ่งใช้อำนาจรัฐเพื่อประโยชน์แก่วรรณะ  (ชนชั้น ) ของตนยิ่งกว่าเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของสังคม  ดั่งนั้นการแบ่งอำนาจรัฐออกเป็นสามส่วนตามทฤษฎีของ  มองเตสกิเออร์  ชาวฝรั่งเศส   ซึ่งเป็นแบบฉบับของระบบรัฐธรรมนูญมากหลาย  คือการแบ่งออกเป็นอำนาจนิติบัญญัติ,  บริหาร, และตุลาการ, นั้นเป็นเรื่องจำแนกกลไกแห่งอำนาจรัฐออกเป็นสามส่วนใหญ่ๆ  คล้ายกับการแบ่งกระทรวงทบวงกรมนั้นเอง  เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่  ตัวอักษร  และสถาบัน  ที่เป็นนามธรรม  แต่อยู่ที่  บุคคลผู้มีอำนาจใช้กลไกนั้น   ว่าจะเป็นวรรณะ (ชนชั้น ) ใด  หรือเป็นสมุนหรือซากของวรรณะ (ชนชั้น ) ใด  ความเป็นธรรมสำหรับสังคมอาจจะมีได้ในกรณีที่สมาชิกแห่งสังคมที่พิพาทกันเป็นคนแห่งวรรณะ (ชนชั้น ) อื่นด้วยกัน  แต่ถ้าเป็นเรื่องพิพาทระหว่างคนในวรรณะ(ชนชั้น )หนึ่งกับคนในวรรณะ (ชนชั้น ) เดียวกันกับผู้ถือกลไกหรือเป็นกลไกแห่งอำนาจรัฐแล้วความเป็นธรรมก็เกิดขึ้นยาก   เว้นแต่ผู้ถือกลไกหรือเป็นกลไกนั้นจะทรงไว้ซึ่งพรหมวิหาร (ความเมตตาของท่านผู้เป็นใหญ่, ผู้เรียบเรียง )  อย่างแท้จริง  แต่มนุษย์ปุถุชนยังมีกิเลศตามวรรณะ (ชนชั้น ) หรือตามที่ปุถุชนนั้นเป็นสมุนของวรรณะ (ชนชั้น ).