fredag 13 januari 2012

มายาการเมืองไทย

มีการต่อต้านบางกลุ่ม ใดยเอาการเปรียบเทียบ การเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่มาอ้าง
สร้างเรื่องสร้างราว ประเภทตอแหลกับความเป็นจริง แบบวาทะศรีธนนนชัย

ผมขอแสดงเหตุผลของผมบ้างว่า รัฐควรชดเชยหรือไม่
เอากันง่ายๆ กับการประท้วง 2 กรณี้ระหว่าง พธม.กับ เสื้อแดง
กรณีของ พธม.
Posted Image
การต่อต้านมุ่งประเด็นที่นายกทักษิณเป็นสำคัญ
เป็นการต่อต้านที่ตัวบุคลเป็นหลัก

กรณีของเสื้อแดง
มุ่งรักษาความยุติธรรม ความเป็นประชาธิปไตย
ทั้งสองอย่างมีความต่างกันอย่างเห็นใด้ชัด

ว่ากรณีไหนประท้วงเพื่อสังคมโดยรวมทั้งประเทศ ไม่ใช่โดยส่วนต้วหรือกลุ่มคนดั่งพธม.
และลักษณะการประท้วงจึงแตกต่างกันมากอีกด้วย

จริงอยูการประท้วงของเสื้อแดง ส่วนหนึ่งนั้นมาจากแรงบันดาลใจที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับนายกทักษิณ
แต่ทักษิณเป็นเพียงสัญญาลักษณ์ของการเรียกร้อง

ความยุติธรรมและเป็นการแสดงออกทาง สังคมส่วนใหญ่ของประเทศ
ให้คนในสังคมเมืองใด้รับรู้ว่า คนที่ทำผลงาน ให้กับประเทศมีคนหลายคน
รับรู้และปกป้องต่อสู้ให้ผู้นั้น คนสังคมต่างจังหวัดปัจุบันพวกเขารับรู้และใด้ประโยชน์
อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่รับรู้แบบคนเมื่อง ที่นิยมชมชอบการเมืองข่าวสารแบบนามธรรม
สังคมคนกรุงเทพเช่นสังคมเมื่อง จึงนิยมวาทะกรรมโวหารการเมืองมากกว่าผลงานของรัฐบาล
เพราะคนสังคมเมืองไม่เดือดร้อนเรื่องการครองชีพ การกิน การอยู่ มีความอำนวยความสดวกสมบูรณ์

Posted Image
ซึ่งต่างกับสังคมคนบ้านนอกที่ชอบผลงานรัฐ ที่กินใด้ เขาใด้ประโยชน์โดยตรง
เขาเดือดร้อนเรื่องการครองชีพ การกิน การอยู่ และไม่มีคาวมสดวกสบายเช่นคนเมือง
เมื่อเขาใด้รับสิ่งที่เขาต้องการมาตลอดชีวิตพวกเขาจึงออกมาปกป้องรัฐบาลที่เขาชื่นชอบ ซึ่งก็คือนายกทักษิณ

ตามอุปนิสัยของแต่ละสังคม ในมุมมองศิลปของทั้งสองของสังคมโดยรวมจึงต่างกันอย่างสิ้นเชิง
มุมมองศิลปของคนเมืองจะชื่นชอบศิลปแบบ abstrat art หรือศิลปมโนธรรม (นามธรรม)
ซึ่งคนดูแล้วแต่จินตนาการ ตีภาพศิลปไปคนละแบบคนละจินตนาการ
ซึ่งคนบ้านนอกคอกนามองไม่ออก ดูไม่รู้รื่อง มุมมองทางศิลปจึงต่างกัน

คนบ้านนอกไร้การศึกษาจึงชื่นชอบศิลปแบบ (Classical Art) หรือศิลปตะวันตก รูปแบบภาพเหมือน
แสดงออกจินตนาการที่เขาดูออกดูแล้วง่ายต่อความเข้าใจในศิลปนั้นเหมือนๆกันไม่ซับซ้อนและคิดในทางเดียวกัน
ความต่างกันนี้เองจึงเกิดความต่างทางการเมือง
การประท้วงของทั้งสองฝ่่ยจึงต่างกันในอุดมการ

การชุมนุมประท้วงของพธม.ที่อุดมไปด้วยคนสังคมเมืองต่างกับการชุมประท้วงของเสื้อแดงที่อุดมไปด้วยคนต่างจังหวัด
จึงต่างกัน การชุมนุมของพธม. แม้ไม่ถืออำนาจรัฐก็จริงแต่เป็นการประชุมแบบม็อบมีเส้นใครแตะต้องไม่ใด้
การชุมนุมของพธม.จึงเป็นแบบ คือการชุมนุมเชิงรุก ออกจะยั่วยุ ให้เกิดเหตุร้ายหรือสร้างภาพความรุนแรง
โดยใช้สื่อที่ค่อนข้างเอนเอียง พยายามสร้างกระแสให้สังคมส่วนใหญ่ยอมรับมากกว่ายอมรับความชอบธรรมของรัฐแบบถ้าไม่ถูกใจกูคือไม่ถูกใจคนทั้งประเทศโดยเอากลุ่มตนเป็นเครื่องมือวัดแบบไม่ฟังเสียงคนส่วนใหญ่ของประเทศเลยแม้แต่น้อย
การชุมนุนของเขา จะมีการติดอาวุธ บุกยึดขโมยอาวุธในทำเนียบ
มาใช้ และใช้อาวุธเหล่านั้นทำลายฝ่ายตรงข้าม และเจ้าหน้าที่อย่างโจ่งแจ้ง
ให้เห็นในภาพต่างๆที่เล็ดรอดมาจากการปกปิดของสื่อหลักๆของประเทศ

Posted Image
Posted Image
Posted Image

ความมีอภิสิทธ์นี้เองถึงกับ มีการขับรถชนทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจปางตายมาแล้ว
โดยหาความผิดมิใด้ หากคิดกันในกรณีนี้ผมผู้เขียนบอกใด้เลยว่าคดีนี้คือคดี
ฆาตกรรม ที่ร้ายแรงขั้นประหารชีวิตเพราะผู้ขับมุ่งฆ่าแน่นอนไม่งั้นไมถอยหลังมาทับเจ้าหน้าที่อีกครั้งหลอก หลักฐานชัด จับใด้ทั้งรถและผู้ขับ
ดั่งหลอกตนเองกับสำนึกในใจตน แต่คดีนี้มีความผิดเบาต่อการกระทำมากมีแค่ความผิดรอลงอาญา 2 ปี         
การชุมนุมของพธม.จึงลุแก่อำนาจจนถึงกับยึดทำเนียบรัฐบาล
ยึดสนามบินทั้งดอนเมืองและสุวรรณภูมิ
ปล้นร้านค้าในสนามบินสุวรรณภูม ไม่เว้นกระทั่งร้านไอศคริม
ซึ่งเป็นความผิดชัดเจนโทษ ถึงขั้นประหารชีวิตกับข้อหาก่อการร้ายที่รับรู้กันทั่วโลก
โดยไม่ต้องกุขึ้นมา เพราะเห็นชัดแจ่มแจ้งไม่ต้องยุ่งยากต่อการแจ้งข้อหาหรือการสอบสวนเลย
คดีกลับมีการดึงจนแม้ปัจจุบันเวลานี้ก็ตามยังจับหรือจองจำผู้ต้องหาไม่ใด้เลยสักคนเดียว

ต่างจากการชุมนุมของเสือแดงที่ประกอบด้วยคนต่างจังหวัดบ้านนอกคอกนามาประท้วงเรียกร้องความยุติธรรม
กลับถูกรุกไล่จากรัฐ ม็อบของคนทั้งประเทศจึงลงเป็นม็อบฝ่ายรับจากการกระทำของรัฐมาตลอด
ถูกใส่ใคร้ ถูกกุข่าวจากทั้งรัฐและสื่อชั่วมาตลอด

Posted Image
อย่าว่าแต่จะถือปืนเลยแม้แต่กระบอกเดียว แค่ใช้หนังสติ๊กต่อสู้เพื่อปกป้องตนเองยังถูก
คดีกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้ายแล้ว ถือว่าเป็นผู้ต่อต้านอำนาจรัฐที่ใช้อาวุธร้ายแรง
ที่ใช้หนังสติ๊กและพุ ตะไล ต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ทหารที่ใชเพียงแค่ ปืนลูกซอง ปืนเอม 16 ปืนสไนเปอร์
แก้สน้ำตา อาพีจี รถถัง ทางเจ้าหน้าที่ทหารต้องลำบากกับการต่อสู้กับอาวุธร้ายแรงเช่นตะไล
และลูกโป่งที่ใช้ต่อสู้อากาศยานของกองทัพร้ายแรงมาก
จึงถือว่าคือผู้ก่อการร้ายที่ต้องจับกุมคุมขังแม้ประกันก็มิมีข้อยกเว้นใดๆอย่างน้อยต้องติดคุกก่อน 1 ปีจึงจะมีการขึ้นศาลพิจารณา
ข้อหาก่อการร้าย มาจากกรณี้เหล่านี้และหลังการสลายการชุมนุมเหล่าเสือแดงแม้หนีหลบกระสุนเข้ามา
อาศัยพึ่งพิ่งพระศาสนาก็ไม่เว้นที่ต้องถูกยิง ถูกล่าเช่นสัตว์ที่ต้องล้มตายอย่างอนาถ
ชัดเจนเกิดจากการกระทำของทหาร
กลุ่มผู้ชุมนุมกลับถูกข้อกล่าวหาว่าเผาบ้านเผาเมืองแม้แต่ CTW     (Central world )  ก็ไม่วายเว้น
ภาพต่างๆดูออกมาเป็นการ์ดเสือแดง ในขณะนั้นอย่าว่าจะไปเผาหรือเดินย่างกายให้ทหารเห็นเลยแม้แต่คนเดียว
กระสุนจากปากกระบอกปืนอาจฝังในร่างใด้ทุกเวลา
กลับมีคนเผา CTW ให้เห็นอย่างโจ่งคร่ำ พวกเขากินดีหมี หนวดเสือจากที่ไหนจึงกล้าฝ่าแนวทหารมาได้อย่างอัศจรรย์
ดั่งผู้วิเศษมีฤทธิ์ เมื่อผมพิจารณาดูในรูปถ่ายของชาวต่างชาติที่ถ่าย
จึงเห็นว่าพวกเขามีของวิเศษ กันอาวุธของทหารใด้ชนิดปืนหรืออาวุธร้ายแรงใดๆของทหาร
กลายเป็นสากกระเบือทันที
เพราะเขาเหล่านั้นสวมเครื่องรางอันเรืองเวชที่ข้อมือ
ซึ่งคือเครื่องรางของเหล่าการ์ดพธม.นั่นเอง
จากภาพ จากคลิปของผู้สื่อข่าวต่างประเทศที่ออกในยูทูปมากมาย
คนเมืองกรุงที่มากด้วยปัญญาเข้าหาข้อมูลมากแต่เลือกที่จะเชื่อว่าเผาบ้านเผาเมืองตามวาทะกรรมการเมืองเยี่ยงศิลป abstract เช่นคนมากความรู้คิดเฉกเช่นมโนกรรมมากกว่าความจริง
คนนะตายจริงของคนเสื้อแดง ติดคุกจริงนะคนเสือแดงคนในเมืองจึงเชื่อว่าพธม.ตายจริง ติดคุกจริง แต่คนกรุงจึงมอง
การต้องโทษและความผิดของเหล่าพันธมิตรมองแบบ abstract นี่หรือผู้คนที่ยกตนว่าฉลาด รอบรู้กว่าคนบ้านนอกเช่นพวกผม


หนานเมืองร่ายลิลิต แดงพ่าย
คนกรุง ขบวนการคิด

torsdag 12 januari 2012

แล้วมันเป็นใครกันละหวา....... ถ้าไม่ใช่ฆาตกรจอมเผด็จการหัวหน้ามาเฟีย เหี้ยสี่ขาให้หมาจูง ที่เป็นเจ้าของพรรคประชาวิบัติ เจ้าของ ม. ๑๑๒ ที่ใครแตะต้องไม่ได้ ที่สั่งศาล สั่งทหาร และสั่งรัฐบาลได้ สั่งให้ฆ่าประชาชน ๙๑ ศพ บาดเจ็บอีกมากมาย สั่งปล่อยนํ้าท่วมประเทศเสียหายวายวอดจนประเมินค่าไม่ได้มีผู้คนล้มตาย ๖๐๐ กว่าศพ แต่ก็เอาผิดมิได้เพราะมีกฏหมายคุ้มกัน แล้วมันเป็นใครกันละหวา....... Started by ขุนเขา, Today, 06:09 AM

ขุนเขาบอก :

แล้วมันเป็นใครกันละหวา.......

หน้าด้านหน้าทน หนอคนพรรคนี้
เข่นฆ่าชีวี ไม่มีสงสาร
เลวกันทั้งพรรค เหมือนยักษ์เหมือนมาร
ลั่นไกสังหาร ประจานความเลว

กลางวันแสกๆ ปืนแตกกลางปั้ม
มือปืนขึ้นลำ กระหน่ำสุดเสียว
ยิงอย่างเลือดเย็น เห็นมันคนเดียว
คนอื่นไม่เกี่ยว เดี๋ยวกินลูกปืน

ทมึนยืนร่าง ข้างๆสุขา
คนถูกมันฆ่า ไม่กล้าขัดขืน
กระสุนแหวกลม โดนล้มทั้งยืน
ปลอกกระสุนปืน เกลื่อนพื้นกลืนคน

เขาไม่ได้ยิง เขาไม่ได้ฆ่า
ทนายอาสา กล่าวน่าฉงน
ขัดขืนคำสั่ง ทั้งปืนทั้งคน
หลักฐานล่องหน คนเทวดา

ประเทศไทย รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย
กฎหมายไทย ถูกชักไย มีปัญหา
มันยิงคน อย่างเลือดเย็น เห็นคาตา
ยังลอยหน้า ออกทีวี มีคนดู

เห็นแล้วขำ ทำอะไร ก็ไม่ผิด
อภิสิทธิ์ ลิขิตได้ ให้อดสู
ผิดอย่างไร ก็ไม่โดน คนของกู
พรรคของกู มึงรู้ไว้ ใครบริบาล.........แล้วมันเป็นใครกันละหวา.......

"8 ราชนิกูล" ดัง ร่วมส่งจดหมายถึงนายกฯ แนะรัฐบาลปรับปรุงแก้ไข ม.112

หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ฉบับประจำวันที่ 12 มกราคม 2555 รายงานว่า ราชนิกูลกลุ่มหนึ่งได้ออกมาเรียกร้องให้มีการปรับปรุงแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

โดยราชนิกูลผู้มีชื่อเสียงจำนวน 8 คน ได้แก่ หม่อม ราชวงศ์สายสวัสดี สวัสดิวัตน์ (ธิดาในหม่อมเจ้าศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิวัตน์ หรือ ท่านชิ้น - มติชนออนไลน์), หม่อมราชวงศ์สายสิงห์ ศิริบุตร (ธิดาในหม่อมเจ้าศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิวัตน์ - มติชนออนไลน์), หม่อมราชวงศ์นริศรา จักรพงษ์ (ธิดาในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ - มติชนออนไลน์), นายวรพจน์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา (อดีตเอกอัครราชทูต - มติชนออนไลน์), พลเอก หม่อมราชวงศ์กฤษต กฤดากร, หม่อมราชวงศ์ภวรี สุชีวะ (รัชนี), หม่อมราชวงศ์โอภาส กาญจนะวิชัย และนายสุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา  ได้ลงนามในจดหมายที่ส่งไปถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร  เมื่อวันเสาร์ที่ 7 มกราคม ซึ่งมีเนื้อหาเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายมาตรา ดังกล่าว

จดหมายที่ส่งไปถึงนายกรัฐมนตรีมีเนื้อหาระบุว่า จำนวนคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพได้เพิ่มขึ้นอย่างสำคัญในช่วงเวลา 7 ปี จากจำนวน 0 คดี ในปี พ.ศ.2545 มาเป็น 165 คดี ในปี พ.ศ.2552 ซึ่งข่าวคราวเกี่ยวกับคดีความเหล่านั้นได้ถูกรายงานไปทั่วโลก และส่งผลกระทบอย่างรุนแรงมากขึ้นต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

จดหมายของราชนิกูลกลุ่มนี้ยังได้อ้างถึงพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ.2548 ซึ่งทรงมีพระราชกระแสรับสั่งว่าการลงโทษจับกุมคุมขังบุคคลผู้วิพากษ์วิจารณ์ สถาบันนั้น มีแต่จะก่อปัญหาให้แก่พระองค์เอง ("แต่ อย่างไรก็ตาม เข้าคุกแล้ว ถ้าเป็นการละเมิดพระมหากษัตริย์ พระมหากษัตริย์เองเดือดร้อน เดือดร้อนหลายทาง ทางหนึ่งต่างประเทศเขาบอกว่าเมืองไทยนี่พูดวิจารณ์พระมหากษัตริย์ไม่ได้ ว่าวิจารณ์ไม่ได้ก็เข้าคุก มีที่เข้าคุก เดือดร้อนพระมหากษัตริย์" - พระราชดำรัส 4 ธันวาคม 2548)

"นับแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระ ราชดำรัสดังกล่าว มีรัฐบาลหลายชุดหมุนเวียนกันเข้ามาบริหารประเทศ แต่ไม่มีรัฐบาลชุดใดเลยที่จะริเริ่มดำเนินการแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุ ภาพ รวมทั้งรัฐบาลชุดปัจจุบัน" จดหมายที่ส่งถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ระบุ

"เมื่อครั้งที่รัฐบาลจัดกิจกรรมเฉลิมพระ เกียรติเนื่องในวโรกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระชนมายุครบ 7 รอบ ในปี พ.ศ.2554 รัฐบาลควรใช้โอกาสนั้น ทำความเข้าใจในพระราชประสงค์ของในหลวงต่อประเด็นดังกล่าวด้วย" นายสุเมธ หนึ่งในผู้ร่วมลงชื่อในจดหมายกล่าวและว่า ราชนิกูลกลุ่มนี้ได้พบปะกันในช่วงสิ้นปี 2554 เพื่อร่วมครุ่นคิดในประเด็นว่าด้วย "การ บังคับใช้กฎหมายอาญามาตรา 112 ในทางที่ผิดซึ่งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และผลกระทบของการบังคับใช้กฎหมายเช่นนั้นที่มีต่อประเทศไทย ทั้งภายในไทยเองและภายนอกประเทศ"

"ที่สำคัญสุดเหนือสิ่งอื่นใด พวกเราต้องการให้มีการคำนึงถึงข้อเท็จจริงที่ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเองก็ทรงวิพากษ์วิจารณ์กฎหมายมาตราดังกล่าว" นายสุเมธ ให้สัมภาษณ์

อย่างไรก็ตาม ขณะที่ราชนิกูลกลุ่มนี้ออกมาเสนอให้รัฐบาลปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกฎหมายหมิ่น พระบรมเดชานุภาพ แต่กลับไม่มีการระบุอย่างเด่นชัดว่าเนื้อหาของกฎหมายในส่วนใดที่ควรได้รับ การแก้ไข

"พวกเราไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมาย เราคิดว่านี่เป็นหน้าที่ของรัฐบาลซึ่งต้องแสวงหาหนทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น" นายสุเมธกล่าวและว่า เป็น หน้าที่ของรัฐบาลชุดนี้ที่จะทำการปกป้องสถาบัน และในกรณีนี้ ยังถือเป็นการเอาใจใส่ต่อความห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สังคมไทยกำลังแตกแยก ประชาชนแบ่งออกเป็นฝักฝ่ายอย่างสุดขั้ว รัฐบาลจึงควรให้ความสนใจกับคำแนะนำของในหลวง ก่อนจะดำเนินมาตรการอื่นใด

ขณะที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวในวันที่ 12 มกราคมว่า ยังไม่ได้รับจดหมายจากราชนิกูลกลุ่มนี้

tisdag 10 januari 2012

สัตว์การเมือง!!!!!!!!!!!!!ที่มุ่งรักษาแต่อำนาจมากกว่าแก้ปัญหาประชาชน Started by หนานเมือง, Today, 02:04

เรื่องของ “สัตว์การเมือง” ในสารขัณฑ์นั้น
ไม่ว่ายุคใดสมัยใดก็หนีไม่พ้นพวก “เขี้ยวลากดิน”
ที่ส่วนใหญ่ยังคิดถึงผลประโยชน์ของ “ตัวกู-พวกกู” เป็นที่ตั้ง!
พฤติกรรมของ “สัตว์การเมือง” ไม่ว่าโพลสำนักไหนไปสอบถาม “ไพร่”
ก็จะได้รับคำตอบเดิมๆว่าส่วนใหญ่ไม่ “สีดำ” ก็ “สีเทา” และเป็นพวก “วัวสันหลังหวะ”
แม้แต่ “สัตว์การเมือง” ที่ถือว่าสีค่อนข้าง “ขาว” ก็ยังเต็มไปด้วย “กิเลส-ตัณหา”
แต่ดูดีเพราะ “ดีแต่ปาก” หรือ “เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่ผู้อื่น”
ยิ่ง “สัตว์การเมือง” ก๊วนไหนได้สวม “หัวโขน”
เกือบร้อยทั้งร้อยจะไม่ทำตาม “สัญญา” ที่ให้ไว้กับ “ไพร่”
โดยอ้างสารพัดเหตุผล
แต่สุดท้ายคือกลัวสูญเสียอำนาจและผลประโยชน์ “ของกู-พวกกู”
แม้แต่ “ก๊วนเจ๊ปู” ที่ “ไพร่ไม่มีเส้น” เอาเลือดเนื้อเข้าแลกจนได้สวม “หัวโขน”
ก็เริ่ม “หางโผล่” ไม่ใช่เล่นเกมชักเย่อ
แต่กำลังแสดงอาการ “ถ่มน้ำลายรดฟ้า”
แบบหน้าด้านๆ ไม่ว่าจะเรื่อง “รัด-ทำ-มะ-นวย” หรือเลขอาถรรพณ์ “112”
http://upload.prachatalk.com/image-AE72_4F0C409E.jpg
จึงไม่แปลกถ้า “ก๊วนเจ๊ปู” จะอยู่ไม่ถึงปี
ไม่ใช่เพราะถูก “ก๊วนสะตอ” และพวก “สลิ่ม” เตะตัดขา
แต่เป็นเพราะ “ไพร่” ตัดหางปล่อยวัด!

จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้
"สนิมเกิดแต่เนื้อในตน" ใช่คนอื่นทำลาย
บทความแสลงใจกองเชียร์

หนานเมือง สล่าง่าวเมืองหนือ
เฝ้าตักเตื่อนมันก็ใด้แค่"เป่าขลุ่ยให้ควายฟัง"
ควายไม่ฟัง หรือว่าหนานเป่าขลุ่ยไม่เพาะ?

เราขอประนาม ๓ เหี้ยที่เป็นตัวขัดขวางวิวัฒนาการประชาธิปไตยของไทยไม่ให้ก้าวหน้า ตัวเหี้ยเหล่านี้เป็นทาสที่ไม่ยอมปลดปล่อยตัวเอง โดยได้ลุกขึ้นมาปกป้องระบอบเผด็จการอย่างสุดชีวิต เหตุผลเพราะถ้าแก้ไข ม ๑๑๒ แล้ว เหี้ยพวกนี้ก็จะไม่มีงานทำและจะชูคออยู่ในสังคมนี้ไม่ได้อีกต่อไป



นักการเมืองเหลิงอำนาจ ต้องการสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์แต่ไม่ต้องใช้สมอง คิดเพียงว่าเล่นเรื่อง 112 เรื่องเดียวก็เอาตัวรอดได้

พรปีใหม่ พ.ศ. ๒๕๕๕ โดย จักรภพ เพ็ญแข


พรปีใหม่ พ.ศ. ๒๕๕๕ โดย จักรภพ เพ็ญแข

ปีใหม่... มีอะไรที่ใหม่บ้าง
เห็นหนทางสายใหม่ไปสวรรค์
หรือสายเก่าเผานรกตกตามกัน
เป็นปี “สันปันน้ำ” ของกรรมเวร

ทางสองแพร่งคู่คี่ต้นปีใหม่
เลี้ยวทางใดให้ทานลูกหลานเหลน
อยาก “ปรองดอง” ลองโหนก็โอนเอน
อีกทางเบนเข็มชัดผ่าตัดไทย

นี่ล่ะปี ๕๕๕ น่าหัวร่อ
ปีใหม่นี้จึงไม่ขออะไรใหม่
ขอพลังมวลชนกุศลไทย
ป้องปวงไทยเราให้พ้นจากคนพาล

กำลังใจให้เข้มเต็มพิกัด
อำนาจรัฐผิดเพี้ยนจะเปล่ียนผ่าน
เพียงมวลชนมั่นใจให้ปฏิญาณ
ร่วมชิงบ้านเมืองคืนก็ชื่นใจ.

สวัสดีปีใหม่ครับ
จักรภพ เพ็ญแข
๑ มกราคม ๒๕๕๕