สังคมไทยในข่าวแตงโมกับข่าวรัสเซียบุกยูเครน มีอะไรเหมือนกันคือ สะท้อนความไร้สติปัญญา ถูกชักนำให้เฮโลสาระพา ปักใจเชื่อ เกลียดชัง แม้ข่าวแรกเป็นปรากฏการณ์ฉาบฉวย ข่าวหลังเป็นความเชื่อฝังหัว ก็มีจุดร่วมคือไม่ได้คิดตั้งหลักด้วยเหตุผล เอา Conspiracy ความหวาดระแวง มาจ้องจับผิดจนกลบเหตุพื้นฐาน
การที่เพื่อนแตงโมบนเรือพูดหรือทำในสิ่งที่ “ชาวเน็ต” ข้องใจ ไม่พอใจ ไม่ได้แปลว่าทั้ง 5 คนร่วมกันฆ่าแตงโม เป็นคดีปริศนาอย่างในหนัง Death on the Nile เพราะมันไม่มีเหตุผล ไม่มีแรงจูงใจ โดยหลักฐานความเป็นไปได้มากที่สุดคืออุบัติเหตุ ที่เกิดจากความประมาท อาจจะของคนขับเรือ หรือคนทั้งลำเรือ ที่ไม่ใส่ชูชีพ ไม่ระวังตัวเอง และไม่ทันดูแลกัน
การแสดงออกของคนที่รอด อาจมีทั้งสติแตก ตกใจ กลัวโดนรุมโทษ “พาแตงโมไปตาย” หรือรับมือวิกฤติเฉพาะหน้าไม่เป็น ปากคอสั่น จนพูดอะไรโง่ๆ
แต่แทนที่สังคมไทยจะร่วมกันหาความจริง อย่างมีสติ ให้ความยุติธรรมทุกฝ่าย สิ่งที่เกิดขึ้นคือการตามล่า “หาคนผิด” มาลงโทษให้ได้ ปักใจแล้วว่าต้องมีคนผิด ประกอบกับสื่อไร้จรรยาบรรณ มุ่งขายข่าวอย่างบ้าคลั่ง สร้างดราม่า สร้างปมสงสัย เอาทั้งคนเกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้อง มาตั้งข้อสันนิษฐาน ขายความเห็นทางร้าย ไม่ว่าอดีตตำรวจหรือทนายดัง ที่บางคนก็เป็น “นักปั่น” มากกว่านักกฎหมาย บางรายก็หิวแสงอยากให้สังคมปรบมือ
ไม่มีประเทศไหนทำอย่างนี้ ที่เอาผู้อยู่ในเหตุการณ์ พยาน หรือผู้ต้องสงสัย มาให้ปากคำทางทีวี ถูกซักไซ้ จ้องจับผิด เชือดเฉือน แล้ว “ลูกขุนออนไลน์” พิพากษา แน่ละ ด้านหนึ่งเป็นเพราะกระบวนการยุติธรรมเสื่อมจนประชาชนไม่เชื่อถือ แต่ก็ไม่ใช่ตั้งศาลเตี้ยกันเอง
ข่าวรัสเซียบุกยูเครน สิ่งที่เห็นชัดเจนคือ การบิดเบนให้ผู้รุกรานเป็นฝ่ายถูก รัสเซียน่าเห็นใจ เพราะยูเครนจะไปเข้านาโต้ สื่อเหล่านี้แม้ไม่ถือเป็นกระแสหลัก แต่ก็สร้างความเชื่อฝังหัว ทั้งศาสดาพันธมิตร กระบอกเสียง กปปส. คสช. และ IO เชียร์ประยุทธ์
ทั้งๆ ที่ผู้แทนไทยร่วมลงมติประณามรัสเซีย แต่สื่อที่เชียร์ประยุทธ์ก็ยังด่ายูเครน ด่าอเมริกา ด่าโลกตะวันตก ตลกไหม
รายการ ททบ.5 เลวร้ายถึงขั้นเอาคลิปประท้วง Climate Change ที่ออสเตรีย มาบิดเบือนว่าเป็นเฟคนิวส์ของยูเครน ต้องการใส่ร้ายรัสเซียว่ามีคนตาย แต่ศพกระดุกกระดิกได้
คนพวกนี้ประดิษฐ์วาทกรรม สร้าง conspiracy โทษตะวันตกแทรกแซง มองข้ามความเป็นเอกราช สิทธิที่จะตัดสินใจอนาคตตัวเองของยูเครน ฝ่ายประชาธิปไตยบางคนก็พูดไม่คิด เช่นว่าผู้นำยูเครนโง่ ไม่รู้จักดำเนินนโยบายเอาใจรัสเซีย ทำไมต้องเอาใจ? เขาไม่ใช่ลูกไล่บริวาร
คนไทยชอบโทษเหยื่อ? ยูเครนถูกรุกรานเพราะไม่ทำตัวเป็นเด็กดี ผู้หญิงถูกข่มขืนเพราะแต่งตัวโป๊ หมอถูกรถชนตายคาทางม้าลายเพราะไม่มองซ้ายมองขวาให้ดี
เราอาจพูดได้ว่า อเมริกา นาโต้ ก็ไม่ได้ทำถูกทุกอย่าง แต่ประเทศใหญ่ที่รุกรานประเทศเล็กต้องถูกประณามเป็นอันดับแรก ไม่มีข้อแก้ตัว ไม่สามารถขอความเห็นใจ แต่สื่อไทยและคนไทยจำนวนหนึ่งกลับตะแบง อ้างว่าอเมริกาเคยทำได้ รัสเซียก็ต้องทำได้
ภูมิปัญญาสังคมไทยเป็นเรื่องน่าท้อใจ สังคมแบบไหน ก็มีสื่อแบบนั้น มีผู้นำแบบนั้น แต่โดยรากฐานก็มาจากการครอบงำของอำนาจที่ไม่ต้องการให้ประชาชนคิดเป็น ทั้งระบบการศึกษา วัฒนธรรมประเพณี สื่อสารมวลชน รายการทีวี ไม่ทำให้คนรู้จักคิด พอมีคนพยายามจะคิดต่าง ก็ถูกปราบปรามเป็นพวกล้มล้าง
คนในเพจ “ย้ายประเทศกันเถอะ” ก็เคยพูดอย่างนี้ ถ้าจะเปลี่ยนประเทศไทยต้องใช้เวลาอีกนาน ไม่ใช่แค่รัฐบาล ไม่ใช่แค่ระบอบ มันฝังรากถึงความคิดวัฒนธรรม
“ขวาไทย” อันได้แก่สื่อสลิ่ม IO อ้างชาติศาสน์กษัตริย์ ปกป้องรัฐประหารสืบทอดอำนาจ ปลุกเกลียดชังเสื้อแดงสามกีบแม้วทอน เหมือนลูกเสือชาวบ้านกระทิงแดงเมื่อ 40 ปีก่อน “ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป” วันนี้ทำไมกลับมาเชียร์จีนรัสเซีย เกลียดอเมริกาโลกตะวันตก
ตอบง่ายๆ 3 คำ “เสรีภาพ ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน” คือเส้นแบ่งโลกปัจจุบัน ตั้งแต่การเมืองในประเทศ ไปจนการเลือกขั้วสงครามเย็นรอบใหม่
เห็นชัดไหม สลิ่มไทยรักลุงตู่ ท่องตามจีนมานานแล้วว่า “เสรีภาพ ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน” นั้นเป็น “แบบฝรั่ง” หรือแบบตะวันตก
แล้วแบบไทยแบบจีนแบบรัสเซียเป็นไง ก็จับกุมคุมขัง ตั้งแต่แกนนำราษฎร โจชัว หว่อง ไปจนคนรัสเซียต่อต้านสงคราม
การแบ่งขั้วในโลกยุคปัจจุบันจึงเปลี่ยนจากสงครามเย็นระหว่าง “โลกเสรี” กับ “คอมมิวนิสต์” มาเป็นการต่อสู้ระหว่างความคิดเสรี ปกป้องสิทธิเสรีภาพ กับรัฐอำนาจนิยม ชาตินิยม รัฐศาสนา หรือรัฐสมบูรณา ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นเผด็จการแบบพม่า แต่เป็นระบอบพรรคเดียวแบบจีน หรือมาจากการเลือกตั้งผูกขาดแบบ ปูติน เบลารุส หรือชนะเลือกตั้งจริงๆ ก็มี อย่างประธานาธิบดีขวาจัดของบราซิล หรือ BJP พรรคชาตินิยมฮินดูที่เป็นรัฐบาลอินเดีย
แต่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่แบ่งขั้วตามมหาอำนาจ อเมริกา จีน รัสเซีย แล้วจับประเทศต่างๆ แยกค่าย โดยไม่มองว่ามันมีการต่อสู้ทางความคิดทับซ้อนกัน เช่นในยุคทรัมป์ แม้แข็งกร้าวกับจีน ก็ถูกฝ่ายลิเบอรัลต่อต้านจากการเหยียดผิวชาติพันธุ์
คำว่าขวาซ้าย ในปัจจุบันจึงเปลี่ยนไป เป็นการต่อสู้ระหว่างอำนาจนิยมกับสิทธิเสรีภาพ ไม่เหมือน “ขวาพิฆาตซ้าย” ยุคสงครามเย็น ที่อเมริกาส่งออกรัฐประหาร หนุนรัฐบาลเผด็จการปราบประชาชน เพื่อหยุดยั้งการต่อสู้ของพรรคคอมมิวนิสต์
อันนี้พูดแล้วก็ขำๆ เพราะคนรุ่นใหม่บางคนเกลียดรัสเซียเกลียดจีนเกลียดเกาหลีเหนือ แล้วด่าเผด็จการคอมมิวนิสต์ ยกย่องอเมริกา ว่าส่งทหารมาตายเพื่อไม่ให้คอมมิวนิสต์ยึดครองประเทศไทย อ้าว งั้นก็ต้องสนับสนุนการเข่นฆ่า 6 ตุลาใช่ไหม
คนรุ่นใหม่ยุค 60-70 ในเอเชียในแอฟริกาละตินอเมริกา ถ้ารักเสรีภาพรักความเป็นธรรม ก็กลายเป็นคอมมิวนิสต์เกือบทั้งนั้น เพราะยุคนั้นคำว่า “โลกเสรี” ไม่มีจริง มีแต่อเมริกาหนุนรัฐประหาร อย่างที่ชิลี ที่อินโดนีเซีย ฆ่าคนตายหลายแสนคน คุณอาจเกลียดเกาหลีเหนือ แต่รู้ไหม สมัยสงครามเกาหลี ทหารเกาหลีใต้จับพวกที่สงสัยว่าเป็นคอมมิวนิสต์ฆ่าทิ้ง 1-2 แสนคน เผด็จการในละตินอเมริกา ก็โหดอย่างที่เปรียบเปรยกันว่า ตัดหัวพ่อแม่ลูกมาเรียงบนโต๊ะอาหารหน้าตาเฉย
ลัทธิคอมมิวนิสต์นั้นมีหลายอย่างก้าวหน้า เช่น คนที่เกิดก่อนคุณร้อยปี แต่ไม่เชื่ออิทธิปาฏิหาริย์ โลกนี้ไม่มีพระเจ้าองค์ใด ไม่เชื่อบุญทำกรรมแต่ง คนเกิดมาเท่ากัน ขอเพียงกล้าเปลี่ยนแปลง ฯลฯ แต่ผิดพลาดมหันต์ตรงที่ชนะแล้วหวังสร้างความเท่าเทียมโดยใช้อำนาจบังคับ จำกัดทรัพย์สินส่วนบุคคล ทำให้คนไม่มีแรงจูงใจในการผลิต เศรษฐกิจหายนะ แปลงอุดมการณ์เป็นอาวุธเข่นฆ่ากันอย่างช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม กระทั่งเติ้งเสี่ยวผิงหันมา กระตุ้นทุนนิยม เพราะตระหนักว่าต้องทำให้คนอยากรวย เศรษฐกิจจึงเฟื่องฟู
เวลามองความเติบโตของจีนจึงต้องเข้าใจทั้งสองด้าน จุดแข็งคือความเป็นคอมมิวนิสต์ ระบบจัดตั้ง วิธีคิดวิธีทำงานที่มีประสิทธิภาพ แต่ความเป็นเผด็จการก็พร้อมจะเหลิงอำนาจ ผิดพลาด คอร์รัปชั่น ไม่ใช่สรุปแบบสลิ่มไทยว่า เพราะเป็นเผด็จการทำให้จีนเจริญ
โซเวียตล่มสลาย รัสเซียเข้าสู่ประชาธิปไตยฉุกละหุกยุคเยลต์ซิน ในสุญญากาศอำนาจ เกิดกลุ่ม oligarchs ฟาดเค้กสัมปทานแก๊สน้ำมันทรัพยากรธรรมชาติ เป็นมหาเศรษฐีพริบตา บนความยากจนของประชาชน ปูตินชาญฉลาดในการปราบ oligarchs บางคนแล้วเอามาเป็นพวก ชูความเข้มแข็งมั่นคงของชาติ จนสามารถผูกขาดอำนาจ
ขณะที่ฝั่งอเมริกา หลังแพ้สงครามเวียดนาม ด้วยแรงผลักดันจากฝ่ายก้าวหน้า ที่ต่อต้านสงคราม ต้านเหยียดผิวเหยียดเพศ ก็เลิกสนับสนุนเผด็จการ หันมาสร้างกติกาการค้าเสรี ซึ่งมีเงื่อนไขสำคัญคือ ความเป็นประชาธิปไตย มีนิติรัฐคุ้มครองการค้าการลงทุน และสิทธิมนุษยชน ห้ามกดขี่แรงงาน
โลกหลังสงครามเย็น จึงเข้าสู่เศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่ ซึ่งด้านหนึ่งก็เชื่อมโลกเข้าด้วยกัน เชื่อมความคิดเสรีประชาธิปไตย แต่อีกด้านหนึ่งก็ยิ่งเหลื่อมล้ำ จนเกิดการต่อต้าน ทั้งก่อการร้าย รัฐศาสนา รัฐชาตินิยม อำนาจนิยมต่างๆ ต้านทุนข้ามชาติ แล้วพานโทษว่าประชาธิปไตยสิทธิมนุษยชนเป็นกลไกรุกราน
โลกสองขั้วในยุคต่อไปนี้ จึงไม่ใช่เรื่องของมหาอำนาจ แต่เป็นเรื่องของประชาชนที่ตระหนักในสิทธิเสรีภาพ ซึ่งเมื่อเห็นภาพรัสเซียรุกรานยูเครนผ่านโลกออนไลน์ที่เชื่อมเราเข้าด้วยกัน ก็ประณามในทันที โดยไม่ใช่เข้าข้างอเมริกา เพราะถ้าอเมริกาทำอย่างนี้ก็ต้องด่าเหมือนกัน
ในทางกลับกัน โลกของประชาชนก็ย้อนแย้งกับโลกของทุน เช่นพอมีข่าวรัสเซียยูเครนเจรจากัน หุ้นก็ขึ้นทั้งโลก โดยไม่สนใจว่า ยูเครนได้รับความเป็นธรรมหรือไม่ นี่ถ้ายูเครนแพ้หุ้นคงพุ่งทันใด
เราไม่ได้อยู่กับฝ่ายไหน แต่ประชาชนผู้รักเสรีภาพประชาธิปไตยทั้งโลกเป็นพี่น้องกัน
ที่มา: ข่าวสดออนไลน์ www.khaosod.co.th/politics/news_6937233

Inga kommentarer:
Skicka en kommentar