måndag 7 augusti 2023

'Bangkok Tuk-Tuk' กลับไทย...รำลึกความหลัง ...

ประชาไท Prachatai

4 ชม. 
'Bangkok Tuk-Tuk' ท่านอ้น โอรสองค์ที่ 2 ในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว โพสต์ภาพ หลังกลับไทยเป็นครั้งแรก โดยช่วงสายปรากฏ ตระเวนไหว้พระและ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่วัดพระแก้วฯ พระบรมมหาราชวัง ศาลหลักเมือง วัดหงส์รัตนาราม
อ่านรายละเอียดที่ https://prachatai.com/journal/2023/08/105361
 
อาจเป็นรูปภาพของ 1 คน และ ข้อความพูดว่า "ป NEWS IMAGE: Vacharaesorn Vivacharawongs 7ส.ค.2566 'Bangkok Tuk-Tuk' ท่านอ้น โพสต์ภาพลงเฟซบุ๊ก หลังกลับไทย"
 
รำลึกความหลัง คำสั่งปลดพันโทหญิง สุจาริณี วิวัชรวงศ์ โทษฐาน "กระทำผิดฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง"

 Bild 

Andrew MacGregor Marshall @zenjournalist

 ในปีพศ 2539 วชิราลงกรณ์ได้ขับไล่เมียคนที่สอง ยุวธิดา ผลประเสริฐ ออกจากประเทศไทย และติดประกาศรอบวังนนทบุรี กล่าวหาว่าเธอมีชู้ มันเป็นเรื่องตลกร้าย เพราะตัวเขาเองนั่นแหละ ที่นอกใจเมียประจำ นี่คือประกาศของเขาที่กล่าวหาว่าเมียมีชู้

Bild 
อ้างอิง:  
Abandoned in Exile: Thai prince’s forgotten sons beg to return 
จากหนังสือพิมพ์ ไทมส์ เอเซีย (Times Asia) เขียนโดย: เคนเนธ เดนบี้ (Kenneth Denby)
ครอบครัวในพระบรมวงศานุวงศ์ของประเทศไทยต้องประสบกับข่าวที่ย่ำแย่อีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งกระทบกับศักดิ์ศรีของทางฝ่ายสถาบันฯ เนื่องจากการร้องเรียนทางสาธารณะโดยเจ้าชายทั้ง 4 พระองค์ที่ถูกเนรเทศให้อยู่นอกประเทศ ด้วยการอ้างว่า พวกเขาได้ถูกทอดทิ้งและห้ามเข้ามาเหยียบผืนแผ่นดินบ้านเกิดของพระองค์เหล่านั้นจากคำสั่งของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมารซึ่งเป็นพระบิดาของพระองค์ทั้ง 4 ท่าน
ในจดหมาย ซึ่งมีการเผยแพร่ทางอีเมล์ในสัปดาห์นี้ ได้สร้างมโนภาพให้เห็นครอบครัวที่มีสมาชิกของบุคคลหนุ่มแน่นอย่างนี้ได้ถูกลบชื่อเสียงเรียงนาม, ตัดสิทธิพิเศษของพวกเขาและสิทธิที่พวกเขาสามารถเดินทางกลับสู่บ้านเกิดได้ ตั้งแต่การสมรสได้สิ้นสุดลงระหว่างเจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ กับพระมเหสีองค์ที่สองของพระองค์
“ทุกๆ วันที่ผ่านไป พวกเรามีความปรารถนาที่จะเดินทางกลับไปยังประเทศไทย” ประโยคนี้ได้บรรยายอยู่ในจดหมาย รวมทั้งลงพระนามของพระโอรส 4 พระองค์ของอดีตพระชายา หม่อมสุจาริณี มหิดล (ณ อยุธยา) ซึ่งเป็นนักแสดงภาพยนต์ชาวไทยที่สมรสกับเจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณเมื่อปี พ.ศ. 2537 ในตำแหน่งพระสนมในพระองค์มาเป็นเวลา 15 ปี   2 ปีหลังจากนั้น เธอได้หนีออกไปพร้อมกับลูกๆ “เป็นเวลาสิบห้าปีแล้ว ที่เราไม่เคยเข้าไปเหยียบผืนแผ่นดินไทยของเรา และเราคิดถึงประเทศของเราเกินกว่าที่จะพรรณาได้”
พระโอรสทั้งสี่พระองค์ ซึ่งในขณะนี้ มีพระชนมายุตั้งแต่ปลาย 20 พรรษากว่าๆ ไปจนถึงต้น 30 พรรษากว่าๆ นั้น ได้มาอยู่ในประเทศอังกฤษในตอนแรก และในล่าสุดนี้ ได้อาศัยอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา “เราได้ใช้ชีวิตของพวกเราอยู่อย่างเงียบๆ ซึ่งก่อให้เกิดการคาดเดาว่า เรามีความปรารถนาที่จะตั้งรกรากอยู่ในต่างประเทศ” พวกเขาเขียน  “ในทางตรงกันข้าม แม้ว่าเราต้องการที่จะกลับมาเหลือเกิน เราก็ไม่ที่สามารถฝ่าฝืนกฎระเบียบที่สั่งไม่ให้เราเดินทางกลับมา หรือแม้กระทั่งให้ความเห็นเพื่อเป็นการแก้ไขชื่อเสียงของพวกเรา เรากลัวที่จะเสี่ยงในการกระทำแบบนี้ แม้เพียงที่จะสรุปความคิดเห็นอย่างน้อยนิด ซึ่งอาจจะกลายเป็นความไม่เคารพต่อพระบรมวงศานุวงศ์ได้”
 
จดหมายฉบับนี้ได้สร้างความตะขิดตะขวงใจอย่างล่าสุดให้กับเจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ ซึ่งมีพระชนมายุ 59 พรรษาและพระองค์ได้รับความนิยมชมชอบจากพสกนิกรน้อยกว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งเป็นพระราชบิดา มีพระชนมายุ 83 พรรษา แต่ยังทรงพระประชวรอยู่เป็นอย่างมาก  มีการคาดหวังกันว่า เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณจะเป็นผู้สืบราชบัลลังก์ของพระมหากษัตริย์องค์ต่อไปในวันหนึ่งข้างหน้านี้  ในเดือนมิถุนายน (พ.ศ. 2554) เอกสารลับของวิกิลีกค์ที่เขียนต้นฉบับจากสถานทูตสหรัฐอเมริกาได้บรรยายถึง ชีวิตส่วนพระองค์รวมไปถึงรายงานต่างๆ ว่า พระองค์ต้องประสบกับโรคร้ายที่เกี่ยวกับพระโลหิต ซึ่งอาจจะเป็นโรคเอดส์ด้วย (AIDS)
จากนั้น เมื่อเดือนที่แล้ว เครื่องบินของประเทศไทย ซึ่งสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมารเป็นผู้ขับขี่พาหนะนั้น ได้ถูกทางศาลในเมืองมิวนิคทำการยึดจากคำขอร้องของเจ้าหนี้ประเทศเยอรมันนี ซึ่งอ้างว่าประเทศไทยยังค้างการจ่ายหนี้สินมหาศาลอยู่  แต่ในการอุทรณ์ที่สะเทือนอารมณ์จากพระโอรสของพระองค์ทั้งสี่พระองค์ที่ถูกทอดทิ้่งนั้น (มีการกล่าวว่า พระโอรสพระองค์หนึ่งได้ประสบกับเนื้องอกที่กำเริบขึ้นมาบ่อยครั้ง ซึ่งเกิดจากโรคทางพันธุกรรมที่ไม่ค่อยจะเห็นกันได้อย่างบ่อยครั้งนัก) จะนำผลเสียหายมาสู่ครอบครัวอย่างเป็นพิเศษ ซึ่งทางครอบครั้งเองได้แสดงให้เห็นแล้วว่าเป็นแบบอย่างของความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันภายในครอบครัว
“มันเป็นส่วนหนึ่งของการปล่อยให้เครื่องมือในการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับครอบครัวในพระบรมวงศานุวงศ์ดำเนินการไปเอง” กล่าวโดยศาสตราจารย์แอนดรูว์ วอล์คเก้อร์ (Andrew Walker) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับประเทศไทยของมหาวิทยาลัยแห่งชาติประเทศออสเตรเลีย (Australian National University) “ข้อเขียนที่แสดงถึงเชาว์ปัญญานี้ ได้ทำลายภาพพจน์ของครอบครัวในพระบรมวงศานุวงศ์ที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยความระมัดระวังลงไปอย่างป่นปี้ เนื่องจากกลุ่มพระบิดาของประเทศชาติมองดูพสกนิกรว่าเป็นลูกๆ ของพวกเขา นี่จะเห็นถึงเด็กหนุ่มสี่คนที่มีชีวิตอยู่จริงและพวกเขากล่าวว่า พวกเขาได้ถูกทอดทิ้งอยู่ที่นี่”
ส่วนชีวิตในวัยเด็กๆ ของพระโอรสสี่พระองค์ -  จุฑาวัชร์ ซึ่งมีพระชนมายุ 31 พรรษา, วัชรศร ซึ่งมีพระชนมายุ 30 พรรษา,  จักรีวัชร์ ซึ่งมีพระชนมายุ 28 พรรษา, วัชรวีร์ ซึ่งมีพระชนมายุ 26 พรรษา และพระกนิษฐาองค์สุดท้องของพวกเขา คือส่วนหนึ่งของแวดวงภายในครอบครัวพระบรมวงศานุวงศ์ จะได้เห็นอย่างบ่อยครั้งตามที่สาธารณะพร้อมกับพระบิดาของพระองค์เหล่านั้น แต่ในปี พ.ศ. 2539 มีรายงานว่า พระบิดาได้เริ่มเหินห่างอย่างขมขื่นจากพระชายา คือ หม่อมสุจาริณี มหิดล ซึ่งพระองค์ทรงกล่าวหาว่า พระชายาของพระองค์มีความสัมพันธ์ทางชู้สาวกับนายทหารยศพลอากาศเอกคนหนึ่งซึ่งมีอายุ 60 ปี
 “พ่อของเราได้ออกคำสั่งไม่ให้พวกเราเดินทางกลับบ้านในประเทศไทย” พระโอรสทั้งสี่ได้เขียนไว้ในจดหมายซึ่งได้รับการยืนยันจากท่านวัชรศร ซึ่งในขณะนี้พระองค์ได้ประกอบอาชีพทนายอยู่ในบริษัทแห่งหนึ่งของรัฐนิวยอร์ค “เราได้รับคำสั่งโดยเฉพาะเจาะจงว่า เราไม่สามารถที่จะใช้ ตำแหน่งของพระบรมวงศานุวงศ์ได้ และต้องใช้นามสกุล “วิวัชรวงศ์” แทน”
“ไม่ว่าจะเป็นเวลาใดก็ตาม เราไม่เคยที่จะสละตำแหน่งของเราทางฝ่ายพระบรมวงศานุวงศ์โดยสมัครใจ หรือเลือกที่จะยอมใช้นามสกุล “มหิดล” แทน เนื่องจากว่า เราไม่ได้รับความช่วยเหลือสนับสนุนจากทางสำนักพระราชวังโดยทางการเงินหรือเรื่องใดๆ พวกเราได้ย้ายถิ่นฐานมาอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกากับแม่ของพวกเรา”
พระกนิษฐาของพระโอรสทั้งหมด ซึ่งมีพระชนมายุ 24 พรรษาในขณะนี้ ได้ถูกส่งกลับไปยังประเทศไทยและได้รับตำแหน่งพระอิสริยยศเป็นพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ แต่ตามรายละเอียดที่กล่าวไว้สำหรับพี่น้องตระกูล“วิวัชรวงศ์” นั้น พวกเขาไม่เคยได้รับอนุญาตให้เดินทางกลับเข้ามาได้
“เมื่อตอนที่พวกเรายังเล็กอยู่, เราไม่เข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงกับชีวิตของพวกเรา หรือเราก็ไม่สามารถที่จะจับความได้ว่าทำไม พวกเราจะต้องใช้ชีวิตอยู่นอกประเทศที่พวกเรารักเป็นอย่างยิ่ง” พวกเขาเขียน “แม่ของเรานั้น ได้เตือนเราเสมอว่า เราจะต้องกระทำตามคำสั่งของทางฝ่ายพระบรมวงศานุวงศ์ และเราจะต้องแสดงให้เห็นถึงความกตัญญูและให้ความเคารพ สถานการณ์ของพวกเราในขณะนั้น ไม่เป็นเรื่องที่ง่ายดายเลย”
จดหมายได้เล่าถึงว่าพระโอรสหนุ่มทั้งสี่ว่า -- ในขณะนี้พวกเขาทั้งหมดประกอบอาชีพตามคุณสมบัติที่ตนเองเชี่ยวชาญอยู่ – พวกเขาเขียนจดหมายทุกๆ ปี ให้กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช, สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ, สมเด็จพระบิดาของทั้งสี่พระองค์และพระปิตุจฉา (น้องของพ่อ) คือสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร จดหมายได้กล่าวต่อไปว่า "เราไม่เคยท้อถอยในความปรารถนาที่ว่า สักวันหนึ่ง เราจะได้รับคำสั่งจากประเทศไทยที่อนุญาตให้เรากลับบ้านได้ เราได้เขียนเพื่อที่จะให้พวกเขาได้รับรู้ถึงความเป็นอยู่ในคราวล่าสุดของพวกเราโดยอธิบายพวกเขาให้ทราบถึง ความก้าวหน้าในการเรียนด้านวิชาการต่างๆ รวมไปถึงเรื่องทางการแพทย์ หรือ แม้กระทั่งส่งความปรารถนาดีไปยังพระบรมวงศานุวงศ์ทุกๆ พระองค์.....อย่างไรก็ตาม ไม่มีท่านผู้ใดเคยตอบจดหมายที่เราส่งไปให้เลย”
.................................................................
 
เรื่องราวความเป็นไปทุกด้านของราชสำนักไทย ยังเป็นที่สนใจของประชาชนอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นข่าวทางการหรือไม่เป็นทางการ ไม่ว่าจะเป็นแหล่งข่าวอ้างอิงตามข้อเท็จจริงหรือเพียงข่าวลือและเรื่องที่บอกเล่าเก้าสิบต่อๆกันมา หากแต่มีเรื่องหนึ่งอันเป็นหนึ่งในเรื่องราวที่ถูกปิดจากการพูดคุยและถกเถียงในทางสาธารณะ โดยเฉพาะเรื่องราวส่วนพระองค์ที่อาจกระทบต่อพระเกียรติ ถึงแม้จะพยายามปิดขนาดไหน ประชาชนยังหยุดที่จะนึกถึงไม่ได้ โดยที่ไม่มีอะไรกั้น...ความคิดของทุกคนได้ 
 
นั่นคืออดีตหม่อมเจ้าชายทั้ง 4 จุฑาวัชร วัชรเรศร จักรีวัชร และวัชรวีร์ วิวัชรวงศ์ พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว กับอดีตหม่อมสุจาริณี วิวัชรวงศ์ ที่เรื่องราวและความเป็นไปเกี่ยวกับบ้านนี้เป็นที่สนใจมากขึ้นตั้งแต่ช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ซึ่งประชาชนที่เคารพและชื่นชอบในราชสำนักไทยจำนวนไม่น้อยที่ยังมีความชื่นชมในตัวคุณทั้ง 4 หากแต่ช่วงหลังๆมานี้ เหตุใดเกิดกระแสที่ดูท่าว่าจะตีกลับเสียเอง?
หลายคนอาจทราบดีว่า ในช่วงปี 2522-2539 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณฯ สยามมกุฎราชกุมาร กับหม่อมสุจาริณี มีช่วงเวลาแบบครอบครัวอันหวานชื่นและอบอุ่นกับพระโอรสทั้ง 4 พระองค์ และพระธิดาอีก 1 พระองค์ หลังจากมีกระแสข่าวลือเรื่องความขัดแย้งภายในครอบครัว เมื่อหม่อมสุจาริณีได้พาท่านชายทั้งสี่ไปประทับในประเทศอังกฤษ และจากนั้นได้มีพระราชบัณฑูรผ่านทางเอกอัครราชทูต ให้ใช้นามสกุลวิวัชรวงศ์ อันเป็นนามสกุลพระราชทานใหม่ เป็นการถอดฐานันดรศักดิ์หม่อมเจ้าออกทางพฤตินัย ถึงแม้ว่าไม่เคยมีประกาศใดๆลงในราชกิจจานุเบกษา อดีตท่านชายทั้งสี่และมารดาได้พำนักในอังกฤษก่อนจะย้ายไปสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้ดำรงชีวิตอย่างสามัญชนเต็มตัว จากที่เคยมีข้าราชบริพารคอยถวายงาน ต้องพึ่งพาตนเอง ดำรงเลี้ยงชีพด้วยตนเองเรื่อยมา
 
เวลาผ่านไปเกือบ 30 ปี เรื่องราวของคุณทั้ง 4 ได้อยู่ในวงสนทนาของผู้คนอยู่ตลอด จากข่าวลือที่กระพือทุกรูปแบบ ตื้นลึกหนาบางที่แท้จริงเป็นอย่างไรคนภายนอกไม่มีใครทราบได้ ในหมู่คุณทั้ง 4 ที่ได้ดำรงชีพอย่างปุถุชน ที่เพียบพร้อมด้วยการศึกษา วัยวุฒิและคุณวุฒิ มีคุณอ้วน-จุฑาวัชร และคุณอิน-วัชรวีร์เท่านั้นที่ดูเหมือนว่าปิดตัวเองจากโลกสาธารณะ คนภายนอกจึงแทบจะไม่ได้ข่าวคราวของทั้งสอง จึงมีเพียงแต่คุณอ้น-วัชรเรศร และคุณอ่อง-จักรีวัชร ซึ่งปัจจุบันเป็นนายแพทย์ ได้ให้ความรู้ด้านต่างๆเกี่ยวกับการแพทย์ทางสื่อสังคมออนไลน์เป็นประจำ ซึ่งชาวไทยที่ได้ติดตามสื่อสังคมออนไลน์ของคุณหมอจะทราบดีว่า มีบทบาทส่วนใหญ่ในทางวิชาการเท่านั้น
 
สำหรับคุณอ้น-วัชรเรศร ดูจะเป็นคนเดียวที่ออกสื่ออย่างโดดเด่นที่สุด โดยมีส่วนร่วมในสังคมที่เกี่ยวเนื่องกับประเทศไทยมากที่สุด ซึ่งนอกจากจะมีอาชีพทนายความ ยังมีโอกาสได้เข้าร่วมงานต่างๆกับชุมชนไทยในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการก่อตั้งกองทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนไทยในสหรัฐอเมริกา และยังมีหลายงานบุญงานกุศลที่ได้ไปร่วมในประเทศต่างๆ ทั้งอังกฤษและอินเดีย เป็นต้น
 
โดยเฉพาะช่วงเวลาที่ผ่านมา ขณะที่ทั่วทุกมุมโลกรวมทั้งประเทศไทย กำลังเผชิญกับวิกฤติการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า คุณอ้นจึงถือโอกาสนี้แสดงความห่วงใยและเป็นกำลังใจให้แก่ประชาชนและเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน ดูท่าจะได้รับเสียงตอบรับที่ค่อนข้างดีในตอนแรก ที่ทำให้เห็นว่า ในฐานะบุคคลสาธารณะคนหนึ่งก็ได้ออกมามีส่วนร่วมอะไรในสังคมบ้าง แต่ในขณะเดียวกัน เริ่มมีกระแสด้านลบก่นด่าอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยเข้ามา จากที่มีกระแสที่มีด้านบวกตลอดมา เริ่มกลายเป็นกระแสที่ตีกลับในมุมมองของประชาชนจำนวนไม่น้อยในยุคปัจจุบัน ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนสำหรับบ้านนี้
 
ถึงแม้บ้านวิวัชรวงศ์กลายเป็นลูกไม้ไกลต้นไปแล้ว ที่แม้นสายใยรักแห่งครอบครัวอาจถูกตัดขาดไป แต่ไม่สามารถปฏิเสธความเป็นหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์ได้ จึงไม่รอดที่จะโดนครหาในภาวะความนิยมของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยเริ่มเสื่อมถอย “ปลาข้องเดียวกัน ตัวหนึ่งเน่า ก็พลอยพาให้เหม็นไปด้วยฉันใด บ้านวิวัชรวงศ์จึงไม่รอดที่จะโดนร่างแหติดไปด้วยฉันนั้น...”
 
โดยเฉพาะคนที่มีบทบาทโดดเด่นมากที่สุดในบ้านอย่างคุณอ้น-วัชรเรศร ที่ตอนนี้น่าจะกำลังเป็นที่สนใจของประชาชนจากการที่ถูกมองว่า “พรีเซนต์ตัวเองมากขึ้น” และออกตัวแรงมากขึ้น จนถูกมองว่าอาจหาช่องทางการสนับสนุนจากประชาชนมากขึ้น ที่สามารถเป็นแรงผลักดันโอกาสที่จะกลับแผ่นดินเกิดได้มากขึ้น หรือแม้กระทั่งโอกาสที่จะกลับไปสู่ “จุดเดิม” หรือไม่? ซึ่งไม่ใช่ครั้งแรกที่บ้านนี้ถูกมองและตั้งความหวังจากกลุ่มที่เคารพในสถาบันกษัตริย์ไทยว่าจะมีโอกาสได้เห็นทั้ง 4 กลับมาช่วยงานแบ่งเบาพระราชภาระ ถึงแม้ในความเป็นจริงนั้น ณ ตอนนี้ โอกาสกลับบ้านเกิดคือแทบเป็นศูนย์
 
ในขณะที่ทัศนคติด้านลบของประชาชนที่มีมากขึ้นต่อองค์พระมหากษัตริย์ ที่ทำให้ภาพลักษณ์อีกด้านไม่เป็นที่น่าพิสมัยมาโดยตลอด ในฐานะพระราชโอรส จึงโดนกระแสลบตามไปด้วย ซึ่งเชื่อว่าทั้ง 4 พี่น้องต่างตระหนักในเรื่องนี้ดี ในเมื่อคุณอ้วน-จุฑาวัชร ในฐานพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ อาจเฟดตัวเองออกจากบทบาทสาธารณะแล้ว จึงจำต้องจับจ้องไปที่คุณอ้น-วัชรเรศร ในฐานะพระราชโอรสพระองค์ที่ 2 ที่พาตัวเองมาอยู่ในวงการสังคมตั้งแต่แรกอยู่แล้ว พร้อมกับคุณหมออ่อง-นายแพทย์จักรีวัชร ถึงแม้จะไปทางสายวิชาการเสียมากกว่า บ้านวิวัชรวงศ์จะมีส่วนร่วมในการพัฒนาภาพลักษณ์ของสถาบันหรือไม่? หรือสิ่งที่กระทำอยู่จะช่วยสนับสนุนสถาบันหรือสนับสนุนตนเองเพื่อไปถึงฝั่งฝันมากกว่ากัน? เพื่อจะไปเป็นดาวโดดเด่นบนฟากฟ้า... ใจไปไขว่คว้าเอามาเหมือนใจฝัน... จะไปให้ถึงปลายทางในวันนั้น… จะเป็นคนดังที่อยู่ในแสงไฟ...
----
Thai Royal Family in still in trend among the people either from any official or unofficial news, or also rumours with facts or gossips spreading among the society in such many topics of discussion. One of the topics has been shut off in public conversation, as it is strongly related to the personal matter of the Royal Family which is told not to be criticised legally. However, it has never been brought out from the discussion of the people.
The story about the 4 estranged sons of King Vajiralongkorn and his second wife Sujarinee Vivacharawongse: the 4 ex-Princes, Juthavachara, Vacharaesorn, Chakriwat, Vatchrawee. The story of the brothers is increasing the attention among the people nowadays. For those who strongly respect the Monarchy, also admire them all. But these days, there is another dark side growing from the shadow.
Many royal fans know about the story about the then Crown Prince Vajiralongkorn and Sujarinee, about the warm family life during 1979-1996 living with their 4 sons and 1 daughter. When the rumours came out around the country about the couple’s conflict and breaking up, Sujarinee took the 4 princes to England. There was a direct order through the Thai Ambassador to Britain from the Crown Prince himself to bestow the new surname “Vivacharawongse” to be used as ordinary people. It is presumably defined that the 4 sons were stripped the royal title, despite non-official declaration by the Royal Gazette. The estranged family resided in England and then the United States, where they have been living as full commoners, living with themselves.
Almost 30 years later, the story of the former Princes is still among the conversation for both who respect and hate the monarchy, although the people outside do not really know how the situation really is. The brothers grew up with perfect profiles, education and career. 2 of them, Juthavachara and Vatchrawee are seemed hide themselves from the public life. While another 2, Vacharaesorn and Chakriwat are seemed the most active in the society. Chakriwat, who is a doctor, publishes the medical knowledge tips via his social media very frequently. He is hence active rather in academic community.
While Vacharaesorn, is seemed the most active, has been related himself with the various functions about Thailand. Besides being an attorney, he attends several events with Thai community, e.g. the establishment of the Fund for Thai students in the US, as well as charitable events in many countries, like England, and India.
As Thailand and almost every corner in the world are facing the Coronavirus crisis, Vacharaesorn also took this opportunity to express something to support the people and medical team to overcome the crisis. He received the positive feedback from the beginning, as a public figure also takes part in the situation. Meanwhile, there was an immediate negative effect towards him which has seemed never happened to him and this house before.
As the Thai Monarchy is facing the decreasing popularity, the Vivacharawongse, despite the estranged family, also receives the negative effect inevitably. Particularly, Vacharaesorn, who is seemed the most active member of this house, is seemed “presenting himself too much”. He is thought to seek more supports and opportunity to push him and his brothers back “to the original place”. It is not the first time that the brothers are hoped among those who respect the monarchy about being back home to carry out royal duties, although, in reality, the percentage of chance is almost “zero”.
From the negative attitudes from the people towards the King about his unimproved public image, the Vivacharawongse, as the sons, hence face the effect inevitably. The four are believed to acknowledge this matter well. When Juthavachara, as the eldest son, fades himself from the public role. All eyes are on the next one, Vacharaesorn who pushes himself actively in the society, together with the third son Chakriwat, who is mostly active in academic way.
Would the Vivacharawongse be involved in any part to develop their own image to the Monarchy? Or things they have done, is to support the monarchy, or to support themselves to achieve their highest goals? Or both?
 

Inga kommentarer:

Skicka en kommentar