·
“รวยกระจุก - จนกระจาย”
ผมเคยเขียนแสดงความเห็นเกี่ยวกับปัญหาเศรษฐกิจในประเด็นที่สงสัยกันว่า
ทางรัฐบาลมักพูดถึงตัวเลขดีๆว่าเศรษฐกิจกำลังเติบโตขยายตัวอยู่เสมอ
แต่ทำไมคนจำนวนมากรู้สึกว่าเศรษฐกิจไม่ดีเอาเสียเลย มีแต่คนบอกว่า
เดือดร้อนยากจนกันไปหมด
ผมได้เสนอตัวเลขให้เห็นว่า
มีบางส่วนของเศรษฐกิจเท่านั้นที่ขยายตัวและขยายตัวมาก คือ
ในภาคการส่งออกเฉพาะบางสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว
จนดึงตัวเลขอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจให้เป็นบวก
ซึ่งก็หมายความว่าคนส่วนใหญ่อยู่กับการทำมาค้าขายที่แย่ลงแทบจะไม่โตหรือโตน้อยมาก
จึงเดือดร้อนกันจริงๆ ไม่ใช่แค่รู้สึก
แม้กระทั่งเมื่อไม่กี่วันมานี้ กระทรวงการคลังก็ยอมรับว่า
แม้ตอนนี้เศรษฐกิจภาพรวมของไทยจะขยายตัวได้ดี
แต่ยังมีปัญหาการกระจุกอยู่ในเฉพาะเมืองเศรษฐกิจขนาดใหญ่
แต่จังหวัดเล็กยังเติบโตไม่เยอะ เช่นเดียวกับภาคการส่งออกที่เติบโตสูง
แต่ก็มาจากการขยายตัวเพียง 10 บริษัทขนาดใหญ่เท่านั้น
แต่ในทางกลับกันกลุ่มเอสเอ็มอีก็ยังได้น้อย
และยิ่งไปกว่านั้น
“คลังยังมีการทำข้อมูลโดยนำธุรกิจภาคสำคัญๆ เช่น ค้าปลีก โรงแรม ก่อสร้าง
ภาคการเกษตร มาพิจารณาถึงการจ้างงาน และรายได้ด้วย ซึ่งพบว่า
แรงงานส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ในภาคธุรกิจที่มีรายได้น้อย
ส่วนภาคธุรกิจที่มีรายได้มาก กลับมีการจ้างแรงงานน้อย....”
ซึ่งก็สอดคล้องกับสิ่งที่ผมเคยเขียนไปแล้วว่า คนทำงาน 30% อยู่ในภาคเกษตร
ที่มีส่วนแบ่งในผลผลิตรวมของประเทศเพียงแค่ 8% ส่วนที่เหลืออีก 92%
แบ่งกันไประหว่างคนอีก 70% ที่อยู่ในภาคอุตสาหกรรมการผลิตและภาคบริการ
นั่นคือคนจำนวนมากมีส่วนแบ่งจำนวนน้อย
ล่าสุดเมื่อ 29
กันยายนที่ผ่านมา
ธปท.ก็ออกมาพูดการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่เป็นผลจากการส่งออกและการท่องเที่ยวที่ขยายตัว
แต่ก็ยอมรับว่ารายได้คนจนยังไม่ดีนักและยังให้ข้อมูลด้วยว่ารายได้ภาคเกษตรในเดือนสิงหาคมติดลบ
2.1% และติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่สอง
ข้อมูลนี้
ทำให้คิดถึงปัญหาเศรษฐกิจที่สำคัญ คือ
การกระจุกตัวของการเติบโตทางเศรษฐกิจซึ่งเกี่ยวข้องกับทั้งนโยบายเศรษฐกิจมหภาค
และนโยบายในการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจด้วย ซึ่งอย่างน้อย
ในตอนนี้กระทรวงการคลังก็บอกว่ารู้ปัญหาและบอกด้วยว่าจะมีการวางแผนแก้ปัญหาให้ตรงจุดด้วย
ทว่า จะแก้ปัญหาได้แค่ไหนคงต้องติดตามกันต่อไป
จากข้อมูลข้างต้นและจากที่ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันไปบ้างแล้ว
โดยเฉพาะปัญหา “รวยกระจุก - จนกระจาย” นี้
มีคำถามที่เราควรจะคิดกันอย่างจริงจังต่อไป เช่น
1.
ทำอย่างไรจึงจะลดการ “รวยกระจุก”
ทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจกระจายไปในจังหวัดต่างๆ
ไม่กระจุกตัวอยู่แต่กรุงเทพและเมืองเศรษฐกิจใหญ่ๆ
รวมถึงทำให้โอกาสของคนในชนบท / ต่างจังหวัด เข้าถึงช่องทางการทำมาหากิน
และทำมาค้าขายได้สะดวกมากขึ้น
2. ทำอย่างไร จึงจะทำให้ธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง ได้ประโยชน์จากนโยบายสนับสนุนการส่งออกและส่งเสริมการลงทุนของไทยอย่างทั่วถึง
3. การขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศตามยุทธศาสตร์
“ประชารัฐ”จะช่วยส่งเสริมเอสเอ็มอีได้มากน้อยเพียงใด
รวมถึงจะช่วยสนับสนุนการทำมาค้าขายในระดับหมู่บ้าน
ชุมชนให้เกิดขึ้นได้มากน้อยเพียงใด
4. ทำอย่างไร จะทำให้คนส่วนใหญ่ ที่ได้รับส่วนแบ่งเป็นส่วนน้อย ได้มีโอกาสย้ายไปทำงานที่ได้รับส่วนแบ่งเพิ่มขึ้น
5. ที่สำคัญอย่างยิ่ง คือ
จะเตรียมแรงงานอย่างไรให้รับมือกับเทคโนโลยีแบบใหม่ๆ
ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และตามทิศทาง “ประเทศไทย
4.0”ที่กำลังส่งเสริมกันอยู่
รวมทั้งจะเตรียมแรงงงานให้พร้อมรับกับแนวโน้มที่อุตสาหกรรรมในประเทศต่างๆกำลังจะลดการใช้กำลังคนกันอย่างมากและรวดเร็วด้วย
ได้อย่างไร
6. จะดูแล “การจนกระจาย” ด้วยระบบแบบใด
เมื่อปัจจุบันนี้ประเทศไทยมีคนที่งานทำอยู่ 37.6 ล้านคน
แต่มีคนที่ลงทะเบียนว่าเป็นคนจนถึง 11.4 ล้านคน
และรัฐก็สัญญาว่าจะช่วยคนเหล่านี้ ทั้งเรื่องค่าของกินของใช้ ค่าแก๊สหุงต้ม
ค่ารถเมล์/รถไฟ ก็ต้องถามต่อว่า จะช่วยนานแค่ไหน
จะช่วยทุกคนที่มาลงทะเบียนทุกปีหรือไม่ จะใช้เงินจากที่ไหน
คิดเป็นระบบดีแล้วหรือยัง แล้วก็จะทำอย่างไรเพื่อให้ “คนหลุดพ้นความจน”
7.
นโยบายการคลังในหลายเรื่องมีผลต่อเศรษฐกิจและปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างไรกันแน่
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาษีมรดก ภาษีที่ดิน ภาษีสรรพสามิต ดิวตี้ฟรี
หรือเรื่องอื่นๆ เช่น
นโยบายกระตุ้นให้คนไปเที่ยวกันมากในช่วงเทศกาลหยุดยาวหรือตั้งใจให้หยุดยาว
มีผลต่อการกระจุก- กระจายและมีผลต่อปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้อย่างไร
ยังควรมีต่อไปหรือไม่
ล่าสุดก็มีภาษีน้ำ ทำนา-เลี้ยงสัตว์ ที่ยังไม่มีความชัดเจนขึ้นมาอีก
คงมีอีกหลายเรื่องที่เป็นปัญหา “รวยกระจุก จนกระจาย” ของเศรษฐกิจไทย
ฝากคิดกันต่อนะครับ ผมจะพยายามขยายความคำถามเหล่านี้
แล้วหลังจากนั้นก็อาจจะช่วยกันคิดถึงสิ่งที่ควรจะเป็นต่อไปด้วย
.....