fredag 8 juli 2011

จดหมายเปิดผนึกจากพี่สาว นาย ฟาบิโอ นักข่าวชาวอิตาลีที่ถูกสังหารคนหนึ่งในจำนวน ๙๑ ศพ ถึงว่าที่นายกหญิง ยิ่งลักษ์

พี่สาวฟาบิโอ เขียนจดหมายเปิดผนึกถึงนายกหญิงของไทย


ดิฉันจึงขอแสดงความยินดีกับคุณ ขอให้คุณมีพลังและสติปัญญาสมแก่ตำแหน่งที่ได้รับมอบหมายมา ทั้งนี้ ดิฉันมุ่งหวังเต็มหัวใจว่า การสืบสวนการตายที่เกิดขึ้นใน พ.ศ. 2553 จะได้รับการทบทวนและรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ การเสียสละของประชาชนจำนวนมากจะไม่เสียเปล่า และจะได้รับการชดเชยด้วยความซื่อสัตย์ ความยุติธรรม ปณิธานและความรับผิดชอบ เพื่อให้ประเทศไทยพลิกฟื้นเกิดใหม่พร้อมกับความยึดมั่นในการปกป้องชีวิต มนุษย์

ที่มา ภัควดี ไม่มีนามสกุล
8 กรกฎาคม 2554

จดหมายเปิดผนึกถึงว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิงของประเทศไทย คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ข่าวคราวล่าสุดเกี่ยวกับชัยชนะในการเลือกตั้งของคนเสื้อแดงทำให้ดิฉันกลั้นน้ำตา ไว้ไม่ได้ มันเป็นความรู้สึกที่ยากอธิบาย ระคนทั้งความยินดีและความเศร้า แต่ในขณะเดียวกันก็เปี่ยมไปด้วยความหวังอันเลือนราง ดิฉันร้องไห้ด้วยความหวังว่า นับจากวันนี้เป็นต้นไป อรุณรุ่งแห่งความยุติธรรมและการให้เกียรติกันจะเริ่มต้นขึ้น และเหยื่อทุกคนที่ใฝ่ฝันให้ประเทศนี้ดีกว่านี้และได้อุทิศพลีชีวิตเพื่อความ เปลี่ยนแปลง ต่อไปนี้จะได้รับความเคารพและความจริงที่พวกเขาเหล่านั้นล้วนสมควรได้รับ

ถึงแม้สถานะของดิฉันมิได้เอื้อต่อการแสดงความรู้สึกของการมีส่วนร่วมทางการ เมืองอย่างเต็มที่ แต่ในฐานะผู้หญิงและมนุษย์คนหนึ่ง ดิฉันตระหนักถึงความสำคัญในชัยชนะของคุณ ดังนั้น ดิฉันจึงขอแสดงความยินดีกับคุณ ขอให้คุณมีพลังและสติปัญญาสมแก่ตำแหน่งที่ได้รับมอบหมายมา ทั้งนี้ ดิฉันมุ่งหวังเต็มหัวใจว่า การสืบสวนการตายที่เกิดขึ้นใน พ.ศ. 2553 จะได้รับการทบทวนและรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ การเสียสละของประชาชนจำนวนมากจะไม่เสียเปล่า และจะได้รับการชดเชยด้วยความซื่อสัตย์ ความยุติธรรม ปณิธานและความรับผิดชอบ เพื่อให้ประเทศไทยพลิกฟื้นเกิดใหม่พร้อมกับความยึดมั่นในการปกป้องชีวิตมนุษย์


ด้วยความนับถือ


เอลิซาเบตตา โปเลนกี

Open Letter. To the Prime Minister of Thailand
The recent news of the Red shirt’s victory brought me to uncontrollable tears; a feeling that is hard to explain and which was both joyous and sorrowful, but at the same time infused with timid hope. I cried my tears in the hope that from today, a new era of justice and respect will arise and that all those victims who believed in a better country and contributed to the change with the ultimate sacrifice will now receive the respect and truth that they truly deserve.
Although my position does not allow me to express a feeling of integrated political participation, it is still true that I am a woman and a humanist and as such recognize the importance of your victory. May I, therefore, congratulate you and wish you all the strength and wisdom that this appointment requires. In this regard, it is my heartfelt hope that the investigations of the 2010 deaths will be reopened and reviewed and that the sacrifice of many will not have been useless and will be repaid with honesty, justice, commitment and responsibility for a strong and healthy rebirth of Thailand with a primary emphasis on the defense of human life.
At your disposal, I am yours sincerely,
Elisabetta Polenghi

tisdag 5 juli 2011

เราอย่าประมาทกับชัยชนะก้าวแรกที่ได้มาพรรคเพื่อไทยจะต้องมีสติระวังตัว ระวังงูอยู่ในบ้าน

เรื่อง งูอยู่ในบ้าน

โดย กาหลิบ



แรกที่สุดขอแสดงความยินดีกับ “ชัยชนะ” ของพรรคเพื่อไทย
ในฐานะไทยรักไทยคืนชีพ เหมือนที่เคยแสดงความยินดีกับพรรคพลังประชาชนมาแล้วครั้งหนึ่ง
กว่าจะเป็นเสียงข้างมากในวันนี้
แต่ละท่านก็ได้ช่วยฝ่าฟันอุปสรรคทางเทคนิคต่างๆ มาอย่างทรหดอดทน
เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรอย่างน้อยก็เป็นกำลังใจ
สำหรับมวลชนผู้สละชีวิตและวิญญาณให้กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมานานปี

แต่สิ่งที่ตามมาติดๆ คือคำเตือนว่าอย่าประมาท เรา “ชนะ” ในระบบเลือกตั้ง
เพราะประชาชนท่านมุ่งมั่นศรัทธาอย่างท่วมท้น จนผู้อยู่ตรงข้ามกับระบอบประชาธิปไตย
ที่ไม่ใช่พรรคประชาธิปัตย์ตัดสินใจให้เราเข้าสู่อำนาจรัฐในขั้นต้น
และไม่ท้าทายอำนาจของประชาชนในขั้นตอนนี้

ผู้ที่ก่อรัฐประหารมาแล้ว สั่งฆ่านายกรัฐมนตรีเลือกตั้งมาแล้ว
และสั่งฆ่าหมู่ประชาชนที่ไร้อาวุธใน เวลากลางวันแสกๆ กลางถนนของเมืองหลวงมาแล้ว
เราจะหวังให้เขาสยบยอมต่อมติมหาชนง่ายๆ ได้หรือ

คำถามคือเขาจะเดินหมากในศึกชิงเมืองครั้งนี้ต่อไปอย่างไรมากกว่า

งานของรัฐบาลที่มีพรรคเพื่อไทยชี้นำจึงมี ๒ ส่วน ได้แก่
การบริหารราชการแผ่นดินตามสัญญาที่ได้ให้ไว้กับผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง
กับการปกป้องระบอบประชาธิปไตยจากศัตรูรอบด้าน

อุปมาเหมือนเราได้ย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านหลังใหม่ที่สวยงามจับตา
เราตื่นเต้นยินดีและช่วยกันลงแรงตกแต่งบ้านจนน่าอยู่
บางคนทาสี บางคนถูพื้น บางคนรดน้ำต้นไม้ บางคนต่อไฟ
ต่างช่วยกันตามความรู้ความสามารถของตน
ไม่นานบ้านนั้นก็จะพร้อมมูลและให้ความผาสุกกับผู้อยู่อาศัยได้ยิ่งขึ้น

ปัญหาคือบ้านหลังนี้มีงูพิษแอบอยู่ในซอกมุม มันเห็นคนมากมัน
ก็หลบลึกเข้าไปในมุมมืดจนเรามองไม่เห็นตัว
เพราะมันรู้ดีว่าหากออกมาเลื้อยแสดงตัวชัดเจน คนในบ้านคงรุมตีตายแน่

สิ่งที่เจ้าบ้านต้องช่วยทำคือ พร่ำเตือนและชี้ซอกมุมต่างๆ
ที่งูเหล่านั้นอาจเข้าไปหลบซ่อนตัวอยู่
เราต้องบอกคนในบ้านให้อยู่ในความรอบคอบระมัดระวังเสมอ
เพราะเรายังไม่รู้ว่ามีงูกี่ตัว แต่ละตัวมีพิษสงร้ายกาจขนาดไหน

หากไม่คอยเตือนให้ต่อเนื่อง
คนในบ้านอาจเพลิดเพลินเจริญใจกับบ้านใหม่ และแสวงหาความสำราญกันอย่างเต็มที่
จนพลาดท่าเสียทีถูกงูมันฉกกัดตายได้ในบ้านที่สวยงามนั้นเอง

เราเคยผ่านประสบการณ์ของรัฐบาลสมัคร สุนทรเวชและรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์มาแล้ว
โรคเห่อชัยชนะจนลืมระวังพิษพยาบาทของศัตรูที่อยู่รายล้อมนั้น
อาการสำคัญขั้นตรีทูตคือความล้มเหลวและความเสียหาย
ในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของระบอบประชาชนทั้งๆ ที่ประชาชน “ชนะ” แล้วอย่างน่าภูมิใจ

ชัยชนะของพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางปัจจัยเก่าๆ ที่ยังไม่เปลี่ยน อาทิ

กองทัพที่ยังยืนยันในใจว่าตนเองไม่รับคำสั่งจากรัฐบาล
โดยเฉพาะกองทัพบก
และโดยเฉพาะกับรัฐบาลของประชาชน เพราะถือว่ารัฐบาลเป็นเพียง “จ็อคกี้”
ที่ขี่ม้าให้กับเจ้าของคอกผู้อยู่เหนือขึ้นไปในโครงสร้างของอำนาจรัฐ
ความหมายลึกลงไปอีกชั้นคือเป็นกองทัพรอรับคำสั่งจากผู้ที่อยู่เหนือขึ้นไปนั้นเอง
หรือจะเรียกว่าผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญก็คงจะไม่ห่างจากความจริงนัก
ซึ่งอาจเป็นคำสั่งให้ทำลายรัฐบาลนั้นได้ทุกเมื่อด้วย

สถาบันตุลาการที่ตัดสินคดีความตามนโยบายการเมืองของผู้มีบารมีฯ
ถึงผู้พิพากษาที่เป็นไทแก่ตนเองจะมีมากและแสดงตัวชัดเจนอย่างกล้าหาญขึ้น
แต่กระแสหลักของอำนาจศาลยังเป็นไปเพื่อการรักษาระบอบ
และสถานภาพเดิม (status quo) ของผู้มีบารมีฯ
กฎหมายปัจจุบันจึงยังเดินตามหลักเดิมของกฎหมายตราสามดวง
ที่ชนชั้นปกครองทั้งสามส่วนรวมอำนาจกันอย่างลงตัวและตัดประชาชนออกไปเสียจากสมการนั้น

สื่อมวลชนกระแสหลักที่ยังถูกควบคุมด้วยสัญญา สัมปทาน ใบอนุญาต
และผลประโยชน์ร่วมกับผู้มีอำนาจรัฐในทางอื่นๆ ถึงขั้นสะกดจิตตัวเอง
ให้เห็นแต่ความดีงามอันล้นพ้นของฝ่ายหนึ่ง หรือหลอกตัวเองว่า
อีกฝ่ายหนึ่งเลวทรามต่ำช้าจนคบไม่ได้
สุดท้ายก็เลยยืนคนละข้างกับมวลชนทั้งที่เรียกตัวเองอย่างเท่ว่าสื่อมวลชน
ว่างปากขึ้นมาก็เรียกร้องสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคต่างๆ
เสมือนตนเองมีเกียรติตามธรรมชาติอย่างสื่อสากลเขา

องค์กรที่มิใช่รัฐ หรือ NGOs สายที่ประสานประโยชน์กันอย่างลงตัวแล้ว
ยกเอาบารมีของตนไปค้ำประกันความมั่นคงให้กับเจ้าของประเทศไทย
โดยลืมประชาชนที่ตนเองเอามาอ้างทำมาหากินเสียสิ้น
เราจึงได้ยินชื่อของนายแพทย์ประเวศ วะสี คุณไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ฯลฯ เสมอๆ
เมื่อมีการปรับดุลอำนาจและเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ท่านผู้มีชื่อเสียงกึกก้องเหล่านี้
จะยกอำนาจทางศีลธรรมจริยธรรม (moral authority) มาชี้นำรัฐบาลนั้นๆ
ให้เห็นโลกอย่างที่ตัวเองเห็น และทำให้เงินทองไหลมาในทางเดียวกันนั้นด้วย
ในฐานะเงินสนับสนุนทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ

ฯลฯ

สิ่งเหล่านี้มิได้เปลี่ยนไปตามมติมหาชนเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๔
และไม่ได้แปรผันตามการสู่อำนาจของรัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทยเลย

ใครใกล้ศูนย์อำนาจของพรรคเพื่อไทยก็โปรดเป็นรัฐบาลไปให้ดีที่สุด
นำอำนาจรัฐมาแปลงให้เป็นผลประโยชน์แก่มวลชนให้มากที่สุด
แต่คนที่ไกลออกมาหน่อยหรือไม่ประสงค์จะวิ่งเข้าไปใกล้
ก็โปรดอยู่ด้วยกันในรอบนอกนี้ต่อไปเถิด
ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่กว้างไกลและลึกซึ้งกว่านี้กำลังจะเกิด
และยังต้องการทุกท่านให้มาช่วยเป็นกำลังสนับสนุนอยู่

ขอความกรุณาท่านพี่น้องสองชิ้นว่า
อย่าเอาไข่ไปใส่ในตะกร้าเดียวกันหมด
ตกแตกเมื่อไหร่ขบวนประชาธิปไตยอาจจะเสียหายอย่างแก้คืนไม่ได้.

The Result of July 3 rd Election A Victory for Thai Democracy

The Results of July 3rd Election--- A Victory for Thai Democracy

The general election on July 3, 2011 went well. Thai people as many as 75-percent went to the poll with enthusiasm, and the result was in line with expectations. The Pheu Thai Party won the election with 265 MPs that is more than half of the total MPs. It is an absolute majority.

The results of this election reflect the general will of Thai people who want Pheu Thai Party to form the government, and Ms. Yingluk Shinawatra as the first female Thai Prime Minister. This is the rights to self-determination of the Thai citizen echoing the social and political progress of Thai society in accepting female leadership. More importantly, it shows the Thai people do not want any more dictatorship and aristocracy, especially from the Democrat Party whose hands are bloody from the April and May massacres that killed 91 and injured nearly 2000 people. The Democrat won only 160 MPs.

Before and after the election, many were concerned that although Pheu Thai Party may be the party to a majority, they will have difficulty in forming the government; or if it could, it will not allow to govern for a long periods of time. Royalists, Aristocrats and wannabe such as anti-Thaksin forces PAD Yellow shirts, some sector of the press, some middle class, and the armed forces etc. will resist and obstruct.

When the results of the election came out showing Pheu Thai Party won the solid majority, it still invited four other political parties to join in forming a coalition government. This shows political openness. In addition, the specific direction for unity and reconciliation advocates by Pheu Thai encourages other to join. This raises the number of MPs; hence enhance political legitimacy. The forming of the government by Pheu Thai party ought to be smooth.

However, the political crisis that existed for more than five years, couple with parties that do not believe in democracy, that look down upon political parties and politicians, that do not believe in electoral process, which include people in high society, some middle class, probably will not accept nor respect the will of the people, who are sovereign. They will not accept defeat from this general election. They will join forces and will move against the government in any way---peaceful or violent, open or clandestine, even calling for a coup.

Therefore, I urge the international community to monitor the situation in Thailand. In this first stage, support the forming of government by the party that won the election.

Jaran Ditapichai

måndag 4 juli 2011

Val i Thailand

Yingluck vann jordskredsseger i valet

"Thaksin Shinawatra som håller i taktpinnen"
Yingluck Shinawatra, lillasyster till den avsatte premiärministern Thaksin Shinawatra, blir Thailands nya ledare.
Hennes parti gick mot en jordskredsseger i dagens val.
Premiärminister Abhisit Vejjajiva erkände sig tidigt besegrad.
Med 94 procent rösterna räknade stod det klart att Thailands nya premiärminister är Yingluck Shinawatra och att hon ska leda en majoritetsregering. Hon ledde med 261 av parlamentets 500 platser.
Dagens val i Thailand var lika mycket en kamp mellan landets två största partier, Demokraterna och Pheu Thai, som en kamp mellan den förre premiärministern Thaksin Shinawatras anhängare och motståndare – rödskjortorna och gulskjortorna.
Valet är det andra sedan han avsattes i en militärkupp 2006. På grund av de korruptionsanklagelser som riktas mot honom i Thailand lever Thaksin Shinawatra i dag i exil i Dubai, men har trots det fortfarande starkt stöd av de så kallade rödskjortorna hemma i Thailand. Elaka rykten gör gällande att oppositionens premiärministerkandidat, Thaksin Shinawatras lillasyster Yingluck Shinawatra, i själva verket bara är hans marionettdocka.

Erkänner sig besegrad

När 56 procent av rösterna hade räknats höll Pheu Thai 251 av 500 platser i parlamentet. Samtidigt höll Demokraterna, det nuvarande regeringspartiet, 167 platser, rapporterade valkommissionen enligt Reuters.
Nu erkänner sig demokraternas ledare, premiärminister Abhisit Vejjajiva, besegrad, rapporterar AP.
– Det är ett ganska väntat resultat. Thaksin Shinawatra har byggt sin popularitet på bättre villkor för fattiga, och de är många, framförallt i de norra delarna av landet. Även om hans syster formellt kommer att styra är det han som håller i taktpinnen, säger Aftonbladets utrikesreporter Wolfgang Hansson.

"Kan sluta med ny militärkupp"

Att ett tydligt valresultat skulle borga för politisk stabilitet tror inte Wolfgang Hansson.
– Det här innebär förmodligen nya bråk eftersom rödskjortorna kommer tillbaka till makten, vilket etablissemanget inte vill. Det kan sluta med en ny militärkupp. Dessutom är det troligt att rödskjortorna vill hämnas på den nuvarande regimen.
– Jag vill tacka alla som har röstat, sade Yingluck, uppger AFP.
Den avsatte premiärministern Thaksin Shinawatra har redan ringt från Dubai för att gratulera sin syster. Mycket tyder på att det inte dröjer länge innan han är tillbaka i Thailand.
– Kommer hon till makten skulle jag bli oerhört förvånad om inte Thaksin kommer tillbaka till Thailand inom några månader, säger Wolfgang Hansson.

ขอแสดงความยินดีกับชัยชนะขั้นเริ่มต้นของประชาชน การต่อสู้เพิ่งจะเริ่มต้น เราต้องเดินทางฟันฝ่าอุปสรรคต่อ่ไปอีกมากเพราะเจ้าของระบอบเขายังมีอำนาจอยู่ในมือ เราต้องร่วมใจกันโค่นระบอบนั้นลงให้ได้จนหมดสิ้นแล้ววันนั้นประชาธิปไตยจึงจะเป็นของปวงชนชาวไทยทุกคน

คอลัมน์ เมืองไทยหรือเมืองใคร?
เร่ือง เลือกตั้ง ๓ ก.ค. ในฐานะเส้นแบ่ง 
โดย กาหลิบ
    
แม้ในหมู่คนที่ไม่เชื่อว่าการเลือกตั้งทั่วไปในวันอาทิตย์ที่ ๓ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๔ จะทำให้เราเป็นประชาธิปไตยสูงขึ้น ก็ยังมีแลเห็นความสำคัญของกิจกรรมการเมืองในครั้งนี้อยู่มาก ซึ่งอาจต่างทัศนะกับคนที่เชื่อมั่นศรัทธาใน “การปรองดอง” และ “การคืนอำนาจให้กับประชาชน” 
    
ในขณะที่ผู้เชื่อมั่นศรัทธาอาจคิดว่า โครงสร้างทางการเมืองไทยและระบบโบราณของไทยมิได้เลวร้ายขนาดที่เราเชื่อ แต่เป็นตัวบุคคลที่ยังมีความดีงามในใจพอที่จะยอมรับการรอมชอมแบบไทย และสุดท้ายคงจะจบลงอย่างชื่นมื่นเหมือนหนังไทยยุคเก่า คนที่มองสังคมไทยอย่างวิเคราะห์มานานและเลือกเส้นทางปฏิวัติกลับฉวยเอาการเลือกตั้งครั้งนี้มาเป็นเครื่องมือสื่อสารทางสังคมในแนวทางของตน เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้จะช่วยบอกอะไรมากกว่าใครจะได้เป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร
    
การเลือกตั้งครั้งนี้บอกอะไรเราได้บ้้าง?
    
ประการแรก การเลือกตั้งครั้งนี้จะบอกเราว่าระบอบโบราณของไทยยังขับเคลื่อนเครือข่ายของเขาเพื่อต่อต้านระบอบประชาชนอยู่แค่ไหน เราไม่ได้มองเฉพาะหน่วยงานเล็กๆ อย่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่เป็นอิสระจากประชาชนแต่ไม่เป็นอิสระจากมือที่มองไม่เห็น แต่เราพูดถึงเครือข่ายที่มีกลไกครอบงำในระดับชาติและแม้กระทั่งข้ามชาติ ได้แก่ กองทัพแห่งชาติ (เน้นที่กองทัพบก) สถาบันตุลาการ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ ทุกๆ หน่วยรวมกระทั่งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทย องค์กรสื่อสารมวลชนภาครัฐ กระทรวงการต่างประเทศ เป็นต้น 
    
เรารู้ดีว่าหน่วยงานเหล่านี้มีภารกิจหลัก ๒ ประการ คือเสริมสร้างอำนาจ และช่วยรักษาอำนาจเหนือรัฐของระบอบดั้งเดิมที่อยู่ตรงข้ามกับระบอบประชาธิปไตย ที่มาของหน่วยงานและตัวบุคคลก็ชี้ชัดว่ามิได้ยึดโยงกับประชาชนโดยตรงเลย เมื่อประชาชนลุกขึ้นสู้ให้ได้มาซึ่งสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค จึงไม่อาจพึ่งหวังหน่วยงานและตัวบุคคลเหล่านี้ได้ กองทัพจึงสาดกระสุนใส่ประชาชน ศาลจึงส่งคนเข้าคุก องค์กรอิสระจึงดีดดิ้นอธิบายความที่เป็นประโยชน์กับฝ่ายตรงข้ามกับประชาชน ฯลฯ
    
การเลือกตั้ง ๓ ก.ค. ๒๕๕๔ จะบอกถึงวงจรอุบาทว์อย่างนี้หรือจะเริ่มแสดงความยอมรับในสิทธิตามธรรมชาติของประชาชน นี่คือสิ่งที่เราต้องจับตาและเรียนรู้
    
ประการที่สอง เราใช้การเลือกตั้งครั้งนี้แบ่งผู้คนในขบวนประชาธิปไตยออกได้อย่างชัดเจน แนวการแบ่งคร่าวๆ ก็คือระดับความเป็นประชาธิปไตยและยุทธวิธีที่ใช้ในการบรรลุถึงเป้าหมายนั้น
    
ได้เคยวิเคราะห์ไว้แล้วว่า ขบวนประชาธิปไตยเสื้อแดงปัจจุบัน แบ่งออกได้เป็น ๓ ส่วนคือ
    ๑. แดงเลือกตั้ง
    ๒. แดงยุติธรรม
    ๓. แดงปฏิวิติ
แดงเลือกตั้งนั้นหวังไว้สูงว่า การเลือกตั้งจะแก้ไขปัญหาทางตันทางการเมืองได้ทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด ผู้สนับสนุนแนวทางนี้เชื่อว่าความฉ้อฉลในระดับระบอบไม่มีจริง มีแต่คนชั่วไม่กี่คนที่แฝงตัวอยู่ ประชาชนเอาชนะได้ด้วยการแสดงพลังผ่านกระบวนการเลือกตั้ง 
    
แดงกลุ่มนี้ไม่อยากตอบคำถามหรือไม่อยากคิดถึงบทเรียนเมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๐ ที่เราได้อำนาจกลับคืนมาด้วยการเลือกตั้งเช่นเดียวกัน จนได้รัฐบาลสมัครและรัฐบาลสมชาย แต่ก็ถูกโค่นล้มทำลายอย่างสิ้นเชิงด้วยกลไกพันธมิตรฯ องค์กรอิสระ และศาล เพราะเอาเข้าจริงแล้วก็ตอบลำบากว่าทำไมเลือกตั้งเที่ยวนี้จึงจะต่างจากปีนั้น ฝ่ายประชาชนไม่ได้มีอำนาจต่อรองใดๆ มากขึ้นระหว่างปี พ.ศ.๒๕๕๐-๒๕๕๔ แถมเรายังถูกฆ่าตายและถูกทำลายขบวนการอย่างโจ่งแจ้งขึ้น ถึงจำนวนประชาชนเสื้อแดงจะล้นหลามอย่างน่าประทับใจไม่เสื่อมคลาย แต่เขาก็ฆ่าเราทั้งๆ ที่มีมวลชนอันมหาศาลเช่นนั้นมาแล้วมิใช่หรือ?
    
หากการเลือกตั้งล้มเหลวลง แดงกลุ่มนี้จะแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน ส่วนแรกจะกลายเป็นแดงอนุรักษ์นิยม ยอมรับสิ่งที่เป็นอยู่และถอดใจไม่อยากต่อสู้ยกระดับอีก แต่ส่วนที่สองจะฮึดสู้ และกลับมายอมรับว่าเราต้องวางยุทธศาสตร์การต่อสู้ของประชาชนที่สูงกว่าแค่ร่วมเลือกตั้งในระบอบของเขา
    
แดงยุติธรรมคือแดงที่ใฝ่หาความยุติธรรมและความเป็นธรรม เชื่อว่าเมืองไทยมีปัญหาในระดับระบอบและโครงสร้าง แต่อาจยังไม่พร้อมต่อการต่อสู้ในแนวปฏิวัติ
    
แดงปฏิวัติคงไม่ต้องอธิบายความให้มาก กลุ่มนี้เชื่อมั่นว่า เมืองไทยถึงคราวเปลี่ยนแปลงในขั้นพื้นฐานแล้ว มิฉะนั้นจะแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างแท้จริงไม่ได้ นโยบายระดับเครื่องสำอางที่โปะลงไปบนหน้าตาของสังคมแทนที่จะทำศัลยกรรมเปลี่ยนรูปโฉม จะไม่ได้ผลอย่างยั่งยืน และประชาชนแท้จริงก็จะเป็นฝ่ายเสียประโยชน์ในระยะกลางและระยะยาว
    
การเลือกตั้งครั้งนี้จะบอกเราได้ว่า แดงไหนคือใครและมีแนวโน้มจะปรับเปลี่ยนไปในทิศทางใดบ้าง บางทีการศึกษาที่เจาะลึกเข้าไปในสมองได้ ก็คือความผิดพลาดอันใหญ่หลวงที่ต้องสั่งสอนกันไปชั่วลูกชั่วหลานก็มี
    
วันอาทิตย์ที่ ๓ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๔ ที่จะนำมาซึ่งเหตุการณ์ปลีกย่อยอีกมากมายหลายอย่าง จึงเป็นเส้นแบ่งของสังคมไทยโดยแท้.

söndag 3 juli 2011

val ithailand

Shinawatra går mot valseger

Bangkok. Oppositionspartiet Puea Thai, med Yingluck Shinawatra som ledare, väntas vinna valet i Thailand i en jordskredsseger. Enligt vallokalsundersökningar får partiet 313 av de 500 platserna i landets parlament. Det styrande Demokratiska partiet får endast 152 av de 500 parlamentsplatserna, beräknar universitetet Suan Dusit enligt den preliminära undersökningen.
Vallokalerna öppnade i dag och valet anses avgörande för framtiden i det djupt splittrade landet efter år av politiskt dödläge och blodiga gatuprotester.
170 000 poliser har skickats ut för att skydda vallokalerna i den spända omröstningen, som kan leda till comeback för den förre premiärministern Thaksin Shinawatra, som avsattes i en militärkupp 2006. Hans lillasyster Yingluck Shinawatra kan nu bli landets första kvinnliga premiärminister.
Står sig beräkningen från vallokalsundersökningen kan partiet Puea Thai även regera på egen hand och behöver inte söka stöd från andra partier i en koalition.

lördag 2 juli 2011

เปิดโปงเอกสารลับการสลายการชุมนุม 10 เมษาและ 19 พฤษภาคม 2553

ประกาศฉบับที่ 2 ด่วยมาก
3
0
แถลงการณ์ทหารตำรวจประชาธิปไตย ๒๕๕๔
ฉบับที่๒
คณะทหารตำรวจประชาธิปไตย ๒๕๕๔ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเปิดเผยความจริงเพื่อยุติความแตกแยกของประชาชนใน แผ่นดินถึงแม้ว่าความจริงนี้จะเป็นความเจ็บปวดอย่างยวดยิ่งของพวกเราที่เป็น ทหารและตำรวจ จากการที่ได้รับการอบรมสั่งสอนในโรงเรียนเตรียมทหาร โรงเรียนนายร้อย จปร. และโรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน ถึงคำกล่าวที่ว่า “รุ่นพี่ที่เลวที่สุดย่อมดีกว่า รุ่นน้องที่ดีที่สุด” ในครั้งนี้น้องๆในคณะเราทุกคนเห็นว่าพวกเราพร้อมจะเป็นคนเลวที่สุดของกองทัพ เพราะมิอาจจะยอมรับความเลวอย่างร้ายกาจของรุ่นพี่ ที่ทำลายกองทัพ ประเทศชาติ และทำร้ายประชาชนอย่างเลือดเย็นได้อีกต่อไป จึงขอเปิดเผยหลักฐานและข้อมูลการปฏิบัติการทางทหารของ ศอฉ.อันเป็นข้อมูลที่แท้จริง ของฝ่ายการเมืองและฝ่ายทหารที่ปฏิบัติการในห้วง ๑๐ เมษายน และ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ และการสั่งการการสังหารประชาชนที่วัดปทุมวนาราม และเบื้องหลังการสั่งการของชายชุดดำต่อการปฏิบัติการลับ ในการสังหารนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ทั้ง พล.ต.วลิต โรจนภักดี และ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ดังนี้
๑.การปฏิบัติการของฝ่ายการเมืองที่สั่งการในเหตุการณ์เมื่อ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๓ และ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ได้สั่งการชัดเจนจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ณ ห้องน้ำเงิน ในกองบังคับการ กรมทหารราบที่ ๑๑ รักษาพระองค์ ต่อพล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ โดยมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา พล.ท.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ (ยศในขณะนั้นเรียกกันว่าแม่ทัพศูนย์) ทั้งนี้มีผู้คัดค้านและไม่เห็นด้วยคือ พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ เพียงผู้เดียว แต่ก็ได้รับการยืนยันอย่างหนักแน่น จากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้รับสัญญาณว่ายืนยันให้ปฏิบัติได้และเป็นการเริ่มวาทะกรรม “กระชับวงล้อมและกระชับพื้นที่ตั้งแต่ตอนนั้น” โดยให้พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา และพล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ วางแผนอย่างละเอียดโดยมีขั้นตอนและสมมุติฐานดังนี้
- รวมผู้ชุมนุมให้อยู่ในที่เดียว เพื่อรวมกำลังเข้าปิดล้อม แล้วสร้างความหวาดกลัวให้คนออกจากที่ชุมนุมแล้วห้ามคนเข้า เมื่อปริมาณคนเหลือน้อยกว่า ๒๐๐๐ คน จึงให้ทำการสลายการชุมนุม โดยมีคำถามว่า ผู้ชุมนุมจำนวนเท่านี้จะมีการสูญเสียเท่าไร...คำตอบคือ ถ้าไม่ยอมอย่างน้อย ๕๐๐
- สร้างเหตุให้ผู้ชุมนุมทำร้ายฝ่ายทหารก่อน โดยใช้สไนเปอร์ยิงด้วยกระสุนขนาด 22 มิลลิเมตร และใช้กระสุนขนาด 56 มิลลิเมตร (M16) กระทำต่อผู้ชุมนุมเพื่อให้โกรธแค้น แล้วทำร้ายทหาร เพื่อทำลายสมมุติฐานของฝ่ายผู้ชุมนุม เมื่อมีการเสียชีวิตของประชาชนแล้วจะเกิดความชอบธรรม ที่จะต้องทำให้รัฐบาลลาออก แต่เมื่อทหารถูกทำร้ายก่อน จึงกลับกลายเป็นความชอบธรรมของฝ่ายปราบแทน ซึ่งรัฐบาลไม่ต้องลาออก...แต่การยิงด้วยกระสุนขนาด 22 มิลลิเมตรไม่ได้ผล จึงต้องใช้กระสุนขนาด 56 มิลลิเมตร (M16) และทหารแต่งกายชุดดำออกมาปฏิบัติการเพื่อให้การสร้างเหตุของความชอบธรรมในการสลายการ​ชุมนุมที่สะพานผ่านฟ้า กระทำได้ตามสมมุติฐานของฝ่ายทหารได้จริง (และเรื่องชายชุดดำนั้นเป็นการกระทำถึงขั้นแผนซ้อนแผนของฝ่ายเดียวกันที่จะแย่งชิงอำ​นาจทางทหารซึ่งจะกล่าวต่อไป)
- การคัดค้านของพล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ ไม่เป็นผลเหมือนเมื่อครั้งสงกรานต์เลือดในปี ๒๕๕๒ ที่มีคลิปลับการสั่งการของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่มีการตัดต่อ เพราะเสียงที่หายไป คือเสียงของพล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ และพล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร และในการสั่งการครั้งนี้ ณ ห้องน้ำเงิน บนตึกกองบังคับการ ชั้น๒ ของกรมทหารราบที่ ๑๑ รักษาพระองค์ ในคืนวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๕๓ เวลาประมาณ ๒๐.๐๐น. จึงไม่มีใครคัดค้านได้ การปฏิบัติการใน ๑๐ เมษายน ๒๕๕๓ จึงเกิดขึ้น ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงรายละเอียดของกองกำลังที่ใช้ที่มาจาก พล.๑ รอ. , พล.ร.๒ รอ. และ พล.ร.๙ ที่เข้าปฏิบัติการจนทำให้เกิดการสูญเสียเกิดขึ้น
นี่เป็นการยืนยันของความเลวร้ายที่กองทัพรับใช้นักการเมืองเพื่อรักษาสถานภาพของอำนา​จของตนแม้จะต้องสังหารประชาชนของตนเองก็ตาม
๒.การปฏิบัติการของทหารที่แต่งกายชุดดำ มีเหตุที่สืบเนื่องจากการแย่งชิงอำนาจของผู้ที่หวังว่า จะก้าวขึ้นเป็น มทภ.๑ และ ผบ.ทบ.ต่อไป กล่าวคือ เมื่อบูรพาพยัคฆ์ก้าวขึ้นมายิ่งใหญ่ในกองทัพ ทหารฝ่ายวงศ์เทวัญเป็นได้เพียงแค่พระรองเท่านั้น ซึ่งมีตัวอย่างมาแล้วในครั้งที่พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เป็น รอง มทภ.๑ก่อนถึง ๒ ปี และเป็นถึงอดีต ผบ.พล.๑ รอ. และเป็นเพื่อนรักกับ พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา ยังถูก พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ รุ่นน้องที่มาเป็น รอง มทภ.๑ เพียงแค่ ๖ เดือน แซงหน้าขึ้นไปเป็น มทภ.๑ ได้ จึงเป็นเหตุให้ พล.ต.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ซึ่งคาดหวังและประกาศกร้าวตลอดมาว่าจะไม่ยอมให้เหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น กับตนเองเด็ดขาด แต่เหตุก็ไม่ได้เป็นอย่างที่ พล.ต.ไพบูลย์ คุ้มฉายา คาดหวังและวางแผนไว้ แม้จะอาสากับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อาสาลงไปทำงานที่ภาคใต้โดยมีสัญญาใจว่าจะให้กลับมาเป็น มทภ.๑ แต่ตำแหน่ง มทภ.๑ กลับตกเป็นของ พล.ท.อุดมเดช สีตบุตร ทหารเสือราชินีและรู้อีกว่าบูรพาพยัคฆ์นั้นได้จัดวาง พล.ต.วลิต โรจนภักดี ไว้ในที่ตำแหน่ง มทภ.๑ เรียบร้อยแล้วตนเองนั้นไม่มีทางที่จะได้เป็น มทภ.๑ อย่างที่หวังไว้อย่างแน่นอน หนทางเดียวที่จะได้เป็น มทภ.๑ คือ ไม่มี พล.ต.วลิต โรจนภักดี เพื่อนร่วมรุ่น ตท.๑๕ อีกต่อไป ทั้งนี้ พล.ต.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ได้วางสายงานทางการข่าว โดยให้ พ.อ.วณัฐ ลัทธศักดิ์ศิริ(เสธ.ซัน ซึ่งเปลี่ยนชื่อมาเป็นวณัฐ) รายงานการเคลื่อนไหวและสถานการณ์เหตุการณ์ในกรุงเทพอย่างละเอียดและต่อ เนื่องตลอดมา และเสธ.ซันผู้นี้ คือนายทหารฝ่ายการข่าว ของ พล.ต.ไพบูลย์ คุ้มฉายา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผบ.พล.๑ รอ. นั่นเอง ดังนั้น แผนของทหารชุดดำ จึงได้รายงานถึง พล.ต.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ซึ่งคณะนั้นคุมกำลังอยู่ที่จ.นราธิวาส จึงได้ส่งทหารชุดดำของตนเองจำนวน ๖ นาย พร้อมด้วยอาวุธ M16 M79 AK47 และ Travo-21 เข้ามาดำเนินการ โดยมีเสธ.ซันเป็นผู้ชี้เป้า พล.ต.วลิต โรจนภักดี เพื่อสังหาร โดยมีสัญญาลับว่าเมื่อเป็นแม่ทัพ จะส่งเสริมให้เป็นผู้บังคับหน่วยตามที่มุ่งหวังต่อไป...นี่คือคำเฉลยของชายชุดดำ ซึ่ง พล.ต.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ต้องการยิงปืนนัดเดียวได้นก ๒ ตัว คือ ทำลายคู่แข่งทางการทหารแม้เป็นเพื่อนร่วมรุ่น และสร้างสถานการณ์ผู้ชุมนุมทำร้ายทหารเพื่อเป็นเงื่อนไขสร้างความชอบธรรมให้แก่ทหารแ​ละรัฐบาลต่อไป (ซึ่งเราจะลืมไม่ได้เลยว่า พล.ต.ไพบูลย์ คุ้มฉายานี้ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผบ.พล.๑ รอ. คือ กำลังสำคัญในการสลายการชุมนุมครั้งสงกรานต์เลือดเมื่อปี ๒๕๕๒ ซึ่งถ้ารัฐบาลและทหารแพ้ในครั้งนี้ ความหวังทั้งปวงก็จะกระทบต่อ พล.ต.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ด้วยเช่นกัน)
๓.การสังหาร พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล จากการเสียชีวิตของ พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม และการบาดเจ็บสาหัสของ พล.ต.วลิต โรจนภักดี สร้างความโกรธแค้นให้แก่บูรพาพยัคฆ์เป็นอย่างยิ่ง และก็รู้ด้วยว่า ไม่ได้เป็นฝีมือของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล แต่ในขณะนั้น ต้องการที่จะทำลายขวัญและการบัญชาการแนวป้องกันต่างๆ ของฝ่ายเสื้อแดงที่ราชประสงค์ซึ่งมี พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดงเป็น ผบ.พื้นที่โดยหลังจากเสร็จงานศพของ พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรมแล้ว จึงมีการสั่งการให้เป็นเหตุอันต่อเนื่อง ที่จะเอาชนะผู้ชุมนุมโดยหาจุดอ่อนและจุดแข็งของฝ่ายเสื้อแดง ซึ่งได้พบว่า พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผลนั้น มีผลต่อการตั้งรับในการกระชับวงล้อมของทหาร การกำจัด พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผลนอกจากจะเป็นการทำลายผู้บัญชาการแนวป้องกันแล้ว ยังเป็นการทำลายขวัญของฝ่ายเสื้อแดง จึงมีการเสนอแนะจากนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผอ.ศอฉ. ที่ตกลงใจเปิดไฟเขียวให้ พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชาและ พล.ท.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ (ยศในขณะนั้น) สั่งการลับให้สังหารเสธ.แดง โดยผู้ที่สังหารเสธ.แดงนั้นชื่อ สอ.พรชัย ปะละมะ (ยศในขณะนั้น) และให้นายชอน น้องชายของอธิบดีกรมสนธิสัญญาเอเชียตะวันออก ซึ่งนายชอนนี้ เป็น CIA มียศเป็นพันเอก ของกองทัพบกสหรัฐอเมริกาและมาแฝงตัวเป็นโฆษกร่วมในการแถลงข่าวภาคภาษาอังกฤษของ นปช. เป็นผู้ชี้เป้า โดยมีการสั่งการตั้งแต่คืนวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๓ และข่าวเริ่มรั่วตั้งแต่ตอนเช้าของวันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๕๓ มีการแจ้งข่าวไปยังเสธ.แดง แต่เพราะเป็นชะตากรรมที่ต้องเสียชีวิตเสธ.แดงไม่เชื่อ
ส่วน สอ.พรชัย ปะละมะ ก็ได้เลื่อนยศเป็นจ่าสูงขึ้น และคงจะก้าวหน้าเป็นนายทหารต่อไป ถ้าเปลี่ยนชื่อและนามสกุล หรือเวรกรรมตามทันก็คงจะไปอยู่กับเสธ.แดง
นี่คือความจริงที่น้องยอมเป็นคนเลวที่สุดโดยมิอาจจะให้พวกพี่ๆรับใช้นักการเมืองฆ่าพ​ี่ฆ่าน้อง ฆ่าประชาชน เพื่อคงไว้ซึ่งอำนาจของตนเอง...ใครเลวกว่ากัน
ในแถลงการณ์ฉบับต่อไปหากพี่ๆในกองทัพยังคงจะตั้งเป้าหมายต่อไปที่จะคงอำนาจ ทางการทหารโดยยอมรับใช้นักการเมือง ข่มขู่ประชาชน ช่วยพรรคการเมืองบางพรรค ก่อสงครามกับเขมร เพื่อหวังผลทางการเมืองในประเทศ ขณะนายทหารตำรวจประชาธิปไตย ๒๕๕๔ จะไม่หยุดยั้งเพียงเท่านี้ จะเปิดเผยการทุจริตคอรัปชั่นบัญชีเงินต่างๆก่อนที่จะมีตำแหน่งกับเมื่อมี ตำแหน่งแล้ว ต่างกันราวฟ้ากับดิน พี่ๆเอาเงินมาจากไหนและการสั่งการอันผิดพลาดจนทำให้มีการสังหารหมู่ที่วัด ปทุมวนาราม นอกจากนี้แล้ว ความสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับสตรีที่มิได้เป็นภรรยาก็จะเปิดเผยต่อมา...พวกผม ยอมเป็นคนเลวแต่ไม่อาจให้พวกพี่ทำความเลวกับประเทศชาติประชาชนได้อีกต่อไป “มิเคยหวังจะเป็นวีรบุรุษ แต่ก็สุดเห็นชาติจะพินาศดับสลาย”
ทหารตำรวจประชาธิปไตย ๒๕๕๔
๒๙ มิถุนายน ๒๕๕๔