fredag 29 september 2017

9.00INDEX ​​​หรือ “นครดูไบ”จะเป็น “เป้าหลอก” ​​​ทั้งๆที่ “เป้าจริง”กลับอยู่”ลอนดอน”

9.00INDEX ​​​หรือ “นครดูไบ”จะเป็น “เป้าหลอก” ​​​ทั้งๆที่ “เป้าจริง”กลับอยู่”ลอนดอน”
ไม่ว่าจะทางด้านของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ว่าจะทาง …

ไม่ว่าจะเป็นวันที่ 25 สิงหาคม ไม่ว่าจะเป็นวันที่ 27 กัน …

ฟ้องด้วยภาพ."ไทยแลนด์4.0"


เมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 29 กันยายน น้ำป่าได้ไหลทะลักล …

หลังจากมีการเตือนภัย “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ที่หลอกว่าเป็นห …


“ยิ้มสู้” จากตุลา : คอลัมน์ ใบตองแห้ง


“ยิ้มสู้” จากตุลา

เราเป็นพวกเดนตายจากการปฏิวัติ มากกว่าหนึ่งครั้งที่พระเจ้าอาจจะเอาชีวิตของเราไป แต่ก็ปล่อยให้เรารอดมาได้ สำหรับผู้รอดชีวิตอย่างเราหลังการปฏิวัติ คำถามก็คือจะดำเนินหรือเล่าชีวิตเราต่ออย่างไรจากตอนก่อน ในสภาพที่ไม่มีพระเจ้า ไม่มีทางเลือกอื่น เราต้องเขียนบทเอง

…อายุปูนนี้แล้ว อยู่ในช่วงเริ่มชีวิตหลังเกษียณ พวกเราคงอยู่อีกไม่นาน นั่นหมายความว่าต่อไปคงไม่มีคนอย่างพวกเราอีกแล้ว …แล้วพวกเราล่ะจะใช้เวลาที่เหลือทำอะไรŽ
เกษียร เตชะพีระ เขียนถึงมิตรสหายเดือนตุลา ในวาระ 60 ปี สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ซึ่งเพิ่งผ่านไปปีเศษ จู่ๆ อ.ยิ้มŽ ก็จากไป ในขณะที่อีกไม่กี่วันจะครบ 41 ปี 6 ตุลา ท่ามกลางความเศร้าอาลัยของมิตรสหาย ลูกศิษย์ เพื่อนนักวิชาการ และมวลชนประชาธิปไตยอันไพศาล

คำถามว่าใช้เวลาที่เหลือทำอะไร ยิ้มŽ ตอบได้ทั้งผลงานวิชาการ แผนชิงชาติไทยŽ สายธารประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทยŽ ที่ทำให้คนรุ่นหลังตาสว่าง
ขณะเดียวกันก็มีบทบาทคัดค้านรัฐประหารอย่างแข็งขัน ตั้งแต่ 2549 ถึงปัจจุบัน กระทั่งถูก ศอฉ.คุมตัวเมื่อปี 53 ถูก คสช.เรียกรายงานตัวเมื่อปี 57 ซึ่ง ยิ้มŽ ถือเป็นเกียรติประวัติ
ถ้าจำกันได้ ครั้งปี 53 ยิ้มอดอาหารประท้วง โฆษกไก่อูบอกว่าถ้าไม่กินอาหารจริง กินเจเล่ก็คงจะอิ่มอยู่แล้ว ยิ้มยังฟ้องไก่อู มาร์ค สุเทพ หมิ่นประมาทจากการเผยแพร่ ผังล้มเจ้าŽ กระทั่งไก่อูยอมรับว่าผังไม่เป็นความจริง จึงถอนฟ้อง (ไม่รู้ไก่อูยังจำได้หรือเปล่า)
61 ปีของยิ้ม เสียดายที่สั้นไป แต่ก็ได้ยืนหยัดในอุดมคติ ได้ต่อสู้ทั้งชีวิต สู้ด้วยความหวัง ความเชื่อมั่น ยืนเด่นโดยท้าทายŽ จนวาระสุดท้าย
กล่าวสำหรับ พวกเดนตายŽ จาก 6 ตุลา จากสงครามปฏิวัติ ที่มิตรสหายจำนวนมากพลีชีพไป แต่เรารอดมาได้ การได้ร่วมผลักดันให้สังคมเปลี่ยนอีกครั้ง เป็นสิ่งที่เกินความคาดหวังอยู่แล้ว เป็นกำไรชีวิตที่ไม่เคยคิดไว้
ต่อให้ตายในยุครัฐประหาร ก็ได้เห็นสายธารประชาธิปไตย เห็นพลังที่จะเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งใหม่ แม้ยังอยู่ในจุดอับเฉพาะหน้า หรือต่อให้ใครบอกว่าแพ้ ก็ชินชาซะแล้ว ได้สู้อีกครั้ง ก็ยังดีกว่าตายโดยเงียบเหงา
ว่าที่จริง พวกเดนตายŽ ส่วนใหญ่ก็คิดคล้ายกัน เห็นเพื่อนตายแล้วเข้าป่าจับปืน แม้พ่ายแพ้อกหัก คืนรังŽ แต่จะให้ละทิ้งอุดมการณ์ที่เคยพร้อมสละแม้ชีวิตได้อย่างไร แม้สังคมนิยมล่มสลาย เคว้งคว้างไร้จุดหมาย กลับมาใช้ชีวิตปกติ ยากดีมีจนแตกต่างกันไป ก็ยังแหงนมองท้องฟ้า แสงดาวแห่งศรัทธาŽ หวังเปลี่ยนโลกเปลี่ยนสังคมไปสู่สิ่งที่ดีกว่า เพียงแต่ตลกร้ายที่พอความเปลี่ยนแปลงมาถึง ก็แยกย้ายกันไปอยู่ 2 ขั้ว
เกษียรเขียนไว้ว่าคนเดือนตุลา เป็นมนุษย์ที่มีประสบการณ์พิเศษ ถูกฝึกเป็นพิเศษ มีทักษะความชำนาญพิเศษ มีพลังสร้างสรรค์สูง มีพลังทำลายมาก อยู่ที่ว่าจะเอาไปใช้ทำอะไร เพื่อใครŽ เมื่อหมดคนรุ่นนี้ ต่อไปคงมีคนพิเศษรุ่นใหม่เกิดขึ้นอีก แต่ไม่เหมือนกัน มีจุดอ่อนจุดแข็งจุดดีจุดบอดที่ไม่เหมือนกัน
พูดอย่างนี้ไม่ได้ยกตน เพราะบอกว่ามีทั้งจุดอ่อนจุดแข็ง แถมบาดแผล บวกสิ่งชำรุด แต่ความเปลี่ยนแปลงของสังคมทำให้เกิดคนที่พิเศษกว่าคนรุ่นอื่น คนที่เติบโตมาในยุคแสวงหา ในจุดปะทะทางวัฒนธรรม อนุรักษนิยม เสรีนิยม ค่านิยมเก่าใหม่ เผด็จการ ประชาธิปไตย ทุนนิยม สังคมนิยม ไหว้พระจันทร์ เหยียบดวงจันทร์ ฯลฯ เทียบง่ายๆ ยุคก่อนนั้นเป็นมหาลัยลีลาศ เรียนไปเป็นเจ้าคนนายคน ยุคหลังจากนั้นเป็นมหาลัยวัยหวาน ผลิตคนป้อนทุนนิยมบริโภค
แต่ในช่วงเวลาสั้นๆ ขณะสังคมผกผัน ก็เกิดคนที่ตั้งคำถาม ชีวิตเกิดมาเพื่ออะไร สร้างความฝันอันยิ่งใหญ่ มอบชีวิตเพื่อเปลี่ยนโลกพลิกสังคม ซึ่งไม่ใช่เพิ่งเกิดหรอก ก่อนนั้นก็มีคนรุ่น 2475 เสรีไทย จิตร ภูมิศักดิ์ ส่งต่อกันมารุ่นต่อรุ่น แม้เจ็บปวดพ่ายแพ้ แต่คนรุ่นตุลาก็ส่งต่อมาถึงทุกวันนี้ ถึงแม้เกิดความพลิกผัน แยกขั้วแบ่งข้าง จนถูกคนรุ่นหลังประณาม

ถามว่าวันนี้ สังคมก็มาถึงห้วงที่เกิดคนพิเศษรุ่นใหม่หรือยัง 11 ปีหลัง 2549 ผมมั่นใจว่าเกิดแล้ว แม้มีข้อแตกต่าง แต่หลายอย่างก้าวไกลกว่าเรา สายธารประชาธิปไตยแผ่ขยาย ยิ้มŽ ตายตาหลับ คนตุลากำลังจะกลายเป็นประวัติศาสตร์ หรือบ้างก็ตกเวทีประวัติศาสตร์ นั่นเป็นสัจธรรม

บีบีซีไทย - BBC Thai

สหรัฐฯ เลื่อนวันอีกแล้ว

จดหมายเปิดผนึกจากบุญทรง

ชวนอ่านอีกครั้ง จดหมายเปิดผนึกจากบุญทรง ยัน นายกฯยิ่งลักษณ์ไม่ผิด ย้ำ คสช.ใช้ม.44 คุ้มครองทุกองค์กรในการระบายข้าว พิสูจน์ชัดโครงการรับจำนำข้าวถูกใช้เป็นเครื่องมือโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องชอบธรรม ป้องตัวเองไม่ให้ถูกฟ้องกลับ





จดหมายเปิดผนึกจากบุญทรง ยัน นายกฯยิ่งลักษณ์ไม่ผิด ย้ำ คสช.ใช้ม.44 คุ้มครองทุกองค์กรในการระบายข้าว พิสูจน์ชัดโครงการรับจำนำข้าวถูกใช้เป็นเครื่องมือโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องชอบธรรม ป้องตัวเองไม่ให้ถูกฟ้องกลับ

จดหมายเปิดผนึก

ผมเห็นภาพข่าวนายกฯยิ่งลักษณ์เดินทางไปที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองด้วยความรู้สึกสะเทือนใจ ในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ซี่งเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงในการดูแลการรับจำนำข้าวและการระบายข้าว ผมย่อมรู้ดีกว่าใครว่านายกฯยิ่งลักษณ์ไม่ได้ทำอะไรผิดแต่การที่ท่านต้องถูกดำเนินคดี ถูกถอดถอนและกำลังจะถูกเรียกร้องให้ชดใช้ค่าเสียหายในทางแพ่งโดยหัวหน้า คสช ต้องใช้มาตรา 44 ออกคำสั่ง คสช ที่ 39/2558 คุ้มครองทุกคนและทุกองค์กรที่ถูกใช้ให้มาจัดการกับท่านและพวกผมในเรื่องข้าว ย่อมเห็นได้อย่างชัดเจนว่านายกฯยิ่งลักษณ์และโครงการรับจำนำข้าวคือเหยื่อในทางการเมือง ผมจึงควรพูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้

1. การกล่าวหาว่านายกฯยิ่งลักษณ์ปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว จนทำให้ประเทศชาติเกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงนั้น เป็นเพียงข้ออ้างเพื่อทำลายนายกฯยิ่งลักษณ์และพรรคเพื่อไทยปูทางไปสู่การยึดอำนาจการปกครองอย่างแท้จริงโดยใช้ชาวนาเป็นตัวประกัน นายกฯยิ่งลักษณ์ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือเป็นผู้รับผิดชอบโครงการโดยตรง กล่าวคือ (1) การรับจำนำมีคณะอนุกรรมการกำกับดูแลการรับจำนำข้าวเป็นผู้รับผิดชอบและ (2) การระบายข้าวมีคณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าวเป็นผู้รับผิดชอบ จากโครงสร้างดังกล่าวนายกฯยิ่งลักษณ์จึงไม่ควรถูกลากโยงเข้ามาเกี่ยวข้องในคดีเลย เพราะเป็นเพียงผู้กำกับดูแลนโยบายในภาพรวมเท่านั้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับการรับจำนำหรือการระบายซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่โดยตรงของคณะอนุกรรมการดังกล่าว นายกฯยิ่งลักษณ์จึงมิได้ปล่อยปละละเลยใดๆ ในเรื่องนี้ เพราะได้ดำเนินการด้วยความรอบคอบแล้วด้วยการติดตามกำชับให้ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย มติ ระเบียบและแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องรวมทั้งได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อติดตามตรวจสอบและป้องกันไม่ให้มีการทุจริตส่วนผมขอยืนยันว่าได้ดำเนินการไปโดยถูกต้องตรงตามมติ ระเบียบและแนวปฏิบัติในเรื่องดังกล่าวนี้ทุกประการ

2. ในส่วนของการรับจำนำไม่มีประเด็นกล่าวหามากนักเพราะได้จ่ายเงินให้ชาวนาโดยตรงผ่าน ธกส. คงเหลือเพียงการขายข้าวที่ถูกนำมาโจมตีเป็นประเด็นการเมืองโดยเฉพาะการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) ให้กับ Guangdong Stationary & Sporting Goods Imp. & Exp. Corp. หรือ GSSG และ Hainan Grain and Oil Industrial Trading Company หรือ Hainan โดยกล่าวหาว่าทั้งสองบริษัทมิได้มีฐานะเป็นรัฐและมีการสมยอมเรื่องราคา นั้น ผมขอชี้แจง ดังนี้

(1) ระเบียบและแนวปฏิบัติที่ถือว่ารัฐ (G)ให้ครอบคลุมถึงรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลของประเทศผู้ซื้อมีขึ้นตั้งแต่สมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตามรายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายมันสำปะหลังครั้งที่ 5/2552 วันที่ 18 มิถุนายน 2552 โดยกรมการค้าต่างประเทศจะเป็นผู้ตรวจสอบและพิจารณาคุณสมบัติของผู้เสนอซื้อว่ามีฐานะเป็นรัฐหรือไม่ ซึ่งถือเป็นงานประจำของกรมการค้าต่างประเทศที่ทำกันมาทุกรัฐบาล

(2) กรมการค้าต่างประเทศตรวจสอบพบว่า GSSG และ Hainan เป็นรัฐวิสาหกิจของมณฑลโดยรัฐบาลจีนถือหุ้น 100% จึงถือเป็นรัฐตามมติที่ประชุมดังกล่าว จากนั้นได้มีการทำสัญญาแบบ G2G ตามแนวปฏิบัตินี้หลายครั้ง เช่นเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2553 กรมการค้าต่างประเทศได้เป็นคู่สัญญาซื้อขายแป้งมันสำปะหลังแบบ G2G กับ Guangxi Mingyang Biochemical Science & Technology ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของมณฑล กระทั่งล่าสุดเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2557 รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ก็ได้ทำสัญญาขายยางแบบรัฐต่อรัฐระหว่างองค์การสวนยางกับ China Hainan Rubber Industry Group Co., Ltd. ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของมณฑลเช่นกัน ดังนั้น GSSG และ Hainan จึงมีฐานะเป็นรัฐเช่นเดียวกันกับอีกสองรัฐวิสาหกิจในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์และอยู่ในเครือเดียวกันกับรัฐวิสาหกิจที่มาซื้อยางสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์

(3) ท่านทั้งหลายทราบหรือไม่ว่า วิธีการที่บริษัท Guangxi เสนอขอซื้อมันจากรัฐบาลนายอภิสิทธิ์และวิธีการที่บริษัท China Hainan เสนอซื้อยางจากรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ตั้งแต่ต้นจนจบทำโดยวิธีเดียวกันกับที่ GSSG และ Hainan ขอซื้อข้าวจากรัฐบาลนายกฯยิ่งลักษณ์ ไม่เหมือนกันเพียงอย่างเดียวคือการซื้อขายของทั้งสองรัฐบาลไม่ถูก ป.ป.ช. กล่าวหาว่ามีการสมยอมเรื่องราคาแต่ผมถูกกล่าวหาครับ

(4) ส่วนที่อ้างว่าพบหลักฐานเด็ดเป็นเช็คจากธนาคารภายในประเทศนำมาชำระค่าข้าวแสดงว่าไม่มีการซื้อขายจริงเพราะไม่ได้ชำระเป็น L/C จากต่างประเทศ จึงสงสัยกันว่าน่าจะไม่มีการส่งออกนั้น ขอเรียนว่าผู้ซื้อข้าวเพื่อส่งออกสามารถชำระเงินเป็นเช็ค หรือเงินสดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเปิด L/C อย่างเดียว ซึ่งเป็นไปตามแนวปฏิบัติของกระทรวงพาณิชย์ไม่ใช่หลักเกณฑ์ที่ผมคิดขึ้นมาเอง ทั้งนี้กรมการค้าต่างประเทศได้กำหนดรูปแบบการชำระเงินไว้ 3 วิธี คือ 1. L/C ชนิดเพิกถอนไม่ได้ 2. การโอนเงินผ่านธนาคาร (SWIFT) หรือ 3.จ่ายเป็นเช็คเงินสดในรูปแบบของเงินบาทก่อนรับมอบข้าวในแต่ละงวดและเป็นวิธีที่กรมการค้าต่างประเทศเริ่มปฏิบัติมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะแล้ว

(5) ข้อโจมตีที่ว่าการที่รัฐบาลไม่สามารถระบายข้าวหรือระบายในราคาที่ต่ำกว่าทุนทำให้ประเทศขาดทุนมหาศาลนั้น เป็นข้อกล่าวหาที่ไม่ถูกต้องเพราะในความเป็นจริงข้าวเป็นสินค้าที่เสื่อมสภาพตลอดเวลา การขายข้าวหรือสินค้าเกษตรได้ในราคาที่ต่ำกว่าราคาที่รับจำนำจากเกษตรกรจึงถือเป็นเรื่องปกติ ซึ่งในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์หรือรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ก็ขายได้ต่ำกว่าราคาทุนเช่นกัน และจะว่าไปแล้วราคาที่แต่ละรัฐบาลจำหน่ายข้าวได้ก็ไม่แตกต่างกันหากเทียบราคาขายต่อหน่วย ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าโครงการจำนำข้าวไม่ได้มีขึ้นเพื่อการแสวงหาผลกำไรให้กับรัฐแต่เป็นการแทรกแซงราคาสินค้าเกษตรเพื่อช่วยเหลือชาวนาอันเป็นหน้าที่ๆ ทุกรัฐบาลต้องกระทำตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ดังนั้น การขายข้าวได้ในราคาต่ำจึงไม่ใช่ตัวชี้วัดว่าโครงการจำนำข้าวล้มเหลวแต่อย่างใด นอกจากนี้การโจมตีเรื่องสต็อกข้าวของรัฐบาลนายกฯยิ่งลักษณ์ว่าจำนวนมากนั้นก็เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะรัฐบาลที่เข้ามาใหม่ต้องรับหน้าที่บริหารจัดการข้าวที่สะสมมาจากรัฐบาลก่อนหน้านี้ด้วย เมื่อรวมกับข้าวล็อตใหม่ที่นำมาเข้าโครงการในสมัยของตนตัวเลขข้าวในสต๊อกย่อมต้องสูงขึ้นเป็นธรรมดา เช่น ในสมัยรัฐบาลนายกฯยิ่งลักษณ์ก็ต้องบริหารจัดการข้าวที่เหลือสะสมมาจากรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เช่นเดียวกับที่รัฐบาล พล.อ ประยุทธ์ก็ต้องรับผิดชอบระบายข้าวที่สะสมมาจากยุครัฐบาลนายกฯยิ่งลักษณ์ด้วยเช่นกันจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ ดังนั้น ที่อ้างกันว่าโครงการรับจำนำข้าวทำให้ประเทศเสียหายมากเพราะรัฐบาลขายข้าวไม่ได้ราคา หรือเพราะมีข้าวเหลือในสต็อกเป็นจำนวนมาก จึงเป็นการกล่าวหาที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงและที่สำคัญการระบายข้าวที่กล่าวมาแล้วตั้งแต่ต้นจนจบถูกดำเนินการโดยคณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว จึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับนายกฯยิ่งลักษณ์ทั้งสิ้น

(6) กรณีที่มีการกล่าวหาว่าข้าวขาดหายไปจากโกดังก็ดี หรือข้าวเสื่อมสภาพเสียหายก็ดี อยู่ในความรับผิดชอบของคณะอนุกรรมการกำกับดูแลการรับจำนำข้าว มีเจ้าของโกดังที่เป็นผู้รับฝากเก็บสินค้าทำหน้าที่ดูแลปริมาณและรักษาคุณภาพข้าวให้เป็นไปตามสัญญาฝากเก็บโดยมีหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาจากธนาคารมอบไว้กับ อตก. หรือ อคส. แล้วแต่กรณี ดังนั้น หากมีความเสียหายใดๆ เกิดขึ้นรัฐบาลก็สามารถเรียกร้องเอาจากผู้รับฝากเก็บหรือจากธนาคารผู้ค้ำประกันได้จึงไม่ควรนำมาเป็นประเด็นการเมืองอีกต่อไป

(7) จากข้อเท็จจริงที่กล่าวมาจะเห็นว่าการรับจำนำและระบายข้าวสารได้กระทำตามมติ ระเบียบและแนวทางปฏิบัติที่มีอยู่แล้วทุกประการ อีกทั้งนายกฯยิ่งลักษณ์ก็ไม่ได้ปล่อยปละละเลยใดๆ ตามที่พยายามกล่าวหากัน ถ้าจะอ้างว่าเป็น G2G ปลอมก็ปลอมมาตั้งแต่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์จนถึงรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ หรือจะกล่าวหาว่าเป็นการสมยอมเรื่องราคาหรือฮั้วก็ทำเหมือนกับทั้งสองรัฐบาล ส่วนเรื่องการรับเงินค่าซื้อขายเป็นเช็คก็เป็นระเบียบที่ทำกันมาก่อนหน้ารัฐบาลนายกฯยิ่งลักษณ์เพียงแต่พวกผมเท่านั้นที่ถูกดำเนินคดี จนท้ายที่สุดเมื่อหัวหน้า คสช ต้องใช้อำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่งหัวหน้า คสช ที่ 39/2558 คุ้มครองทุกคนและทุกองค์กรที่ถูกใช้ให้มาจัดการในเรื่องนี้คือหลักฐานที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าโครงการรับจำนำข้าวถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อทำลายล้างนายกฯยิ่งลักษณ์และพรรคเพื่อไทยโดยไม่ต้องคำนึงถึงวิธีการ ความถูกต้องและไม่มีความเป็นธรรมใดๆ จึงต้องออกคำสั่งมาคุ้มครองตัวเองและบริวารไม่ให้ถูกฟ้องกลับ แต่การที่นายกฯยิ่งลักษณ์และผมเป็นเหยื่อทางการเมืองก็ยังสามารถต่อสู้คดีในศาลได้แม้ในชั้น ป.ป.ช. จะไม่ได้รับโอกาสและความเป็นธรรมก็ตาม แต่คนที่น่าเห็นใจที่สุดที่ต้องมารับกรรมในเรื่องนี้คือเกษตรกรและชาวนาที่ได้รับผลกระทบจากการใช้โครงการรับจำนำข้าวเป็นเครื่องมือเพื่อทำลายหรือกำจัดนายกฯยิ่งลักษณ์ออกไปจากการเมือง

บุญทรง เตริยาภิรมย์
1 พฤศจิกายน 2558

ที่มา FB

Boonsong Teriyapirom

ระบอบเผด็จการกษัตริย์ กับการใช้ “กฎหมาย” เป็นเครื่องมือ( ผู้เรียบเรียง )




ดร.ปิยบุตร แสงกนกกุล
ระบอบเผด็จการกับการใช้ “กฎหมาย” เป็นเครื่องมือ/ดร.ปิยบุตร แสงกนกกุล

ดร.ปิยบุตร แสงกนกกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เขียนหนังสือใหม่ ชื่อ “ศาลรัฐประหาร” ซึ่งเนื้อหาต่อไปนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทนำที่อาจารย์ปิยบุตร ได้เขียนเพื่ออธิบายว่าระบอบเผด็จการมีการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมืออย่างไร โดยอาจารย์ปิยบุตร ได้แบ่งการใช้กฎหมายของระบอบเผด็จการเป็นเครื่องมีใน 4 ลักษณะ ดังนี้

ลักษณะแรก การแปลงความต้องการของเผด็จการให้เป็น “กฎหมาย”


ในระบอบเผด็จการที่รวบอำนาจสูงสุดไว้ที่คนคนเดียวหรือคณะบุคคลไม่กี่คน เป้าหมายของรัฐเป็นหลัก สิทธิและเสรีภาพของบุคคลเป็นข้อยกเว้น คณะผู้เผด็จการย่อมใช้อำนาจตามอำเภอใจโดยไม่ต้องกังวลใจว่าจะกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลหรือไม่ ขอเพียงเป็นไปเพื่อ “เหตุผลของรัฐ” แล้ว พวกเขาก็ใช้อำนาจละเมิดสิทธิและเสรีภาพได้เสมอ อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การใช้อำนาจของเผด็จการไม่แลดู “ดิบเถื่อน” จนเกินไปนัก จึงจำเป็นต้องแปลงรูปการใช้อำนาจเหล่านั้นให้เป็น “กฎหมาย” เพื่อสร้างความชอบธรรมการใช้อำนาจเผด็จการ

วิธีการแปลงความต้องการของเผด็จการให้กลายเป็น “กฎหมาย” ทำได้สองรูปแบบ

ในรูปแบบแรก คณะเผด็จการออกประกาศ คำสั่ง และ “เสก” ให้มันมีสถานะเป็น “กฎหมาย” เมื่อคณะผู้เผด็จการต้องการอะไร ก็เอาความต้องการนั้นมาเขียนเป็นประกาศ คำสั่ง

ในรูปแบบที่สอง คณะผู้เผด็จการอาจทำให้ “แนบเนียน” กว่านั้น ด้วยการแต่งตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติขึ้นมา และให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติตรากฎหมายขึ้นใช้บังคับ วิธีการนี้ดูแนบเนียนกว่าวิธีแรก เพราะ “กฎหมาย” ที่ออกมานั้นเป็นผลผลิตขององค์กรนิติบัญญัติ ไม่ใช่คณะผู้เผด็จการตราขึ้นเอาเองตามอำเภอใจ แต่เอาเข้าจริงแล้ว คณะผู้เผด็จการก็ยังคงเป็นผู้บงการชักใยสภานิติบัญญัติอยู่

การใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในระบอบเผด็จการ ในกรณีแรกนี้ ก็คือ การเปลี่ยน “ปืน” ให้กลายเป็น “กฎหมาย” โดยเอา “กฎหมาย” ไปห่อหุ้ม “ปืน” นับแต่นี้ การใช้อำนาจเผด็จการจากปืนก็แปลงกายมาเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย แต่เอาเข้าจริง มันคือการใช้ปืนดีๆนี่เอง



ลักษณะที่สอง การนำ “กฎหมาย” ของเผด็จการไปใช้บังคับ

เมื่อระบอบเผด็จการผลิต “กฎหมาย” ขึ้นใช้แทนที่ “ปืน” แล้ว “กฎหมาย” เหล่านั้นจะมีผลใช้บังคับได้จริง ก็ต้องอาศัยเจ้าหน้าที่ในระดับปฏิบัติการเป็นผู้นำไปใช้ การนำ “กฎหมาย” ของเผด็จการไปใช้บังคับ แบ่งได้สองกรณี

ในกรณีแรก เจ้าหน้าที่ใช้บังคับกฎหมายเพื่อจับกุมคุมขัง ลิดรอนเสรีภาพของบุคคลที่ต่อต้านเผด็จการ เช่น บุคลลชุมนุมต่อต้านเผด็จการ แทนที่คณะผู้เผด็จการจะสั่งการให้กองกำลังทหาร-ตำรวจบุกเข้าลายการชุมนุม ปราบปราม ฆ่า อุ้มหาย จับกุมคุมขังโดยอำนาจเถื่อน ก็ให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติการนำ “กฎหมาย” มาใช้เพื่อจัดการกลุ่มผู้ต่อต้านเผด็จการ บรรดาเจ้าหน้าที่อ้างได้ว่าการใช้อำนาจของพวกเขาเป็นไปตาม “กฎหมาย” นี่คือการรักษากฎหมาย ไม่ใช่การละเมิดสิทธิและเสรีภาพ จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็ดำเนินการสั่งฟ้องให้ศาลพิจารณาพิพากษาว่าบุคคลเหล่านั้นมีความผิดอาญาหรือไม่ ในท้ายที่สุด ศาลก็พิพากษาให้ผู้ต่อต้านระบอบเผด็จการมีความผิด ต้องรับโทษจำคุก

การปราบปรามฝ่ายต่อต้านเผด็จการด้วยวิธีการเช่นนี้ คณะผู้เผด็จการไม่จำเป็นต้องใช้กำลังทางกายภาพ ไม่ต้องอุ้มฆ่า ไม่ต้องขังลืม เพียงแต่ตรากฎหมายขึ้น แล้วเจ้าหน้าที่และศาลก็ยินยอมพร้อมใจกันนำกฎหมายไปใช้ปราบปรามฝ่ายต่อต้านเผด็จการให้แทน คณะผู้เผด็จการสามารถอ้างได้ว่าบุคคลที่ถูกศาลตัดสินลงโทษเหล่านี้ กระทำการผิดกฎหมาย และศาลก็เป็นผู้ตัดสิน คณะผู้เผด็จการไม่ได้ใช้อำนาจปราบปรามตามอำเภอใจ การปราบปรามฝ่ายต่อต้านเผด็จการซึ่งเป็นเรื่องละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง กลับถูกฉาบด้วย “กฎหมาย” และ “คำพิพากษา”

ในกรณีที่สอง คือ เจ้าหน้าที่และศาลใช้บังคับกฎหมายเพื่อรับรองการใช้อำนาจหรือยกเว้นไม่ตรวจสอบการใช้อำนาจของคณะผู้เผด็จการ เช่น บุคคลที่เห็นว่าการใช้อำนาจของคณะผู้เผด็จการไม่ชอบด้วยกฎหมายและละเมิดสิทธิของตน ได้ฟ้องโต้แย้งไปยังศาลเพื่อขอให้ศาลเพิกถอนประกาศหรือคำสั่งของคณะผู้เผด็จการ หรือสั่งให้คณะผู้เผด็จการต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่ศาลกลับยกฟ้อง โดยอ้างว่า “กฎหมาย” (ซึ่งตราขึ้นในสมัยเผด็จการ) ได้รับรองการใช้อำนาจของคณะผู้เผด็จการไว้ทั้งหมดแล้ว

กรณีเช่นนี้ทำให้การใช้อำนาจของคณะผู้เผด็จการไม่อาจถูกตรวจสอบได้เลย แน่นอนว่าการที่คณะผู้เผด็จการไม่ถูกตรวจสอบและมีอำนาจเบ็ดเสร็จเป็นเรื่องธรรมชาติตามอัปลักษณะของระบอบเผด็จการอยู่แล้ว แต่ต้องไม่ลืมว่า เมื่อศาลเข้ายืนยันอัปลักษณะนี้ด้วย ก็ช่วยสร้างความชอบธรรมให้กับคณะผู้เผด็จการว่า พวกตนได้การรับรองจาก “กฎหมาย” และ “ศาล”

ลักษณะที่สาม การนำ “กฎหมาย” ที่มีอยู่แล้ว ไปใช้ในทางไม่เป็นคุณกับเสรีภาพ


ระบอบเผด็จการอาจนำ “กฎหมาย” ที่มีอยู่แล้วไปใช้อย่างไม่มีมาตรฐาน ไม่แน่นอนชัดเจน เพื่อลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของบุคคล จนทำให้บุคคลผู้อยู่ภายใต้อำนาจของกฎหมายนั้นไม่แน่ใจว่าการตัดสินใจใช้เสรีภาพของตนนั้นจะกลายเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและต้องได้รับโทษหรือไม่ เมื่อเกิดความไม่แน่นอนชัดเจนว่าสุดท้ายแล้วตนจะถูกดำเนินคดีและลงโทษหรือไม่ เพื่อความปลอดภัยของตนเอง พวกเขาก็เลือกที่จะ “เซนเซอร์ตนเอง” ด้วยการไม่ใช้เสรีภาพนั้นเลย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในกรณีประเทศไทย คือ การนำประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๑๖ มาใช้

ในกรณีที่บุคคลต้องการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ เขาก็ไม่อาจแน่ใจหรือวางใจได้เลยว่าการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นนั้น จะกลายเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท ผู้สำเร็จราชการตามพระองค์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือไม่ เพราะ แนวทางการตีความของเจ้าหน้าที่และศาลกว้างขวางมากจนไม่อาจคาดหมายได้ว่าการกระทำใดถือเป็นความผิด เมื่อเป็นเช่นนี้ บุคคลทั้งหลายก็เลือกที่จะเซ็นเซอร์ตนเองไม่พูดถึงสถาบันกษัตริย์อีกเลย

เช่นเดียวกัน ในกรณีที่บุคคลต้องการแสดงความคิดเห็นหรือวิจารณ์ คสช. เขาก็ไม่อาจแน่ใจหรือวางใจได้เลยว่าการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นนั้นจะกลายเป็นความผิดฐานยุยงปลุกปั่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 หรือไม่ เพราะ เจ้าหน้าที่และศาลตีความการกระทำอันถือว่าเป็นความผิดฐานนี้ออกไปมาก เมื่อเป็นเช่นนี้ บุคคลทั้งหลายก็เสมือนถูก “ขู่” ให้กลัวให้ระวัง จนทำให้เลือกที่จะไม่ประท้วง คสช. เลยเสียดีกว่า

ยิ่งไปกว่านั้น ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และมาตรา 116 นี้อยู่ในหมวดความผิดต่อความมั่นคงในราชอาณาจักร ซึ่งมีอัตราโทษสูง ต้องขึ้นศาลทหารตามประกาศของ คสช. โอกาสการได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวก็แทบไม่มีในกรณีมาตรา 112 และมีน้อยในกรณีมาตรา 116

เมื่อเกิดความไม่แน่นอนชัดเจนว่าการะทำใดเป็นความผิด ประกอบกับกระบวนการยุติธรรมที่มีลักษณะพิเศษต่างจากความผิดฐานอื่น เช่นนี้แล้ว บุคคลก็เกิดความหวาดกลัว และยินยอมสมัครใจไม่ใช้เสรีภาพ คสช. จึงสามารถควบคุมพฤติกรรมของบุคคลได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรงหรือบังคับสั่งห้าม

ลักษณะที่สี่ การนำ “กฎหมาย” ที่มีอยู่แล้วไปใช้แบบบิดเบือน บิดผันอำนาจ (abuse of power) เพื่อสนองตอบวัตถุประสงค์ของเผด็จการ


ระบอบเผด็จการอาจไม่จำเป็นต้องตรากฎหมายขึ้นใหม่ แต่นำกฎหมายที่มีอยู่แล้วมาใช้อย่างบิดเบือนอำนาจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายที่เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมและกฎหมายวิธีพิจารณาความ เพื่อควบคุมพฤติกรรมของฝ่ายต่อต้านเผด็จการ

เช่น ระบอบเผด็จการนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาในเรื่องของการจับกุมมาใช้กลั่นแกล้งฝ่ายต่อต้านเผด็จการด้วยการออกหมายจับฝ่ายต่อต้านเผด็จการ แต่ก็ไม่เคร่งครัดกับการไปตามจับอย่างจริงจัง ด้วยเกรงว่าการจับกุมคุมขังอาจบานปลายและกลายเป็นชนวนจนนำไปสู่การลุกฮือต่อต้านได้

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของฝ่ายต่อต้านเผด็จการเอง ก็ไม่สามารถเคลื่อนไหวรณรงค์ได้เต็มที่ เพราะ มีหมายจับและคดี “ปักเป็นชนักติดหลัง” อยู่ หากฝ่ายต่อต้านเผด็จการตัดสินใจลดระดับการต่อสู้กับเผด็จการลง การจับกุมก็ไม่เกิดขึ้น ตรงกันข้าม ถ้าฝ่ายต่อต้านเผด็จการยังคงยืนยันที่จะเคลื่อนไหวต่อสู้กับเผด็จการต่อไป เมื่อคณะผู้เผด็จการทนไม่ไหว สุดท้ายฝ่ายเผด็จการก็อ้างหมายจับนั้นเข้าจับกุมฝ่ายต่อต้านเผด็จการ

เช่นเดียวกัน ฝ่ายเผด็จการตั้งข้อหาและดำเนินคดีกับแกนนำฝ่ายต่อต้านเผด็จการในศาล หากศาลตัดสินเอาเข้าคุก ก็อาจเกิดปฏิกริยาสะท้อนกลับลุกฺฮือได้ แต่ถ้าศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวได้ แล้วก็ปล่อยให้การดำเนินคดีเป็นไปอย่างล่าช้า อาศัยเทคนิควิธีทางกฎหมายยื้อคดีไปเรื่อยๆ แกนนำฝ่ายต่อต้านเผด็จการก็ไม่อาจเคลื่อนไหวได้เต็มที่ เพราะ มีคดี “ปัก” ไว้ที่กลางหลังอยู่ ถ้าแกนนำฝ่ายต่อต้านเผด็จการไม่เกรงกลัว ยังคงเดินหน้าต่อสู้กับเผด็จการอย่างเปิดเผย ศาลก็อาจตัดสินให้แกนนำมีความผิดและต้องรับโทษจำคุกได้

การนำกฎหมายที่มีอยู่แล้วมาใช้อย่างบิดเบือนของฝ่ายเผด็จการนี้ ช่วยให้ฝ่ายเผด็จการสามารถ “ผ่อนหนักผ่อนเบา” และประเมินสถานการณ์ได้ตลอดเวลาได้ว่าช่วงใดควรปล่อย ช่วงใดควรจับ ในขณะเดียวกัน ฝ่ายต่อต้านเผด็จการก็ถูกกดด้วยกระบวนการทางกฎหมายเหล่านี้ ไม่ให้เคลื่อนไหวได้เต็มที่

การนำ “กฎหมาย” มาใช้เป็นเครื่องมือของระบอบเผด็จการทั้งสี่ลักษณะนี้ ทำให้การใช้อำนาจของเผด็จการแลดู “อ่อนนุ่ม” ขึ้น เพราะทั้งหมดล้วนแล้วแต่อาศัยอำนาจตาม “กฎหมาย” เป็นไปตาม “กฎหมาย” ไม่ใช่มาจากการใช้กำลังทางกายภาพหรืออาวุธเข้าปราบปราม

นอกจากนี้ ยังช่วยให้ระบอบเผด็จการมีเครื่องมือให้เลือกใช้หลายประเภท ตามแต่ละสถานการณ์ ปรากฏการณ์การนำ “กฎหมาย” มาใช้เป็นเครื่องมือของเผด็จการ ทำให้ระบอบเผด็จการกลายเป็น soft coup, soft dictator ไม่มีภาพของความรุนแรง การปราบปรามจนทำให้มีผู้บาดเจ็บสูญหายล้มตายจำนวนมาก ในขณะที่ภาพของการต่อต้านเผด็จการก็ไม่ค่อยปรากฏให้เห็นอย่างกว้างขวาง เพราะ ประชาชนหวาดกลัวการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ ส่วนระบอบเผด็จการสามารถอาศัยความชอบธรรมจาก “กฎหมาย” อ้างต่อชาวโลกว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย และสถานการณ์ภายในประเทศสงบเรียบร้อย ปราศจากการต่อต้าน


อ่านเพิ่มเติมงานเขียนของ ดร.ปิยบุตร แสงกนกกุล

ระบอบเผด็จการกับการใช้ “กฎหมาย” เป็นเครื่องมือ.http://bit.ly/2xwJn8f

ศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลรัฐประหาร? (1),https://www.matichonweekly.com/column/article_7970

ศาลไทยกับรัฐประหาร (4),https://www.matichonweekly.com/column/article_762

ตุลาการภิวัฒน์,http://www.lokwannee.com/web2013/?p=280793

torsdag 28 september 2017

ติดตามฟัง : ละครวิทยุ แถแพ้เจ้า

 
ติดตามรายการ : ละครวิทยุ แถแพ้เจ้า
ตอน : ม่ายสังวาลย์ มารตัวแม่
โดย : ส.ข้าวเหนียว – ส. ยังบลัด- ส.112 และ ลุงสนามหลวง
วันพฤหัส 28/09/2017 เวลา 21.00 น. ประเทศไทย