torsdag 4 juli 2013

เฮ้ย....ประเทศไทย.ใครก็รัก...หรือมันหนัก.กระบานหมา ทำหงุดหงิด.ปิดหน้าตา...กลัวเห็นหน้า.ฤาไฉน เปิดหน้า.สู้กูไม่ว่า...แกล้งปิดหน้า.กลัวหรือไง ไอ้หน้ากาก.เวรตะไร...รีบกลับไป.กูจะนอน กูไม่รู้กู.ยังป่วย...กูคงช่วย.เอ็งไม่ได้ อยากจะเลิก.ก็เลิกไป...กูไม่ไหว.กูใกล้หมอน อย่าอ้างดิน.อย่าอ้างฟ้า...กูเสียหน้า.กูจะนอน รีบๆกลับ.ไปพักผ่อน...เดี๋ยวกูงอน.เอ็งจะซวย

ขุนเขาบอก :

เฮ้ย.....

นกกระจอก..มันไม่ทันจะกินน้ำ
เฮ้ยๆนั่น...เอ็งจะหามกันไปไหน
ไหนเอ็งบอก...ว่าจะลอกประเทศไทย
ขุดคลองสายใหม่...ไล่คนไทยให้ลงคลอง

คนชุมนุม.ก็มามาก...ขายหน้ากาก.คนก็ซื้อ
ปล้นเซเว่น.คนร่ำลือ..ว่าเป็นหนึ่ง.ไม่มีสอง
ใส่หน้ากาก.ดูเข้าท่า...คนบนฟ้า.ยังแอบมอง
ไหงยามนี้.ดูติ๊งต๊อง...เหลือแต่ซอง.ไม่มียา

คนยืนดู.เอ็งก็ด่า...จะเอาฮา.ไปถึงไหน
คนยืนดู.ก็คนไทย...แล้วทำไม.มีปัญหา
แย่งกันนำ.ทำไปได้...ด่ากันไป.ไร้ราคา
หาเรื่องคน.หาเรื่องหมา...เอ็งจะบ้า.กันหรือไง

ประเทศไทย.ใครก็รัก...หรือมันหนัก.กระบานหมา
ทำหงุดหงิด.ปิดหน้าตา...กลัวเห็นหน้า.ฤาไฉน
เปิดหน้า.สู้กูไม่ว่า...แกล้งปิดหน้า.กลัวหรือไง
ไอ้หน้ากาก.เวรตะไร...รีบกลับไป.กูจะนอน

กูไม่รู้กู.ยังป่วย...กูคงช่วย.เอ็งไม่ได้
อยากจะเลิก.ก็เลิกไป...กูไม่ไหว.กูใกล้หมอน
อย่าอ้างดิน.อย่าอ้างฟ้า...กูเสียหน้า.กูจะนอน
รีบๆกลับ.ไปพักผ่อน...เดี๋ยวกูงอน.เอ็งจะซวย

เฮ้ย.....
เก็บหน้ากาก.เอ็งไปด้วย...อย่าโหลยโท่ย.ทิ้งถนน
มันน่าเกลียด.เสนียดคน...รกถนน.ของคนสวย
หนึ่งนารี.จะก้าวเดิน...ชาติเจริญ.คนร่ำรวย
หน้ากากขาวไ.อ้เฮงซวย...เอ็งไม่ช่วย.เสือกขวางคลอง......

ขุนเขาบอก : กู้มาแจก.แดกกันมัน.ยันโรงพัก เสาไฟหัก.ปักต้นใหม่.ให้แสนสอง ค่าชั่งไข่.ให้ล้านห้า.ค่าทดลอง นาทีทอง.แจกสองพัน.ดูมันทำ ปปช...ปปง...กกต. สานหัว” .. ”...พ่อสั่งได้...ไอ้หน้า “ .. ” จ้องกรีดเลือด.เอากับปู.ดูมันทำ ไอ้ระ “.. “..ทำปูได้...ไอ้สัน “ ... ”

ขุนเขาบอก :

สืบสันดาน.แมลงสาบ.กันต่อไป.....เฮ้อ..โล่งสบาย...

ไม่รู้แพ้.หวังชนะ.ถ้าจะยาก
เก่งแต่ปาก.ยากสำเร็จ.เสร็จเขาหนอ
จ้องแต่ด่า.ว่าแต่ไพร่.ไม่เพียงพอ
ตนเองหนอ.พ่อไม่ช่วย.ม้วยแน่นอน

ค้านยันน้อง.ฟ้องยันพี่.ขี้แมลงสาบ
ชอบสร้างภาพ.กราบยันหมา.ไอ้หน้าหนอน
ดีแต่ว่า.ด่าแต่แม้ว.แต๋วแน่นอน
หน้าหละอ่อน.กระล่อนทอง.น้องไอ้ “ช”

ข้าวในนา.หมื่นห้าพัน.มันว่าแพง
ไทยเข็มแข็ง.แย่งกันแดก.แปลกจริงหนอ
แปดแสนล้าน.ผ่านเงินกู้.กูเฝ้ารอ
แดกยันพ่อ.ล่อยันหลาน.สานคุ้มครอง

กู้มาแจก.แดกกันมัน.ยันโรงพัก
เสาไฟหัก.ปักต้นใหม่.ให้แสนสอง
ค่าชั่งไข่.ให้ล้านห้า.ค่าทดลอง
นาทีทอง.แจกสองพัน.ดูมันทำ

ปปช...ปปง...กกต.
สานหัว” .. ”...พ่อสั่งได้...ไอ้หน้า “ .. ”
จ้องกรีดเลือด.เอากับปู.ดูมันทำ
ไอ้ระ “.. “..ทำปูได้...ไอ้สัน “ ... ”

บทสุดท้าย.ตายแน่ๆ.แพ้ซ้ำซาก
พรรคขี้กลาก.หน้ากากขาว.แพ้ข้าวสาร
ดีแต่พูด.ตุ๊ดยังไหว้.ไอ้คนพาล
สืบสันดาน.แมลงสาบ.กันต่อไป.....เฮ้อ..โล่งสบาย...

tisdag 2 juli 2013

จักรภพ เพ็ญแข เปรียบเทียบ "การเมืองไทย" กับ "การเมืองที่ตึงเครียดในอียิปต์".....


 ความเห็นเพิ่มเติม
จากบทความของคุณ จักรภพ เพ็ญแข ... บทความนี้เขียนได้ดีมากที่นักต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบเก่าสู่ระบอบใหม่ต้องอ่านและศึกษาให้เข้าใจ  เพราะนี่คือทฤษฎีหลักของการปฎิวัติ   การจะนำพามวลชนทำการปฎิวัติได้สำเร็จต้องมีทฎษฎีที่ถูกต้องในการชี้นำและต้องมีพรรคนำหรือขบวนการนำ  ต้องมีกองกำลังสำหรับปกป้องพลังของการปฎิวัติ   เมื่อได้อำนาจรัฐแล้วต้องทำลายกลไกของสังคมเก่า  เช่น ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ ศาล องค์กรทางการเมือง ที่เป็นเครื่องมือของระบอบเก่า   ต้องทำลายลงให้หมดแล้วสร้างเครือข่ายต่างๆในการบริหารสังคมขึ้นมาทดแทนใหม่   ถ้ายังไปอาศัยกลไกของสังคมเก่าเป็นเครื่องมือในการบริหารประเทศ   พวกกลไกเก่าเหล่านั้นคือตัวทำให้เกิดปัญหาตามมาหลังจากได้อำนาจรัฐแล้ว   เหมือนที่ประเทศอียิปต์เผชิญอยู่ในเวลานี้    เราควรศึกษาบทเรียนการเปลี่ยนแปลงสังคมจากระบอบเก่าสู่ระบอบใหม่ในสามประเทศ อินโดจีนที่เขาทำสำเร็จมาแล้วเป็นตัวอย่าง รวมถึงวิธีการต่อสู้ของประชาชนในประเทศอินโดจีน....

แสงตะวัน 
๓ ก.ค. ๒๕๕๖

จักรภพ เพ็ญแข เปรียบเทียบ "การเมืองไทย" กับ "การเมืองที่ตึงเครียดในอียิปต์"

3 กรกฎาคม 2556
โดย จักรภพ เพ็ญแข

อียิปต์ขณะนี้ตึงเครียดขึ้นทุกนาทีที่ผ่านไป ขบวนการต่อต้านรัฐบาล หรือ ทามารอด (Tamarod) ก็เดินหน้าปลุกใจผู้ประท้วงนับล้านทั่วประเทศให้ฮึกเหิมเต็มที่ และประกาศว่าพร้อมจะเดินขบวนไปสู่ทำเนียบประธานาธิบดีได้ทุกเมื่อ หากประธานาธิบดีโมฮัมหมัด มอร์ซีไม่ยอมลาออกจากตำแหน่งตามที่พวกเขาเรียกร้อง ฝ่ายประธานาธิบดีก็ยืนหยัดแข็งกร้าวไม่แพ่้กัน เพิ่งออกโทรทัศน์แห่งชาติไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา ประกาศว่าเขาคือประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้ง ได้รับเสียงข้างมากจากผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง ทั่วประเทศ และจะรักษารัฐธรรมนูญของชาติเอาไว้ด้วย “ชีวิต” 

ส่วนกองทัพแห่งชาติของอียิปต์ที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหมและผู้บัญชาการทหารสูงสุดคือนายพลอับเดล ฟัตตา อัล-ซีซีที่แทรกตัวเข้ามาระหว่างกลาง ก็เผยแผนการของฝ่ายทหารว่าจะกระทำการ ๓ อย่างหากแต่ละฝ่ายไม่หยุดเผชิญหน้ากัน ได้แก่ พักใช้รัฐธรรมนูญ ยุบรัฐสภา และจัดเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งใหม่โดยเร็ว 
สหรัฐอเมริกาก็สอดเข้ามา (โดยประธานาธิบดีโอบามาต่อสายไปหาประธานาธิบดีมอร์ซี) และเสนอว่า อยากให้พิจารณาจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีเร็วขึ้น (เหลือเวลาตามวาระอีกเพียงหนึ่งปีเท่านั้น) และขณะเดียวกันก็เตือนฝ่ายทหารว่าระวังบทบาทในขณะนี้ให้ดี การออกมาสร้างแรงกดดันให้ทั้งสองฝ่ายหาทางรอมชอมกันในทางการเมืองนั้นเห็น ด้วย แต่ถ้าจะขยายบทบาทไปถึงรัฐประหาร ก็จะคัดค้านเต็มที่ รวมทั้งจะตัดความช่วยเหลือทางทหารประจำปีปีละเกือบห้าแสนล้านบาทนั้นด้วย 
ตอนนี้ทุกฝ่ายในอียิปต์ รวมทั้งประชาคมระหว่างประเทศ จึงกำลังกลั้นหายใจว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป
ผมเองมีประสบการณ์อยู่บ้างในเรื่องแบบนี้ นึกในใจว่ามวลชนคงจะหมดความอดทนและเริ่มเดินหน้าก่อน จากนั้นกองทัพแห่งชาติหรือรัฐบาลจะเป็น “ไม้สอง” ก็สุดที่จะรู้ได้ ใครนึกง่ายๆ ว่าฝ่ายทหารคงจะเข้าไปจับตัวประธานาธิบดีหรือตรึงเขาไว้ไม่ให้ใช้อำนาจสั่ง การใดๆ ควรรู้ด้วยว่า มวลชนฝ่ายประธานาธิบดีที่มาจากองค์กรภราดรภาพแห่งชาวมุสลิมก็กำลังกรีฑาทัพ ลงสู่สนามทั่วประเทศ เช่นเดียวกัน งานนี้มวลชนจะปะทะมวลชนก่อน ฝ่ายทหารจะ “เอาอยู่” หรือไม่ มหาอำนาจจะเข้าแทรกแซงหรือไม่ ยากที่พยากรณ์นัก รู้แต่ว่ากระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยในอียิปต์กำลังถูกทดสอบครั้งใหญ่ที่สุด ครั้งหนึ่งในขณะนี้

ผมเขียนไว้เมื่อวานนี้ว่าประสบการณ์ของ อียิปต์จะเป็นบทเรียนที่สำคัญสำหรับไทย ไม่ว่าผลของอียิปต์จะออกมาอย่างไรก็ตาม จึงขอวิเคราะห์ถอยหลังไปสักหน่อยครับว่า อียิปต์เดินมาสู่ปากเหวอย่างนี้ได้อย่างไร อะไรเป็นปัจจัยร่วมของประชาธิปไตยในระยะตั้งไข่ มีอันตราย หลุมพราง มุมอับ หรือจุดบอดอยู่ตรงไหนบ้าง

ประการแรก โมฮัมหมัด มอร์ซี ก้าวเข้ามาเป็นประธานาธิบดีอียิปต์คนแรกที่มาจากการเลือกตั้ง มรดกจากระบอบศักดินาอำมาตย์เก่าที่นำมาสามสิบปีโดย ฮอสนี่ย์ มูบารัค ล้วนเป็นของชำรุดทรุดโทรม ใช้การต่อแทบไม่ได้ทั้งสิ้น 
กลไกบางอย่างที่ยังใช้การได้ก็เป็นกลไกเผด็จการที่อาสารับใช้ผู้มีอำนาจ กลุ่มใหม่ต่อไปเพื่อตนจะอยู่รอดได้ด้วย ผู้นำประชาธิปไตยจึงต้องทุบทำลายเสียหรือหาทางเปลี่ยนไปใช้ในทางที่สร้าง สรรค์ จะกลืนน้ำลายตนเองโดยไปรับกลไกเผด็จการเหล่านั้นมาใช้ต่อมิได้ 
รวมความแล้วก็สรุปได้ว่า ผู้นำหลังการปฏิวัติประชาธิปไตยมักจะได้รับมรดกเป็น ระบบที่ชำรุด (broken system) กันแทบทั้งนั้น โมฮัมหมัด มอร์ซี ก็ไม่ต่างจากคนอื่นๆ หันไปทางไหน ก็กลไกเก่าของมูบารัค แม้กระทั่งในศาล กองทัพ และระบบราชการ เพราะเขาวาง “เด็กสร้าง” ของเขาเป็นทอดๆ กันมานาน 
มอร์ซีจึงหันเหกลับมาทางกลไกที่ทำให้เขาได้มาเป็นประธานาธิบดี นั่นคือมวลชนอนุรักษ์นิยมเคร่งศาสนา โดยเฉพาะในเครือข่ายขององค์กรภราดรภาพแห่งชาวมุสลิม ผลด้านกลับก็คือประชาชนอียิปต์ส่วนใหญ่รู้สึกผู้นำละทิ้งตน จะเอาแต่มวลชนที่สนับสนุนตน และไม่สนใจความทุกข์ร้อนของมวลชนกลุ่มอื่นๆ เป็นผลให้มีความรู้สึกน้อยใจและลามมาเป็นความชิงชังโกรธแค้นในบัดนี้ 
ลองนึกถึงเมืองไทยของเราดูสิครับ เมื่อใดก็ตามที่ฝ่ายประชาธิปไตยประสบชัยชนะ เราจะพบกับเงื่อนไขที่ไม่ต่างจากมอร์ซีเลย กลไกรัฐที่เป็นศูนย์กลางอำนาจจริง เช่น กอ.รมน. ศรภ. กองบัญชาการหน่วยรบพิเศษ เป็นต้น จะยังคงภักดีต่อมือที่ให้อาหารเขามาก่อนเรา แถมมวลชนที่ถูกปลุกปั่นให้เกลียดชังทุกๆ รัฐบาลที่ไม่ได้มาจากระบอบเก่าที่คอยชักใยอยู่ ก็จะเดินสู่ถนนเหมือนในอียิปต์ทุกวันนี้ 
ที่พูดอย่างนี้มิใช่ว่า รัฐบาลของโมฮัมหมัด มอร์ซี เป็นเทวดาที่ใครจะแตะต้องมิได้เอาเลย แต่ผมกำลังห่วงว่า รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง โดยเฉพาะหลังการช่วงชิงอำนาจอย่างยิ่งใหญ่ จะไม่มีช่วงดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ใดๆ กับใครเขา แต่จะต้องเผชิญกับปิศาจร้ายรูปแบบต่างๆ จากกลุ่มอำนาจเก่าในทันที บ้างก็แสดงตนเป็นปิศาจอย่างชัดเจนเปิดเผย แต่บางตนจำแลงมาในรูปของผู้หวังดีเพื่อมาฆ่าเราเสียในบ้าน ถ้าขบวนประชาธิปไตยไม่คิดสร้างกลไกเพื่อพิทักษ์ระบอบประชาธิปไตยใหม่ไว้ล่วง หน้า เห็นทีจะต้องนองเลือดกันหลายหนหลายครั้งจนหัวใจสลาย คล้ายกับอียิปต์ขณะนี้

ประการที่สอง ผมเห็นด้วยกับคุณ Paul Hemovich ที่เขียนมาว่า มอร์ซีก้าวขึ้นมาได้เพราะพร้อมกว่าผู้สมัครคนอื่นๆ จริงครับ โมฮัมหมัด มอร์ซี ก้าวมาเป็นประธานาธิบดี หรือผู้นำระบอบประชาธิปไตยใหม่ในอียิปต์ได้ มิใช่เพราะตัวเขามีคุณสมบัติโดดเด่นที่สุดหรือได้รับความนิยมสูงสุด แต่เป็นเพราะองค์กรที่เขาสังกัดคือ The Muslim Brotherhood นับเป็นองค์กรจัดตั้งที่เพียบพร้อมที่สุดในขณะนั้น การวางเครือข่ายอย่างละเอียดลงไปจนถึงระดับชุมชนและครอบครัวของเขามีอยู่ แล้ว ถึงจะฟาดฟันมาบ้างกับระบอบมูบารัค แต่ก็ยังเหลือทุนเดิมอยู่มากกว่าใครทั้งหมด 
กรณีนี้เป็นบทเรียนที่สำคัญมากสำหรับเรา เรายังคิดกันไม่พอว่าจะจัดตั้งตัวเองอย่างไรเพื่อให้สามารถ เข้าสู่อำนาจรัฐได้ องค์กรที่จัดตั้งอยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย นปช. และแนวร่วมต่างๆ เปี่ยมไปด้วยความแน่วแน่มุ่งมั่นก็จริงอยู่ แต่ยังไม่ถึงขั้นที่กลายเป็นกลไกที่บังคับให้มันเดินด้วยตัวมันเองเมื่อถึง คราวได้ เหตุผลก็เพราะเราบริหารในรูปบริษัทเอกชนมากจนเกินไป จนบางครั้งอาจกลายพันธุ์ไปเป็นเผด็จการอีกรูปแบบหนึ่งได้ 
เราต้องมีเครือข่ายที่แยกต่างหากจากหน่วย “แสดง” ในทางการเมือง และต้องมีบทบาทมากกว่าหลังร้านหรือ ผู้ถือหุ้นใหญ่ แต่ต้องเป็นองค์กรทำงานจัดตั้ง บริหารมวลชน และวางยุทธศาสตร์ / ยุทธวิธีขับเคลื่อนได้ตลอดเวลา เราจึงจะพร้อมรับสถานการณ์ทุกชนิดที่จะเกิดขึ้นได้

ประการที่สาม โมฮัมหมัด มอร์ซี คือตัวอย่างที่ชี้ถึงสัจธรรมอันเจ็บปวดแต่เป็นความจริงว่า อุดมการณ์กับความสามารถเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง ผู้เปี่ยมล้นด้วยอุดมการณ์อาจเป็นผู้บริหารงานที่โหลยโท่ยที่สุดก็ได้ ผู้บริหารงานที่เก่งที่สุดก็อาจปราศจากอุดมการณ์โดยสิ้นเชิงจนเป็นคนไร้ราก ไร้วิญญาณเลยก็ได้ กระบวนการทางการเมืองของมนุษย์มักชูอุดมการณ์เป็นสำคัญเสมอ แต่ความสำเร็จของผู้นำกลับอยู่ที่การบริหารงานที่เกี่ยวกับทุกข์สุขของ ประชาชนเป็นหลัก 
เราจำเป็นต้องยอมผ่อนปรนท่าทีให้ องค์กรของเรามีคนหลายๆ จำพวกเอาไว้ บางคนไม่แก่กล้าทางอุดมการณ์นัก แต่พอไหว และเป็นคนทำงานที่มีประสิทธิภาพ เราก็ต้องคบค้าสมาคมเอาไว้เพื่ิอการทำงานในปัจจุบันและอนาคต ผมสังเกตว่า เรามักคบกันในเครือข่ายด้วยความคิดทางการเมืองเป็นหลัก โดยลืมเรื่องความสามารถด้านอื่นๆ ไปเกือบหมดสิ้น เราอาจจะต้องทบทวนยุทธวิธีในเรื่องนี้และสะสมคนประเภทใหม่ๆ เอาไว้บ้าง มอร์ซีเกิดปัญหาใหญ่หลวงขณะนี้ด้วยความด้อยในฝีมือและความสามารถในการบริหาร งาน มิได้อ่อนด้อยในด้านอุดมการณ์เลย แต่ก็นำพาขบวนทั้งขบวนมาสู่ปากเหวแห่งวิกฤติได้พอๆ กัน
ประการที่สี่ กองทัพและทหารอียิปต์อยู่ในสถานภาพทางสังคมที่แตกต่างจากไทยมาก นายพันกามัล นัสเซอร์ ที่ก่อปฏิวัติล้มสถาบันกษัตริย์ของพระเจ้าฟารุคเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๕ จนเป็นประธานาธิบดีคนแรกของสาธารณรัฐ เป็นผู้นำที่ถ่วงดุลระหว่างบารมีของเจ้า กับความศักดิ์สิทธิ์ของพระผู้เป็นเจ้ามาตลอด ไม่ยอมให้ใครมีอำนาจเกินเลยไปได้ ผลก็คือ คนอียิปต์มิได้มองกองทัพว่าเป็น “ม้าของพระราชา” แต่เห็นว่าเป็นผู้พิทักษ์ของตนเอง เมื่อถึงคราววิกฤติอย่างในขณะนี้ จึงมีคนอียิปต์จำนวนมากที่สนับสนุนให้ทหารเข้ามาแทรกแซงในทางการเมือง โดยหวังว่าแทรกแซงแล้วก็จะถอยกลับที่ตั้ง ไม่อยู่ในอำนาจอีกต่อไป 

นี่ก็เป็นบทเรียนของสังคมไทยที่ทำให้กองทัพ เป็นของพระมหากษัตริย์ จนผู้บัญชาการทหารบกลืมตัวอยู่หลายครั้ง พร่ำพูดถึงการปกป้องสถาบันฯ โดยลืมอีกสถาบันที่สำคัญเสมอกันคือ สถาบันประชาชน ถ้าเกิดวิกฤติไทยขึ้นอีกครั้ง เหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกับ ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๓ คือทหารกับประชาชนต้องเผชิญหน้ากันเอง ก็จะเกิดขึ้นอีกได้ เรื่องนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิที่ต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงในกองทัพไทย ความรักในสถาบันฯ ต้องคู่ไปความรักประชาชนด้วย จึงจะอยู่ร่วมกันได้ ยิ่งนายกรัฐมนตรีมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแล้วเช่นนี้ ก็ต้องอย่าให้เสียโอกาส รายละเอียดนั้นเราคงไปคุยกันนอกรอบ

ประการ สุดท้ายคือบทบาทของมหาอำนาจของสหรัฐอเมริกา ผลจากการแทรกแซงของโอบาม่าตามที่เล่าข้างต้นนั้น ปรากฏว่าเหมือนราดน้ำมันลงในกองไฟ ความโกรธของผู้ประท้วงฟูขึ้นมาทันทีที่รู้สึกว่าสหรัฐอเมริกาเข้ามาวุ่นวาย จุ้นจ้านในกิจการภายในของเขา บวกอคติเดิมที่ว่า รัฐบาลวอชิงตันเข้าข้างรัฐบาลของโมฮัมหมัด มอร์ซี ก็เลยยิ่งไปกันใหญ่ในขณะนี้ 
บทเรียนของเราก็คือการลากต่างชาติเข้ามาในกิจการของเรานั้น บางครั้งก็มีประโยชน์บ้าง แต่บางครั้งก็เป็นการเพิ่มดีกรีความโกรธแค้นของกลุ่มอื่นๆ ในสังคมของเราได้ จึงต้องระวังให้ดี อย่าลากต่างชาติเข้ามาเพียงเพราะเราต้องการพวก จำเป็นต้องคิดให้ไกลไปถึงวันที่เราไม่ต้องการความช่วยเหลือจากเขาแล้วและ ต้องการให้เขาออกไปจากชีวิตของเราด้วย มิฉะนั้นจะกลายเป็นการแก้ไขปัญหาด้วยการเพิ่มปัญหาใหม่เปล่าๆ.
.........................................................................................................................................................................
 กราบกราน.ปานเทวดา...ฟังเทศนา” เทวดากำมะลอ “.......อนิจจัง..งมงาย.ไม่คลายศรัทธา...สีจีวรพระ.ทำตาบอดสี  หลงใหล.อยากได้ความดี...ยอมทุ่มชีวี.บัตรพลีหลวงตา  เครื่องเซ่น.เน้นเป็นเงินทอง...พาหนะสีทอง.ลอยล่องมหา ซื้อไว้.ใช้เฝ้าเทวา...ลอยล่องนภา.ตามหาพระอินทร์ ความเขลา.เคล้าความฉลาด...ยอมเป็นข้าทาส.มารศาสนา อลัชชี.กลับมีราคา...ทุ่มเทเงินตรา “ ถวายผ้าไตร “ ไฉน.ผ้าไตรลัดฟ้า...บินข้ามศรัทธา.ตามหาสมัย  งมงาย.ความหมายคนไทย...หลงเชื่อด้วยใจ.ไม่พิจารณา.......   
ขุนเขาบอก :

กราบกราน.ปานเทวดา...ฟังเทศนา” เทวดากำมะลอ “.......อนิจจัง..

รำพัน.ของคนงมงาย..แม้แต่ความตาย.ยังยอมให้หา
เชื่อได้.โดยไม่ชายตา...ยอมเป็นขี้ข้า.หลับตาหากัน
ทรัพย์สิน.เงินทองกองให้...ช่วยพาฉันไป.สู่สรวงสวรรค์
สีเทา.ฤาสีอำพัน...สีแผ่นฟ้านั่น.ฉันไม่ชายตา

งมงาย.ไม่คลายศรัทธา...สีจีวรพระ.ทำตาบอดสี
หลงใหล.อยากได้ความดี...ยอมทุ่มชีวี.บัตรพลีหลวงตา
เครื่องเซ่น.เน้นเป็นเงินทอง...พาหนะสีทอง.ลอยล่องมหา
ซื้อไว้.ใช้เฝ้าเทวา...ลอยล่องนภา.ตามหาพระอินทร์

เงินทอง.กองเป็นภูเขา...ปัจจัยความเขลา.มอมเมาศาสนา
ภาพสร้าง.อำพรางสายตา...มารศาสนา.บังตาหากิน
แผ่นดิน.ไม่สิ้นคนเลว...พระอินทร์ตัวเขียว.ใช้ทอดกฐิน
เทวา.ลากมาเกลือกดิน...นั่งเพ่งกสิณ.หลอกกินไข่แดง

ไข่แพง.แช่งรัฐบาล...ถวายเป็นทาน.ประมาณไม่ไหว
กินแกลบ.กินรำหรือไง...จัตุปัจจัย.ไหงแพงแสนแพง
โศกี.นารีพิฆาต...หรือเป็นเหมือนญาติ.รำให้กรรแสง
นารี.จีวรกรักแดง...จดทะเบียนแต่ง.แมงเม่าช้ำใจ

ความเขลา.เคล้าความฉลาด...ยอมเป็นข้าทาส.มารศาสนา
อลัชชี.กลับมีราคา...ทุ่มเทเงินตรา “ ถวายผ้าไตร “
ไฉน.ผ้าไตรลัดฟ้า...บินข้ามศรัทธา.ตามหาสมัย 
งมงาย.ความหมายคนไทย...หลงเชื่อด้วยใจ.ไม่พิจารณา

อนิจจัง.ทุกข์ขัง.อนัตตา...ไตรลักษณ์บังตา.อนิจจาคนเขลา
ตาบอดสอด.ความมัวเมา...พระสงค์องค์เจ้า.เอาจีวรบังตา
สุดท้าย.กลายเป็นความโง่...ความหยิ่งยโส.ยอมโง่เทียมหมา
กราบกราน.ปานเทวดา...ฟังเทศนา” เทวดากำมะลอ “.......อนิจจัง..

måndag 1 juli 2013

ปิดม่านลิเก¨ชั้น ๑๖ ปิดฉากลิเกคณะศิษย์ทองด้วงตอนจบม้วนที่ หนึ่ง

ปิดม่านชั้น ๑๖  ปิดฉากลิเกคณะศิษย์ทองด้วงตอนจบ...มว้นที่ ๑

สรรพ สิ่งยังเคลื่อนไหว ....แต่พ่อแก้วแม่แก้วมันตายแน่แล้ว " ไอ้เหี้ยสั่งฆ่าอีห่าสั่งยิง " ร่างกายแก่ชราทนต่อความเจ็บป่วย ไม่ไหว สังขารร่างกายของคนมันก็เป็นเพียงวัตถุธรรมดา  ทุกสิ่งย่อมเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของมัน  ไม่ว่าจะสมมุติตัวเองเป็นเทวดาหรือเทวดี  แท้ที่จริงมันก็คือไอ้ฆาตกรใจอำมหิตที่สรวมชฎาเท่านั้นเอง  ได้ขึ้นมาเป็นกษัตริย์บนซากศพพี่ชายของตัวเอง เมื่อขึ้นมาเป็นกษัตริย์แล้ว ก็เนรคุณคนที่เขาแต่งตั้งให้ขึ้นเป็นกษัตริย์ ทรยศหักหลังโดยการ เนรเทศให้เขาออกจากประเทศไทยและไม่มีโอกาศได้กลับมาอีกจนต้องเสียชีวิตในต่างแดน  

มหาดเล็กผู้บริสุทธิ์ทีรับใช้และเลี้ยงดูกษัตริย์มาแท้ๆก็สั่งฆ่าเขาได้ อย่างเลือดเย็น   นอกจากนี้ยังทำตัวอยู่เหนือรัฐธรรมนูญ  โดยใช้อำนาจเผด็จการ ปกครองประเทศ กดขี่ห่มเหงราษฎร ทรยศคดโกงเอาทรัพย์สมบัติของชาติไปเป็นของตนเองและครอบครัว มีชีวิตอยู่อย่างฟุ่มเฟือยหรูหรา เสพสุขอยู่บนกองกระดูกกองเลือดของประชาชน  สั่งฆ่าประชาชนมาครั้งแล้วครั้งเล่าจนถึงทุกวันนี้  แม้ตัวเองเฒ่าแก่ชราจวนจะตายก็ยังไม่ยอมลงจากอำนาจยังดื้อรั้นโกหกหลอกลวง ประชาชนต่อไปจนลมหายใจครั้งสุดท้าย นี้คือความเหี้ยมโหดอำมหิตของฆาตกรสรวมชฎา

บัดนี้เวรกรรมต่างๆที่เขาก่อเอาไว้ก็ตามมาสนอง ไม่มีอะไรจะฝืนกฎเกณฑ์ธรรมชาติของมันได้กษัตริย์ก็คือสัตว์โลกธรรมดา  ไม่ใช่ สิ่งศักด์สิทธิ์จริง  ตามที่สร้างภาพเอาไว้ให้คนเคารพบูชากราบไหว้   การแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุด  " ช้างตาย " เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน พิสุจน์ได้อย่างชัดแจ้งว่า  ไม่มี... กษัตริย์ภูมิพล... อยู่ในโลกนี้อีกแล้ว...สองผัวเมียจอมโหดที่จองจำประเทศ ชาติประชาชนไม่ให้มีประชาธิปไตยมาเป็นเวลา ๘๑ ปีนั้นได้หมดสภาพความเป็นคนไปแล้ว...
พี่น้องทั้งหลายที่รักชาติรักประชาธิปไตย เวลาและโอกาสเป็นของพวกเราแล้ว
โอกาส เช่นนี้จะเกิดขึ้นได้ไม่บ่อยนักอย่าปล่อยให้โอกาสทองนี้ต้องหลุดลอยไป  จงรวมพลังกันทุกกลุ่มทุกเหล่าสามัคคีกันจัดตั้งทั้งด้านลึกด้านกว้างวางราก ฐานการต่อสู้ มีการจัดตั้งที่เข้มแข็งมีระเบียบวินัย มีการชี้นำที่ถูกต้อง มีขบวนการนำที่เป็นกองหน้า 
ประชาชนทั่วประเทศตาสว่างแล้วและมองเห็นสัจธรรมแล้ว  " ที่ไหนมีการกดขี่ที่นั้นย่อมมีการต่อสู้ "  ออกมาช่วยกันปลดปล่อยประเทศชาติให้หลุดพ้นจากระบอบเผด็จการกษัตริย์ สู่ระบอบประชาธิปไตย ที่สมบูรณ์  ให้แก่ลูกหลานของพวกเรา ประเทศจะได้เจริญ สังคมจะได้เดินก้าวหน้าไป ประชาชาติจะมีประชาธิปไตย....

โดย  แสงตะวัน
๑ กค. ๕๖  

ข่าว “จตุพร” นั่งประธาน นปช?ถ้าจริงถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง ที่ใช้ขุนศึกเหมาะกับงานในสนามรบ..... รบร้อยครั้งชนะข้าศึกร้อยครั้ง.......

มติเลือก “จตุพร” นั่งประธาน นปช.หลังประเมินอีก 3 เดือนการเมืองเข้าขั้นวิกฤต

วันจันทร์ที่ 1 กรกฎาคม 2556 เวลา 11:40 น.
วันนี้ (1 ก.ค.) นายวรชัย เหมะ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทยและแกนนำกลุ่ม นปช.เปิดเผยว่า วันที่ 29-30 มิ.ย.ที่ผ่านมา มีการประชุมใหญ่แกนนำ นปช.ทั้งหมดจากทั่วประเทศ ซึ่งเข้าพร้อมเพรียงทั้งนายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.พาณิชย์ และนางธิดา ถาวรเศรษฐ์ ประธาน นปช.ที่เค รีสอร์ท ย่านรามอินทรา โดยมีมติเห็นชอบให้นายจตุพรขึ้นมาทำหน้าที่ประธาน นปช. เนื่องจากประเมินว่า 2-3 เดือนข้างหน้าสถานการณ์การเมืองจะวิกฤตแน่นอน เพราะขณะนี้พรรคประชาธิปัตย์เคลื่อนไหวระดมคนในภาคใต้ขึ้นมาต่อสู้แล้ว ประกอบกลุ่มหน้ากากขาวก็เริ่มมีการขยายตัวและเข้ามาชุมนุมในกรุงเทพฯ หรือกรณีใช้องค์กรอิสระล้มรัฐบาล อย่างล่าสุดใช้เงื่อนไขโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ดังนั้นต้องเอาคนที่แข็งแกร่งขึ้นมานำทัพต่อสู้ ซึ่งนางธิดาก็ไม่ขัดข้อง
นายวรชัย กล่าวว่า นอกจากนี้ที่ประชุม นปช.มีมติจะต่อสู้รักษา ปกป้องประชาธิปไตยและประชาชนอย่างเต็มที่ โดยจะเดินหน้ารักษาผลประโยชน์ประชาชนที่เกิดความสูญเสีย มีคดีความจากการต่อสู้ทางการเมืองให้ได้รับความเป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็นการออกพ.ร.บ.นิรโทษกรรมและการให้เงินเยียวยาจากรัฐบาล พร้อมกันนี้จะสนับสนุนให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด ไม่ว่าจะเป็นกรณีเสนอแก้ไขรายมาตราที่ยังไม่ได้มติวาระ 2 และ 3 หรือกรณีแก้ไขทั้งฉบับตาม มาตรา 291 ที่ยังค้างลงมติวาระ 3 ไม่ว่าฉบับใดถูกนำกลับเข้าสู่การพิจารณาของสภาก่อนเราก็สนับสนุนเต็มที่ โดย นปช.จะเดินสายพบปะประชาชนทั่วประเทศเพื่อทำความเข้าใจในประเด็นเหล่านี้
“ส่วนการปรับ ครม.ที่ไม่มีชื่อนายจตุพร เป็นรัฐมนตรี แกนนำ นปช.ไม่ได้พูดถึง เรายอมรับอำนาจการตัดสินใจของนายกฯ และการประชุมแกนนำ นปช.นัดหมายก่อนปรับ ครม.นานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งนัดเมื่อนายจตุพรไม่ได้ตำแหน่ง แต่การปรับ ครม.ครั้งนี้มีประชาชนจำนวนมากสะท้อนผ่านผู้แทนฯ ว่าดูเหมือนรัฐบาลถอยทางการเมืองหรือไม่ เพราะเอาคนอย่าง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ออกจากรองนายกฯ ไปนั่งรมว.แรงงาน หรือคุณจาตุรนต์ ฉายแสง ไปเป็น รมว.ศึกษาธิการ ซึ่งไม่ใช่ตำแหน่งที่จะตอบโต้หรือชี้แจงแทนนายกฯ เหมือนตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี อย่างคุณจาตุรนต์ ผมว่าสามารถให้ควบตำแหน่งรองนายกฯ เพื่อคอยชี้แจง ตอบโต้ทางการเมืองด้วยได้ แต่เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว ต่อไปการต่อสู้ทางสภาฯ ของฝ่ายรัฐบาลต้องถอยแน่นอน ขณะที่เกมในสภาของพรรคประชาธิปัตย์รอบจัด เขี้ยวลากพื้น” นายวรชัย กล่าว
นายวรชัย ยังกล่าวถึงแรงกระเพื่อมภายในพรรคเพื่อไทย หลังปรับ ครม.ว่า จะไม่กลายเป็นความขัดแย้งภายในพรรค เพราะเมื่อปรับแล้วรัฐบาลก็ต้องเดินหน้าต่อ แต่ผู้ใหญ่ในพรรคควรจะเข้ามารับฟังเสียงสะท้อนของส.ส.และชี้แจงสิ่งที่เกิด ขึ้นบ้าง ถึงเหตุผลในการปรับ ครม.และการจัดวางตัวบุคคลเป็นรัฐมนตรี เพราะการปรับ ครม.เกิดขึ้นโดยไม่มีใครรู้ตัว จึงอาจทำให้มีความไม่เข้าใจอยู่บ้าง เพราะไม่ได้พูดคุยกันมาก่อน และส.ส.ก็มาจากประชาชนหลังฟังคำชี้แจงแล้วจะได้กลับไปตอบคำถามประชาชนใน พื้นที่ได้.

..........................................................................

นอกสภา....วันเวลาที่รอคอย.....ที่ยาวนานมาถึงแล้ว..

ก่อนอื่นขอแสดงความยินดีที่...คุณจตุพร...มีประชาธิปไตยที่แท้จริงเบ่งบานในหัวใจและค้นพบตัวเองว่าต้องการอะไร.....อย่าไปยอมรับคำตัดสินของกฎหมายภายใต้รัฐธรรมนูญโจร   ไม่ต้องกลัวเพราะคนที่สั่งฆ่าประชาชนยังลอยนวลได้   แล้วคุณไม่ได้สั่งฆ่าใครความจริงที่พิสูจน์ได้   พวกเราต้องกดดันผู้ใช้กฎหมายให้เลิกใช้กฎเถื่อน   โดยมาใช้กฎหมายตัดสินคดีอย่างยุติธรรมตามหลักสากล

การต่อสู้นอกสภาฝ่ายประชาชนต้องการขุนศึกที่เก่งกล้ามาร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่จับมือกันเดินไปด้วยกันอีกครั้งหนึ่ง   การร่วมรบในสนามรบจริงเป็นการสร้างผู้นำ...สร้างวีระบุรุษที่แท้จริง...เพราะประชาชนทั้งประเทศที่ร่วมรบจะได้เห็นความสามารถในการเป็นผู้นำ ได้เห็นผลงาน    แล้วประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะให้ใครเป็นผู้นำ..   ไม่ใช่ใใครก็ได้หรือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นผู้ยัดเยียดวีระบุรุษมาให้เป็นผู้นำ... 

ถนนสายประชาธิปไตยทุกสายรอคอยขุนศึกที่กล้าหาญ      การเดินทางบนถนนมุ่งสู่ประชาธิปไตยก็จะย่นระยะทางให้สั้นขึ้นไม่เดินหลงทางอีกต่อไป    พวกเราภูมิใจนับเป็นนิมิตรหมายที่ดีสำหรับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย    สำหรับเพื่อนร่วมเดินทางบางคนเดินทางมาไกลนานเกือบค่อนชีวิตที่ได้เห็นคนรุ่นใหม่ มีอุดมการณ์ประชาธิปไตยที่แท้จริงในหัวใจ     ข่าวนี้ยังเป็นกำลังใจให้เพื่อนร่วมเดินทางที่เบื่อหน่ายเหนื่อยล้าได้มีแรงก้าวเดินต่อไปเดินทางต่อไป

ท้ายนี้ฝากถึงขุนศึกที่ชื่อจตุพรจงตัดสินใจให้แน่นอน   ถ้าอยากร่วมเดินทางกับฝ่ายประชาชนนอกสภา   อยากจะเตือนคุณเสียเวลาและโอกาสไปมากแล้วโดยถูกเขามัดมือมัดเท้าไว้    จงตัดสินใจสลัดโซ่ตรวนออกมาเป็นอิสระ    เมื่อวันนั้นมาถึงคือวันที่ประเทศไทยมีการปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยมีรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชนเป็นผู้กำหนด    แล้ววันนั้นประชาชนจะเลือกคุณเป็นวีระบุรุษร่วมบริหารประเทศ

ดังนั้นหนทางพิสูจน์ม้ากาลเวลาพิสูจน์คน.... ยังใช้ได้เสมอ....ฝากถึงบรรดาขุนศึกทั้งหลาย    ที่ร่วมรบจงพิสูจน์ตนเองให้ประชาชนเห็นความสามารถได้แล้วว่าคุณคือ...ขุนศึกของแท้ หรือ ขุนศึกกำมะลอของปลอม.....ซึ่งเป็นอีเหลือบการเมืองเข้ามาร่วมเดินทางเพื่อตำแหน่งและผลประโยชน์เท่านั้น.....

ด้วยความปรารถนาดี

ราษฎรตาสว่าง
๑ ก.ค.๒๕๕๖

..เธอคือ"แม่ทัพ" คนแรกในประวัติศาสตร์ ของประชาชนไทยทั้งประเทศ ทุกหมู่เหล่า ทุกชนชั้น ทุกสาขาอาชีพ ทุกเพศทุกวัย ที่เลือกเธอให้เป็นผู้นำทัพเดินทางเพื่อนำประเทศเข้าสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง...พวกเราประชาชนไทยจะจับมือกันร่วมเดินทางยืนอยู่เคียงข้างท่านร่วมกันเดินทางฝันฝ่าอุปสรรคต่างๆจนกว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง...ขออวยพรให้ท่านและครอบครัวมีจิตใจที่เข้มแข็งแน่วแน่มั่นคง มีสุขภาพแข็งแรง เพื่อนำพาประเทศชาติและประชาชนหลุดพ้นจากการปกครองของระบอบเผด็จการอำมาตย์ชั่ว.......ด้วยจิตคารวะ....






นายกรัฐมนตรี หญิงคนแรกของแผ่นดิน   ก็ถือว่า คือแม่ทัพ ที่นำประเทศไปต่อสู้แข็งขัน กับทั่วโลก ด้วยสติปัญญาบริหารจัดการการบริหาร  และเป็นแม่ทัพในการ นำสังคมต่อสู้กับความชั่วร้าย ทุกด้านภายในประเทศ

การนำผู้หญิงไปใหญ่ในดง ลูกผู้ชายชาติตะหาร   ก็คือการนำความอ่อนหวานไปลดความเถือน ใช้แต่กำลัง มากว่าสมองขององค์การทางทหารดังกล่าว   ก็ไม่ต่างจาก ให้พวกโรงเรียนช่าง รับผู้หญิงเข้าไปเรียนผสม  ความเอี้ย ก้าวร้าว บ้าบิน ก็จะลดลง

วันนี้  กองทัพไทย     ได้ผู้บังคับบัญชาโดยตำแหน่ง 2 เด้ง คือ ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็คือผู้บังคัญบัญชาทุกองค์การภายใต้การบริหารแผ่นดินอยู่แล้ว   แต่ กองทัพไทย ทั้งทัพบก  ทัพเรือ  อากาศ  ก็จะได้   ผู้บังคับบัญชาสายตรงเข้าไปอีก    คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกระลาโหม

ถือว่า   กองทัพไทย   เพิ่งได้แม่ทัพ   เป็นครั้งแรก

หลังจาก  ได้ตุ๊ดทัพ  กระเทยทัพ ตลอดมา

[IMG]

ขอเชิดชู ผู้หญิงกล้า นำหน้าทัพ
พร้อมยอมรับ ความเปลี่ยนแปลง แสดงเห็น
สมนารี ขี่ม้าขาว คราวต้องเป็น
ไม่ซ่อนเร้น เด่นผงาด อำนาจนาง....

กองทัพต้อง ก้าวหน้า ฝ่าวิกฤติ
เป็นมิ่งมิตร สถิตสวย ช่วยสะสาง
"รัฐประหาร" เรื่องอัปรีย์ ไม่มีทาง
ร่วมอยู่อย่าง ร่มเย็น ตามเป็นไป....

ประวัติศาสตร์ ชาติไทย ได้จารึก
ความรู้สึก ช่างโดดเด่น เป็นไหนๆ
อกสามศอก ชายบางคน ทนทุกข์ใจ
รับไม่ได้ เพราะอิจฉา ตั้งท่าเมิน....

พวกขี้แพ้ แย่ตลอด ค่อนขอดต่อ
ไม่รีรอ ขอกำจัด ไม่ขัดเขิน
ฟ้ากับเหว เลวกับดี มีมากเกิน
บนทางเดิน คนกับเหิ้ย คุณเชียร์ใคร....

๓ บลา / ๓ ก.ค.๕๖
http://3blabla.blogspot.com

สรรพสิ่ง.หยุดนิ่งแล้ว.นางแก้วเอย...... หนึ่งนารี.ยังเรืองฤทธิ์.สถิตมั่น ยังเหลือวัน.เสริมความงาม.ความเป็นหญิง ทั่วเรือนร่าง.ยังกลางวัย.ยังไหวติง ใช่แน่นิ่ง.ไม่อิงอร.นอนนิทรา เปลี่ยนส่วนสัด.รัฐนาวา.เปลี่ยนม้าศึก ทะเลลึก.ฝึกฝีพาย.สายมหา ธาราแรง.แดงช่วยเสริม.เติมปัญญา กี่หุบผา.ม้าศึกดัน.ฝันเป็นจริง......

ขุนเขาบอก :

สรรพสิ่ง.หยุดนิ่งแล้ว.นางแก้วเอย......

“ ถ้ายังอยู่ “.สู้ต่อไป.ไพร่ขี้ข้า
อยู่ค้ำฟ้า.ให้รู้ไป.ใช่ปัญหา
ความเป็นไท.ไม่ย่อท้อ.รอเวลา
เทวดา.เทวดี.ไม่มีจริง

จริงคือเท็จ.เท็จคือจริง.ยิ่งต้องหา
เห็นกับตา.ว่าคือคน.ใช่โคลนนิ่ง
สัมผัสได้.ไม่ใช่เงา.เราว่าจริง
ยืนนิ่งๆ.ไม่ติงตัว.ชัวร์แน่นอน

ขิงเริ่มรา.ข่าเริ่มแรง.แดงเข็มข้น
ชีวิตคน.ไม่พ้นตาย.กลายเป็นหนอน
แก่ชรา.จนลิ้นรัว.ตัวละคร
จวนถึงตอน.ละครจบ.พบความจริง

หนึ่งนารี.ยังเรืองฤทธิ์.สถิตมั่น
ยังเหลือวัน.เสริมความงาม.ความเป็นหญิง
ทั่วเรือนร่าง.ยังกลางวัย.ยังไหวติง
ใช่แน่นิ่ง.ไม่อิงอร.นอนนิทรา

เปลี่ยนส่วนสัด.รัฐนาวา.เปลี่ยนม้าศึก
ทะเลลึก.ฝึกฝีพาย.สายมหา
ธาราแรง.แดงช่วยเสริม.เติมปัญญากี่หุบผา.ม้าศึกดัน.ฝันเป็นจริง

ตาสว่าง.อย่างถาวร.แน่นอนแล้ว
พ่อแม่แก้ว.ไม่ต้องหา.นาวาหญิง
แล่นต่อไป.ให้ถึงฝัน.นั่นความจริง
สรรพสิ่ง.หยุดนิ่งแล้ว.นางแก้วเอย......เดินต่อไป..
..............................................................................................................