måndag 24 juni 2013

คำประกาศคณะราษฎร 24 มิถุนายน 2475 นับเวลา ๘๑ ปี ถึง.. 24 มิถุนายน 2556....

คำประกาศคณะราษฎร 24 มิถุนายน 2475

24 มิถุนายน 2556




ราษฎรทั้งหลาย


เมื่อกษัตริย์องค์นี้ได้ครองราชย์สมบัติสืบต่อจากพระเชษฐานั้น ในชั้นต้นราษฎรบางคนได้หวังกันว่ากษัตริย์องค์ใหม่นี้จะปกครองราษฎรให้ ร่มเย็น แต่การณ์ก็หาได้เป็นไปตามที่คิดหวังกันไม่ กษัตริย์คงทรงอำนาจอยู่เหนือกฎหมายเดิม ทรงแต่งตั้งญาติวงศ์และคนสอพลอไร้คุณความรู้ให้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญๆ ไม่ทรงฟังเสียงราษฎร ปล่อยให้ข้าราชการใช้อำนาจหน้าที่ในทางทุจริต มีการรับสินบนในการก่อสร้างและการซื้อของใช้ในราชการ หากำไรในการเปลี่ยนเงิน ผลาญเงินของประเทศ ยกพวกเจ้าขึ้นให้สิทธิพิเศษมากกว่าราษฎร กดขี่ข่มเหงราษฎร ปกครองโดยขาดหลักวิชา ปล่อยให้บ้านเมืองเป็นไปตามยถากรรม ดังที่จะเห็นได้จากความตกต่ำในทางเศรษฐกิจและความฝืดเคืองในการทำมาหากิน ซึ่งพวกราษฎรได้รู้กันอยู่โดยทั่วไปแล้ว รัฐบาลของกษัตริย์เหนือกฎหมายมิสามารถแก้ไขให้ฟื้นขึ้นได้

การที่แก้ไขไม่ได้ก็เพราะรัฐบาลของกษัตริย์มิได้ปกครองประเทศเพื่อราษฎร ตามที่รัฐบาลอื่นๆ ได้กระทำกัน รัฐบาลของกษัตริย์ได้ถือเอาราษฎรเป็นทาส (ซึ่งเรียกว่าไพร่บ้าง ข้าบ้าง) เป็นสัตว์เดียรัจฉาน ไม่นึกว่าเป็นมนุษย์ เหตุฉะนั้น แทนที่จะช่วยราษฎร กลับพากันทำนาบนหลังราษฎร จะเห็นได้ว่า ภาษีอากรที่บีบคั้นเอาจากราษฎรนั้น กษัตริย์ได้หักเอาไว้ใช้ปีหนึ่งเป็นจำนวนหลายล้าน ส่วนราษฎรสิ กว่าจะหาได้แม้แต่เล็กน้อย เลือดตาแทบกระเด็น ถึงคราวเสียเงินราชการหรือภาษีใดๆ ถ้าไม่มีเงินรัฐบาลก็ยึดทรัพย์หรือใช้งานโยธา แต่พวกเจ้ากลับนอนกินกันเป็นสุข ไม่มีประเทศใดในโลกจะให้เงินเจ้ามากเช่นนี้ นอกจากพระเจ้าซาร์และพระเจ้าไกเซอร์เยอรมัน ซึ่งชนชาตินั้นก็ได้โค่นราชบัลลังก์ลงเสียแล้ว

รัฐบาลของกษัตริย์ได้ปกครองอย่างหลอกลวงไม่ซื่อตรงต่อราษฎร มีเป็นต้นว่าหลอกว่าจะบำรุงการทำมาหากินอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ครั้นคอยๆ ก็เหลวไป หาได้ทำจริงจังไม่ มิหนำซ้ำกล่าวหมิ่นประมาทราษฎรผู้มีบุญคุณเสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้กิน ว่าราษฎรยังมีเสียงทางการเมืองไม่ได้ เพราะราษฎรโง่ คำพูดของรัฐบาลเช่นนี้ใช้ไม่ได้ ถ้าราษฎรโง่ เจ้าก็โง่เพราะเป็นคนชาติเดียวกัน ที่ราษฎรรู้ไม่ถึงเจ้านั้นเป็นเพราะขาดการศึกษาที่พวกเจ้าปกปิดไว้ไม่ให้ เรียนเต็มที่ เพราะเกรงว่าเมื่อราษฎรได้มีการศึกษา ก็จะรู้ความชั่วร้ายที่พวกเจ้าทำไว้ และคงจะไม่ยอมให้เจ้าทำนาบนหลังคนอีกต่อไป

ราษฎรทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า ประเทศเรานี้เป็นของราษฎร ไม่ใช่ของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง บรรพบุรุษของราษฎรเป็นผู้ช่วยกันกู้ให้ประเทศเป็นอิสรภาพพ้นมือจากข้าศึก พวกเจ้ามีแต่ชุบมือเปิบและกวาดทรัพย์สมบัติเข้าไว้ตั้งหลายร้อยล้าน เงินเหล่านี้เอามาจากไหน? ก็เอามาจากราษฎรเพราะวิธีทำนาบนหลังคนนั้นเอง บ้านเมืองกำลังอัตคัดฝืดเคือง ชาวนาและพ่อแม่ทหารต้องทิ้งนา เพราะทำนาไม่ได้ผล รัฐบาลไม่บำรุง รัฐบาลไล่คนงานออกอย่างเกลื่อนกลาด นักเรียนที่เรียนสำเร็จแล้วและทหารที่ปลดกองหนุนแล้วก็ไม่มีงานทำ จะต้องอดอยากไปตามยถากรรม เหล่านี้เป็นผลของกษัตริย์เหนือกฎหมาย บีบคั้นข้าราชการชั้นผู้น้อย นายสิบ และเสมียน เมื่อให้ออกจากงานแล้วก็ไม่ให้เบี้ยบำนาญ ความจริงควรเอาเงินที่พวกเจ้ากวาดรวบรวมไว้มาจัดบำรุงบ้านเมืองให้คนมีงานทำ จึงจะสมควรที่สนองคุณราษฎรซึ่งได้เสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้ร่ำรวยมานาน แต่พวกเจ้าก็หาได้ทำอย่างใดไม่ คงสูบเลือดกันเรื่อยไป เงินเหลือเท่าไหร่ก็เอาไปฝากต่างประเทศ คอยเตรียมหนีเมื่อบ้านเมืองทรุดโทรม ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก การเหล่านี้ย่อมชั่วร้าย

เหตุฉะนั้น ราษฎร ข้าราชการ ทหาร และพลเรือน ที่รู้เท่าถึงการกระทำอันชั่วร้ายของรัฐบาลดังกล่าวแล้ว จึงรวมกำลังตั้งเป็นคณะราษฎรขึ้น และได้ยึดอำนาจของกษัตริย์ไว้ได้แล้ว คณะราษฎรเห็นว่าการที่จะแก้ความชั่วร้ายนี้ได้ก็โดยที่จะต้องจัดการปกครอง โดยมีสภา จะได้ช่วยกันปรึกษาหารือหลายๆ ความคิดดีกว่าความคิดเดียว ส่วนผู้เป็นประมุขของประเทศนั้น คณะราษฎรไม่ประสงค์ทำการแย่งชิงราชสมบัติ ฉะนั้น จึงได้อัญเชิญให้กษัตริย์องค์นี้ดำรงตำแหน่งกษัตริย์ต่อไป แต่จะต้องอยู่ใต้กฎหมายธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน จะทำอะไรโดยลำพังไม่ได้ นอกจากด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร คณะราษฎรได้แจ้งความประสงค์นี้ให้กษัตริย์ทราบแล้ว เวลานี้ยังอยู่ในความรับตอบ ถ้ากษัตริย์ตอบปฏิเสธหรือไม่ตอบภายในกำหนดโดยเห็นแก่ส่วนตนว่าจะถูกลดอำนาจ ลงมาก็จะชื่อว่าทรยศต่อชาติ และก็เป็นการจำเป็นที่ประเทศจะต้องมีการปกครองแบบอย่างประชาธิปไตย กล่าวคือ ประมุขของประเทศจะเป็นบุคคลสามัญซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้เลือกตั้งขึ้น อยู่ในตำแหน่งตามกำหนดเวลา ตามวิธีนี้ราษฎรพึงหวังเถิดว่าราษฎรจะได้รับความบำรุงอย่างดีที่สุด ทุกๆ คนจะมีงานทำ เพราะประเทศของเราเป็นประเทศที่อุดมอยู่แล้วตามสภาพ เมื่อเราได้ยึดเงินที่พวกเจ้ารวบรวมไว้จากการทำนาบนหลังคนตั้งหลายร้อยล้าน มาบำรุงประเทศขึ้นแล้ว ประเทศจะต้องเฟื่องฟูขึ้นเป็นแม่นมั่น การปกครองซึ่งคณะราษฎรจะพึงกระทำก็คือ จำต้องวางโครงการอาศัยหลักวิชา ไม่ทำไปเหมือนคนตาบอด เช่นรัฐบาลที่มีกษัตริย์เหนือกฎหมายทำมาแล้ว เป็นหลักใหญ่ๆ ที่คณะราษฎรวางไว้ มีอยู่ว่า

๑.จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่นเอกราชในทางการเมือง ในทางศาล ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศไว้ให้มั่นคง

๒.จะต้องรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก

๓.ต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะจัดหางานให้ราษฎรทุกคนทำ จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก

๔.จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน (ไม่ใช่พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎรเช่นที่เป็นอยู่ในเวลานี้)

๕.จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลัก ๔ ประการดังกล่าวข้างต้น

๖.จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร

ราษฎรทั้งหลายจงพร้อมใจกันช่วยคณะราษฎรให้ทำกิจอันจะคงอยู่ชั่วดินฟ้านี้ ให้สำเร็จ คณะราษฎรขอให้ทุกคนที่มิได้ร่วมมือเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลกษัตริย์เหนือ กฎหมายพึงตั้งตนอยู่ในความสงบและตั้งหน้าทำมาหากิน อย่าทำการใดๆ อันเป็นการขัดขวางต่อคณะราษฎร การที่ราษฎรช่วยคณะราษฎรนี้ เท่ากับราษฎรช่วยประเทศและช่วยตัวราษฎร บุตร หลาน เหลน ของตนเอง ประเทศจะมีความเป็นเอกราชอย่างพร้อมบริบูรณ์ ราษฎรจะได้รับความปลอดภัย ทุกคนจะต้องมีงานทำไม่ต้องอดตาย ทุกคนจะมีสิทธิเสมอกัน และมีเสรีภาพพ้นจากการเป็นไพร่ เป็นข้า เป็นทาสพวกเจ้า หมดสมัยที่เจ้าจะทำนาบนหลังราษฎร สิ่งที่ทุกคนพึงปรารถนาคือ ความสุขความเจริญอย่างประเสริฐซึ่งเรียกเป็นศัพท์ว่า “ศรีอาริยะ” นั้น ก็จะพึงบังเกิดขึ้นแก่ราษฎรถ้วนหน้า

คณะราษฎร

๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕

söndag 23 juni 2013

ฉลองแบบโต้รุ่ง "24 มิถุนายน 2475" ที่หมุดคณะราษฎร

http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=q2PbgE5K2-0

ฉลองแบบโต้รุ่ง "24 มิถุนายน 2475" ที่หมุดคณะราษฎร
เปิดตัว "คณะกรรมการ 14 ตุลาเพื่อประชาธิปไตยสมบูรณ์" พร้อมกับจัดงาน "24 มิถุนาฯ เฉลิมฉลองวันชาติประชาชน" ที่หมุดคณะราษฎร ลานพระบรมรูปทรงม้า โดยจัดแบบโต้รุ่งจนถึงเช้าพรุ่งนี้
เปิดตัว "คณะกรรมการ 14 ตุลาเพื่อประชาธิปไตยสมบูรณ์" และการกล่าวรำลึกเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง โดย พ.ต.พุทธินารถ พหลพลพยุหเสนา บุตรชายของพระยาพหลพลหยุหเสนา ผู้นำคณะราษฎร
ประชาชนเข้าร่วมกิจกรรม "24 มิถุนาฯ เฉลิมฉลองวันชาติประชาชน" ตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ
กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย (LLTD) จำหน่ายโปสการ์ด "บรรพชนอภิวัฒน์"
สำหรับระดมทุนเพื่อทำกิจกรรมนักศึกษา 
การแสดงดนตรีโดยวงกำปั้น
การแสดงละคร "เก้าแผ่นดิน" โดยกลุ่มประกายไฟการละคร

ช่วงค่ำวันนี้ (23 มิ.ย.) กลุ่มประชาสังคมหลายกลุ่ม เช่น สมาคมญาติ 14 ตุลา 2516 เครือข่ายเดือนตุลา มูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย กลุ่ม 24 มิถุนาฯ ประชาธิปไตย  กลุ่มประกายไฟ  คนเสื้อแดงกลุ่มย่อย และสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย หรือ สนนท. ร่วมกันจัดงาน "24 มิถุนาฯ เฉลิมฉลองวันชาติประชาชน" โดยเป็นการจัดงานรำลึกเพื่อโหมโรง ก่อนถึงวันครบรอบ 81 ปี การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ที่จะมาถึงในเช้าวันพรุ่งนี้
ในโอกาสนี้ ทางกลุ่มได้ร่วมกันเปิดตัว "คณะกรรมการ 14 ตุลาเพื่อประชาธิปไตยสมบูรณ์" ที่บริเวณหมุดคณะราษฎร ลานพระบรมรูปทรงม้าด้วย โดยนายจรัล ดิษฐาอภิชัย อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อดีตแกนนำ นปช.รุ่น 2 ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการดังกล่าวเปิดเผยว่าที่ตั้งคณะกรรมการ 14 ตุลา ขึ้นมาอีกกลุ่มเนื่องจากมีคนเตือนตุลาบางกลุ่มหันไปอยู่ฝ่ายต่อต้านประชาธิปไตย ซึ่งผิดกับเจตนารมณ์ของการต่อสู้ของคนเดือนตุลา โดย "คณะกรรมการ 14 ตุลาเพื่อประชาธิปไตยสมบูรณ์" จะดำเนินงานโดยยึดคำขวัญ "จงพิทักษ์เจตนารมณ์ประชาธิปไตยสมบูรณ์ของวีรชน 14 ตุลาคม" ของนายปรีดี พนมยงค์ ผู้นำคณะราษฎร โดยคณะกรรมการดังกล่าวจะจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง จนถึงวันรำลึกเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ในเดือนตุลาคมนี้
สำหรับบรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก โดยตั้งแต่ช่วงเย็น พ.ต.พุทธินารถ พหลพลพยุหเสนา บุตรชายของพระยาพหลพลหยุหเสนาได้กล่าวรำลึกการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 นอกจากนี้การร่วมร้องเพลงวันชาติ 24 มิถุนายน แสดงลำตัดประชาธิปไตยคณะพี่น้องแสงธรรม โดยวัฒน์ วรรลยางกูล การร่วมร้องเพลงวันชาติ 24 มิถุนายน การแสดงดนตรีโดยวงกำปั้น ละครการเมือง "เก้าแผ่นดิน" โดยกลุ่มประกายไฟการละคร
นอกจากนี้กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย ได้จัดระดมทุนสำหรับทำกิจกรรมด้วยการจำหน่ายโปสการ์ด "บรรพชนอภิวัฒน์" เป็นรูปผู้ก่อการคณะราษฎร ได้แก่ ปรีดี พนมยงค์ พระยาพหลพลพยุหเสนา จอมพล ป. พิบูลสงคราม และนักหนังสือพิมพ์ผู้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย กุหลาบ สายประดิษฐ์
ขณะที่ในเวลา 24.00 น. คืนนี้ ที่หมุดคณะราษฎร ณัฐพล ใจจริง อาจารย์ประจำสาขาการปกครองท้องถิ่น คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา มีกำหนดการขึ้นอ่านสุนทรพจน์วันชาติครั้งที่ 1 ของจอมพล ป. พิบูลสงคราม โดยการจัดงานจะดำเนินไปจนถึงเวลา 6.00 น. ของวันพรุ่งนี้ ซึ่งเป็นวันครบรอบการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ครบรอบปีที่ 81
อนึ่งประเทศไทยเคยประกาศให้วันที่ 24 มิถุนายนของทุกปีเป็นวันชาติ เพื่อรำลึกถึงวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 โดยในวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2481 รัฐบาล พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา (ยศในขณะนั้น) ออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง "วันชาติ" โดยถือเป็นวันหยุดราชการด้วย กระทั่งต่อมาวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2503 รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่อง "ให้ถือวันพระราชสมภพเป็นวันเฉลิมฉลองของชาติไทย" ขึ้นมาแทน

** พูดไม่ทันขาดคำ 30 – 40 ส.ส.เพื่อไทย ถูกซื้อตัวซะแล้ว **.... ด่วนเปิดเผยแผนชั่ว.....สารพัดวิชามารของอำมาตย์เผด็จการ...เพื่อทำลายล้มล้างรัฐบาลที่มาจากประชาชนและขัดขวางระบอบประชาธิปไตยให้ได้ทุกวิถีทาง..หลังจากจุดสารพัดม็อบไม่สำเร็จเพื่อให้ทหารออกมายึดอำนาจ ประชาชนเจ้าของประเทศทุกคนต้องออกมาช่วยกันหยุดแผนอันชั่วช้านี้ โดยจับตาหาข้อมูลดูว่า "ส.ส.ไอ้อี . 30-40 คน" นี้คือใคร...ที่ฝักใฝ่เผด็จการคิดขายตัว ทรยศต่อประชาชนเห็นแก่เงินและตำแหน่งที่เขานำมาหลอกล่อให้ไปเป็นทาสรับใช้เพื่อขัดขวางทำลายระบอบประชาธิปไตย.. ประชาชนจงช่วยกันติดตามหาความจริงของนักการเมืองเหลือบชั่วขายตัวพวกนี้ออกมาประจานให้สังคมได้รับรู้และช่วยกันกำจัดให้หมดไปจากสังคมไทย.....

** พูดไม่ทันขาดคำ 30 – 40 ส.ส.เพื่อไทย
ถูกซื้อตัวซะแล้ว **

พท. ปูด ขบวนการล้มรัฐบาล เดินเครื่องเต็มสูบ หวังล้ม
รัฐให้ได้ ก่อนเปิดประชุมสภาฯ เดือน ส.ค. แฉ เตรียม
ล็อบบี้ ซื้อตัว ส.ส.อีสาน 30-40 คน ตั้งค่าหัวคนละ
80 ล้านบาท พร้อมให้ เก้าอี้ รมต.เป็นรางวัล ล่อใจ
เปลี่ยนขั้วจัดตั้ง รบ.ใหม่
[IMG] g

ฝากให้คิดและศึกษาเรื่อง."..การเมือง เล่นการเมือง ติดตามรับรู้เรื่องการเมือง...." ...เพื่ออนาคตของการเปลี่ยน "โครงสร้าง" ในประเทศไทย....เข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง

เรื่องสืบเนื่องจากคำพูด  บก.ลายจุด
จากหลายแง่คิดมุมมอง

[Image: 1002724_1393326430879304_1758350976_n.jpg]



ความปรารถนาดี,  สิ่งดี,  ที่จะพูด  หรือมอบให้กับใคร  ก็ต้องดูเวลา และกาลเทศะด้วยครับ  แม้คุณสมบัติ  บุญงามอนงค์  จะปรารถนาดีมีความคิดที่ดีต่อแนวทางในระบอบประชาธิปไตย  ต้องการให้ประชาธิปไตยถูกพัฒนาไปเป็นรูปแบบตามความต้องการจริงๆ ของมวลชนก็ตาม   แต่การนำเสนอของคุณสมบัติ  กำลังพูดถึงเป้าหมายที่อยู่ในบันไดขั้นที่ 10  ขณะที่มวลชนหรือแนวทางประชาธิปไตยของคนไทยยังก้าวไปได้แค่บันไดขั้นที่ 5 เท่านั้น   ซึ่งการพูดหรือแนะนำเช่นนี้แม้จะเป็นสิ่งที่ดี  แต่เมื่อไม่ถูกเวลาก็กลายเป็นการทำร้ายคนพวกเดียวกันเอง
ผมเชื่อว่าท่านอดีตนายกทักษิณ  คงจะไม่อยู่ในวังวนของการเมืองไปตลอดชีวิตเหมือน  เปรมิกา  หรือ นกแสก  หรอกครับ  เมื่อถึงเวลาหนึ่งที่การเมืองเป็นไปในแนวทางประชาธิปไตยอย่างเต็มที่แล้ว  ท่านก็คงจะวางมือและมีชีวิตอยู่อย่างสงบๆ  สบายๆ  เหมือน เนลสัน  แมนเดลล่า  มากกว่า เป็นสุขกว่ากันเยอะ    แต่ที่แน่ๆ  การที่คุณสมบัติ  บุญงามอนงค์   พูดออกมาได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า อยากถามคุณทักษิณว่า   "คิดว่าจะยุติทางการเมืองไหม เลิกเล่นการเมืองได้ไหม สไกป์ทำไม"   คำกล่าวนี้  (ในเวลานี้)   คือ
การทำลายการต่อสู้ของประชาชนเพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยครับ    เพราะท่านนายกทักษิณ  คือหัวขบวนในการต่อสู้เวลานี้  ไม่มีใครที่เป็นจุดศูนย์รวมใจเพื่อให้ประชาชนมีกำลังในการต่อสู้กับเผด็จการอมาตย์ได้มากเท่า  ท่านอดีตนายกทักษิณ   หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ  ท่านคือแม่ทัพฝ่ายประชาธิปไตยเวลานี้  และไม่มีใครต้องการทำลายแม่ทัพในยามศึก  เพราะนั่นคือ   การกระทำของฝ่ายศัตรู   เท่านั้นเองครับ
และที่สำคัญที่ไม่ควรมองข้ามอย่างเด็ดขาดก็คือ  การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่กำลังเข้มข้น และรุนแรงอยู่ในเวลานี้  ไม่ใช่การต่อสู้กันระหว่างท่านอดีตนายกทักษิณ  ฝ่ายพรรคเพื่อไทย  กับอดีตนายกอภิสิทธิ์  ฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์  เท่านั้น   (ซึ่งถ้าคุณสมบัติ บุญงามอนงค์  เข้าใจว่าคู่ต่อสู้กันคือ 2 ท่านนี้แล้วทุกอย่างจบ  ก็แสดงว่าคุณสมบัติ  อ่อนด้อยทางการเมืองอย่างมาก  ซึ่่งไม่น่าเป็นไปได้)
คุณสมบัติ  บุญงามอนงค์  ลองพูดประโยคเดียวกันกับที่ต้องการพูดกับท่านอดีตนายกทักษิณ  กับผู้นำของฝ่ายขั้วอำนาจเผด็จการอมาตย์ดูซิครับ  ไม่ว่าจะเป็น  นกแสก, เปรมิกา,  ไอ้แอ๊ด เขายายเที่ยง  หรือ คนอื่นๆ ที่อยู่ในเครือข่ายเดียวกัน  แล้วคาดหวังว่าจะทำให้  พรรคประชาธิปัตย์  เป็นพรรคของมวลชนดูบ้าง   ลองดูซิครับว่าจะได้รับคำตอบกลับมาอย่างไร
เหนื่อยนักก็พักบ้างก็ได้ครับ   ไม่พูด,  ไม่คิด,  ไม่เขียน  เสียบ้าง  ไม่มีใครเขาว่าเป็นคนโง่หรอกครับ
.................................................................

by  ลมหนาว ดาวเหนือ

ผมยังเชื่อมั่นในตัวคุณหนูหริ่งครับ และยังมั่นใจว่าคุณหนูหริ่งมีคุณค่าต่อฝ่ายขบวนการ ปชต. อย่างมาก
เพียงแต่บางมุมมองที่มีต่อบางเรื่องอาจแตกต่างกันไปบ้าง ซึ่งก็น่าจะเป็นเรื่องธรรมดาและเป็นเรื่องที่ดีแล้วที่จะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน
เพื่อนำไปสู่การตกผลึกในเป้าหมายที่ดีงามและถูกต้องของพวกเราร่วมกัน
มากกว่าจะเป็นเรื่องของการโกรธเกลียดชิงชังคั่งแค้นต่อกัน และผลักไสไล่ส่งให้ถอยห่างกันและกันออกไปนะครับ

ส่วนใหญ่ผมชอบแนวคิดของคุณหนูหริ่งเกือบทุกเรื่องและมักเห็นด้วยคล้อยตามอยู่เสมอ
แต่บางเรื่อง อย่างเรื่องที่คุณหนูหริ่งให้สัมภาษณ์กรณี "ทักษิณ" ล่าสุด ผมมีความเห็นว่า
แนวคิดแบบเคยชินกับ "กรอบ" เดิม ๆ ที่มีต่อ "ทักษิณ" และระบอบการเมืองไทยแบบเดิม ๆ ไม่ว่าของฝ่ายตรงข้าม หรือฝ่ายคุณหนูหริ่ง
โดยความเห็นส่วนตัว ผมเห็นว่า.. อาจตามไม่ทันกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยในยุคสมัยตั้งแต่มีรัฐบาลไทยรักไทย
และมีนายกฯชื่อ "ทักษิณ ชินวัตร" เรื่อยมาจนถึงหลังรัฐประหาร 19 กันยา 49 และต่อมาจวบจนถึงปัจจุบัน
และ ดังนั้น จึงอาจนำมาใช้สรุปด้วยความมั่นใจในฐานความรู้ และฐานความคิด ฐานความเชื่อเดิมของตน..ของคุณหนูหริ่ง..ฯลฯ
ได้อย่างไม่สอดคล้องกับสภาวการณ์ความเป็นจริงเท่าไรนัก และบางครั้งอาจถึงขั้นสรุปและประเมินเรื่องนี้อย่าง "ผิดพลาด" ได้

ความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของไทยในยุคสมัยตั้งแต่มีรัฐบาลนายกฯทักษิณ ชินวัตร จนถึงรัฐประหาร 19 กันยา 49
และหลังจากนั้นจนถึงปัจจุบัน ต้องถือว่าเปลี่ยนไปชนิดไม่ใช่แค่ผิวเผิน แต่ลงลึกถึงระดับโครงสร้างการปกครองของประเทศอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
และยังก่อให้เกิดการกระเพื่อมสั่นสะเทือนของโครงสร้างอำนาจของประเทศในแทบทุกด้าน ทั้งโครงสร้างอำนาจทางทหาร การเมือง สังคม และเศรษฐกิจ
ที่โครงสร้างฐานอำนาจเดิม (ซึ่งยึดมาจาก อ.ปรีดี) ถูกเขย่าบัลลังก์และถูกแย่งกลับไปสู่ราษฎรได้หลายส่วน
แม้ยังไม่ได้ทั้งหมด แต่ก็ไม่เคยมีมาก่อนนับแต่กลุ่มขุนศึกร่วมกับศักดินายึดอำนาจมาจาก อ.ปรีดี ได้

สำหรับผมแล้ว นายกฯทักษิณ ไม่ได้มีคุณูปการต่อประเทศนี้ในแง่โครงการต่าง ๆ เพื่อชาวรากหญ้าที่ทุกคนรู้จักและยอมรับกันเท่านั้น
แต่ที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น เป็นเพราะท่านเป็นคนแรกที่เข้ามาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจที่แท้จริงขอ​งประเทศ
และนำกลับไปสู่ประชาชนเจ้าของประเทศที่แท้จริง
ซึ่งจะเป็นปฐมบทของการนำประเทศออกจากอำนาจโบราณที่ปกครองประเทศอยู่หลังฉากไปสู่การเ​ป็นประชาธิปไตยแท้จริงในอนาคตในที่สุดได้
(แม้จะรู้กันดีว่า จริงๆแล้วคนอย่าง "ทักษิณ" ไม่ได้มีความคิดจะไปชนกับเจ้าของอำนาจโบราณเดิมเพื่อยื้อแย่งอะไร ออกจะภักดีอย่างมากด้วยซ้ำ)

ถ้าคิดแบบ อ.สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ (ดูจากคลิปต่างๆ ก่อนถูกจับคุมขัง) ก็จะตรงข้ามกับของคุณหนูหริ่ง
อ.สุรชัยเสนอแนวคิดโดยกล่าวในทำนองนี้ว่า...
"คนที่อำมาตย์ศักดินากลัวที่สุดก็คือ 'ทักษิณ' 
ดังนั้น ยุทธศาสตร์ที่ดีที่สุดของฝ่ายเราก็ต้องเอา 'ทักษิณ'  ไปสู้กับมัน... 
และการไม่เอา 'ทักษิณ'  ก็คือ การเข้าทางมัน.. 
พวกอำมาตย์ พวกเสื้อเหลือง พวกประชาธิปัตย์ มันพยายามบอกว่า 
'ทักษิณ' คือจุดอ่อนของพวกเรา... 
ก็แล้วถ้าคิดว่าเป็นจุดอ่อน แล้วมาบอกพวกเราทำไม 
เก็บเงียบไว้ก็จะยิ่งดีต่อชัยชนะของฝ่ายตัวเองไม่ใช่หรือ ?.... 
มันหวังดี หรือ มันจะมาหลอกพวกเรากันแน่" 

(เดี๋ยวนี้ ผ่านมาหลายปี ไม่รู้ อ.สุรชัย เปลี่ยนความคิดในประเด็นนี้หรือยัง ? เพราะไม่มีโอกาสรับฟังแนวคิดล่าสุดของอาจารย์เลย)

ถ้าคิดแบบไสยศาสตร์อย่างผม ก็ต้องบอกว่า นาน ๆ ที หรือ นับร้อยปี ถึงจะมี "คนพิเศษ" แบบนี้ ("ทักษิณ") ขึ้นมาคนหนึ่ง
ที่มาก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่และรุนแรงชนิดที่ไม่ใช่ใคร ๆ ก็จะทำได้
เพราะขนาดตระกูล "กิตติขจร" และ "จารุเสถียร" ที่ครองอำนาจการปกครองทุกด้านมายาวนานนับสิบ ๆ ปี นานกว่า "ทักษิณ" เยอะ
และข้อสำคัญกุมอำนาจทางการทหารสมัยนั้นไว้ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด (ซึ่งตั้งแต่เป็นนายกฯมา "ทักษิณ" ไม่มีอำนาจทางทหารเหมือน "ถนอม-ประภาส")
ก็ยังถูกโค่นล้มจากกลุ่มอำมาตย์-ศักดินาอำนาจโบราณจนไม่เหลือหลอ และไม่อยู่ในความทรงจำของประชาชนในยุคหลังอีกเลย
ตรงข้ามกับตระกูล "ชินวัตร" ที่พยายามโค่นแล้วโค่นอีก ก็ยังอยู่หยัดยืนให้เห็น โดยประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่ลืม "ทักษิณ" เหมือนลืม "ถนอม-ประภาส" แม้จนกระทั่งทุกวันนี้
และนอกจากไม่ถูกโค่นล้มแล้ว ก็ยังสร้างความเปลี่ยนแปลงถึงขั้นทำลายหรือกัดเซาะรากฐานโครงสร้างอำนาจเดิมไปทุกวัน​
อย่างโครงการจำนำข้าว นี่ก็กำลังทำลายโครงสร้างฐานอำนาจเดิมทางเศรษฐกิจไปอย่างที่ทั้ง 2 ฝ่าย ก็อาจไม่คิดและไม่รู้ตัวมาก่อน
แต่ผลที่เกิดขึ้น (หลายปรากฎการณ์) มันเป็นไปเช่นนั้นแล้วจริง ๆ

ดังนั้น ถ้าเอาตามความคิดของคุณหนูหริ่งอย่างสุดขั้วในเรื่องให้นายกฯทักษิณออกไปจากถนนสายกา​รเมืองนี้เลย
ก็จะน่าเสียดายกับอนาคตของการเปลี่ยน "โครงสร้าง" ในประเทศนี้มากเลยครับ
และความคิดของคุณหนูหริ่งต่อเรื่องนี้ที่เห็นแต่ด้านประโยชน์จากการให้ "ทักษิณ" หยุดเล่นการเมืองแต่เพียงมิติเดียวอย่างสุดโต่ง
โดยลืมคิดชั่งน้ำหนักถึงผลดี-ผลเสียของการให้ "ทักษิณ" หยุด..อย่างครบถ้วนรอบด้านเสียก่อนนั้น..
นอกจากอาจไม่เกิดผลดีจริงต่อการต่อสู้เพื่อ ปชต. แท้จริงแล้ว
ก็อาจยังส่งผลไปเป็นการทำร้ายจิตใจ ทำร้ายความหวังของชาวบ้านคนรากหญ้าอย่างมากชนิดที่คุณหนูหริ่งอาจนึกไม่ถึงเลยทีเดีย​ว..
อยากให้คุณหนูหริ่งลองไปสัมผัสดูของจริงในพื้นที่ด้วยตัวเองครับ

....................................................................

การเมืองPolitical

การเมืองคือ   กระบวนการและวิธีการที่จะนำไปสู่การตัดสินใจของกลุ่มคน    การเมืองสามารถเกิดขึ้นได้ทั่วไปในทุกกลุ่มคนในสังคมที่อยู่ร่วมกัน   พูดง่ายๆให้เข้าใจการเมืองคือการปันผลประโยชน์ที่คนในสังคมได้รับว่า  "ใครจะได้อะไร   เมื่อใดและอย่างไร"

อะไร? คือปัจจัยที่จะตัดสินปัญหาของสังคมคือ เรื่องปากท้อง(ปัจจัยสี่)ความเป็นอยู่ของคนในสังคมเป็นสิ่งตัดสิน  หรือเรียกว่าเศรษฐกิจเป็นผู้ตัดสินสังคม   เมื่อมีการแบ่งผลประโยชน์   ให้คนในสังคมได้รับไม่เท่าเทียมกัน   ความขัดแย้งในสังคมจึงเกิดขึ้น  จึงมีการแบ่งกลุ่มแบ่งชนชั้น

ผู้ได้เปรียบคือ"นายทุนผูกขาด"ที่สามารถขูดรีดเอาจากชนชั้นอีกกลุ่มหนึ่งในสังคม     นี่คือสาเหตุที่จะต้องมีตัวแทนของแต่ละชนชั้นขึ้นมาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของกลุ่มตนเอง

ดังนั้นการเมืองจึงเป็นเรื่องผลประโยชน์   เพื่อการดำรงชีพของคนกลุ่มคนในสังคมทุกชนชั้น   ที่จะต้องมีการร่วมกันตัดสินใจ  ไม่ใช่กลุ่มชนชั้นเดียวตัดสินใจให้คนทั้งประเทศ

การเมืองเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับชีวิตของคนในสังคมทุกคนไม่ว่าจะมีอาชีพอะไร   จะเล่นการเมืองหรือไม่เล่นการเมือง   ก็ต้องเรียนรู้สนใจเรื่องการเมือง   ติดตามข่าวคราวทางการเมือง  แลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางการเมือง    เพื่อสิทธิและหน้าที่  เพื่อรักษาผลประโยชน์ของทุกคนในสังคมจะพึงกระทำได้.

ด้วยความปรารถนาดี
ราษฎรตาสว่าง
๒๓ มิ.ย. ๒๕๕๖

วันที่ ๒๔ มิถุนายน พศ. ๒๔๗๕ - วันที่ ๒๔ มิถุนายน พศ. ๒๕๕๖ ....เป็นเวลา ๘๑ ปี ที่มีการเริ่มต้นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่กษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ นับว่าไทยเป็นประเทศแรกที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จนถึงวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙ เมื่อรัชกาลที่ ๘ ถูกน้องชายลอบปลงพระชนต์ แล้วได้ขึ้นมาเป็นกษัตริย์รัชกาลที่ ๙แทน ระบอบประชาธิปไตยที่คณะราษฎรได้สถาปนาขึ้นจึงได้ดับสูญไปพร้อมกับการสิ้นพระชนต์ของในหลวงอานันทม์ ร. ๘ หลังจากนั้น ประเทศไทยก็ได้กลายมาเป็นระบอบเผด็จการภายใต้กษัตริย์ภูมิพล ..ที่กษัตริย์อยู่เหนือรัฐธรรมนูญ.. ตั้งแต่นั้นมาความขัดแย้งในสังคมไทยก็เกิดขึ้นและดำรงค์อยู่มาจนถึงในเวลาปัจจุบัน พอมาถึงตอนปลายรัชกาลที่ ๙ ความรุณแรงก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ มีการแย่งชิงอำนาจกันระหว่างลูกชายและลูกสาวของกษัตริย์ภูมิพลซึ่งความขัดแย้งในเวลานี้ก็คือความขัดแย้งของ " ศึกชิงบัลลังก์ " ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างก็มีกลุ่มอำมาตย์ให้การสนับสนุนพอๆกัน... จนกว่าจะมีการเปลี่ยนรัชกาลที่ ๑๐ หรืออาจจะไม่มีก็ได้ ถ้าเชื่อตามคำทำทายของโหรหลวงเมื่อตอนตั้งกรุงรัตน์โกสินทร์.... !!! เมื่อผ่านยุคเผด็จการอำมหิตนี้ไปแล้วประเทศไทยจึงจะมีประชาธิปไตย มีสิทธิเสรีภาพ มีความยุติธรรม ความเท่าเทียมกันในสังคมก็จะเกิดขึ้น ....

ดร. ปรีดี พนมยงค์ บิดาแห่งการอภิวัฒน์ พ ศ. ๒๔๗๕


Dr. ปรีดี พนมยงค์  บิดาแห่งการอภิวัฒน์ ๒๔๗๕
เมื่อ อายุได้ ๑๘ ปี  นายปรีดีพนมยงค์  สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนกฎหมายและเป็นสมาชิกของเนติบัณฑิตยสภา  ต่อมาได้รับทุนจากกระทรวงยุติธรรมไปศึกษาวิชากฎหมาย  ณ ประเทศฝรั่งเศส ระหว่าง ๒๔๖๓- ๒๔๗๐
นาย ปรีดี พนมยงค์  ถือกำเนิดและเติบโตมาในท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลง  ท่านเกิดเมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๔๔๓ อันเป็นช่วงปลายสมัยรัชกาลที่ ๕  ในครอบครัวชาวนาจังหวัดพระนครศรีอยุทธยา  ชีวิตในวัยเด็กทำให้นายปรีดีได้สัมผัสกับสภาพปัญหาของชาวนา  ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศในยุคนั้น
“ ผมได้กล่าวแล้วถึงสภาพสังคมไทยที่ผมประสบพบเห็นแก่ตนเองว่าราษฎรได้มีความ อัตคัดขัดสนในทางเศรษฐกิจ  เพราะไม่มีสิทธิเสรีภาพกับความเสมอภาคในทางการเมือง  อีกทั้งตกอยู่ภายใต้อิทธิพลและอำนาจของหลายประเทศทุนนิยม  ผมได้มีความคิดก่อนที่ได้มาศึกษาในฝรั่งเศสแล้วว่าจะต้องค้นคว้าศึกษาเพิ่ม เติม ว่าวิธีใดที่จะทำให้ความเป็นอยู่ของราษฎรดีขึ้น “
ภาย หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕  นายปรีดีเป็นผู้นำคณะราษฎรฝ่ายพลเรือน  ผู้มีบทบาทมากที่สุดในการจัดวางรูปแบบการปกครองในระบอบใหม่  เนื่องจากเป็นคนไทยคนแรกที่สำเร็จดุษฎีบัณฑิตกฎหมายจากมหาวิทยาลัยปารีส  นายปรีดีจึงให้ความสำคัญกับงานด้านนิติบัญญัติ  กับการปกครองเป็นพิเศษ  นอกจากจะเป็นผู้ร่างประกาศคณะราษฎรแล้ว  ท่านยังเป็นผู้ให้กำเนิดรัฐธรรมนูญฉบับแรกของสยามประเทศ  ที่ใช้เป็นบรรทัดฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตย  และยังเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการร่างพระราชบัญญัติระเบียบราชการบริหารแห่ง ราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. ๒๔๗๖  ซึ่งมีเนื้อหาจัดรูปแบบการปกครองออกเป็นส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น
นาย ปรีดีมิได้มุ่งหมายเปลี่ยนแปลงการปกครองเพียงเพื่อให้ได้มาซึ่งระบอบ ประชาธิปไตยทางการเมืองเท่านั้น  หากแสดงเจตนารมณ์และแสดงบทบาทอย่างแจ่มชัดที่จะก้าวไปสู่ประชาธิปไตยทาง เศรษฐกิจ  สังคมและการศึกษา  เหนือสิ่งอื่นใด  ท่านปรารถนาที่จะให้ระบอบประชาธิปไตยเป็นบรรทัดฐานในการพัฒนาประชาชาติเล็กๆ อย่างสยาม  ให้ยืนหยัดอยู่อย่างมีเอกราชและศักดิ์ศรีในทุกด้าน  ท่ามกลางนานาอารยประเทศในประชาคมโลกยุคใหม่  เจตนารมณ์ประชาธิปไตยของท่านปรากฎอย่างชัดเจนในหลัก ๖ ประการของ  “ ประกาศคณะราษฎร “  ที่ท่านเป็นผู้ร่างขึ้นเพื่อใช้เป็นคำแถลงการณ์ในวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕


หลัก ๖ ประการของ  “ ประกาศคณะราษฎร “
๑        จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย  เช่นเอกราชในทางการเมือง  ในทางศาล ในทางเศรษฐกิจฯลฯ ของประเทศไว้ให้มั่นคง
๒        จะต้องรักษาความปลอดภัยในประเทศ  ให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก
๓        จะ ต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ  โดยรัฐบาลใหม่จะหางานให้ราษฎรทุกคนทำ  จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ  ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก
๔        จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน
๕        จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ  มีความเป็นอิสระ
๖        จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร
นาย ปรีดี พนมยงค์  เป็นนักการเมืองคนแรกที่ริเริ่มแนวความคิดที่จะให้ราษฎรทุกคนได้รับการ ประกันสังคมจากรัฐบาล โดยระบุไว้อย่างชัดเจนในหมวดที่ ๓  แห่งเค้าโครงการเศรษฐกิจฯ  แต่น่าเสียดายที่ร่างของแนวความคิดดังกล่าวถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์  กว่าประเทศไทยจะยอมรับให้มีนโยบายประกันสังคมให้แก่ประชาชนก็เป็นเวลา ๖๐ ปีหลังจากนั้น


นาย ปรีดีเป็นตัวตั้งตัวตีให้รัฐบาลยกฐานะกรมร่างกฎหมายเป็น  “ คณะกรมการกฤษฎีกา “  ทำหน้าที่ร่างกฎหมายและเป็นที่ปรึกษากฎหมายของแผ่นดิน  ทั้งยังพยายามพลักดันให้  “ คณะกรรมการกฤษฎีกา “ ทำหน้าที่ “ ศาลปกครอง “ อีกด้วย  แนวความคิดในเรื่อง “ ศาลปกครอง “  ของท่านแสดงให้เห็นว่า  ท่านต้องการให้ราษฎรสามารถตรวจสอบฝ่ายปกครองได้  และมีสิทธิในทางการเมืองเท่าเทียมกับข้าราชการอย่างแท้จริง  นายปรีดีสนับสนุนแนวคิดศาลปกครองมาตั้งแต่ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕
“ ระหว่างที่ข้าพเจ้าศึกษาวิชากฎหมายนั้น  ข้าพเจ้าเห็นว่า  มหาอำนาจต่างชาติถือสิทธิสภาพนอกอาณาเขตเหนือประเทศสยาม  ไม่ว่าจะเป็นทางทฤษฎีหรือทางปฏิบัติ  คนในสังคมมหาอำนาจเหล่านี้ไม่ต้องขึ้นศาลไทย  เพราะคดีที่มีคู่ความเป็นคนสังกัดต่างชาติเหล่านั้น จะต้องให้ศาลกงสุล  หรือศาลคดีระหว่างประเทศตัดสิน  ทั้งนี้เป็นไปตามสนธิสัญญาที่ไม่เสมอภาคระหว่างชาติมหาอำนาจกับประเทศสยาม  ในศาลคดีระหว่างประเทศ  คำวินิจฉัยของผูพิพากษาชาติยุโรปจะมีน้ำหนักมากกว่าคำวินิจฉัยของผู้พิพากษา ชาวสยาม  ข้าพเจ้าไม่พอใจการใช้อำนาจอธิปไตยเช่นนี้เลย   ข้าพเจ้าจึงได้ตัดสินใจที่จะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกราชของชาติอัน สมบูรณ์  โดยมีอำนาจอธิปไตยของตนอย่างเต็มเปี่ยม “
เมื่อ ภารกิจด้านการปกครองกระทรวงมหาดไทยเข้ารูปเข้ารอยแล้ว  นายปรีดีเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ  เพื่อเป็นผู้นำในการแก้ไขสนธิสัญญาไม่เสมอภาคที่รัฐบาลสยามสมัยสมบูรณาญา สิทธิราชย์ได้ทำไว้กับประเทศต่างๆ  ในนามของสนธิสัญญาทางไมตรี  พานิชย์ และการเดินเรือ  เป็นจำนวน ๑๒ ประเทศ  ซึ่งเป็นไปตามจุดมุ่งหมายของคณะราษฎรในหลัก ๖ ประการที่จะต้อง  “ รักษาความเป็นเอกราชของประเทศไว้ให้มั่นคง “  หลักการใหญ่ๆ  ซึ่งนายปรีดี พนมยงค์  สามารถแก้ไขในสนธิสัญญาไม่เสมอภาคได้สำเร็จ  คือสิทธิสภาพนอกอาณาเขต   แต่เดิมคนในบังคับของต่างประเทศไม่ต้องขึ้นศาลสยาม  ทำให้สยามสูญเสียเอกราชในทางศาล  นอกจากนี้ต่างประเทศยังบังคับให้รัฐบาลสยามเรียกเก็บภาษีขาเข้าได้เพียงไม่ เกินร้อยละ ๓ เท่านั้น  ทำให้เก็บรายได้ไม่เต็มที่  นับเป็นการเสียเอกราชทางเศรษฐกิจที่จำต้องแก้ไข
นาย ปรีดีได้ใช้ยุทธวิธีบอกเลิกสนธิสัญญาไม่เสมอภาคกับประเทศคู่สัญญา  และได้ยื่นร่างสนธิสัญญาฉบับใหม่ที่สยามได้เอกราชและอธิปไตยสมบูรณ์ให้ ประเทศเหล่านั้นพิจารณา  นายปรีดีได้ใช้ความอุตสาหะพยายามเจรจา  โดยอาศัยหลัก  “ ดุลยภาคแห่งอำนาจ “  จนประเทศนั้นๆ ยอมทำสนธิสัญญาใหม่ที่สยามได้เอกราชอธิปไตยสมบูรณ์ทั้งในทางการเมือง  ในทางศาล  และในทางเศรษฐกิจ
เมื่อนายปรีดีเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการครัง  ( พ.ศ. ๒๔๘๑- ๒๔๘๔  )  ได้ปฏิบัติภารกิจเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคมคือ
๑       ยกเลิกเงินภาษีรัชชูปการ  อันเป็นเงินส่วยที่ราษฎรไพร่ต้องเสียให้แก่เจ้าศักดินา
๒       ยกเลิกอากรค่านาซึ่งชาวนาต้องเสียแก่เจ้าศักดินาสูงสุดที่ถือว่าที่ดินทั้งหลายทั่วราชอาณาจักรเป็นของประมุขของสังคม
๓       จัด ระบบเก็บภาษีอากรที่เป็นธรรมในระบอบประชาธิปไตยโดยสถาปนา  “ ประมวลรัชฎากร “  เป็นแบบฉบับครั้งแรกในประเทศไทย  ซึ่งรวมบทบัญญัติเกี่ยวกับภาษีอากรทางตรง  ผูใดมีรายได้มากก็เสียภาษีมาก  และถ้าผู้ใดบริโภคเครื่องบริโภคที่ไม่จำเป็นแก่การดำรงชีพ  ก็ต้องเสียภาษีอากรมากตามลำดับ
๔       การ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ  เพื่อให้มีการใช้งบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษีอากรของราษฎรอย่างรัดกุม  และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติ
ใน ช่วงเวลาที่นายปรีดีเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  แม้จะเป็นช่วงที่ใกล้เข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ ๒ แล้วก็ตาม  แต่เสถียรภาพทางการเงินและการคลังของสยามนับว่ามั่นคงที่สุดยุคหนึ่ง  ด้วยการเล็งการณ์ ไกลของท่าน  ได้ทำให้เสถียรภาพของเงินบาทมั่นคง  กล่าวคือเมื่อก้าวเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ ๒  นาย ปรีดีคาดคะเนว่าเงินปอนด์ที่เป็นเงินทุนสำรองเงินตราอาจจะไม่มีเสถียรภาพจึง ได้นำเงินปอนด์จำนวนหนึ่งไปซื้อทองคำเป็นจำนวนน้ำหนักประมาณ ๑ ล้านออนซ์  ในราคาออนซ์ละ  ๓๕ เหรียญสหรัฐฯ  และได้นำทองคำนั้นมาเก็บไว้ในห้องนิรภัยกระทรวงการครัง  ซึ่งยังคงรักษาไว้เป็นทุนสำรองเงินบาทอยู่จนปัจจุบัน

ทัน ที่ที่กองทัพญี่ปุ่นบุกเข้าประเทศไทย  เมื่อวันที่ ๘  ธันวาคม ๒๔๘๔  ผู้นำเผด็จการทหารของไทยเวลานั้นเข้าร่วมกับญี่ปุ่นประกาศสงครามกับสัมพันธ มิตรสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ  นายปรีดีได้อาศัยฐานะของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ทำการประสานความสามัคคีของคนไทยทุกฝ่ายทั้งภายในประเทศและนอกประเทศ  นับตั้งแต่พระบรมวงศานุวงค์  ทหาร ตำรวจ  ข้าราชการพลเรือน  นิสิตนักศึกษา  ปัญญาชน กรรมกร ชาวไร่ชาวนา  ทำงานกู้ชาติบ้านเมืองในนามของขบวนการเสรีไทย  โดยมีท่านเป็นหัวหน้า  มีชื่อจัดตั้งว่า รูธ  ภารกิจของขบวนการเสรีไทยคือร่วมมือกับคนไทยและสัมพันธมิตรต่อสู้ญี่ปุ่นผู้ รุกราน  และปฏิบัติการให้ฝ่ายสัมพันธมิตรรับรองว่าเจตนารมณ์ที่แท้จริงของราษฎรไทย ไม่เป็นศัตรูต่อฝ่ายสัมพันธมิตร  เพื่อหวังผลให้ฝ่ายสัมพันธมิตรรับรองว่าไทยเป็นรัฐเอกราชไม่ตกเป็นประเทศแพ้ สงคราม
ภาย หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒  นายปรีดีได้ใช้ความรู้ความสามารถเจรจาต่อรองกับฝ่ายสัมพันธมิตร  ทำให้ประเทศไทยไม่ต้องถูกยึดครองโดยฝ่ายสัมพันธมิตร  ทำให้ประเทศไทยเป็นเอกราชมาจนถึงทุกวันนี้  และท่านมีส่วนสำคัญในการผลักดันให้ประเทศไทยได้เข้าเป็นสมาชิกลำดับที่ ๕๕ ของสหประชาชาติ  ซึ่งเป็นองค์การของผู้ชนะสงครามโลกในเวลานั้น  ต่อมาเมื่อวันที่ ๘ ธันวา ๒๔๘๘ มีพระบรมราชองการ  ยกย่องนายปรีดี พนมยงค์  ไว้ในฐานะรัฐบุรุษอาวุโส  และได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ปฐมจุลจอมเกล้าวิเศษและนพรัตน์ราช วราภรณ์  อันเป็นชั้นสูงสุดที่สามัญชนพึงได้รับ
๙  มิถุนายน ๒๔๘๙  รัชกาลที่ ๘ เสด็จสวรรคต  นายปรีดี พนมยงค์   นายกรัฐมนตรีได้ขอความเห็นชอบต่อรัฐสภาให้อันเชิญพระเจ้าน้องยาเธอ  เจ้าฟ้าภูมิพล อดุลยเดช ขึ้นครองราชย์สืบสันติวงค์ต่อไป  และรัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบเป็นเอกฉันท์  เสร็จการประชุมรัฐสภา  นายปรีดีได้ขอลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี  โดยเหตุผลว่า  สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีได้เสด็จสวรรคตเสียแล้ว
( นายสุภา  ศิริมานนท์  นักหนังสือพิมพ์อาวุโส ได้กล่าวใน  สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์  ๘ พฤษภาคม ๒๕๒๖)
“ ผมเห็นว่าชีวิตของท่านมีสองอย่าง  คือถ้าไม่มีท่าน  ไทยจะไม่มีประชาธิปไตยและไม่มีเอกราช  เพราะท่านตั้งขบวนการเสรีไทยขึ้นมา  เพื่อไม่ให้ไทยชื่อว่าเป็นประเทศแพ้สงคราม  ส่วนกรณีสวรรคตนั้น  ยังเป็นเรื่องที่ต้องสะสางกันต่อไป  เป็นการใส่ร้ายป้ายสี  ใครที่บังอาจกล่าวเรื่องนี้ต้องแพ้คดีในศาลหมด “
๗        พฤศจิกายน ๒๔๙๐  พลโท ผิน ชุณหะวัณ  และทหารบางกลุ่มได้ทำการรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลพลเรือน  ซึ่งมีหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์เป็นนายกรัฐมนตรี  และใช้กำลังทหารประกอบด้วยรถถังและอาวุธทันสมัยระดมยิงเข้าไปในทำเนียบท่า ช้างเพื่อจับตัวนายปรีดีซึ่งเป็นเพียงรัฐบุรุษอาวุโส  เป็นผลให้นายปรีดีต้องหนีตายไปสิงคโปร์  และแม้ว่านายปรีดีได้รวบรวมกลุ่มผู้รักชาติในนามของขบวนการประชาธิปไตย  ๒๖  กุมภาพันธ์ ๒๔๙๒ เข้าต่อสู้กับคณะรัฐประหาร แต่ก็ประสบความพ่ายแพ้  ทำให้นายปรีดีต้องลี้ภัยไปอยู่ประเทศจีน  เหตุการณ์ครั้งนั้นนับเป็นการปิดฉากการปกครองระบอบประชาธิปไตย  และส่งผลให้อำนาจมืดครอบงำการเมืองไทยไปอีกยาวนาน.
( ที่มาจาก สารคดี ฉบับพิเศษ คือวิญญาณเสรี  ปรีดี พนมยงค์  พฤษภาคม ๒๕๔๓ )

ประเทศไทยปกครองโดยระบอบเผด็จการภายใต้กษัตริย์ภูมิพล

ประเทศไทยปกครองโดยระบอบเผด็จการภายใต้กษัตริย์ภูมิพล... พูดกันตรงๆไปเลยไม่ต้องอ้อมค้อมหรือเสแสร้ง ว่าเป็นระบอบประชาธิปไตย อย่างที่พวกอำมาตย์ศักดินามันหลอกลวง .

(  นี่คือเจ้าของระบอบเผด็จการตัวจริงที่ทำให้ประเทศไทยเป็นสองมาตรฐาน ที่สั่งศาล สั่งทหาร สั่งพรรคการเมืองให้ทำตามที่เขาต้องการทุกอย่าง  สั่งฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ เป็น ๑๐๐ เป็นพันศพ เขาก็ทำมาแล้ว เมืองไทยมีมาตรฐานเดียวคือมาตรฐานของเขา  คำพูดของเขาคือกฎหมาย ประชาชนเป็นเพียงทาสหรือฝุ่นใต้ตินเขาเท่านั้น..... นี่แหละประเทศไทยในยุคภูมิพล ...)

Posted Image


อันเมืองไทย เรานี้ ดีนักหนา
น้ำมีปลา นามีข้าว เราสุขสันต์
มีรอยยิ้ม อิ่มสุข สนุกกัน
ต่างยึดมั่น ฝันเฟื่อง เรื่องประชาธิปไตย....

คนเดินตาม ครรลอง ถูกมองข้าม
โดนประณาม หยามเหยียด เกลียดเข้าให้
แล้วผลักใส ไล่ส่ง อย่างจงใจ
ถีบหัวไป ไกลห่าง อย่างเลือดเย็น....

อีกระบอบ อภิสิทธิ์ชน คนกลุ่มหนึ่ง
ทำหวานซึ้ง ชั่วอย่างไร มองไม่เห็น
แถมโอบเอื้อ ให้ทุกทาง อย่างหน้าเป็น
แม้ฆ่าเข่น ก็ไม่ผิด สิทธิเหลือเฟือ....

ประเทศเรา ระบอบใคร ไหนบอกหน่อย
ความเศร้าสร้อย หมองหม่น เห็นจนเฝือ
ต้องทุกข์ทน สุดอ้างว้าง กลางลำเรือ
สุดแสนเบื่อ เรื่องซ้ำซาก พวกกากเดน....

๓ บลา / ๑๔ มิ.ย.๕๖
http://3blabla.blogspot.com


*...กูงงประเทศนี้....จริงจริง
ระบอบแมงสาบอิง...แอบฟ้า
นายกสั่งให้ยิง..........ปืนฆ่า คนเอย
อภิสิทธ์ขี้ข้า............แบบบ้าไทยนิยม.

*...ระบอบระบบเหี้ย...ของใคร
ฝังแน่นแต่ปางใด......ไม่รู้
ผู้ครองแห่งไผท.........คือราษฏร์
กูจึ่งลุกขึ้นสู้..............ต่อต้านระบอบทราม.

*...กดขี่ ขี้ราดหัว.......ให้คนกลัว ระบบเลว
ไฟชั่ว ระเริงเปลว........แผดเผาไหม้ ไทยทุกคน
ระบอบ อำมาตย์ชั่ว.....ไทยถ้วนทั่ว สุดจะทน
ยืนดู พวกมึงปล้น........ประชาธิ- ปไตยกู.





เกิดบ้านนอก อยู่บ้านนอก ต้องกลอกหน้า
ได้ยินมา เมืองกรุงนี้ ดีเหลือหลาย
สนามหลวง ไว้กลางกรุง ทุ่งเลี้ยงควาย?
มันกลับกลาย ปนกันยุ่ง ทุ่งเลี้ยงคน



          มาขอไล่ รัฐบาล คืองานเขา
มีคนเข้า สักกะหยิบ พริบตาหล่น
บอกเป็นเขต ต้องห้าม ปรามทุกคน
แต่ว่าผล กางเต้นท์เกลื่อน มีเพื่อนนอน



เลยตามดู ในวงการ ศาลเมืองนี้
องค์กรที่ น่าสงสัย ไฟสุมขอน
ถ้าพวกมึง ต้องให้ผิด ต้องริดรอน
ถ้าพวกกู ขอรอก่อน จนหย่อนยาน



ถ้าพวกกู ต้องรับฟ้อง ไม่ต้องคิด 
           พวกมึงชิด ซ้ายไปเลย ไม่เคยอ่าน 
           อภิสิทธิ์ แต่พวกตน ชนทุกงาน
เรื่องหน้าด้าน กูทำได้.......มีไรไม๊


          จะคอยดู ยุติธรรม ที่ล้ำเส้น
จะดูพวก เลือดเย็น เล่นท่าไหน
จะคอยดู มันจะรุม สุมโหมไฟ
จะคอยดู ประเทศไทย ไหม้เพราะมัน

lördag 22 juni 2013

ทัดดอกแดง.เข้าแย่งเมือง...4..... สรรพสิ่ง.หยุดนิ่งแล้ว...แม้นกำแพงแก้ว.มิอาจขวางกั้น เวรกรรม.มันตามมาทัน...ดั่งสุริยัน.ลาลับสิงหล มุขมนตรี.ผู้แก่ชรา...มันเตรียมปราบดา.หลังสุริยน รจนา.ยาตราพล...หลังสุริยน.ล่วงลับนคร ชะตา.ฤาฟ้ากำหนด...มันผู้คิดคด.มิอาจสมหวัง สามล.เกรงคนชิงชัง...ไม่ยอมคำสั่ง.”แต่งตั้งหัวโขน” สุดผืน.ยอมกลืนลิ่มเลือด...ในใจเฉือนเชือด.ปากยอมจำนน ใจร้าว.คือท้าวสามล...เคืองแค้นเคืองข่น.คนจากแดนไกล

  1. ขุนเขาบอก :

    ทัดดอกแดง.เข้าแย่งเมือง...4

    พยัคฆ์.ยามออกจากป่า...ย่อมไร้ศักดา.เสียค่าพยัคฆ์
    บุรพา.ไม่ยอมหาญหัก...ด้วยใจพยัคฆ์.มันหวาดผวา
    ชายใหญ่.เพียงวัยกลางคน...แต่ท้าวสามล.นั่นแก่ชรา
    ข้างๆ.มีนางมณฑา...เป็นผักเป็นปลา.รอถ้าสามล

    สรรพสิ่ง.หยุดนิ่งแล้ว...แม้นกำแพงแก้ว.มิอาจขวางกั้น
    เวรกรรม.มันตามมาทัน...ดั่งสุริยัน.ลาลับสิงหล
    มุขมนตรี.ผู้แก่ชรา...มันเตรียมปราบดา.หลังสุริยน
    รจนา.ยาตราพล...หลังสุริยน.ล่วงลับนคร

    บุรพา.แม้เสียท่าเงาะ...แต่เฒ่าบัณเฑาะก์.มันเตรียมก่อการ
    คนไพร.ไม่ใช่ทหาร...เข้าประจำการ.วันคืนหมาหอน
    ทุ่งพระเมรุ.เป็นที่แต่งตั้ง...เตรียมกองกำลัง” เหล่าดัสกร “
    ดาวแดง.มันแต่งอาภรณ์...เหล่าดัสกร.จากป่าพงไพร

    รอวัน.ประชันชิงเชิง...หลังเผาพระเพลิง.ท่านท้าวสามล
    หนาวมา.ยามฟ้าหลังฝน...นครสามล.คงสั่นหวั่นไหว
    ยุติธรรม.เมื่อมันไม่มี...ทั่วผืนปฐพี.คงลุกเป็นไฟ
    เงาะป่า.ฤาว่าซาไก...รจนา”ไฉน”มีหรือมิรู้ความ

    คันชั่ง.มันเคยตั้งมั่น...ดวงสุริยัน.มันเคยทอแสง
    หลอนหลอก.เจ้าดอกไม้แดง...หวังเตรียมแช่แข็ง.ให้แดงเกรงขาม
    ชนวน.ใครเป็นคนจุด...เข่นฆ่ามนุษย์.จนสุดประณาม
    คันชั่ง.ยังเอียงข้างตาม...สุดแสนเลวทราม.หยามยุติธรรม

    ฆ่าได้.หยามกันไม่ได้...เจ้าคนรับใช้.มันเหมือนนกรู้
    กรีดเชือด.เอาเลือดกับปู...สามลล่วงรู้.มิยอมถลำ
    ยกพล.จากทุ่งพระเมรุ...หวังมอบลายเซ็นต์.ให้เปลี่ยนผู้นำ
    ยกเลิก.นิรโทษกรรม...เปลี่ยนตัวผู้นำ.ตามมาตราโจร

    ชะตา.ฤาฟ้ากำหนด...มันผู้คิดคด.มิอาจสมหวัง
    สามล.เกรงคนชิงชัง...ไม่ยอมคำสั่ง.”แต่งตั้งหัวโขน”
    สุดผืน.ยอมกลืนลิ่มเลือด...ในใจเฉือนเชือด.ปากยอมจำนน
    ใจร้าว.คือท้าวสามล...เคืองแค้นเคืองข่น.คนจากแดนไกล

    จะกล่าว.ถึงคุณชายใหญ่....พักอยู่แดนไกล.แต่อยากกลับบ้าน
    ส่งทูต.ออกพูดสื่อสาร...ส่งขายข้าวสาร.นับล้านๆไห
    สั่งตั้ง.โรงรับจำนำ...ต้องทนระกำ.คือพรรคเพื่อใคร
    ชาวนา.หน้าตาสดใส...แต่คุณชายใหญ่.กลับถูกประจาน

    โอ้ฟ้า.ให้ข้ามาเกิด...ไยฟ้ากำเนิด.นางรจนา
    มุขมนตรี.ผู้แก่ชรา...มันหวังปราบดา.หลังคำสั่งศาล
    แต่ไย.เจ้ารจนา...นางจึงหักหน้า.ไยรีบก่อการ
    เงินตรา.จ่ายค่าข้าวสาร...คงตามทะนาน.แต่ลดจำนำ

    เคียดแค้น.แทบเจียนกระอัก...เมื่อถูกหาญหัก.แทบสำลักข้าว
    ป้ายสี.เรื่องราคีคาว...รจนาฉาว.เป็นข่าวขำขัน
    กร่นด่า.ว่าจ้างฆ่าคน...แต่แปลกพิกล.มันกลับเงียบงัน
    สุดท้าย.กลายเป็นความฝัน...นางรจนานั้น.มันมีของดี

    ฝ่ายข้าง.นางรจนา...นางขนิษฐา.น้องคนสุดท้อง
    มีเงาะ.ผู้คึกคะนอง...ไว้คอยปกป้อง.มิยอมหลีกหนี
    ซื่อสัตย์.ทัดดอกไม้แดง...ตั้งเป็นกำแพง.ต่อต้านไพรี
    เป็นทุกข์.คือมุขมนตรี...แลพวกไอ้อี.ขี้ข้าสามล

    ตัวละคร.ตอนต่อไป...คือคนรับใช้.ผู้หนีทหาร
    หัวหน้า.พรรคอันธพาล...ผู้คิดเตรียมการ.หวังสรวมหัวโขน
    เป็นใหญ่.ในค่ายทหาร...ผู้สืบสันดาน...หัวหน้าทรชน
    เตรียมใจ.ไว้รอดูผล...ว่าสั่งฆ่าคน.เขาทำเยี่ยงไร.........ตอนที่ 5 ไม่ช้านาน.