คำประกาศคณะราษฎร 24 มิถุนายน 2475
24 มิถุนายน 2556
ราษฎรทั้งหลาย
เมื่อกษัตริย์องค์นี้ได้ครองราชย์สมบัติสืบต่อจากพระเชษฐานั้น ในชั้นต้นราษฎรบางคนได้หวังกันว่ากษัตริย์องค์ใหม่นี้จะปกครองราษฎรให้ ร่มเย็น แต่การณ์ก็หาได้เป็นไปตามที่คิดหวังกันไม่ กษัตริย์คงทรงอำนาจอยู่เหนือกฎหมายเดิม ทรงแต่งตั้งญาติวงศ์และคนสอพลอไร้คุณความรู้ให้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญๆ ไม่ทรงฟังเสียงราษฎร ปล่อยให้ข้าราชการใช้อำนาจหน้าที่ในทางทุจริต มีการรับสินบนในการก่อสร้างและการซื้อของใช้ในราชการ หากำไรในการเปลี่ยนเงิน ผลาญเงินของประเทศ ยกพวกเจ้าขึ้นให้สิทธิพิเศษมากกว่าราษฎร กดขี่ข่มเหงราษฎร ปกครองโดยขาดหลักวิชา ปล่อยให้บ้านเมืองเป็นไปตามยถากรรม ดังที่จะเห็นได้จากความตกต่ำในทางเศรษฐกิจและความฝืดเคืองในการทำมาหากิน ซึ่งพวกราษฎรได้รู้กันอยู่โดยทั่วไปแล้ว รัฐบาลของกษัตริย์เหนือกฎหมายมิสามารถแก้ไขให้ฟื้นขึ้นได้
การที่แก้ไขไม่ได้ก็เพราะรัฐบาลของกษัตริย์มิได้ปกครองประเทศเพื่อราษฎร ตามที่รัฐบาลอื่นๆ ได้กระทำกัน รัฐบาลของกษัตริย์ได้ถือเอาราษฎรเป็นทาส (ซึ่งเรียกว่าไพร่บ้าง ข้าบ้าง) เป็นสัตว์เดียรัจฉาน ไม่นึกว่าเป็นมนุษย์ เหตุฉะนั้น แทนที่จะช่วยราษฎร กลับพากันทำนาบนหลังราษฎร จะเห็นได้ว่า ภาษีอากรที่บีบคั้นเอาจากราษฎรนั้น กษัตริย์ได้หักเอาไว้ใช้ปีหนึ่งเป็นจำนวนหลายล้าน ส่วนราษฎรสิ กว่าจะหาได้แม้แต่เล็กน้อย เลือดตาแทบกระเด็น ถึงคราวเสียเงินราชการหรือภาษีใดๆ ถ้าไม่มีเงินรัฐบาลก็ยึดทรัพย์หรือใช้งานโยธา แต่พวกเจ้ากลับนอนกินกันเป็นสุข ไม่มีประเทศใดในโลกจะให้เงินเจ้ามากเช่นนี้ นอกจากพระเจ้าซาร์และพระเจ้าไกเซอร์เยอรมัน ซึ่งชนชาตินั้นก็ได้โค่นราชบัลลังก์ลงเสียแล้ว
รัฐบาลของกษัตริย์ได้ปกครองอย่างหลอกลวงไม่ซื่อตรงต่อราษฎร มีเป็นต้นว่าหลอกว่าจะบำรุงการทำมาหากินอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ครั้นคอยๆ ก็เหลวไป หาได้ทำจริงจังไม่ มิหนำซ้ำกล่าวหมิ่นประมาทราษฎรผู้มีบุญคุณเสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้กิน ว่าราษฎรยังมีเสียงทางการเมืองไม่ได้ เพราะราษฎรโง่ คำพูดของรัฐบาลเช่นนี้ใช้ไม่ได้ ถ้าราษฎรโง่ เจ้าก็โง่เพราะเป็นคนชาติเดียวกัน ที่ราษฎรรู้ไม่ถึงเจ้านั้นเป็นเพราะขาดการศึกษาที่พวกเจ้าปกปิดไว้ไม่ให้ เรียนเต็มที่ เพราะเกรงว่าเมื่อราษฎรได้มีการศึกษา ก็จะรู้ความชั่วร้ายที่พวกเจ้าทำไว้ และคงจะไม่ยอมให้เจ้าทำนาบนหลังคนอีกต่อไป
ราษฎรทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า ประเทศเรานี้เป็นของราษฎร ไม่ใช่ของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง บรรพบุรุษของราษฎรเป็นผู้ช่วยกันกู้ให้ประเทศเป็นอิสรภาพพ้นมือจากข้าศึก พวกเจ้ามีแต่ชุบมือเปิบและกวาดทรัพย์สมบัติเข้าไว้ตั้งหลายร้อยล้าน เงินเหล่านี้เอามาจากไหน? ก็เอามาจากราษฎรเพราะวิธีทำนาบนหลังคนนั้นเอง บ้านเมืองกำลังอัตคัดฝืดเคือง ชาวนาและพ่อแม่ทหารต้องทิ้งนา เพราะทำนาไม่ได้ผล รัฐบาลไม่บำรุง รัฐบาลไล่คนงานออกอย่างเกลื่อนกลาด นักเรียนที่เรียนสำเร็จแล้วและทหารที่ปลดกองหนุนแล้วก็ไม่มีงานทำ จะต้องอดอยากไปตามยถากรรม เหล่านี้เป็นผลของกษัตริย์เหนือกฎหมาย บีบคั้นข้าราชการชั้นผู้น้อย นายสิบ และเสมียน เมื่อให้ออกจากงานแล้วก็ไม่ให้เบี้ยบำนาญ ความจริงควรเอาเงินที่พวกเจ้ากวาดรวบรวมไว้มาจัดบำรุงบ้านเมืองให้คนมีงานทำ จึงจะสมควรที่สนองคุณราษฎรซึ่งได้เสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้ร่ำรวยมานาน แต่พวกเจ้าก็หาได้ทำอย่างใดไม่ คงสูบเลือดกันเรื่อยไป เงินเหลือเท่าไหร่ก็เอาไปฝากต่างประเทศ คอยเตรียมหนีเมื่อบ้านเมืองทรุดโทรม ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก การเหล่านี้ย่อมชั่วร้าย
เหตุฉะนั้น ราษฎร ข้าราชการ ทหาร และพลเรือน ที่รู้เท่าถึงการกระทำอันชั่วร้ายของรัฐบาลดังกล่าวแล้ว จึงรวมกำลังตั้งเป็นคณะราษฎรขึ้น และได้ยึดอำนาจของกษัตริย์ไว้ได้แล้ว คณะราษฎรเห็นว่าการที่จะแก้ความชั่วร้ายนี้ได้ก็โดยที่จะต้องจัดการปกครอง โดยมีสภา จะได้ช่วยกันปรึกษาหารือหลายๆ ความคิดดีกว่าความคิดเดียว ส่วนผู้เป็นประมุขของประเทศนั้น คณะราษฎรไม่ประสงค์ทำการแย่งชิงราชสมบัติ ฉะนั้น จึงได้อัญเชิญให้กษัตริย์องค์นี้ดำรงตำแหน่งกษัตริย์ต่อไป แต่จะต้องอยู่ใต้กฎหมายธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน จะทำอะไรโดยลำพังไม่ได้ นอกจากด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร คณะราษฎรได้แจ้งความประสงค์นี้ให้กษัตริย์ทราบแล้ว เวลานี้ยังอยู่ในความรับตอบ ถ้ากษัตริย์ตอบปฏิเสธหรือไม่ตอบภายในกำหนดโดยเห็นแก่ส่วนตนว่าจะถูกลดอำนาจ ลงมาก็จะชื่อว่าทรยศต่อชาติ และก็เป็นการจำเป็นที่ประเทศจะต้องมีการปกครองแบบอย่างประชาธิปไตย กล่าวคือ ประมุขของประเทศจะเป็นบุคคลสามัญซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้เลือกตั้งขึ้น อยู่ในตำแหน่งตามกำหนดเวลา ตามวิธีนี้ราษฎรพึงหวังเถิดว่าราษฎรจะได้รับความบำรุงอย่างดีที่สุด ทุกๆ คนจะมีงานทำ เพราะประเทศของเราเป็นประเทศที่อุดมอยู่แล้วตามสภาพ เมื่อเราได้ยึดเงินที่พวกเจ้ารวบรวมไว้จากการทำนาบนหลังคนตั้งหลายร้อยล้าน มาบำรุงประเทศขึ้นแล้ว ประเทศจะต้องเฟื่องฟูขึ้นเป็นแม่นมั่น การปกครองซึ่งคณะราษฎรจะพึงกระทำก็คือ จำต้องวางโครงการอาศัยหลักวิชา ไม่ทำไปเหมือนคนตาบอด เช่นรัฐบาลที่มีกษัตริย์เหนือกฎหมายทำมาแล้ว เป็นหลักใหญ่ๆ ที่คณะราษฎรวางไว้ มีอยู่ว่า
๑.จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่นเอกราชในทางการเมือง ในทางศาล ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศไว้ให้มั่นคง
๒.จะต้องรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก
๓.ต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะจัดหางานให้ราษฎรทุกคนทำ จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก
๔.จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน (ไม่ใช่พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎรเช่นที่เป็นอยู่ในเวลานี้)
๕.จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลัก ๔ ประการดังกล่าวข้างต้น
๖.จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร
ราษฎรทั้งหลายจงพร้อมใจกันช่วยคณะราษฎรให้ทำกิจอันจะคงอยู่ชั่วดินฟ้านี้ ให้สำเร็จ คณะราษฎรขอให้ทุกคนที่มิได้ร่วมมือเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลกษัตริย์เหนือ กฎหมายพึงตั้งตนอยู่ในความสงบและตั้งหน้าทำมาหากิน อย่าทำการใดๆ อันเป็นการขัดขวางต่อคณะราษฎร การที่ราษฎรช่วยคณะราษฎรนี้ เท่ากับราษฎรช่วยประเทศและช่วยตัวราษฎร บุตร หลาน เหลน ของตนเอง ประเทศจะมีความเป็นเอกราชอย่างพร้อมบริบูรณ์ ราษฎรจะได้รับความปลอดภัย ทุกคนจะต้องมีงานทำไม่ต้องอดตาย ทุกคนจะมีสิทธิเสมอกัน และมีเสรีภาพพ้นจากการเป็นไพร่ เป็นข้า เป็นทาสพวกเจ้า หมดสมัยที่เจ้าจะทำนาบนหลังราษฎร สิ่งที่ทุกคนพึงปรารถนาคือ ความสุขความเจริญอย่างประเสริฐซึ่งเรียกเป็นศัพท์ว่า “ศรีอาริยะ” นั้น ก็จะพึงบังเกิดขึ้นแก่ราษฎรถ้วนหน้า
คณะราษฎร
๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕

ความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของไทยในยุคสมัยตั้งแต่มีรัฐบาลนายกฯทักษิณ ชินวัตร จนถึงรัฐประหาร 19 กันยา 49
และหลังจากนั้นจนถึงปัจจุบัน ต้องถือว่าเปลี่ยนไปชนิดไม่ใช่แค่ผิวเผิน แต่ลงลึกถึงระดับโครงสร้างการปกครองของประเทศอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
และยังก่อให้เกิดการกระเพื่อมสั่นสะเทือนของโครงสร้างอำนาจของประเทศในแทบทุกด้าน ทั้งโครงสร้างอำนาจทางทหาร การเมือง สังคม และเศรษฐกิจ
ที่โครงสร้างฐานอำนาจเดิม (ซึ่งยึดมาจาก อ.ปรีดี) ถูกเขย่าบัลลังก์และถูกแย่งกลับไปสู่ราษฎรได้หลายส่วน
แม้ยังไม่ได้ทั้งหมด แต่ก็ไม่เคยมีมาก่อนนับแต่กลุ่มขุนศึกร่วมกับศักดินายึดอำนาจมาจาก อ.ปรีดี ได้
สำหรับผมแล้ว นายกฯทักษิณ ไม่ได้มีคุณูปการต่อประเทศนี้ในแง่โครงการต่าง ๆ เพื่อชาวรากหญ้าที่ทุกคนรู้จักและยอมรับกันเท่านั้น
แต่ที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น เป็นเพราะท่านเป็นคนแรกที่เข้ามาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจที่แท้จริงของประเทศ
และนำกลับไปสู่ประชาชนเจ้าของประเทศที่แท้จริง
ซึ่งจะเป็นปฐมบทของการนำประเทศออกจากอำนาจโบราณที่ปกครองประเทศอยู่หลังฉากไปสู่การเป็นประชาธิปไตยแท้จริงในอนาคตในที่สุดได้
(แม้จะรู้กันดีว่า จริงๆแล้วคนอย่าง "ทักษิณ" ไม่ได้มีความคิดจะไปชนกับเจ้าของอำนาจโบราณเดิมเพื่อยื้อแย่งอะไร ออกจะภักดีอย่างมากด้วยซ้ำ)
ถ้าคิดแบบ อ.สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ (ดูจากคลิปต่างๆ ก่อนถูกจับคุมขัง) ก็จะตรงข้ามกับของคุณหนูหริ่ง
อ.สุรชัยเสนอแนวคิดโดยกล่าวในทำนองนี้ว่า...
"คนที่อำมาตย์ศักดินากลัวที่สุดก็คือ 'ทักษิณ'
ดังนั้น ยุทธศาสตร์ที่ดีที่สุดของฝ่ายเราก็ต้องเอา 'ทักษิณ' ไปสู้กับมัน...
และการไม่เอา 'ทักษิณ' ก็คือ การเข้าทางมัน..
พวกอำมาตย์ พวกเสื้อเหลือง พวกประชาธิปัตย์ มันพยายามบอกว่า
'ทักษิณ' คือจุดอ่อนของพวกเรา...
ก็แล้วถ้าคิดว่าเป็นจุดอ่อน แล้วมาบอกพวกเราทำไม
เก็บเงียบไว้ก็จะยิ่งดีต่อชัยชนะของฝ่ายตัวเองไม่ใช่หรือ ?....
มันหวังดี หรือ มันจะมาหลอกพวกเรากันแน่"
(เดี๋ยวนี้ ผ่านมาหลายปี ไม่รู้ อ.สุรชัย เปลี่ยนความคิดในประเด็นนี้หรือยัง ? เพราะไม่มีโอกาสรับฟังแนวคิดล่าสุดของอาจารย์เลย)
ที่มาก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่และรุนแรงชนิดที่ไม่ใช่ใคร ๆ ก็จะทำได้
เพราะขนาดตระกูล "กิตติขจร" และ "จารุเสถียร" ที่ครองอำนาจการปกครองทุกด้านมายาวนานนับสิบ ๆ ปี นานกว่า "ทักษิณ" เยอะ
และข้อสำคัญกุมอำนาจทางการทหารสมัยนั้นไว้ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด (ซึ่งตั้งแต่เป็นนายกฯมา "ทักษิณ" ไม่มีอำนาจทางทหารเหมือน "ถนอม-ประภาส")
ก็ยังถูกโค่นล้มจากกลุ่มอำมาตย์-ศักดินาอำนาจโบราณจนไม่เหลือหลอ และไม่อยู่ในความทรงจำของประชาชนในยุคหลังอีกเลย
ตรงข้ามกับตระกูล "ชินวัตร" ที่พยายามโค่นแล้วโค่นอีก ก็ยังอยู่หยัดยืนให้เห็น โดยประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่ลืม "ทักษิณ" เหมือนลืม "ถนอม-ประภาส" แม้จนกระทั่งทุกวันนี้
และนอกจากไม่ถูกโค่นล้มแล้ว ก็ยังสร้างความเปลี่ยนแปลงถึงขั้นทำลายหรือกัดเซาะรากฐานโครงสร้างอำนาจเดิมไปทุกวัน
อย่างโครงการจำนำข้าว นี่ก็กำลังทำลายโครงสร้างฐานอำนาจเดิมทางเศรษฐกิจไปอย่างที่ทั้ง 2 ฝ่าย ก็อาจไม่คิดและไม่รู้ตัวมาก่อน
แต่ผลที่เกิดขึ้น (หลายปรากฎการณ์) มันเป็นไปเช่นนั้นแล้วจริง ๆ
ดังนั้น ถ้าเอาตามความคิดของคุณหนูหริ่งอย่างสุดขั้วในเรื่องให้นายกฯทักษิณออกไปจากถนนสายการเมืองนี้เลย
ก็จะน่าเสียดายกับอนาคตของการเปลี่ยน "โครงสร้าง" ในประเทศนี้มากเลยครับ
และความคิดของคุณหนูหริ่งต่อเรื่องนี้ที่เห็นแต่ด้านประโยชน์จากการให้ "ทักษิณ" หยุดเล่นการเมืองแต่เพียงมิติเดียวอย่างสุดโต่ง
โดยลืมคิดชั่งน้ำหนักถึงผลดี-ผลเสียของการให้ "ทักษิณ" หยุด..อย่างครบถ้วนรอบด้านเสียก่อนนั้น..
นอกจากอาจไม่เกิดผลดีจริงต่อการต่อสู้เพื่อ ปชต. แท้จริงแล้ว
ก็อาจยังส่งผลไปเป็นการทำร้ายจิตใจ ทำร้ายความหวังของชาวบ้านคนรากหญ้าอย่างมากชนิดที่คุณหนูหริ่งอาจนึกไม่ถึงเลยทีเดียว..
อยากให้คุณหนูหริ่งลองไปสัมผัสดูของจริงในพื้นที่ด้วยตัวเองครับ
....................................................................
การเมืองPolitical
การเมืองคือ กระบวนการและวิธีการที่จะนำไปสู่การตัดสินใจของกลุ่มคน การเมืองสามารถเกิดขึ้นได้ทั่วไปในทุกกลุ่มคนในสังคมที่อยู่ร่วมกัน พูดง่ายๆให้เข้าใจการเมืองคือการปันผลประโยชน์ที่คนในสังคมได้รับว่า "ใครจะได้อะไร เมื่อใดและอย่างไร"
อะไร? คือปัจจัยที่จะตัดสินปัญหาของสังคมคือ เรื่องปากท้อง(ปัจจัยสี่)ความเป็นอยู่ของคนในสังคมเป็นสิ่งตัดสิน หรือเรียกว่าเศรษฐกิจเป็นผู้ตัดสินสังคม เมื่อมีการแบ่งผลประโยชน์ ให้คนในสังคมได้รับไม่เท่าเทียมกัน ความขัดแย้งในสังคมจึงเกิดขึ้น จึงมีการแบ่งกลุ่มแบ่งชนชั้น
ผู้ได้เปรียบคือ"นายทุนผูกขาด"ที่สามารถขูดรีดเอาจากชนชั้นอีกกลุ่มหนึ่งในสังคม นี่คือสาเหตุที่จะต้องมีตัวแทนของแต่ละชนชั้นขึ้นมาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของกลุ่มตนเอง
ดังนั้นการเมืองจึงเป็นเรื่องผลประโยชน์ เพื่อการดำรงชีพของคนกลุ่มคนในสังคมทุกชนชั้น ที่จะต้องมีการร่วมกันตัดสินใจ ไม่ใช่กลุ่มชนชั้นเดียวตัดสินใจให้คนทั้งประเทศ
การเมืองเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับชีวิตของคนในสังคมทุกคนไม่ว่าจะมีอาชีพอะไร จะเล่นการเมืองหรือไม่เล่นการเมือง ก็ต้องเรียนรู้สนใจเรื่องการเมือง ติดตามข่าวคราวทางการเมือง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางการเมือง เพื่อสิทธิและหน้าที่ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของทุกคนในสังคมจะพึงกระทำได้.
ด้วยความปรารถนาดี
ราษฎรตาสว่าง
๒๓ มิ.ย. ๒๕๕๖