tisdag 4 oktober 2011

นานาชาติบีบไทยให้สัตยาบันกรุงโรม เปิดทางลากคอฆาตกรสังหารหมู่ขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม ตามเวลาในนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เครือข่ายองค์กรระดับโลกได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทย เข้าร่วมภาคีศาลอาญาระหว่างประเทศ ภาคประชาสังคมระบุรัฐบาลใหม่ต้องใส่ใจ และให้ความสำคัญต่อการเข้าเป็นภาคีธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่าง ประเทศ ในลำดับต้น ๆ

นิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา/ กรุงเทพมหานคร: ในวันนี้ องค์กรเครือข่ายเพื่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (Coalition for the International Criminal Court - CICC) ได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยแสดงเจตจำนงที่จะร่วมกับประชาคมโลกในการต่อสู้ ต่อต้านระบบ “ลบล้างความผิด” (Impunity) ด้วยการให้สัตยาบันต่อธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court – ICC) ซึ่งเป็นศาลอาญาถาวรระหว่างประเทศแห่งแรกและแห่งเดียวของโลก ที่มุ่งจัดการกับคดีที่มีลักษณะเป็นอาชญากรรมสงคราม อาชญากรรมต่อต้านมนุษยชาติ และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

ประเทศไทย เป็นประเทศเป้าหมายหลักของการรณรงค์ระดับโลกเพื่อการให้สัตยาบันต่อธรรมนูญ กรุงโรม ในเดือนตุลาคม 2554 การรณรงค์ดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ที่จะเรียกร้องให้ประเทศภาคีสมาชิกของสห ประชาชาติให้สัตยาบันต่อธรรมนูญกรุงโรม ซึ่งถือเป็นอนุสัญญาสำคัญที่เป็นพื้นฐานแห่งการจัดตั้งศาลอาญาระหว่างประเทศ ขึ้น

หนังสือลงวันที่ 3 ตุลาคม 2554 ที่องค์กรเครือข่ายระหว่างประเทศ ซึ่งมีสมาชิกหลากหลายมากมายกว่า 2500 องค์กร/ หน่วยงาน จาก 150 ประเทศทั่วโลก มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้เกิดศาลอาญาระหว่างประเทศ ที่มีความเที่ยงธรรม มีประสิทธิภาพ และมีความเป็นอิสระ ได้ส่งถึง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เรียกร้องให้รัฐบาลไทยได้ดำเนินการให้เกิดความคืบหน้าสู่การให้สัตยาบันต่อ ธรรมนูญกรุงโรม ว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ ในเร็ววัน

ปัจจุบัน 118 รัฐภาคีทั่วโลก ได้เข้าร่วมกับภาคีธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศแล้ว และล่าสุดประเทศมัลดริฟส์ได้เข้าร่วมเป็นภาคีสนธิสัญญาฉบับนี้

ในรอบ สองปีที่ผ่านมา ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเซียได้เริ่มเข้ามีส่วนร่วมในศาลอาญาระหว่างประเทศมากยิ่งขึ้น อาทิ เช่น บังกลาเทศให้สัตยาบันเมื่อเดือนมีนาคม 2553 ฟิลิปปินส์ให้สัตยาบันเมื่อเดือนสิงหาคม 2554 และตามด้วยมัลดริฟส์ เมื่อเดือนกันยายน ที่ผ่านมา

ภูมิภาคเอเซียยังคงเป็นภูมิภาคที่ด้อย จำนวนภาคีสมาชิกในศาลอาญาระหว่างประเทศอยู่มาก เมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น ๆ กล่าวคือมีเพียง 9 รัฐภาคีเท่านั้น ในปัจจุบัน ...

รายละเอียดฉบัะบภาษาอังกฤษ ที่มา:http://www.iccnow.org/documents/PR_for_Thailand_URC-FINAL.pdf

คณะนิติราษฎร์ไม่โดดเดี่ยวมีผู้สนับสนุนทั้งในและต่างประเทศ

เอาละเว้ย มีนักวิชาการฝ่ายประชาธิปไตยเปิดตัวมาหนุนคณะนิติราษฎร์มากขึ้นแล้ว งานนี้ชักมันส์ขึ้นแล้วสิ *** [ถูกใจ] ติดต่อทีมงาน

แถลงการณ์กลุ่มคณาจารย์ต่อต้านรัฐประหาร ต่อกรณีข้อเสนอทางวิชาการของคณะนิติราษฎร์


ตาม ที่คณะนิติราษฎร์ได้เผยแพร่ข้อเสนอทางวิชาการของคณะนิติราษฎร์ ในวาระครบ ๕ ปีรัฐประหาร ต่อสารธารณชนเมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๕๔ โดยมีสาระสำคัญใน ๔ ประเด็น คือ การลบล้างผลพวงของรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙, การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒, กระบวนการยุติธรรมกับผู้ต้องหาหรือจำเลยและการเยียวยาผู้ได้รับความเสียหาย ภายหลังรัฐประหาร รัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙, และการยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ และการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งข้อเสนอทางวิชาการดังกล่าวได้ก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง มีทั้งที่เห็นด้วยและที่เห็นต่าง มีทั้งที่สร้างสรรค์และที่ทำลายล้าง มีทั้งที่อ้างอิงหลักฐานอันน่าเชื่อถือและที่อ้างอิงอาวุธยุทโธปกรณ์อันน่า หวาดหวั่น

ด้วยความเชื่อมั่นและเจตนาที่จะธำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบ ประชาธิปไตย เรา–ผู้มีรายนามดังปรากฏข้างท้ายแถลงการณ์นี้–ได้ศึกษาข้อเสนอทางวิชาการของ คณะนิติราษฎร์โดยละเอียดแล้ว จึงได้ร่วมกันแสดงจุดยืนของเราในประเด็นต่างๆ ดังต่อไปนี้

๑. เราสนับสนุนข้อเสนอทางวิชาการทั้ง ๔ ประเด็นของคณะนิติราษฎร์ โดยเล็งเห็นว่าข้อเสนอทางวิชาการดังกล่าวนอกจากจะช่วยรักษาจุดด่างพร้อยจาก การรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ แล้ว ยังช่วยสร้างกลไกการป้องกันการก่อรัฐประหารในอนาคตอีกด้วย ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ข้อเสนอทางวิชาการดังกล่าวอุดมไปด้วยจิตวิญญาณประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

๒. เราเสนอให้รัฐบาลและองค์กรที่เกี่ยวข้องรับข้อเสนอทางวิชาการของคณะนิติ ราษฎร์ไปพิจารณา ศึกษาความเป็นไปได้ และนำไปปฏิบัติให้เป็นจริง อันจะเป็นโอกาสสำคัญในการเสริมรากฐานประชาธิปไตยของประเทศให้แข็งแกร่งอีก คำรบหนึ่ง

๓. เราขอเชิญชวนให้บรรดานักวิชาการและประชาชนทุกสาขาอาชีพ–ไม่ว่าจะอยู่ในแวดวง นิติศาสตร์หรือไม่ก็ตาม–อย่านิ่งเฉย โปรดออกมาร่วมเสนอแนะและวิพากษ์วิจารณ์ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ บนฐานความรู้ความเข้าใจของท่าน เพื่อให้ได้ความคิดที่รอบด้านอันจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนา ประชาธิปไตยของประเทศ

๔. เราขอประณามการใส่ร้ายป้ายสี การบิดเบือนข้อเท็จจริง การขู่อาฆาตมาดร้าย และความพยายามใดๆ ก็ตามที่มุ่งทำลายเสรีภาพทางวิชาการและบรรยากาศประชาธิปไตยทั้งในที่ลับและ ที่แจ้ง ซึ่งไม่เพียงไม่ก่อประโยชน์อันใดแก่สังคมแล้วยังกัดกร่อนทำลายกลุ่มผู้กระทำ การเช่นนั้นเองด้วย



ขอให้ประชาธิปไตยจงเบ่งบาน มวลหมู่เผด็จการจงสิ้นสูญ.



1. กฤชวรรธน์ โล่ห์วัชรินทร์ (วิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น)
2. อนุชา โสมาบุตร (นักวิชาการอิสระ)
3. อิศรา ก้านจักร (คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น)
4. ศิริศักดิ์ เหล่าจันขาม (วิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น)
5. ปิยบุตร บุรีคำ (ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)
6. ประสงค์ สีหานาม (ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม)
7. พงศาล มีคุณสมบัติ (นักวิชาการอิสระ)
8. สุดา รังกุพันธุ์ (คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)
9. ชูธรรม สาวิกันย์ (ภาควิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร)
10. อาซีดีน นอจิ (ภาควิชากฎหมายอิสลาม โรงเรียนเอกชนสอนศาสนา จังหวัดปัตตานี)
11. ศาสวัต บุญศรี (คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร)
12. ธีรวัฒน์ ทัศนภิรมย์ (คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล)
13. เอกพิชัย สอนศรี (คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่)
14. สรัลภัค หมอกเรืองใส (วิทยาลัยพยาบาลและสุขภาพ ม.ราชภัฏสวนสุนันทา)
15. เนติลักษณ์ นีระพล (นักวิชาการอิสระ)
16. วิระพงศ์ จันทร์สนาม (คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ)
17. เสนัชย์ ทองประดิษฐ์ (นักวิชาการอิสระ)
๑๘. กฤดิกร วงศ์สว่างพานิช (นักศึกษาปริญญาโท Aberystwyth University, UK)
๑๙. ฉัตรชัย ช้างชัย (นิสิตคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา)
๒๐. สฤษดิ์ จันทราช (พ่อค้า ศรีสะเกษ)
๒๑. ยุทธนา สูงสุมาลย์ (สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ)
๒๒. สลักธรรม โตจิราการ (นายแพทย์ปฏิบัติการ โรงพยาบาลบ้านหมอ)
๒๓. องอาจ บุญคง
๒๔. วโรดม ตู้จินดา (คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์)
๓ ตุลาคม ๒๕๕๔

-------------------------------------------------------------------------------
ผู้ว่าอยุธยาประกาศ อพยพประชาชนหนีน้ำท่วม ภายใน3ชม.
17.42 น. 4 ต.ค. 54

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ



ผู้ว่าฯอยุธยา ลั่นรับมือน้ำท่วมไม่ไหวแล้ว
เตือนประชาชนให้เร่งเก็บข้าวของ-อพยพอยู่ที่สูงใน 3 ชั่วโมง

นายวิทยา ผิวผ่อง ผู้ว่าฯ พระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำท่วม
ขณะนี้ทางจังหวัดไม่สามารถรับมือกระแสน้ำที่เพิ่มสูงได้แล้ว จึงประกาศให้
ประชาชนใน 16 อำเภอ เร่งเก็บของขึ้นที่สูง พร้อมเตรียมอพยพภายใน 3 ชั่วโมง
โดยเฉพาะ อ.พระนครศรีอยุธยา นครหลวง มหาราช บ้านแพรก บางปะอิน และ อุทัย


ที่มา
http://www.isnhotnews.com/%E0%B8%9C%E0% ... %E0%B8%9E/

:screaming: :screaming: :screaming:

"จักรภพ" ประกาศจากแดนไกล "ยังไม่กลับ"


by TPNews, 2011-10-04 08:47:10

ศูนย์ ข่าว TPNews: เมื่อเวลาประมาณ ๘.๒๐ น. วันนี้ (วันอังคารที่ ๔ ต.ค.๕๔) นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและโฆษกรัฐบาล ได้แจ้งแก่แหล่งข่าวใกล้ชิดว่า ข่าวที่ว่าตัวเขาจะกลับเมืองไทยเพื่อไปมอบตัวสู้คดีในเร็ววันนี้นั้น ไม่เป็นความจริง เขาจะยังติดตามสถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจจากนอกประเทศไทยต่อไปโดยยังไม่ มีกำหนดกลับ

เนื่องจากโครงสร้างทางการเมืองและการยุติธรรมยังไม่มี อะไรเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของปวงชนชาวไทยอย่างเปิดเผยจาบจ้วงจน ถึงบัดนี้ และในการพัฒนาประชาธิปไตยก็ยังมิได้มีสัญญาณบวกใดๆ เกิดขึ้นเลย

ต่อ คำถามที่ว่า ได้หารือกับนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง นายจรัล ดิษฐาอภิชัย และนางดารณี กฤตบุญญาลัย ในเรื่องการเข้ามอบตัวหรือไม่ นายจักรภพฯ กล่าวว่า เรื่องจุดยืนและอุดมการณ์เป็นวิจารณญาณส่วนบุคคล คงหารือกันไม่ได้ สุดท้ายนายจักรภพฯ กล่าวฝากถึงผู้สนับสนุนตัวเขาว่า หากการปรองดองเป็นไปอย่างจริงใจและไม่มีสิ่งใดแอบแฝงซ่อนเร้น ก็ไม่น่าที่ใครจะต้องเดือดร้อนกระวนกระวายที่ตัวเขาจะอยู่รอเหตุการณ์อยู่ ภายนอก มวลชนไม่เคยลืมว่าเราถูกล่อหลอกมาแล้วอย่างไร ก็หวังว่าผู้นำและแกนนำจะจดจำเรื่องเหล่านี้ได้ไม่น้อยไปกว่ามวลชนด้วย

------------------------------------------------------------------------
ที่มา : TPNews

söndag 2 oktober 2011

ตัวอย่างของครอบครัวนักต่อสู้ตัวจริงที่เสียสละเพื่อต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยให้เป็นระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง

รูปภาพ

บันทึกเบื้องหลังภาพชุดเจ๊อยากตาย:ภาพทักษิณในต่างประเทศ คือ ภาพฟ้องแผ่นดินไทยที่ไม่เป็นธรรม


กรี๊ดๆ!เจ๊รับไม่ด๊าย เจ๊อยากตาย เรทติ้งทักษิณอินเตอร์กระชู้ด-ภาพชุดชาวต่างประเทศแห่รุมล้อมขอถ่ายรูปกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในประเทศแถบย่านเอเชีย สะท้อนว่าการเพียรสร้างภาพให้ทักษิณเป็นปีศาจร้ายในสายตาของชาวโลก โดยเผด็จการอำมาตย์ล้มเหลวสิ้นเชิง

ที่มา บันทึกจา่กเฟซบุ๊ค Sunai Chulpongsatorn

ต้องขอบคุณเพื่อนๆที่นำภาพท่านนายกฯทักษิณ จาก face book SUNAI ที่บอกเรื่องราวของชาวต่างประเทศที่ชื่นชมกับท่านนายกฯทักษิณส่งไปเผยแพร่ใน เว็บ Thaienews

แม้จะเป็นเพียงจุดเล็กๆแต่เป็นอารมณ์ความรู้สึกของชาวต่างประเทศในระดับชาว บ้านที่เป็นของจริงที่ชาวเว็บคนไทยเราควรจะประสานงานกันเพื่อช่วยกันเผยแพร่ (หากใครไปพบท่านทักษิณเช่นเดียวกับผม) ในมุมมองต่างๆเพราะจะเป็นการช่วยเติมเต็มความเข้าใจของคนไทยด้วยกันต่อตัวท่านทักษิณ

โดยเฉพาะคนไทยอีกกลุ่มหนึ่งที่ถูกพิษร้ายจากการใส่ร้ายของฝ่าย เผด็จการอำมาตย์ที่ทำกับท่านนายกฯทักษิณ มาตลอด 5 ปี และเป็นสารพิษตกค้างทางสังคมไทย ก่อให้เกิดความไม่เข้าใจกันอันเป็นผลจากการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

และจากการที่เพื่อนๆได้แสดงความคิดเห็นต่อๆกันมาทำให้ผมเกิดความคิดว่า หากเรามองย้อนหลังเปรียบเทียบอดีตนายกฯและอดีตหัวหน้าคณะรัฐประหารได้กระทำ ผิดก่อกรรมทำเข็ญกับประชาชนชาวไทยถึงขนาดฆ่าหมู่ประชาชน แต่กลับได้รับการอภัยและไม่ถูกตามล้างตามเช็ดจากระบอบเผด็จการอำมาตย์เหมือน อย่างที่ท่านนายกฯทักษิณกำลังประสบอยู่ในขณะนี้


ลองเปรียบเทียบดูไหมครับ

พ.ต.ท.ทักษิณ : เข้ามาตามครรลองประชาธิปไตยในภาวะที่ประเทศกำลังประสบวิกฤติเศรษฐกิจอย่างรุนแรง และท่านสามารถแก้วิกฤติได้ แต่ถูกใส่ร้ายว่ามีความผิดร้ายแรงข้อหารับรองสำเนาถูกต้องบัตรประชาชนให้ ภรรยาไปซื้อที่ดินโดยเปิดเผยกลายเป็นเรื่องต้องติดคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญาและประชาธิปัตย์ตามไล่ยึดหนังสือเดินทางอย่างเอาเป็นเอาตายและ ต่อต้านไม่ให้มีการนิรโทษกรรม

พลเอกสนธิ : ทำการยึดอำนาจ ล้มรัฐบาล ฉีกรัฐธรรมนูญ ทำให้บ้านเมืองที่เดินทางมาดีๆเกิดวิกฤติยาวนานมา 5 ปี ถึงวันนี้ ปรากฏว่ามีกฎหมายนิรโทษกรรมให้เรียบร้อย พรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยตำหนิเลย และแถมนายอภิสิทธิ์ ยังพูดกับทูตสหรัฐ (หลักฐานในวิกิลีค) ให้การสนับสนุนพลเอกสนธิเสียอีก

พลเอกสุจินดา : ทำการยึดอำนาจ ล้มรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ฉีกรัฐธรรมนูญในนามคณะ ร.ส.ช. (คล้ายๆกับกรณีพลเอกสนธิ ทั้งๆที่บ้านเมืองก็กำลังพัฒนาไปดีๆ) จนกระทั่งนำประเทศไปสู่วิกฤติจนเกิดการฆ่าประชาชนกลางถนนราชดำเนินในเหตุ การณ์พฤษภาทมิฬ ปี 2535 ก็ปรากฏว่าได้รับการนิรโทษกรรม กลับมาอยู่ในสังคมไทยได้สบายๆ และในเหตุการณ์ขณะนั้นพรรคประชาธิปัตย์ก็ขึ้นเป็นรัฐบาล ปรากฏว่าพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่ถือเป็นเรื่องใหญ่ ไม่ตามล้างตามเช็ดพลเอกสุจินดาเหมือนที่ทำกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ทั้งๆที่มีการฆ่าประชาชนกลางกรุงเทพเช่นกัน

พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ : ทำการรัฐประหารจากการก่อวิกฤติฆ่านักศึกษาประชาชนอย่างโหดร้ายในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ก็เช่นกัน ไม่ถือเป็นเรื่องใหญ่อภัยได้

จอมพลถนอม–ประภาส : ปกครองบ้านเมืองด้วยอำนาจเผด็จการ คอรัปชั่นกันอย่างโจ่งแจ้ง และฆ่าประชาชนใน เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ทั้งสองจอมพลต้องหนีออกนอกประเทศ หลังจากนั้น ประชาธิปัตย์ก็มาเป็นรัฐบาลโดย ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกฯก็ไม่ตามล้างตามเช็ด หรือตามยึดหนังสือเดินทางของจอมพลถนอม-ประภาส เหมือนอย่างที่ทำกับ ท่านทักษิณ และทั้งสองจอมพลก็สามารถกลับประเทศไทยได้โดยไม่ผิดอะไร


ยิ่งถ้าเปรียบเทียบกับกรณีตัวนายอภิสิทธิ์เองที่มีส่วนร่วมสำคัญในการร่วม ก่อจลาจลกับกลุ่มพันธมิตรฯโดยการยึดสนามบิน ยึดทำเนียบรัฐบาล และมีส่วนร่วมอย่างสำคัญในการจุดชนวนสงครามไทย – เขมร เมื่อต้นปีนี้ และมีส่วนร่วมสำคัญอย่างปฏิเสธไม่ได้กับการฆ่าประชาชนที่ผ่านฟ้าและราชประสงค์แล้วความผิดของนายอภิสิทธิ์รุนแรงอย่างยิ่ง

แต่วันนี้ระบอบเผด็จการอำมาตย์ตัวจริงเสียงจริงยังปกป้องนายอภิสิทธิ์ไม่มี ใครกล้าแตะต้อง (คล้ายๆกับเหตุการณ์การปกป้องจอมเผด็จการทหารทั้งหลายในอดีต)

เมื่อเปรียบเทียบเหตุการณ์ทางการเมืองในรอบ 30 กว่าปีมานี้ ก็จะเห็นชัดว่ากรณีของพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเรื่องการกลั่นแกล้งทางการเมืองกันชัดๆ แต่สุดท้ายประชาชนคือผู้ชี้ความจริงโดยดูจากผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา

และการแสดงออกของชาวบ้านในต่างประเทศตามหลักฐานรูปที่ผมนำมาแสดง ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายๆเหตุการณ์ที่ท่านทั้งหลายก็คงจะได้พบเห็นด้วยตัวเองหาก บังเอิญไปพบท่านนายกฯทักษิณ ในต่างประเทศเช่นเดียวกับที่ผมพบเห็น

ท่านนายกฯทักษิณ เป็นวีรบุรุษในสายตาคนต่างประเทศด้วยนั้นเพราะ ข่าววิกฤติจากเผด็จการอำมาตย์ในประเทศไทย และข่าวการที่ท่านทักษิณไม่ยอมก้มหัวให้กับอำนาจเผด็จการ นี้เป็นประกายไฟสำคัญที่ชาวโลกชื่นชม เพราะโลกสมัยใหม่เขารับระบอบเผด็จการอำมาตย์ที่ใช้รถถังเป็นเครื่องมือกดขี่ ประชาชนไม่ไหวแล้ว


เมื่อเปรียบเทียบผู้นำประเทศไทยที่กระทำผิดอย่างรุนแรงถึงขั้นฆ่าประชาชนแต่ กลับกลายเป็นเรื่องเล็ก , แต่เรื่องเล็กๆของทักษิณกลับกลายเป็นเรื่องใหญ่ จึงบ่งชี้ชัดเจนว่า “แผ่นดินไทยไม่มีธรรม” เสียแล้ว

ขอให้เพื่อนๆช่วยกันเผยแพร่นะครับ ขอบคุณมากครับ

สุนัย จุลพงศธร

lördag 1 oktober 2011

การเมืองการปกครองในมุมมองของนักกฎหมาย : ชาติ

โดย ประเวศ ประภานุกูล

สิ่งที่เห็นอยู่ในสังคมนี้ มีการอ้างคำนี้กันเป็นปกติ “ชาติ” โดยเฉพาะกับวาทะกรรม “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์”

ผมเคยตั้งคำถาม 3 ข้อในเฟสบุ๊คต่อพวกUltra Royalist* หนึ่งในนั้นคือ “ชาติ คือ อะไร” ก็ไม่เห็นมีใครในหมู่พวกนี้ตอบได้ มีแต่การใช้ถ้อยคำหยาบคายด่าทอ ที่ดูจะมีโวหารหน่อยก็เสียดสี เหน็บแนม

มันคงสรุปเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจาก พวกเขาไม่สามารถให้คำจำกัดความคำๆนี้ได้ ในเมื่อตอบไม่ได้ ผมก็จะตอบให้เอง

ก่อนอื่นมาดูคำอีกคำก่อน “ประเทศ” ตามพจนานุกรมให้ความหมายเดียวกับ “รัฐ” ซึ่งน่าจะมาจาก “State” แต่ตามที่เคยเห็นในพระไตรปิฎก คำนี้ “ประเทศ” น่าจะมีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า “ท้องถิ่น” มากกว่า ดูเหมือนจะหมายถึง อาณาเขตแดนเล็กๆแห่งหนึ่ง น่าจะเป็นเขตแดนที่เล็กกว่า “ชนบท” ด้วยซ้ำ

ในทางรัฐศาสตร์ที่ผมพอรู้แบบงูๆปลาๆ การจะเป็นรัฐ หรือ State ได้ จะต้องมีองค์ประกอบดังนี้

-มีดินแดน ที่มีอาณาเขตที่แน่นอน
-มีประชากรที่มีพื้นฐานหรือวัฒนธรรมร่วมกัน
-มีผู้ปกครอง หรือรัฐบาล ซึ่งอาจรวมถึงระบบการปกครองด้วย

ทีนี้ย้อนกลับไปดูคำว่า “ชาติ” ในความหมายของพวกUltra Royalist น่าจะหมายถึง รัฐ หรือประเทศ(ในความหมายตามพจนานุกรม) แต่การที่พวกเขาอธิบายความหมายไม่ได้ เพราะพวกเขามุ่งหมายไปถึงสิ่งที่เป็นนามธรรมที่มีความหมายเหนือกว่า รัฐ

ในความหมายของพวกเขา ชาติ ใช้แทนได้ด้วยคำอีกคำหนึ่ง “แผ่นดิน” ว่าที่จริงคำว่า แผ่นดิน นี้ ถูกใช้ในความหมายแทนคำว่า ชาติ หรือ รัฐ กันอย่างแพร่หลายมานานแล้ว ไม่เว้นแม้แต่ในหมู่คนฝ่ายประชาธิปไตย ก็ยังเห็นอ้างอิงคำนี้ในความหมายของ ชาติ หรือ รัฐ

ผมคงไม่มีปัญญาค้นหาต้นตอว่ามีที่มาอย่างไร ถึงได้ใช้คำ “แผ่นดิน” ในความหมายนี้ แต่ที่อยากเขียนถึง เป็นลักษณะ และผลของการใช้คำนี้ “แผ่นดิน” ในความหมายของ ชาติ หรือ รัฐ

คำว่า “แผ่นดิน” มีความหมายที่บ่งบอกอยู่ในตัวเองว่า หมายถึงพื้นดิน หรืออาณาเขตที่เป็นเขตแดนของรัฐ การนำมาใช้ในความหมายนี้จึงหมายถึง ชาติ คือ แผ่นดิน หรือแผ่นดิน ก็คือชาติ การใช้คำนี้ในความหมายนี้ได้ส่งผลทางสัญลักษณ์โดยตรงต่อระบอบการปกครองของรัฐนี้...รัฐไทย

ในเมื่อชาติ คือ แผ่นดิน แผ่นดินซึ่งเป็นดินแดนที่มีอาณาเขตแห่งหนึ่งบนแผนที่โลก จึงย่อมมีเจ้าของแผ่นดิน และเจ้าของแผ่นดินก็คือ”กษัตริย์” แนวคิดนี้ของพวกUltra Royalist ถูกแสดงออกในวาทะกรรม
“แผ่นดินนี้ทุกตารางนิ้วเป็นของพ่อ” “ใครไม่รักพ่อก็ไม่ควรอยู่ในแผ่นดินของพ่อ”

เมื่อชาติ หรือแผ่นดินมีเจ้าของ แน่นอนว่าเจ้าของแผ่นดิน คือ กษัตริย์ ในแนวคิดนี้มันจึงเป็นความชอบธรรมที่พวกUltra Royalistจะ ขับไล่ คนที่ตนเห็นว่า “ไม่จงรักภักดี” ออกจากรัฐนี้ ดังที่พวกคลั่งเจ้าชอบอ้างกัน ชาติ หรือ รัฐ ในความคิดของพวกเขา จึงเป็นสิ่งเดียวกับ “กษัตริย์”

แนวคิดนี้ยังได้ส่งผลสะท้อนหลายอย่างต่อสิ่งที่เกิดขึ้นและเป็นอยู่ในสังคมนี้...แต่เอาไว้ว่ากันวันหลัง

จากคำจำกัดความของ รัฐ ในทางรัฐศาสตร์ถ้าชาติ หมายถึง รัฐ ชาติ ย่อมเป็นที่รวมขององค์ประกอบอย่างน้อย 3 อย่างดังกล่าว ในความหมายนี้ กษัตริย์ จึงอาจไม่ใช่ส่วนประกอบของ ชาติ เว้นแต่ในระบบการปกครองแบบ สมบูรณาญาสิทธิราช หรือ ราชาธิปไตย ที่กษัตริย์เป็นผู้ปกครองรัฐโดยตรงเท่านั้น กษัตริย์จึงถือว่าเป็นส่วนหนึ่งในฐานะผู้ปกครองรัฐ

ในอีกด้านหนึ่ง องค์ประกอบของรัฐข้อใดสำคัญที่สุด สำคัญถึงขนาดขาดไม่ได้ คำตอบคงต้องเป็นทั้ง 3 ข้อ การขาดข้อใดข้อหนึ่งคงถือเป็นรัฐไม่ได้ อย่างน้อยก็ไม่เป็นที่ยอมรับของประชาคมโลก หรือไม่เป็นที่ยอมรับของรัฐอื่น

แต่หากขาดผู้ปกครอง หรือรัฐบาล ประชาชนที่อยู่ในเขตแดนร่วมกันย่อมสามารถเลือกผู้ปกครอง หรือรัฐบาลใหม่ได้

ในอดีต ชนชาติยิว เคยสูญเสียดินแดน ไร้แผ่นดินอยู่ ต้องแยกย้ายไปอยู่ในเขตแดนอาณาเขตของรัฐอื่น แยกย้ายกันไปอยู่เป็นเวลานานกว่า 2,000 ปี จึงได้ตั้งรัฐขึ้นใหม่เป็นประเทศอิสราเอลอย่างในปัจจุบันนี้

ด้วยลักษณะเช่นนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดอันจะขาดไม่ได้ของ รัฐ คือ ประชาชน

แท้ที่จริงแล้ว..ชาติ คือ ประชาชน

*******
*Ultra Royalist -นายปรีดี พนมยงค์ ให้ความหมายว่า ผู้ที่เกินกว่าพระราชา หรือโดยนัยก็คือพวกที่ทำตนเป็นราชาธิปไตยยิ่งกว่าองค์พระราชาธิบดีนั้น แทนที่จะเป็นผลดีต่อพระมหากษัตริย์กลับจะเป็นการทำร้ายสถาบันพระมหากษัตริย์เสียด้วยซ้ำ อ่านรายละเอียดคลิ้ก