“หาร 100” คิดว่าตัวเองได้เปรียบ แต่พอสถานการณ์เปลี่ยน มองว่าพรรคเพื่อไทยได้เปรียบ ก็กลับหลังหัน “หาร 500” ทั้งที่แก้รัฐธรรมนูญเสร็จไปตั้งแต่ปีก่อน ทั้งที่แก้กฎหมายเลือกตั้งถึงวาระสอง อีกนิดเดียวก็จะผ่าน กลับเปลี่ยนปุบปับใน 2 วัน
นี่สภานิติบัญญัติ หรือทหารเกณฑ์สั่งได้ ซ้ายหัน-ขวาหัน ย้อนดูคำพูด ส.ส. ส.ว. เชียร์ “หาร 100” มาทั้งนั้น กลับหลังหันใน 2 วันแต่ยังด่าทักษิณ “เผด็จการรัฐสภา”
บางคนกลัวว่า เปลี่ยนแบบนี้เดี๋ยวเข้าทางพรรคก้าวไกล ซึ่งมีโอกาสได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์มากกว่า ส.ส.เขต พอกลับมาใช้ “หาร 500” ขอแค่ 10% หรือ 3.5 ล้านคะแนนจากทั่วประเทศ ก็คำนวณ ส.ส.พึงมีได้ 50 คน
ปัดโธ่ ยากอะไร เดี๋ยวหาเรื่องยุบพรรคจนได้ จะยอมให้พรรคที่เสนอแก้ 112 อภิปรายงบสถาบัน ลงเลือกตั้งได้คะแนนเสียงเป็นล้านๆ ได้อย่างไร ที่ยังเก็บไว้เพราะถ้าใช้กติกา “หาร 100” ยังมีประโยชน์ใช้ตัดคะแนนกันเองกับเพื่อไทย
ยังไม่เชื่ออีกหรือว่าระบอบอำนาจนิยมทำได้ทุกอย่าง เพื่อยึดครองประเทศต่อไป การเปลี่ยนกฎกติกากลับไปกลับมา ก็ไม่ใช่ครั้งแรก รัฐประหาร 57 ให้บวรศักดิ์ยกร่างรัฐธรรมนูญ พอไม่ได้ดังใจ กลัวเป็นเผด็จการน้อยไป สปช.ก็คว่ำกันเอง แล้วให้มีชัยมายกร่างใหม่ เติมคำถามพ่วง ตู่ตั้ง 250 ส.ว.มาโหวตตัวเองเป็นนายกฯ ได้ ทำกันขนาดนี้ ใครยังเชื่อว่าประเทศนี้มีกฎกติกา
ประชาธิปไตยปลอม เลือกตั้งลวงตา แค่มี ส.ส.ในมือเกิน 125 ก็บีบพรรคอื่นมาร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ถีบหัวหน้ามาร์ค ใช้ข้ออ้างร่วมรัฐบาลเพื่อแก้รัฐธรรมนูญ อยู่มาจะครบสี่ปี แก้ประเด็นเดียว คือระบบเลือกตั้งที่กลับไปกลับมานี่เอง ประเด็นสำคัญเช่น โละอำนาจ ส.ว. ประชาชนทั้งเข้าชื่อ ชุมนุม เรียกร้อง ติดคุกติดตะราง ส.ส.รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็ไม่เอาด้วย
เลือกตั้งครั้งหน้า 250 ส.ว.จะโหวตตู่เป็นนายกฯ อีกครั้ง หลังจากนั้นปี 2567 ครบ 5 ปี 250 ส.ว.หมดวาระ โล่งอกไปที เลือกตั้งปี 2570 ประชาชนจะได้เลือกนายกฯ ของตัวเอง?
โธ่เอ๋ย เชื่อได้อย่างไร เดี๋ยวก็มีเล่ห์กลใหม่ๆ เช่นหาข้ออ้างแก้รัฐธรรมนูญ รื้ออำนาจ ส.ว. เปลี่ยนวิธีสรรหาใหม่ ระหว่างนี้ก็ให้ทหารข้าราชการเกษียณอยู่ไปก่อน เป็นปีที่ 6-7-8 เพื่อปฏิรูปประเทศ โดยยังมีอำนาจโหวตนายกฯ
บางคนอาจไม่เชื่อ ทำได้อย่างไร หน้าไม่อาย ฯลฯ ก็อย่างหนาให้เห็นมา 3 ปีแล้วไง
เดือนหน้า สิงหาคม ครบ 8 ปีประยุทธ์เป็นนายกฯ จากรัฐประหาร คงมีคนยื่นถามศาลรัฐธรรมนูญ ประยุทธ์อยู่ได้ถึงเมื่อไหร่ โดยหลักกฎหมายคงไม่เริ่มนับจากปี 57 ควรเริ่มนับจากวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2560 แต่ถ้าเอาตามฝ่ายกฎหมายสภา คือนับจากปี 62 แล้วก็จะอยู่ได้ถึงปี 2570 โน้น
ถ้าศาลให้นับจาก 62-70 ประยุทธ์ก็ลงเลือกตั้งอีกสมัยสบายๆ อาจอยู่นานกว่าต่อสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวก็ได้
ไม่มีอะไรให้แปลกใจ นี่คือกติกาอำนาจนิยม ซึ่งเขียนกฎหมายเองแล้วบอกให้ประชาชนเคารพกฎหมาย อำนาจนิยมในโลกสมัยใหม่อ้างว่าทำตามกติกาและกฎหมาย เหมือนสี จิ้นผิง ประชุมพรรคแล้วแก้ไขให้ตัวเองเป็นผู้นำเกิน 2 วาระได้ เหมือนปูติน รัฐธรรมนูญให้เป็นประธานาธิบดีติดต่อกันได้แค่ 2 สมัย พอสมัยที่ 3 ก็ให้นายกฯ ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี ตัวเองลงไปเป็นนายกฯ แล้วค่อยกลับมาเป็นประธานาธิบดีใหม่
อำนาจนิยมมีข้ออ้างเสมอ ขนาดโควิดกลายเป็นโรคประจำถิ่นไปแล้ว เปิดผับเปิดบาร์ยกเลิกไทยแลนด์พาส ฯลฯ แต่ไม่เลิกใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ใครจะทำไม พอถามเหตุผล ก็ย้อนว่าไม่เห็นมีใครเดือดร้อน
ใช่เลย 250 ส.ว.โหวตนายกฯ ชาวบ้านไม่เดือดร้อน ก้มหน้าก้มตาทำมาหากินไป หาร 100 หาร 500 ชาวบ้านไม่เดือดร้อน ก้มหน้าก้มตาทำมาหากินไป ประยุทธ์ลงเลือกตั้งใหม่ อยู่ได้ถึงปี 70 ชาวบ้านก็ไม่เดือดร้อน ก้มหน้าก้มตาทำมาหากินไป
เอ๊ะ ใช่เหรอ ใครว่าไม่เดือดร้อน เพียงใช้ข้ออ้างกฎกติกาของตัวเองถูกต้อง แล้วใช้กระบวนการยุติธรรมปิดปาก ใครต่อต้านถูกจับกุมคุมขัง ชาวบ้านไม่อยากเดือดร้อนแบบนั้น จึงไม่กล้าต่อต้าน
สัญญาณวิปริตจากการพลิกสูตรเลือกตั้งครั้งนี้คือ รัฐอำนาจนิยมที่มีประยุทธ์เป็นผู้นำจะทำทุกอย่างเพื่ออยู่ในอำนาจต่อไป ไม่ว่าคะแนนนิยมตกต่ำ ประเทศย่ำแย่แค่ไหน ก็ดันทุรังใช้อำนาจใช้พวกมากเปลี่ยนกฎกติกาเพื่อให้ตัวเองได้เปรียบ
เครือข่ายอนุรักษนิยมไม่สามารถให้ประยุทธ์ลงจากอำนาจได้ ไม่มีตัวเปลี่ยน ต้องให้ประยุทธ์สืบทอดอำนาจต่อไปภายใต้ประชาธิปไตยปลอม สร้างรัฐราชการเข้มแข็ง ควบคุมความมั่นคง ดูแลทุกข์สุขของประชาชน เพื่อให้เห็นว่าถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพก็ไม่เดือดร้อน ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ก็ผ่อนให้กลุ่มก๊วนการเมืองบ้านใหญ่เข้ามาช่วยแบ่งเบา ต่างตอบแทนผลประโยชน์ และต่อต้านนักการเมืองประชาธิปไตยไปในตัว
โครงสร้างอำนาจนิยมผสมการเมืองนี้กำลังใช้กฎกติกาเอาเปรียบ
เพื่ออยู่ยาวไปถึงยุคหลังประยุทธ์
เพื่อให้อำนาจอนุรักษนิยมควบคุมประเทศอย่างเข้มงวด จนกว่าประชาชนจะชินไปเอง
จนลืมไปแล้วว่าเคยมีสิทธิเสรีภาพ
ที่มา: ข่าวสดออนไลน์ www.khaosod.co.th/politics/news_7153180
“งาช้างไม่งอกจากปากสุนัข” เป็นสำนวนหนังสือกำลังภายใน เอามาใช้ยุครักสัตว์อาจโดนข้อหาหมิ่นสุนัข แต่ความหมายคือ สิ่งดีงามไม่สามารถเกิดจากการกระทำสกปรก
ที่ไหนได้ คนไทยกำลังจะได้ทดลองระบบเลือกตั้งเยอรมัน (MMP) เพราะพรรครัฐบาล-ส.ว.ตู่ตั้ง กลัวว่าระบบคู่ขนาน (MMM) แบบรัฐธรรมนูญ 2540 จะทำให้พรรคเพื่อไทย “แลนด์สไลด์” จึงกลับหลังหัน เลี้ยวรถยีเอ็มซีตีโค้งลัดสนามหญ้า กระทั่งไพบูลย์ นิติตะวัน ยังเลี้ยวตามไม่ทัน
FC เพื่อไทยอาจมีทัศนคติไม่ดีต่อ MMP ที่ถูกตัดต่อพันธุกรรมเป็น “MMผี” ในรัฐธรรมนูญ 2560 และใช้เลือกตั้ง 62 รวมทั้งมีภาพจำว่ารัฐธรรมนูญ 2540 ทำให้ไทยรักไทยชนะถล่มทลาย
แต่อันที่จริง ระบบ MMP มีข้อดีที่สะท้อนคะแนนเสียงประชาชนตรงความเป็นจริงและเป็นธรรมที่สุด อธิบายง่ายๆ คือ สมมติมีผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง 35 ล้านคน หาร 500 ก็เท่ากับ 70,000 คะแนนได้ ส.ส. 1 คน โดยคำนวณจากคะแนนเลือกพรรค
พรรค A ได้ 14 ล้านคะแนน หรือ 40% ก็จะได้ “ส.ส.พึงมี” 200 คน ถ้าชนะ ส.ส.เขตไปแล้ว 187 คนก็จะได้ปาร์ตี้ลิสต์เพิ่ม 13 คน พรรค B ได้ 1.75 ล้านคะแนนหรือ 5% พึงได้ ส.ส.25 คน แต่ได้ ส.ส.เขตแค่ 4 คน ก็จะได้ปาร์ตี้ลิสต์เพิ่ม 21 คน
ถ้าเทียบกับ MMM (ซึ่งบวรศักดิ์ก็ตัดต่อจากเยอรมัน) ส.ส.เขตใครชนะได้ไปเลย ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์คำนวณจาก 35 ล้านหารด้วย 100 พรรค A ก็จะได้ ส.ส.187+40=227 คน พรรค B จะได้ ส.ส.4+5=9 คน
MMP จึงสะท้อนคะแนนประชาชนได้ตรงที่สุด เหมาะกับสังคมสมัยใหม่ที่มีความคิดต่างหลากหลาย เปิดโอกาสให้พรรคทางเลือก ยกตัวอย่าง พรรค C ส่งคนรุ่นใหม่ ไม่มีผู้สมัคร “บ้านใหญ่” ไม่มีเงินหาเสียง ได้คะแนนรวมทั้งประเทศ 8% ส.ส.เขตแพ้หมด ถ้าเป็น MMM ได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ 8 คน แต่ถ้าเป็น MMP ได้ 40 คน
กระนั้นในมุมกลับกัน ก็แย้งได้ว่า MMP ไม่เหมาะกับประเทศรัฐราชการเป็นใหญ่ MMM ช่วยสร้างระบบพรรคการเมืองใหญ่เข้มแข็ง
ยิ่งกว่านั้นแม้ MMP เป็นงาช้าง “หาร 500” แบบไทยๆ ก็ไม่ใช่เยอรมัน โดนตัดต่อพันธุกรรมมา 2 รอบ เช่นระบบ “MMผี” ไม่แยกคะแนนพรรคจากตัวบุคคล ไม่กำหนดคะแนนขั้นต่ำ (เยอรมันต่ำกว่า 5% สอบตกหมด) แต่มีสูตรคำนวณเศษมนุษย์
เยอรมันไม่กำหนด ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ตายตัว เพราะถ้าเกิด Overhang แบบเพื่อไทยได้ ส.ส.เขตเกินพึงมีเมื่อปี 62 เขาก็จะเพิ่มจำนวน ส.ส.ทั้งสภาให้ได้สัดส่วนกัน
“หาร 500” ครั้งนี้ก็ไม่กำหนดขั้นต่ำ น่ากลัวจะใช้สูตรพรรคเศษได้ก่อนอีก การกำหนด ส.ส.เขต 400 ปาร์ตี้ลิสต์ 100 แล้วคำนวณแบบ MMP มีโอกาสสูงมากที่จะไม่ลงตัว แบบปริญญา เทวานฤมิตรกุล ทดลองใช้สูตรนี้คำนวณคะแนนปี 54 พบว่าจะมี ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ถึง 138 คน
ประเด็นสำคัญมันจึงไม่ใช่ หาร 500 ไม่ดี หาร 100 ดีกว่า แต่อยู่ที่การกลับไปกลับมาเพื่อให้ตัวเองได้เปรียบ
การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็น “บัตรสองใบ 400-100” การแก้ไขกฎหมายเลือกตั้ง ล้วนปูทางตั้งอกตั้งใจจะหาร 100 แบบรัฐธรรมนูญ 2540 จนกระทั่ง 1-2 วัน ก่อนลงมติวาระสอง จึงส่งสัญญาณกลับหลังหัน อยากทำอะไรก็ทำได้ตามอำเภอใจ เขียนด้วยมือลบด้วยเท้า กระบวนการวิปริต
วิปริตตั้งแต่ตอนแก้รัฐธรรมนูญเมื่อปีที่แล้ว ส.ว.ไม่รับร่างพลังประชารัฐ+เพื่อไทย ซึ่งแก้ไขระบบเลือกตั้งทุกมาตรา ไพล่ไปรับร่างประชาธิปัตย์ ซึ่งแก้ไม่ครบ ทำให้เกิดปัญหาตีความ จะใช้บัตรสองใบเบอร์เดียวก็ไม่ได้
ตอนนั้นพรรคก้าวไกลก็รณรงค์ให้ใช้ระบบ MMP แต่ไม่มีใครเอา แม้กระทั่งพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งวิพากษ์วิจารณ์มาตลอดว่า MMM ทำให้พรรคไทยรักไทย-เพื่อไทย ได้ ส.ส.มากเกินสัดส่วนคะแนนนิยม
คนที่เสนอแก้ก่อนคือพรรคพลังประชารัฐ ที่ตอนนั้นเป็นปึกแผ่น “ป้อม-แป้ง” เรืองอำนาจ ระบบ MMM ทำให้ “พรรคใหญ่กว่าได้เปรียบ” ไม่ใช่ “เพื่อไทยได้เปรียบ” แต่พอพลังประชารัฐแตกเป็นกระบิ มันก็กลายเป็น “เพื่อไทยได้เปรียบ” ทันที แล้วก็เขียนด้วยมือลบด้วยส้นเท้า
นี่เป็นปรากฏการณ์ทุเรศทุรัง ไร้จุดยืน ทำตามใบสั่ง เพราะพูดจริงๆ พรรคการเมืองที่จะได้ประโยชน์ (อย่างเป็นธรรม) คือบรรดาพรรคเล็ก พรรคกลาง พรรคย่อม แบบก้าวไกล ไทยสร้างไทย เสรีรวมไทย พรรคกล้า สร้างอนาคตไทย
ดังนั้นการที่พรรคเล็กดิ้นพล่านก็ใช่แล้ว เป็นประโยชน์ของเขา แต่ทำไมพรรคร่วมรัฐบาลอย่าง ภูมิใจไทย ประชาธิปัตย์ ยกมือเป็นฝักเดียวกัน
“หาร 500” แม้อาจเป็นระบบที่ดีกว่า แต่เมื่อมาจากหญ้าพิษ ก็จะวุ่นวายสับสน ถ้าผ่านศาลรัฐธรรมนูญไปถึงเลือกตั้ง กกต.รับกรรม คำนวณไม่ลง คำนวณเศษ ระวังรองเท้าปลิวว่อน
แล้วถ้าไม่ผ่านศาลรัฐธรรมนูญ? ก็ยุ่งไปอีก เพราะเป็นข้ออ้าง ยุบสภาไม่ได้ไม่มีกฎหมายเลือกตั้ง หรือถึงเดือนมีนา 66 กฎหมายยังไม่ผ่านจะทำไง เผลอๆ จะมีการตีความว่า สภาหมดอายุแล้วแต่ให้ประยุทธ์อยู่ไปก่อน
อย่าคิดว่าทำไม่ได้ ร่างกฎหมายผ่านกรรมาธิการจนจะจบอยู่แล้ว กลับมาพลิกใน 2 วัน
ประเทศนี้เชื่อกติกากฎหมายไม่ได้เลย พลิกได้ตามอำเภอใจ
ที่มา: ข่าวสดออนไลน์ www.khaosod.co.th/politics/news_7151084

Inga kommentarer:
Skicka en kommentar