söndag 23 juli 2017

คลิปน่าสนใจ ประจำวันที่ 23 ก.ค.60

 
รายการ : สามสหายไกลกังวล 
ตอน: เคล็ดลับ นักปฏิวัติ
โดย : ส.เผด็จ – ส. ยังบลัด และ ลุงสนามหลวง 
วันอาทิตย์ 23 /07/2017
 

อุตุฯเตือนดีเปรสชั่นทวีกำลังเป็นพายุโซนร้อน”เซินกา”แล้ว”เหนือ-อีสาน”เตรียมรับมือช่วง25-26ก.ค

กษัตริย์แชมป์ลูกดกอันดับที่ ๒ ของประเทศ ในรอบ ๒๐๐ ปี


พอถึงปี ๒๔๑๑ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์แชมป์ลูกดกอันดับที่ ๒ ของประเทศ ในรอบ ๒๐๐ ปี ก็สืบราชสมบัติเป็นรัชกาลที่ ๕ รัชกาลที่ ๕ เองเป็นกษัตริย์ขณะที่เยาว์วัยอยู่ อำนาจทั้งปวงจึงตกอยู่ในมือขุนนางเก่า ภายหลังจึงพยายามรวมศูนย์อำนาจมาไว้ที่ตนเอง ด้วยการดึงเอาอำนาจในการเก็บภาษีอากร มาไว้ที่หอรัษฎากรพิพัฒน์ซึ่งพระองค์เป็นผู้ควบคุมอยู่ นอกจากนี้ยังพยายามสร้างทางรถไฟ เพื่อให้สามารถส่งกองทัพไปควบคุมขุนนางตามข้างเมืองและรวบอำนาจในการเก็บภาษีอากรตามข้างเมืองมาไว้ในมือของตนเอง ก่อนนั้นขุนนางตามข้างเมืองส่งภาษีให้กษัตริย์ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ซึ่งกษัตริย์ก็มิรู้จะทำอย่างไร เพราะการคมนาคมไม่สะดวก แต่หลังจากที่จุลจอมเกล้าสร้างทางรถไฟและลิดรอนอำนาจของขุนนางเก่าแล้ว ก็มีภาษีอากรหลั่งไหลเข้าท้องพระคลังมากมายกว่าเดิม
นโยบายดังกล่าวถูกต่อต้านจากขุนนางเก่ามาก โดยเฉพาะพวกที่อยู่ในกรุงเทพฯ รวมทั้งกรมพระราชวังบวรวิชัยชาญ วังหน้าในสมัยนั้นด้วย เพราะก่อนหน้านั้นอำนาจในการเรียกเก็บภาษีอากร กระจายอยู่ตามกรมกองต่างๆ โดยขุนนางและพวกเจ้าที่คุมกรมกองเหล่านั้น จะส่งภาษีอากรให้กษัตริย์ในภายหลัง จึงมีโอกาสแบ่งปันภาษีอากรบางส่วนเป็นอาณาประโยชน์ส่วนตน ทำให้กษัตริย์สูญเสียผลประโยชน์ไปปีละไม่น้อย การที่รัชกาลที่ ๕ ให้หน่วยงานที่ตนกุมได้ เป็นผู้เก็บภาษี ทำให้พระองค์เป็นผู้เดียวที่ได้ประโยชน์จากภาษี ในขณะที่ผู้อื่นต่างสูญเสียผลประโยชน์
การเลิกทาสในปี ๒๔๑๗ และยกเลิกการเกณฑ์แรงงานไพร่ในปี ๒๔๒๑ ซึ่งพวกศักดินาทรงยกย่องว่าเป็นผลงานชิ้นสำคัญยิ่งในการปลดปล่อยปวงชนชาวไทย ด้วยพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น จนรวมหัวกันถวายพระนามว่า “พระปิยมหาราช” นั้น ความจริงพระองค์มิได้มีเจตนาเช่นนั้นเลย เป้าหมายสำคัญเป็นไปเพื่อลดการซ่องสุมไพร่พลของบรรดาขุนนางใหญ่ในกรุงและหัวเมือง โดยเฉพาะขุนนางตระกูลบุนนาค (สมเด็จเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์) เพราะเกรงว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยที่พวกขุนนางจะหนุนเจ้าศักดินาอื่นขึ้นเป็นกษัตริย์แทนพระองค์
ในช่วงนั้นทั้งเจ้าศักดินาและขุนนาง พากันไม่พอใจรัชกาลที่ ๕ อย่างมาก ที่ริดรอนอำนาจการปกครองและการเก็บภาษี ในที่สุดความขัดแย้งระหว่างพวกศักดินาก็ถึงจุดสูงสุด เมื่อรัชกาลที่ ๕ ลิดรอนอำนาจในการเก็บภาษีของวังหน้า และตัดทอนผลประโยชน์ที่วังหน้าเคยได้รับ พระองค์ก็ไม่ยอมส่งให้อีกต่อไป จนกระทั่งวังหน้าได้ยินข่าวลือว่าวังหลวงจะทำร้ายตน จึงหนีไปอยู่ใต้ร่มธงอังกฤษ โดยมีกงสุลนอกซ์เป็นผู้คุ้มครอง(๑)
การนิเอ กงสุลฝรั่งเศสขณะนั้น บันทึกว่า รัชกาลที่ ๕ ต้องการรวบอำนาจมาอยู่ในมือตัวเอง จึงวางแผนที่จะจับวังหน้า โดยแสร้งก่อไฟไหม้วังหลวง ซึ่งตามระเบียบแล้ววังหน้าต้องคุมทหารมาช่วยดับไฟจะได้หาว่าวังหน้าเป็นกบถ และยึดตัวไว้ให้สละตำแหน่ง ถ้าไม่ยอมจะสำเร็จโทษ แผนการที่ ๒ คือ พระองค์เตรียมให้เจ้าฟ้ามหามาลาไปบอกวังหน้าว่า วังหลวงจะไปเยี่ยม ให้วังหน้าขนทหารไปจากวัง แล้วพระองค์ก็จะนำทหารไปจับวังหน้า แต่ในที่สุดใช้วิธีแรก คือทำให้เกิดไฟไหม้ในวังหลวง แต่บังเอิญวังหน้าไม่ยอมไปช่วยดับไฟ เพราะเป็นรูมาติซั่ม รัชกาลที่ ๕ จึงถือโอกาสกล่าวหาว่าวังหน้า มีแผนการจะยึดวังหลวงและเอาปืนใหญ่หันไปทางวังหน้า โดยล้อมวังหน้าไว้ทุกด้าน ทางแม่น้ำก็มีเรือปืนเฝ้าไว้ ถึงกระนั้นวังหน้าก็ลงเรือหนีออกไปได้พร้อมกับครอบครัวในตอนกลางคืน(๒)
เมื่อรัชกาลที่ ๕ เห็นวังหน้าหนีไปอยู่กับอังกฤษ ก็ขอให้ข้าหลวงอังกฤษที่สิงคโปร์ไกล่เกลี่ยนโยบายที่เสี่ยงภัยของพวกศักดินา ในการชักเอาไทยต่างด้าวท้าวต่างแดนเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการแย่งผลประโยชน์ประดุจเด็กอมมือ ทำให้อธิปไตยของไทยแขวนอยู่บนเส้นด้าย ฝรั่งเศสและอังกฤษส่งเรือรบของตนเข้ามาที่กรุงเทพ อ้างว่าเพื่อรักษาผลประโยชน์ของพวกตน นอกจากนี้ถึงกับมีการพูดกันระหว่างกงสุลอังกฤษและฝรั่งเศสว่า ควรแก้ปัญหาด้วยการแบ่งไทยเป็นสามส่วน ให้รัชกาลวังหน้าและสมเด็จเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ ปกครองกันคนละส่วน(๓) อันจะเป็นผลให้อังกฤษและฝรั่งเศสสามารถแทรกแซงประเทศเราได้สะดวกยิ่งขึ้นในเวลาต่อไป แต่เป็นคราวเคราะห์ดีที่ผู้สำเร็จราชการอังกฤษที่สิงคโปร์ไม่เห็นด้วย เพราะคิดว่าถ้าทำเช่นนั้น ฝรั่งเศสจะได้ภาคตะวันออกของไทย ส่วนอังกฤษได้เพียงฝั่งตะวันตก ซึ่งทำเลค้าขายสู้อีกฝั่งหนึ่งไม่ได้ ซ้ำจะทำให้การค้าของอังกฤษซึ่งครอบงำไทยได้อยู่แล้วต้องเสียหายไปอีก(๔) จึงตกลงใจเข้าข้างรัชกาลที่ ๕ บีบบังคับให้วังหน้า ต้องออกจากกงสุลอังกฤษ กลับวังด้วยความคับแค้นใจ
นโยบายที่ละโมบของรัชกาลที่ ๕ ทำให้ส่วนพระองค์ได้รับรายได้จากภาษีอากรมากกว่าเดิมมากมาย ภาษีอากรที่ได้เพิ่มขึ้นนี้ถูกพระองค์นำไปใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย ซึ่งหม่อมเจ้าจงจิตรถนอม ดิศกุลและหม่อมเจ้าหญิงพูนพิสมัย ดิศกุล เล่าว่า วังหลวงสมัยนั้นมีแต่ความฟุ่มเฟือย พวกเจ้ามีชีวิตที่เหลวไหล อยู่ท่ามกลางงานสังสรรค์ และการแต่งแฟนซี หม่อมเจ้าจงจิตรถนอม ดิศกุล เล่าว่า “...ในสมัยนั้นโปรดการแต่งแฟนซีมาก มักจะมีเสมอ เมื่อเลี้ยงที่สวนศิวาลัย...”(๕) หม่อมเจ้าพูนพิสมัย ดิศกุล ก็เล่าว่า “...มักจะมีงานสนุกๆเสมอ...”(๖) “...เจ้านายฝ่ายในทรงมีเวลาว่างมาก ก็เสด็จไปเยี่ยมเยียนกันตามตำหนัก บางทีก็เสวยด้วยกันบ้าง กระนั้นพอเย็นลง ทุกคนก็แต่งตัวสวยๆออกเดินกันเต็มถนนในวัง...”(๗)
โดยเฉพาะรัชกาลที่ ๕ นั้น “....คิดทำอะไรให้แปลกๆและสนุกอยู่เสมอ เช่น งานปีใหม่ งานขึ้นพระที่นั่ง ขึ้นพระตำหนัก แม้ต้นพะยอมที่ทรงปลูกออกดอก ก็จะมีการออกร้าน ของกิน เฉลิมฉลองกันอยู่ใต้ต้นพะยอมนั้น”(๘) ซึ่งนับเป็นเรื่องที่ไร้สาระมาก ที่จัดงานเลี้ยงพร่ำเพรื่อ ขนาดต้นพะยอมออกดอกก็เฉลิมฉลองกัน
หม่อมเจ้าหญิงพูนพิสมัย ดิศกุล เล่าต่อไปว่า “ข้าพเจ้าจำได้ชัดเจนดี การแต่งแฟนซีปีใหม่ มีเจ้านายทรงแต่งเป็นพระยาวอก องค์หนึ่งถึงวันพระยาระกาจะมา มีการเสด็จออกรับรองกันสนุก ทั้งสองฝ่ายตกแต่งเป็นไทยโบราณรับรองกัน สนุกทั้งสองฝ่าย มีบริวารตกแต่งเป็นไทยโบราณด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย เดินกระบวนแห่ มาพบกันที่พระที่นั่งอัมพรสถาน” (๙)
น่าสังเกตว่าในรัชกาลนี้เองที่มีการสร้างปราสาทราชวัง เปลืองเงินทองของประเทศ เพื่อใช้ประดับเกียรติยศของกษัตริย์มากที่สุด พระที่นั่งจักรีแบบวิกตอเรียขนาดใหญ่ ยอดปราสาทไทยก็ดี พระที่นั่งอนันตสมาคมซึ่งเป็นหินอ่อนอิตาลีทั้งหลังก็ดี ล้วนสร้างขึ้นในรัชกาลนี้ทั้งสิ้น
ส่วนบุคคลอื่นที่ใกล้ชิดกับรัชกาลที่ ๕ นั้น ก็นำเอาภาษีอากรของประชาชนมาบำรุงบำเรอความสุขของตนเช่นกัน ดูพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ มเหสีของรัชกาลที่ ๕ เอาเถิด ซึ่งมิได้ทำคุณประโยชน์อันใดแก่แผ่นดินเลย กลับมีเงินทองใช้สอยสุรุ่ยสุร่าย บนความทุกข์ยากของประชาชนส่วนใหญ่ คุณอุทุมพร วีระไวทยะ (นางอมร คุรุณารักษ์ อ. สุนทรเวช) ข้าราชสำนักของพระศรีพัชรินทราฯ เล่าว่า ราชินีองค์นี้สนใจสะสมเครื่องเพชรและ “ลงโปรดแล้ว ก็ทรงศึกษาหาความรู้ พร้อมทั้งเต็มพระทัย จับจ่ายซื้อหาเท่าที่ทรงเห็นสมควร โดยไม่ลังเล” (๑๐) ฉะนั้นจึงเป็นที่เล่าลือทั่วไปว่า “ไม่เคยมีสมเด็จพระอัครมเหสี-เทวีพระองค์ไหน ในรัชกาลใดๆ แห่งราชวงศ์จักรี ทั้งในอดีตและปัจจุบัน จะได้ทรงเป็นเจ้าของเครื่องราชอาภรณ์ ที่เป็นเพชรนิลจินดาค่าควรเมืองที่งดงามหลากสี หลายตระกูล ขนาดต่างๆ นานาชนิดเหมือนกับของสมเด็จ จนอาจจะกล่าวได้ว่า กระบวนเครื่องอาภรณ์ เพชรพลอย ที่เป็นอัญมณีชั้นยอด เท่าที่จะมีอยู่ในประเทศแถบตะวันออกนี้แล้ว เป็นอันไม่มีของใครจะงดงามเท่า หรือ สะสมไว้มากเท่าเทียม แม้แต่ครึ่งหนึ่งของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถแห่งกรุงสยาม” (๑๑) เครื่องเพชรค่าควรเมืองชุดใหญ่เป็นพิเศษเหล่านี้ ประกอบด้วยชุดเพชรรูปกลมเม็ดใหญ่ ๒ ชุด ชุดเพชรรูปหยดน้ำ ชุดทับทิมล้อมเพชร มรกตล้อมเพชร นิลสีน้ำเงินแก่ล้อมเพชร กล่าวกันว่านิลเม็ดใหญ่เม็ดเดียวก็มีค่านับล้าน(๑๒) นอกจากนี้ยังมีไข่มุกตั้งแต่สั้นจนยาวถึงสะเอวไม่ต่ำกว่าพันเม็ดต่างสีและต่างขนาดกัน เม็ดที่มีค่ามากที่สุดนั้นสีเหลืองน้ำผึ้ง ซึ่งรัชกาลที่ ๕ ซื้อมาจากยุโรป ด้วยมูลค่าที่จุลจอมเกล้าเองก็ออกปากว่า “ราคาแพงเต็มที” (๑๓)
หลังปี ๒๔๗๕ ได้มีผู้พยายามนำเอาเครื่องเพชรเหล่านี้มาเก็บไว้เป็นของแผ่นดิน หรือทำให้กลายเป็นสมบัติของประชาชนทั้งชาติ แต่ถูกพวกศักดินาคัดค้านอย่างหนัก จนถึงรัชกาลที่ ๙ พวกศักดินาที่เป็นทายาทของสมเด็จพระศรีพัชรินทราฯ จึงได้รับการจัดสรรปันส่วนทรัพย์สมบัติเหล่านี้ไปจนหมดสิ้น(๑๔)
การที่บรรดาเจ้าจอมหม่อมห้ามของรัชกาลที่ ๕ ได้รับผลประโยชน์จากพระองค์แตกต่างกันไปตามความพอใจของพระองค์นั้นทำให้ หลานเจ้าจอมของพระองค์ทะเลาะเบาะแว้ง แบ่งแยกกันเป็นก๊กเป็นเหล่าเพราะต่างก็อิจฉาริษยา และแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันอย่างหนัก เช่น เจ้าจอมหม่อมห้ามที่ขึ้นอยู่กับพระศรีพัชรินทรฯ มีเจ้าจอมมรว.แป้น มาลากุล, เจ้าจอมมรว.แป้ม มาลากุล, เจ้าจอมมรว.แป้ง มาลากุล, เจ้าจอมเลื่อน, เจ้าจอมชุ่ม, เจ้าจอมแส, เจ้าจอมอ้นและเจ้าจอมศรีพรหมา ส่วนเจ้าจอมที่สังกัดกับเจ้าจอมมารดาแพพระสนมเอกมี เจ้าจอมก๊ก อ. ๕ คน พี่น้องตระกูลบุนนาค คือ เจ้าจอมอ่อน, เจ้าจอมเอี่ยม, เจ้าจอมเอิบ, เจ้าจอมอาบและเจ้าจอมเอื้อม สำหรับเจ้าจอมที่ขึ้นกับพระนางเจ้าสว่างวัฒนาบรมราชเทวีนั้นมี เจ้าจอมมรว.เนื่อง สนิทวงศ์, เจ้าจอมมรว.ข้อ สนิทวงศ์, เจ้าจอมพร้อมและเจ้าจอมเรียม เป็นต้น(๑๕)
การที่เจ้าจอมหม่อมห้ามทั้งหลายแตกเป็นก๊กเป็นเหล่าเช่นนี้ ทำให้แต่ละก๊กต่างก็วิวาทบาดหมางกัน ไม่ผิดพวก “ไพร่” ที่พวก “ผู้ดี” ทั้งหลายเหยียดหยามว่าต่ำทราม หมื่นพิทยาลาภเล่าไว้ในงานชื่อคุณท้าววรจันทร์ ในหนังสือชุมนุมพระนิพนธ์ของท่านว่า บางครั้งความกินแหนงแคลงใจระหว่างนางในราชสำนักก๊กต่างๆ ทำให้คู่ขัดแย้งแต่ละข้างถึงกับยกพวกเข้าตบตีกันเป็นโกลาหล โดยมิได้เกรงพระราชอาญา
ขณะที่รัชกาลที่ ๕ และเหล่าราชนิกุลเสพย์สุขอยู่ในวัง และทะเลาะเบาะแว้งไร้สาระนั้น ประชาชนส่วนใหญ่กลับมีสภาพยากจน อดมื้อกินมื้อ ต่างไปจากพวกผู้ดีอย่างฟ้ากับดิน
พระสุริยานุวัติ เล่าในหนังสือทรัพย์ศาสตร์ ให้เห็นถึงชีวิตของชาวไร่ชาวนา คนกว่า ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์ของประเทศในเวลานั้นว่า “ราษฎร์ที่ยากจนขัดสนด้วยทุน ต้องออกแรงทำงานแต่ลำพังด้วยความยากลำบากเพียงใด ย่อมจะเห็นปากฎอยู่ทั่วไปแล้ว ในเวลาที่ทำนาอยู่ เสบียงอาหารและผ้านุ่งห่มไม่พอ ก็ต้องซื้อเขาโดยเสียราคาแพง หรือถ้ากู้เขาไปซื้อก็ต้องเสียดอกเบี้ยอย่างแพงเหมือนกัน เมื่อเกี่ยวข้าวได้ผลแล้ว ไม่มีกำลังและพาหนะพอจะขนไปจากลานนวดข้าว หรือไม่มียุ้งฉางสำหรับเก็บข้าวไว้ขาย เมื่อเวลาข้าวในตลาดจะขึ้นราคา ก็จำเป็นต้องขายข้าวเสียแต่เมื่ออยู่ในลานนั้นเอา จะให้ราคาต่ำสักเท่าใด ก็จำใจขาย มิฉะนั้นจะไม่มีเงินใช้หนี้เขาทันตามกำหนดสัญญา ต้องเสียเปรียบเพราะมีทุนน้อยเช่นนี้.....แรงที่ได้ออกไปด้วยความเหน็ดเหนื่อยและทรมานกาย อุตส่าห์ตากแดดฝนทนลำบากเป็นหนักหนานั้น ก็ไม่ทำให้เกิดเป็นผลทรัพย์ของตัวเองได้ เท่ากับออกแรงทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นฝ่ายเดียวเป็นแท้ ดูเป็นน่าสมเพชนัก....”
ในขณะที่ประชาชนทุกข์ยากถึงเพียงนี้ รัชกาลที่ ๕ กลับมิได้เหลียวแลเลย จนพระยาสุริยานุวัตรอดีตเสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ อดไม่ได้ที่จะวิจารณ์ว่า “พระเจ้าแผ่นดินไม่ต้องทำอะไร เพราะไม่มีความกังวลในศึกสงคราม ก็มีแต่จะแสวงหาความสุข แบ่งปันเอาเงิน ผลประโยชน์แผ่นดินไปใช้เป็นส่วนพระองค์...” (๑๖) ซ้ำยังวิจารณ์อีกว่า “....รายได้ของแผ่นดินต้องเสียไปสำหรับพระมหากษัตริย์มากมายดังกล่าวแล้ว รัฐบาลจะเอาเงินที่ไหนมาใช้บำรุงความเจริญของบ้านเมืองได้ตามความปรารถนาของราษฎร ขาดการศึกษา การอนามัย และขาดความสงเคราะห์ทุกอย่างแก่การกสิกรรม อุตสาหกรรม พานิชยกรรม เป็นต้น ถ้าท่านไม่เอาเงินแผ่นดินไปใช้เสียมากมายเช่นนั้น ฐานะของพลเมืองคงจะดีกว่าทุกวันนี้เป็นอันมาก....” (๑๗)
การที่พระยาสุริยานุวัตรว่ามานี้เป็นความจริงทุกประการ สมัยรัชกาลที่ ๕ นั้น ราชสำนักซึ่งประกอบด้วยกษัตริย์และเจ้าจอมหม่อมห้ามหยิบมือเดียว ได้รับงบประมาณถึง ๑/๗ ของรายจ่ายของรัฐ ในขณะที่ประชาชนหลายล้านต้องเสียภาษีอากร เป็นรายได้ทั้งหมดของแผ่นดิน แต่กลับได้รับการจัดสรรรายจ่ายของรัฐตามโครงการพัฒนาเศรษฐกิจ เช่น รถไฟ ถนน เขื่อน และการศึกษาเพียง ๑/๖ ของรายจ่ายแผ่นดิน ซึ่งมีจำนวนพอๆกับรายจ่ายสำหรับกษัตริย์เพียงคนเดียว(๑๘)
ภายใต้ภาวะเช่นนี้ ชาวไร่ ชาวนา คนส่วนใหญ่ของประเทศถูกศักดินาขูดรีดอย่างหนัก ชาวนาภาคกลางต้องเสียภาษีต่างๆ ดอกเบี้ยและค่าเช่า รวมกันถึง ๓/๕ ของผลผลิตทั้งหมด(๑๙) ซึ่งกษัตริย์เป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์ที่สุด เพราะเป็นผู้ที่ได้ประโยชน์จากภาษีอากรมากที่สุด นอกจากนี้ยังเป็นเจ้าที่ดินใหญ่ที่สุดในประเทศ ซึ่งขูดรีดเอาค่าเช่าจากชาวนาของเขาถึง ๕๐,๐๐๐ ไร่เป็นอย่างน้อย ส่วนชาวนาในภาคอื่นนั้น แม้ไม่เช่าที่ดินกันมาก แต่ก็ทำกินในที่ดินไม่อุดมสมบูรณ์ ได้ผลผลิตพอยังชีพเท่านั้น เพราะไม่มีชลประทาน โดยเฉพาะในปีที่มีภัยธรรมชาติ เช่น ฝนแล้ง ชาวนาจะมีข้าวไม่พอกิน จนต้องขายลูกเมียและตนเองลงเป็นทาส(๒๐) การเก็บเกี่ยวที่ไม่ได้ผลในบางปีทำให้คนถึงกับอดตาย เหตุการณ์ที่น่าเศร้านี้ส่วนมากเกิดขึ้นในภาคเหนือและอีสานซึ่งดินไม่อุดมสมบูรณ์(๒๑) ชาวนาอีสานต้องเร่ร่อนไปยังที่ต่างๆเพื่อหาอาหาร และบ่อยครั้งที่ต้องบริโภคกลอยแทนข้าว(๒๒) โดยไม่ได้รับการนำพาจากกษัตริย์เลย
ในปี ๒๔๓๓ และ ๒๔๕๒ ชาวนาที่ขัดสนถึงกับรวมตัวกันยื่นฎีกา ขอกู้เงินหลวงเพื่อนำไปซื้ออาหารรับประทาน แต่รัชกาลที่ ๕ กลับปฏิเสธ(๒๓) ทั้งที่รัชกาลที่ ๕ มักจะยอมปล่อยเงินกู้ให้แก่พ่อค้าจีน(๒๔) เพราะได้ดอกเบี้ยคุ้มเงินที่เสียไป
นี่แหละคือน้ำใจของผู้ที่เจ้าขุนมูลนายยกย่องว่าเป็น “ปิยมหาราช” แต่เดิมนั้นชาวนาไทยยังพออดทนอยู่ได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปสภาวะกลับเลวร้ายลงทุกที เพราะราคาข้าวเริ่มตกต่ำลง นอกจากนี้การที่รัชกาลที่ ๕ ใช้เงินจำนวนมาก บำรุงบำเรอความสุขของตนเองและเจ้าจอมหม่อมห้าม อันไม่ก่อประโยชน์ให้แก่ประเทศเลย ได้ทำให้เศรษฐกิจโดยส่วนรวมเสื่อมทรามลงเรื่อยๆ ดังจะเห็นข้อเท็จจริงได้จากการวิจารณ์ของพระยาวิสุทธิ์สุริยศักดิ์ หลังจากที่รัชกาลที่ ๕ สวรรคตไปแล้วว่า “การค้าขายและการเพาะปลูกในเมืองไทยนั้น ตกต่ำ ทรุดโทรมมาแต่ปลายรัชกาลก่อนแล้ว(คือรัชกาลที่ ๕-ผู้เขียน) ราษฎรได้รับความคับแค้น อับจนต่างๆ
  
 หลักฐานอ้างอิง   
 ๑. ณัฐวุฒิ สุทธิสงคราม เรื่องเดิม หน้า ๔๘๖
๒. มล.มานิจ ชุมสาย ประวัติศาสตร์ญวน-ไทย ในเรื่องเขมร-ลาว (รวบรวมจากเอกสารกระทรวงต่างประเทศรัฐบาลฝรั่งเศส) พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพนางเจิม ชุมสาย ณ อยุธยา วันที่ ๑๘ เม.ย. ๒๕๒๒ หน้า ๖๓-๖๔
๓. ณัฐวุฒิ สุทธิสงคราม เรื่องเดิม หน้า ๖๓๔-๖๓๕
๔. เรื่องเดิม หน้า ๖๓๔-๖๓๕
๕. มจ.จงจิตรถนอม ดิศกุล “คำปรารภ” พระราชนิพนธ์และพระนิพนธ์ (เรื่องเดิม) หน้า ๗๖
๖. มจ.พูนพิสมัย ดิศกุล “ชิงนาง” พระราชนิพนธ์และพระนิพนธ์ (เรื่องเดิม) หน้า ๘๙
๗. มจ.พูนพิสมัย ดิศกุล “ความสนุกในพระบรมมหาราชวัง” พระราชนิพนธ์และพระนิพนธ์ (เรื่องเดิม) หน้า ๙๔
๘. เรื่องเดิม หน้า ๙๕
๙. เรื่องเดิม หน้า ๙๕
๑๐. อุทุมพร พระราชประวัติสมเด็จพระศรีพัชรินทราฯ เล่ม ๖ (คุรุสภา,๒๕๑๔) หน้า ๑๓๓
๑๑. เรื่องเดิม หน้า ๑๓๔
๑๒. เรื่องเดิม หน้า ๑๔๑-๑๔๙
๑๓. เรื่องเดิม หน้า ๑๔๐-๑๔๙
๑๔. เรื่องเดิม หน้า ๑๔๕
๑๕. อุทุมพร เรื่องเดิม หน้า ๔๘-๕๑
๑๖. พระยาสุริยานุวัตร เศรษฐวิทยา เล่ม ๓ (พิมพ์ที่ระลึกงานศพ นางกุณฑลี วรศะวิน ๒๕ พ.ค. ๒๕๑๙) หน้า ๒
๑๗. เรื่องเดิม หน้า ๒
๑๘. คำนวณจาก Statiscal year book of Kingdom of Siam.1916
๑๙. คำนวณโดย ฉัตรทิพย์ นาถสุภา และสุธี ประศาสน์เศรฐ “ระบบเศรษฐกิจไทย” ๑๘๕๑-๑๙๑๐ (สร้างสรรค์, ๒๕๒๔) หน้า ๑๕๑
๒๐. เอกสารในหอจดหมายเหตุแห่งชาติ (ต่อไปเรียกกจช.) เลขที่ กษ๓.๑/๑๒ พระยาวงศานุประพัทธิ์ ทูล ร.๕ วันที่ ๑๘ ส.ค. รศ.๑๒๘
๒๑. กจช.เอกสารสมัย ร.๕ เลขที่ ม๒.๒๕/๓ Mr.Henry M.Jones (of the British Legation) To Prince ๑๘๙๒ กจช.เอกสารรัชกาลที่ ๕ เลขที่ ม๒.๒๕/๓๙ กรมดำรง ทูล กรม สมมติ อมรพันธ์ ๒๕ ก.ย. รศ.๑๒๒
๒๒. กจช.เอกสารสมัย ร.๕ เลขที่ ม๒.๒๕/๓๖ และ ม๒.๒๕/๓๕ การโต้ตอบของกรมดำรง กรม สมมติ อมรพันธ์และกรมหมื่นปราจิณกิติบดี รศ.๑๒๒ และรศ.๑๒๖
๒๓. กจช.เอกสาร ร.๕ ก.ย. ๓.๑/๓ ฎีการาษฎร รศ.๑๐๙ และเอกสาร ร.๕ ก.ย. ๓.๑/๑๒ เจ้าพระยาวงศานุประพัทธิ์ ทูล ร.๕รศ.๑๒๘
๒๔. ดู สิริลักษณ์ ศักดิ์เกรียงไกร ต้นกำเนิดชนชั้นนายทุนในประเทศไทย (พ.ศ.๒๓๙๘-๒๔๕๓) (สร้างสรรค์, ๒๕๒๓) หน้า ๕๔
๒๕. กจช.เอกสาร รัชกาลที่ ๖ หมายเลข บ.๑๗/๑๑ พระยาวิสุทธิ์ สุริยศักดิ์ ทูล ร.๖ วันที่ ๔ มี.ค. รศ.๑๓๐

lördag 22 juli 2017

คลิปรายการชกหมัดตรง ประจำวันที่22 ก.ค.60 ..

 

รายการชกหมัดตรง  ประจำวันที่ 22-7-2560 ..

โดย : อาคม ซิดนีย์, สุดา

คลิกฟัง-กษัตริย์ไทยเป็นภัยต่อความสงบสุข!

คลิปเพื่อสหพันธรัฐไท ประจำวันที่ 22 ก.ค.60


รายการ "เพื่อสหพันธรัฐไท" กับลุงสนามหลวง 
ดำเนินรายการโดย - ขุนทอง ไฟเย็น - ส.ยังบลัด - ข้าวเหนียวมะม่วง 
ประจำวันเสาร์ที่22-07-2017

บีบีซีไทย - BBC Thai





นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ต้องใช้ชีวิตในเรือนจำ แต่เป็นครั้งที่ 4 แล้ว นอกจากประธาน นปช. บรรดาแกนนำมวลชนคนอื่น-ขั้วอื่นมีคดีอะไรติดตัวบ้าง ร่วมพลิกแฟ้มคดีการเมืองไปพร้อมกัน

ข่าวน่าสนใจ..ติดตาม

เผย 'คสช.' สั่ง 4 กองทัพภาคส่งทหารแจงประชาชนก่อนศาลชี้ชะตาคดี 'ยิ่งลักษณ์'
'คมชัดลึก' รายงานอ้างแหล่งข่าว คสช. ระบุสั่ง 4 กองทัพภาคส่งทหารแจงประชาชนก่อนศาลชี้ชะตาคดี 'ยิ่งลักษณ์' วอนอย่าเดินทางมา กทม. ให้ติดตามข่าวอยู่กับบ้าน มอบ ผบ.ทบ. เกาะติดทุกกลุ่ม
http://prachatai.org/journal/2017/07/72513
'วิษณุ' รับต้องชะลอทูลเกล้าฯ ถวาย กม.ลูก ถ้า กกต.ยื่นศาล รธน.
'วิษณุ เครืองาม' รับถ้า กกต.ยื่นศาล รธน.ตีความก็ต้องชะลอทูลเกล้าฯ ถวาย แต่ยันไม่กระทบโรดแมป เผยคดี 'ทักษิณ' เดินหน้าต่อ หลัง พ.ร.ป.คดีอาญานักการเมืองบังคับใช้

Image may contain: 1 person


ความเข้าใจผิดของภาคประชาชน: ทุนนิยมสามานย์=ระบอบทักษิณ / รัฐบาลเผด็จการหรือเลือกตั้งก็ไม่เห็นหัวชาวบ้านเหมือนๆ กัน
@ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
สิ่งที่จะพูดในวันนี้คือ .คลิกอ่านต่อ.. See More

หยุด! สร้างภาพลวงตา...เลิก! การโฆษณาชวนเชื่อ.

ราชมงคลอีสาน เปิดบ้านวิทยาเขตร้อยเอ็ด ส่งเสริมการปลูกข้าวหอมมะลิอินทรีย์ทุ่งกุลาร้องไห้

เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมา ที่โครงการจัดตั้งวิทยาเ …
รัฐมนตรี ท่องเที่ยวฯ ควงเจ้เล้ง-นักธุรกิจ-คนกรุง ดำนาจากเมืองสู่ท้องทุ่ง

(หมายเหตุ- อดีตคือบทเรียน เป็นคนไม่ใช่ควาย ..เจ็บแล้วต้องจำ  ไม่ควรทำผิดซ้ำซาก 
ควรตั้งสติใช้ปัญญา คิดไตร่ตรองด้วยเหตุ   พัฒนาแนวคิดให้ก้าวหน้าทันยุคสมัย ทันสังคมโลก  เพื่อเป็นแสงสว่างชี้นำทางให้เพื่อนร่วมชาติได้หลุดพ้นออกเป็นไท...
ด้วยการร่วมกัน  ปฏิเสธไม่ยอมรับการมอมเมาครอบงำปิดกั้นแนวคิด...ของพวกกากเดนศักดินาข้าทาสรับใช้ระบบราชาธิปไตยอำนาจเหนือรัฐ )

คลิปน่าสนใจ ประจำวันที่ 22ก.ค.60 (สำหรับท่านที่ต้องการเป็นแกนนำ?)

คลิกฟัง-ล่าสุด 22 ก.ค. 2560 เราภูมิใจในความไม่ปกติ -เพื่อสหพันธรัฐไท

"ต่างขั้วต่างแนวคิด"เส้นขนานที่ไม่มีวันบรรจบ

‘บิ๊กเจี๊ยบ’ สั่งทหารเกาะติดมวลชน 1 เดือนก่อนตัดสินคดี ‘ปู’ 25 ส.ค.

‘บิ๊กเจี๊ยบ’ สั่งทหารเกาะติดมวลชน – ห …


ทหารสั่งเบรก ‘เนติวิทย์’ ถามตอบ-แลกเปลี่ยนความเห็นกับเยาวชน-นักเรียน บนเวทีพูดคุยโซตัสกับการศึกษาไทย

(หมายเหตุ- กลัวทำไม ?ไม่ต้องกลัว ...ประชาชนไม่มีอาวุธ..มีความคิดไม่คิดปล้นทำลายชาติทำร้ายประชาชนเพื่อนร่วมชาติ
คสช.อย่าปฏิเสธความจริง  วันนี้สังคมไทยมีปัญหา  คนในสังคมแตกแยกบ้านเมืองไร้กฎกติกากลายเป็นสังคมบ้านป่าเมืองเถื่อน   เดือดร้อนกันทุกถ้วนหน้าทุกชนชั้นจากบนถึงล่าง
ทำให้คนไทยส่วนใหญ่ตื่นตัวได้รู้ได้เห็นและเข้าใจถึงสาเหตุที่มาของปัญหาความวุ่นวาย
เริ่มจากระบบ-ระบอบการปกครองที่ล้มเลว   ทำให้เกิดการแย่งชิงอำนาจรัฐ  โดยพวกชนชั้นปกครองไทย "อำมาตย์ศักดินา -นายทุน - ขุนศึก -นักการเมือง " 
วันเวลาผ่านไปทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปไม่เหมือนเดิม(ไม่ดีขึ้นเลวลงกว่าเดิม)   ทำให้คนในสังคมตื่นตัวมีความคิดสามารถแยกแยะได้   สังคมไทยต้องการความเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคตที่ดีกว่า
ฉะนั้นกองทะพไทยต้องทำหน้าที่อยู่บนความถูกต้องยุติธรรมยืนอยู่เคียงข้างประชาชนเหมือนทหารในกองทัพของนานาประเทศที่เจริญแล้ว)

กษัตริย์ผู้ฆ่าพระราชบิดา



กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์เป็นเพียงโอรสของเจ้าจอมมารดาเรียมและประสูตินอกเศวตฉัตร มีความทะเยอทะยานอยากเป็นกษัตริย์แทนเจ้าฟ้ามงกุฎมานานแล้ว ประจวบกับปลายรัชกาลที่ ๒ พระองค์ทรงหมกมุ่นอยู่กับการกวีและกามารมณ์ จึงปล่อยให้กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ทำงานแทนพระเนตรพระกรรณร่วม ๒๐ ปี จึงใกล้ชิดรัชกาลที่ ๒ มากกว่าโอรสองค์อื่นๆ และจากพงศาวดารทำให้ทราบว่า ความจริงรัชกาลที่ ๒ ไม่ได้ประชวรมากนัก แต่เพราะเสวยพระโอสถที่จัดถวายโดยเจ้าจอมมารดาเรียม พระอาการจึงทรุดหนักและสวรรคตโดยปัจจุบันทันด่วน ก่อนหน้านี้ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์สั่งให้ทหารล้อมวัง ห้ามเข้าออก รัชกาลที่ ๒ จึงหมดโอกาสมอบบัลลังก์ให้เจ้าฟ้ามงกุฎ ส่วนเจ้าฟ้ามงกุฎเองต้องรีบร้อนออกบวชก่อนหน้านี้เพียง ๒ เดือน ราวกับทรงทราบว่ามหันตภัยสำหรับพระองค์กำลังจะคืบคลานเข้ามาหากไม่ละจากพระราชวัง แต่ก็ทรงจากไปด้วยภาวะ “ร้อนผ้าเหลือง” และก็ต้องร้อนไปเป็นเวลานาน เพราะไม่สามารถสะสมกำลังอย่างเต็มที่
 
อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากรมหมื่นเจษฎาบดินทร์จะกดเจ้าฟ้ามงกุฎลงใต้บาทได้ ก็หาใช่จะห้ามไม่ให้ศักดินาอื่นสะสมกำลังเพื่อความมักใหญ่ใฝ่สูงได้ กรมหลวงรักษ์รณเรศ โอรสรัชกาลที่ ๑ “หน่อพุทธางกูร” องค์นี้ เริ่มสะสมไพร่พลมากขึ้นๆทุกที จนรัชกาลที่ ๓ ทนไม่ได้ จึงด่ากรมหลวงรณเรศว่า “เป็นพืชพันธุ์ลูกอียายเดนเกือก เป็นคนอุบาทว์บ้านเมือง...” (๑) และว่า “อย่าว่าแต่มนุษย์จะให้กรมฯรักษ์รณเรศเป็นกษัตริย์เลย แม้แต่สัตว์เดรัจฉานมันก็ไม่ยอม” (๒) แล้วจึงให้จับกรมฯรักษ์รณเรศ ยัดเข้าถุงแดงและให้ใช้ไม้ทุบจนตาย ทั้งนี้มีข้ออธิบายว่าที่ต้องฆ่าในถุงสีแดงนั้น ก็เพราะความเจ้ายศเจ้าอย่างของพวกศักดินานั้นเอง ด้วยถือว่าเลือดพวกเจ้า เป็นเลือดเทวดา พระโพธิสัตว์ เป็นของขลัง หากตกถึงแผ่นดิน ปฐพีจะลุกขึ้นเป็นไฟและใช้ปลูกอะไรไม่ได้(๓) จึงต้องฆ่าให้ตายในถุงสีแดง
 
นอกจากนี้รัชกาลที่ ๓ ก็เกิดขัดแย้งกับวังหน้าของพระองค์ คือกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพย์อีก เรื่องนี้รัชกาลที่ ๕ เล่าว่าความสัมพันธ์ระหว่างวังหน้าและวังหลวงไม่ใคร่จะดีนัก เหตุเพราะคราวหนึ่ง วังหน้าจะไปรบกับลาว กษัตริย์พระนั่งเกล้าไม่ไว้วางพระทัย จึงบังคับให้วังหน้าดื่มน้ำพระพิพัฒน์สัตยาเสียก่อน หลังจากนั้นมาไม่นาน วังหน้าจะสร้างปราสาทมียอดขึ้นในวังของตน แต่รัชกาลที่ ๓ ทรงทราบจึงห้ามไว้ เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ทำให้วังหน้าน้อยพระทัยมาก(๔) ถ้าวังหน้าไม่สวรรคตไปก่อน ความขัดแย้งระหว่างรัชกาลที่ ๓ กับวังหน้าจะต้องรุนแรงกว่านี้อย่างแน่นอน
มีข้อน่าสังเกตว่า การที่รัชกาลที่ ๓ ทรงอุปการะพระพุทธศาสนาเป็นพิเศษ อีกทั้งสร้างวัดวาอารามและเจดีย์ที่มีชื่อเสียงไว้มากมายนั้น เหตุผลสำคัญที่น่าสนใจคือ เพราะพระองค์ทรงปิตุฆาตจึงสร้างไว้เพื่อไถ่บาป(๕)
         
   ๑. ล้อม เพ็งแก้ว “ฟ้าอาภร(แปลกพักตร์ อาลักษณ์เดิม)” วารสารศิลปวัฒนธรรม ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๘ เดือน มิ.ย. ๒๔ หน้า ๖๕
๒. เรื่องเดิม หน้า ๖๕
๓. มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เรื่องเดิม หน้า ๒๕
๔. ณัฐวุฒิ สุทธิสงคราม สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ เล่ม ๑ (แพร่พิทยา, ๒๕๑๖) หน้า ๖๕๙-๖๖๐
๕. ส.ธรรมยศ พระเจ้ากรุงสยาม (โรงพิมพ์ ส.สง่า ๒๔๙๕) หน้า ๑๐๑

กษัตริย์กวี ผู้อื้อฉาวเรื่องโลกีย์ เหมือนพระเจ้าอยู่หอยปัจจุบัน

 
เจ้าฟ้าฉิมได้เป็นกษัตริย์องค์ต่อมา และแต่งตั้งเจ้าฟ้าบุญรอดให้เป็นราชินีของพระองค์ รุ่งวันใหม่ของการเป็นกษัตริย์ก็มิใช่ว่าจะเป็นวันมงคลอะไร ที่จะห้ามไม่ให้พวกศักดินาเข่นฆ่าเพื่อแย่งความเป็นใหญ่กัน เพราะพอรัชกาลที่ ๒ ขึ้นนั่งเมืองได้เพียง ๓ วัน พระองค์ก็ทรงบัญชาให้จับเจ้าฟ้าสุพันธวงศ์ หลานรัชกาลที่ ๑ และพรรคพวกไปฆ่าร้อยกว่าคน โดยกล่าวโทษว่าพวกนี้คิดจะกบฏ ขณะเดียวกันพวกศักดินาที่บันทึกพงศาวดาร ซึ่งอยากจะยกย่องรัชกาลที่ ๒ เต็มแก่ ก็ได้แต่งนิยายหลอกเด็กว่า รัชกาลที่ ๒ รู้ว่าเจ้าฟ้าสุพันธวงศ์จะเป็นกบฏนั้นก็เพราะมีกาดำคาบหนังสือแจ้งรายชื่อพวกคิดร้ายต่อกษัตริย์ มาทิ้งในวังหลวง(๑) ทำนองสร้างเรื่องให้คนเชื่อว่า กษัตริย์มีบุญญาธิการเป็นล้นพ้น กระทั่งกาดำสัตว์ชั้นต่ำก็ยังจงรักภักดี คาบข่าวมาทูลให้ทราบเหตุเภทภัย เรื่องพรรค์อย่างนี้ก็ไม่รู้ว่าจะหลอกคนไปได้สักกี่น้ำ
กลับมาเรื่องคาวๆฉาวโฉ่ ใช่ว่าชราแล้วจะลดลงบ้าง ทำเอาเจ้าฟ้าบุญรอดต้องทุกข์ระทมในบั้นปลายชีวิต เพราะรัชกาลที่ ๒ ก็เหมือนกับพ่อ คือเป็นผู้มักมากในกามคุณ พอได้เมียสาวก็มักจะลืมเมียหลวง กล่าวคืออยู่มาวันหนึ่ง รัชกาลที่ ๒ ไปเห็นเอาเจ้าฟ้ากุณฑล น้องสาวคนละแม่ของตนเอง ซึ่งมีอายุเพียง ๑๘-๑๙ ปีเข้า ก็มีจิตพิศวาส จึงยกขึ้นเป็นมเหสีข้างซ้าย เคียงคู่เจ้าฟ้าบุญรอด มเหสีข้างขวา เจ้าฟ้ากุณฑลมีอายุอ่อนกว่าเจ้าฟ้าบุญรอดถึง ๓๐ ปี รัชกาลที่ ๒ จึงลุ่มหลงเป็นนักหนา ตามประสาโคเฒ่ากับหญ้าอ่อน
ในที่สุดเจ้าฟ้าบุญรอดก็ทนเห็นภาพบาดใจต่อไปมิได้ จึงหนีออกจากวังหลวง ไปอยู่ที่พระราชวังเดิมธนบุรี ไม่ยอมเข้าเฝ้ารัชกาลที่ ๒ อีก(๒)
เมื่อกล่าวถึงเรื่องนี้แล้ว ต้องกล่าวว่า เจ้าฟ้าบุญรอดนั้นยังมีชะตากรรมดีกว่าพระชนนีของรัชกาลที่ ๒ คือมเหสีของรัชกาลที่ ๑ มาก พระชนนีของรัชกาลที่ ๒ ถึงกับเคยต้องเจ็บช้ำน้ำใจเพราะถูกพระสวามีที่หน้ามืดตามัว หลงอิสตรีวัยรุ่น วิ่งไล่ฟันด้วยดาบมาแล้ว สาเหตุที่รัชกาลที่ ๑ โกรธพระมเหสีถึงกับจะลงไม้ลงมือ ก็เพราะว่าคืนหนึ่ง ขณะที่รัชกาลที่ ๑ เมื่อครั้งเป็นขุนนางเมืองธนบุรี นอนเปล่าเปลี่ยวใจอยู่คนเดียวนั้น ไม่อาจทนราคะจริตอยู่ได้ เพราะพระมเหสีในขณะนั้นไปนอนอยู่กับบุตรสาวในวังพระเจ้าตากสิน จึงวางแผนจะเรียกเด็กสาวลาวผู้หนึ่ง ซึ่งต่อมาเป็นเจ้าจอมแว่น ให้เข้าไปหาในห้องนอน เพื่อหวังจะเผด็จสวาท แต่พระมเหสีรู้ข่าวเข้าเสียก่อน จึงเอาไม้ตีเด็กนั้นเพราะความหึงหวง รัชกาลที่ ๑ พอรู้เข้าก็โกรธจัด คว้าดาบไล่ไปถึงที่อยู่ของพระมเหสีแล้วจะพังประตูห้อง แต่เข้าไม่ได้ จึงฟันประตูห้องอุตลุดจะเข้าไปทำร้ายพระมเหสีให้ได้ ร้อนถึงลูกฉิม ต้องพาแม่หนีภัยออกไปทางหน้าต่าง(๓) แต่นั้นมาแม่รัชกาลที่ ๒ ก็ไม่ยอมอาศัยอยู่ใต้ชายคาบ้านของรัชกาลที่ ๑ อีกจนตายจากกันไป(๔)
        ๑. สิริ เปรมจิตต์ พระบรมราชจักรีวงศ์ (โรงพิมพ์เสาวภาค, ๒๕๑๔) หน้า ๘๒
๒. โสมทัต เทเวศร์ เจ้าฟ้าจุฬามณี (แพร่พิทยา, ๒๕๑๓) หน้า ๑๑-๑๒
๓. บรรเจิด อินทุจันทร์ยง (รวบรวม) “เจ้าจอมแว่น” พงศาวดารกระซิบ (ประพันธ์สาสน์, ๒๕๒๑) หน้า ๑๒๙-๑๓๑ โปรดดูเทียบกับหนังสือ เรื่องโครงกระดูกในตู้ โดย มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช
๔. เรื่องเดิม หน้า ๑๓๒

fredag 21 juli 2017

สุดท้าย...(ถูกหลอกอีกเช่นเคย)

ขุนเขาบอก:

สุดท้าย........

สวยงาม  ตามอย่าง " นางพญา"
งามสง่าท่วงท่า  "พญาหงส์"
ศักดิ์ศรี. หนึ่งนารี. ยังยืนยง
หยัดตรง. มั่นคง. ดั่งปลายทวน

พายุร้าย. กรายเบื้องหน้า. เหมือนฟ้าสั่ง
ไร้ความหวัง. ฟ้าไม่มอง. ประคองขวัญ
คำตัดสิน. กลิ่นธูปศพ. ยังอบอวน
ดัดปลายทวน. ที่หยัดตรง. ให้โค้งงอ

ความซาบซ่าน. ผ่านกายา. ครั้งคราก่อน
ทิฆัมพร. อ่อนน้ำคำ. ทำไมหนอ
เดือนปีล่วง. ทวงน้ำคำ. กำมะลอ
ปากปราศรัย. ใจเชือดคอ. หนอเทวา

แม้นนางหงส์. ลงเกลือกดิน. เหมือนสิ้นศักดิ์
ประชาภัค. นรานี้. สิเหน่หา
สมความเกลียด. ยัดเยียดตาม. ความอาญา
แต่นรา. ยังแซ่ซ้อง. ก้องธรณี

ผืนนากว้าง. ร้างรวงข้าว. เขาใช้เลห์
เล่นลิเก. หลอกคนดู  จับคู่สี
สีหนึ่งผิด. สีหนึ่งถูก. ทุกกรณี
หนึ่งนารี. กลายเป็นเหยื่อ. เพื่อปกครอง.

เขาหมายฆ่า. พนาสูญ. ตระกูลเจ้า
จำนำข้าวเล่นกันนัว. กลัวเสียของ
เลือนน้ำคำ. ทำพร่ำเพรื่อ. เพื่อปรองดอง
หวังปกครอง. ชั่วกาลนาน. ผ่านศาลลวง

สุดท้าย........
พฤกษภกาสร. อีกกุญชรอันปลดปลง
โททนต์เสน่งคง. สำคัญหมายในกายมี
นรชาติวางวาย. มลายสิ้นทั้งอินทรีย์
สถิตทั่วแต่ชั่วดี. ประดับไว้ในโลกา.....
....................................................................

"ฟ้องด้วยภาพ" สังคมบัดซบปกครองภายใต้ระบอบอะไรกัน?

Matichon Online - มติชนออนไลน์

สุดเวทนา 2 ยาย-หลาน มีฐานะยากจนต้องอยู่อย่างอดมื้อกินมื …

(หมายเหตุ-"ฟ้องด้วยภาพ " สะท้อนชีวิตบัดซบของครอบครัวชนชั้นล่างที่ด้อยโอกาสต้องจมปลักอยู่กับความยากจนสืบทอดต่อกันมาจากอดีตจนถึงสู่ปัจจุบันและในอนาคตจากรุ่นปู่ ย่า ตา ยาย -รุ่นลูก หลาน เหลน... สังคมบัดซบปกครองภายใต้ระบอบอะไรกัน???)

ฝนตกหนัก พะเยา-เชียงราย

พะเยาสั่งจับตาระดับน้ำ เฝ้าระวังน้ำป่าไหลหลาก
https://www.matichon.co.th/news/608103

วันนี้ (21 ก.ค.) เวลา 18.00น. นายนพฤทธิ์ ศิริโกศล นายอำ …
น้ำสกึนกัดเซาะตลิ่งฝายกั้นน้ำเตือนพื้นที่อื่น ผู้สื่อข่ …

สัญญาประชาจำนน :คอลัมน์ ใบตองแห้ง


สัญญาประชาจำนน :คอลัมน์ ใบตองแห้ง

3ปีรัฐประหาร ก่อนกลับสู่เลือกตั้ง กองทัพทำสัญญาประชาคม 10+15 ข้อ ให้ประชาชนท่องอาขยาน พึงเคารพ พึงยอมรับ พึ่งยึดมั่น ฯลฯ เอ๊ะ นี่มันกลับกันหรือเปล่า ประชาชนอย่างเราๆ ไม่มีปืน ไม่มีอำนาจ ท่านสั่งอะไรก็ต้องเชื่อฟังอยู่แล้ว

สัญญาประชาคม ควรจะเป็นผู้มีอำนาจให้คำมั่นกับประชาชน เช่น กองทัพให้สัญญาจะยอมรับประชาธิปไตย การเลือกตั้ง ความแตกต่างทางความคิด สิทธิเสรีภาพ มีคุณธรรมจริยธรรม ไม่ทุจริต ไม่ใช้อภิสิทธิ์จัดทริปออนเซ็น เล่นสกี กินปู ดูงาน ฯลฯ

ไม่ใช่ให้ชาวบ้านต้องยอมรับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แล้ว ถึงจะไปสู่การเลือกตั้ง
สัญญาประชาชนพึงท่องข้างเดียว จึงเป็นแค่งานอีเวนต์ พิธีกรรม ไม่ต่างกับตั้งโต๊ะในค่ายทหาร ติดป้ายไวนิล รับเรื่องร้องเรียนทุจริต แหม ถ้าปราบโกงง่ายอย่างที่คิด คนโกงคงหมดโลกไปนานแล้ว

“ยิ่งลดเสรีภาพประชาชน เจ้าหน้าที่ยิ่งทุจริตมากขึ้น” นี่ไม่ได้พูดเอง เอามาจากบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานที่ปรึกษาเพื่อกำกับการปฏิรูปกฎหมาย ให้สัมภาษณ์นิตยสารธนาคารแห่งประเทศไทย บอกว่าต้องลดอำนาจรัฐราชการ เพิ่มเสรีภาพประชาชน

ฟังแล้วยิ่งสับสนไปใหญ่ มือกฎหมายรัฐประหาร 2 สมัย บอกต้องเพิ่มเสรีภาพประชาชน งาช้างงอกหรืออย่างไร

เพิ่มเสรีภาพอะไรกัน แค่นักวิชาการชูป้าย “เวทีวิชาการไม่ใช่ค่ายทหาร” ก็เรียกนักวิชาการเข้าค่าย แถมหน่วยข่าวรายงาน ผิดคนอีกต่างหาก (น่าเห็นใจ บังเอิญงานเสวนานานาชาติ จัดเป็น ภาษาอังกฤษ ทหารตำรวจมึนตึ้บ)

ประเทศไทยวันนี้มีคนจำนวนมากรักลุงตู่ แต่ด่าทรัมป์เถื่อนถ่อย ด่าจีนกักขังหลิว เสี่ยวปอจนตาย แต่ตัวเองหนุนให้จับกุมคุมขังคนอีกฝ่าย มองคนเห็นต่างเป็นผู้ร้าย คนดีจอดรถที่คนพิการได้ ฯลฯ นี่มันสังคมต่ำตมไปถึงไหน

แต่ก็ยังมีคนตั้งความหวัง “เชื่อมั่นประเทศไทย” จะมีรถไฟความเร็วสูง จะปฏิรูปยกเครื่องใหม่ ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง การศึกษา 4.0 ประชารัฐ ปฏิวัติใหญ่ปราบโกง ฯลฯ ภายใต้ระบอบที่ไม่เป็นประชาธิปไตย บนสังคมไร้สติ เป็นคนดีแล้ว ไม่ต้องมีเหตุผลก็ได้
ใช่เลย เราจะปฏิรูปตำรวจ ตามไอเดียของพวกปิดเมือง ปิดสถานที่ราชการ ปลดป้ายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เราจะปฏิรูปการเมือง โดยวิธีง่ายๆ คือทำให้การเลือกตั้งหมดความหมาย เราจะปฏิรูปการศึกษา ให้เด็กคิดเป็น โดยเข้าแถวไหว้ครูรักษาเอกลักษณ์ไทย ฟังครูสอนก็หัดคัดลายมือใส่สมุด ห้ามใช้มือถือถ่ายภาพบันทึกเสียง อ้อๆ เรายังจะก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0 ด้วยการบังคับให้สแกนหน้า ลายนิ้วมือ ก่อนซื้อซิม

“เชื่อมั่นประเทศไทย” บอกคนรวยก่อนดีไหม คนรวย ไม่ลงทุน ขนเงินไปลงทุนต่างประเทศ
3 ปีผ่านไป สังคมไทยเปลี่ยนแปลงอย่างมาก แต่คนส่วนใหญ่ ไม่รู้สึก พื้นที่เสรีภาพนับวันหดเล็กลงๆ เรื่องที่ห้ามวิพากษ์วิจารณ์ เบ่งบานขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่เป็นไร เรายังมีชีวิตอยู่ได้ เรายังมีโลกออนไลน์ไว้ดราม่า เห่อดารา บ้าดารา ด่าดารา ด่าฝรั่ง ด่าชาวบ้าน ฯลฯ จรรโลงความถูกต้องดีงามในโลกจินตนาการ
3 ปีผ่านไป นักเรียกร้องเสรีภาพประชาธิปไตยก็เท่านั้น คนกลุ่มเล็กๆ หน้าเดิมๆ ถูกจับถูกขังซ้ำซาก รัฐไม่สะดุ้งสะเทือนอะไร เพราะโลกสมัยใหม่ไม่มีใครอยากเป็นวีรชน 14 ตุลา 6 ตุลา พฤษภา 35 แม้อึดอัดถูกจำกัดสิทธิอิสระ อย่างน้อยก็ยังมีลมหายใจ ยังมีชีวิตปัจเจกที่สามารถดำเนินไป หมดสมัยชูป้าย “ไล่เผด็จการ” แล้วตายฟรี

3 ปีผ่านไป มวลชนที่เคยเป็นเสียงข้างมากในการเลือกตั้ง ตั้งตารอหวังจะเลือกพรรคการเมืองที่ชอบเป็นรัฐบาล ก็ถูกทำลายความหวังลงไปเรื่อยๆ ไม่รู้เมื่อไหร่จะมีเลือกตั้ง เลือกยังไง ก็ไม่ชนะ ไม่ได้เป็นรัฐบาล แถมระหว่างนับถอยหลัง แกนนำ ก็ติดคุกทีละคนสองคน นักการเมืองก็ทยอยถูกจองจำ ถูกเรียกภาษี ทวงทรัพย์สิน โดนทั้งย้อนหลัง และลับหลัง โดยสิ่งที่ เรียกว่าความยุติธรรม
นี่แหละคือเป้าหมาย ในการทำให้ผู้คนสิ้นหวัง สิ้นหวังกับเสรีภาพ จำต้องยอมรับระบอบที่ไม่เป็นประชาธิปไตยอีก 20 ปีหรือชั่วกัลปาวสาน สิ้นหวังกับการเลือกตั้ง เลิกรอนโยบายพรรคการเมือง หันมาพึ่งประชารัฐ

นี่คือสภาพความเป็นจริง ไม่ว่าจะมีสัญญาประชาคมหรือไม่ ก็คือประชาชนต้อง “ยอมจำนน”
ยอมรับเสียเถอะ แม้กลับสู่เลือกตั้ง ก็จะไม่มีเสรีภาพประชาธิปไตยอย่างที่คุ้นชินกันมาหลายสิบปี แต่ไม่ต้องห่วง รับประกันไม่มีใครตาย รัฐจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง จะนำเรา ก้าวไปพร้อมเพลงชาติรีมิกซ์ใหม่ โดยมีข้อแม้อย่างเดียว คือต้องยอมรับว่าประชาชนไม่ใช่เจ้าของประเทศอีกต่อไป อย่าเที่ยวเรียกร้องทวงสิทธิให้วุ่นวาย

ทั้งหมดนี้มีคำถามข้อเดียว ทำให้มนุษย์สิ้นหวังได้จริงหรือไม่

คลิปน่าสนใจ ประจำวันที่ 21 ก.ค.60





รายการ : เถียงแทนเจ้า รีเทิร์น
ตอน : พี่สาว พะเจ้าอยู่หอย
โดย : นายข้าวเหนียวมะม่วง ดีเจแยมมี่ และ ลุงสนามหลวง
ประจำวันศุกร์ที่21/07/2017
คลิกฟัง- พี่สาว พะเจ้าอยู่หอย. - รายการสด -

โปรดเกล้าฯพระราชทานยศทหารต่ำกว่าชั้นนายพล

โปรดเกล้าฯพระราชทานยศทหารต่ำกว่าชั้นนายพล 10 ราย

เหตุเกิดที่ปัตตานี

"ปัญหาสังคม" ความจริงสะท้อนภาพสังคมไทยหลากหลายชนชั้น



คลิกอ่าน-วัยรุ่นโคราชยกพวกตีกันกลางวันแสกๆ ชาวบ้านสุดเอือมระอา(คลิป)

นอภ.พนมดงรัก สั่งปลัดอำเภอร่วม ตร.ทหาร ล่อซื้อยาบ้าสึกพ …
ผู้ตรวจการแผ่นดินลงพื้นที่”วังน้ำเขียว”สางปมพื้นที่ทับซ้อน2.6แสนไร่ ประชาชนนับร้อยร่วมรับฟัง