måndag 20 oktober 2014

IQ. ต่างกันมาก จากคำพูด...".ชาวนาไม่เห็นด้วยโครงการ"ลูกชาวนาเรียนฟรี"แนะส่งเสริม กยศ.ได้ประโยชน์กว่า."..สมเป็นชาวนายุคไฮเทคฉลาดทันยุคสมัยเข้าใจปัญหา ต่างกับรองนายกฯยุคปฎิรูปจากรัฐบาลทหาร ที่ไม่เข้าใจปัญหาอะไรเลยโง่โบราณมากๆ ไม่รู้ว่าไปขุดมาจากไหนสมกับเป็นกบในกะลาเสียจริงๆ...เฮ้อ..เศร้า....

matichononline
ชาวนาไม่เห็นด้วยโครงการ"ลูกชาวนาเรียนฟรี"แนะส่งเสริม กยศ.ได้ประโยชน์กว่า

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1413798772


https://www.youtube.com/watch?
20ต.ค.) หลังจากที่นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายสังคม เปิดเผยว่าทางรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนลูกชาวนาให้ได้รับการศึกษาที่สูงขึ้นจน จบปริญญาเพื่อให้มีอาชีพที่หลากหลาย เพราะอาชีพเกษตรกรรมมีแนวโน้มการใช้แรงงานลดลงโดยนำเทคโนโลยีและเครื่องจักรเข้ามาแทนที่ ซึ่งอาจจะเป็นโครงการทุนการศึกษาต่างๆเช่นโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุนการศึกษาเป็นต้นนั้น









นายธวัชชัย เอี่ยมจิตร์ แกนนำชาวนา อ.เมืองชัยนาท กล่าวว่า ตนเองไม่ค่อยเห็นด้วยกับโครงการให้ทุนเรียนฟรีกับลูก ชาวนา โดยให้เหตุผลว่าการให้ฟรีทุกอย่างเป็นการทำลายวินัยของบุคคล เพราะได้ไปแล้วไม่ต้องคืนจะเกิดปัยหาการไม่เห็นคุณค่าไม่ตั้งใจเรียน เรียนไม่จบตามมา และปัญหาที่จะพบอีกอย่างคือใครจะเป็นผู้คัดเลือกว่านักเรียนคนใด ควรจะได้ทุนเพราะอาจจะมีข้อครหาเด็กฝาก รวมถึงการให้ทุน1อำเภอ/1ทุนนั้นจะยิ่งสร้างความแตกแยกให้สังคมเพราะลูก ชาวนากว่า 4,000-5,000ครัวเรือน/อำเภอจะได้รับเพียง 1 ทุน ในขณะที่อีกหลายๆราย ต้องผิดหวัง และข้อพิพาทจะตามมาโดยรวมเริ่มต้นก็มีแต่ปัญหาแล้ว


ข้อเสนอแนะหากรัฐบาลต้องการส่งเสริมการศึกษาของลูกชาวนานั้นรัฐบาลควรมองไปที่โครงการเดิมที่มีอยู่แล้วนำมาปรับปรุง สนับสนุนให้จริงจังมากขึ้น อย่างเช่น โครงการกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาหรือ กยศ. โครงการนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยนักเรียนที่ยากจนให้ได้มีโดอกาสทาง การศึกษามากขึ้น แต่สิ่งที่รัฐบาลต้องเข้าในปรับปรุงอย่างจริงจังเพื่อช่วยลูกชาวนาคือ การแก้ไขกฏเกณฑ์ในการพิจารณาให้กู้ยืม เพราะปัจจุบันพบว่ามีผู้ที่ได้รับเงินกู้ยืมตามโครงการจำนวนมากที่ไม่จัด อยู่ในกลุ่มของผู้ยากไร้หรือผู้ด้อยโอกาสที่แท้จริง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าคณะกรรมการพิจารณาเงินกู้ยืมน่าจะมีปัญหา


"กำหนดให้ลูกชาวนาที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกระทรวงเกษตรฯเป็นกลุ่มตัวเลือกอันดับ1ในการพิจารณาเงินกู้กยศ.และพิจารณาปรับเพิ่มวงเงินรวมของโครงการ กยศ.เพื่อเติมเม็ดเงินให้สามารถเพิ่มจำนวนนักเรียนที่สามารถให้กู้ยืมเพื่อ การศึกษาให้ได้มากขึ้น และที่สำคัญขั้นตอนการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้กู้ยืม ที่รัฐบาลต้องมีมาตรการตรวจสอบและควบคุมการทำงานของคณะการการพิจารณาเงินกู้ กยศ.ให่้ทำงานตรงไปตรงมาตามวัตถุประสงค์ของกองทุนฯอย่างเคร่งครัด หากทำได้ลูกชาวนาก็มีโอกาสทางการศึกษา และยังสร้างวินัยให้อนาคตของชาติเหล่านี้ด้วยว่าเงินที่กู้ยืมจะต้องมีการ ผ่อนชำระคืน เป็นความรับผิดชอบต่อสังคมที่จะต้องมี ไม่ใช่ทุนฟรีที่ไม่ต้องคืนเพราะการให้ฟรีคุณค่าจะมีน้อยกว่าการให้กู้ ยืม"นายธวัชชัยกล่าว

ฟังคลิป อ.ชูพงษ์ ประจำวันที่ ๒๐ ต.ค.๕๗...

คลิก http://www.mediafire.com/listen/qu0tnez6d2y0t90/chupong-usa-2014-10-20.mp3

กรุณาอ่านและศึกษาจากบทความนี้ก่อน......จะได้ไม่เดินหลงทางกลับเข้าไปติดบ่วงวังวนของวัฎจักรระบอบอำมาตย์เผด็จการเก่า-อำมาตย์เผด็จการใหม่..ที่กำลังทำการแย่งชิงอำนาจปราบปรามประชาชน.. เพื่อแยกมวลชนแล้วทำลาย.ครั้งแล้วครั้งเล่าเหมือนในอดีตที่ผ่านมา...



สำหรับท่านที่คิดจะปรองดองกับกษัตริย์ภูมิพล  เพื่อแลกกับให้มีการเลือกตั้งแบบเดิมๆ   อ่านแล้วท่านจะได้บทสรุปที่ชัดเจน  ด้วยความปราถนาดี.


  โดย  ญาติของ  “ วีรชนตุลาคม “
กษัตริย์ไทยปัจจุบันกับการรัฐประหาร
                                 คำนำ
หลังการปฏิวัติประชาธิปไตยศักดินาเมื่อ 2475 แล้วได้มีการรัฐประหาร  รัฐประหารเงียบ และการยุบรัฐสภากว่า 10 ครั้งตลอดช่วงเวลา 40  ปีมานื้ การรัฐประหารครั้งสำคัญๆนั้นกษัตริย์ไทยปัจจุบันมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ด้วยไม่มากก็น้อย  ไม่โดยตรงก็โดยอ้อม
บทความนี้จะยกเอาการรัฐประหารที่สำคัญๆเพียงสามครั้งมาเสนอ คือ  ( 1 )  การรัฐประหารโดยโค่นรัฐบาล แปลก เผ่า ผิน เมื่อ  2500   (2 ) การโค่นล้มรัฐบาลถนอม ประภาส ณรงค์ เมื่อ 2516  และ ( 3)  การรัฐประหารโหดโค่นล้มรัฐบาลประชาธิปไตยเสนีย์ เมื่อ 2519 
วัตถุประสงค์ในการเขียนบทความนี้ก็เพื่อชี้ให้เห็นบทบาทการเมืองของกษัตริย์ไทยปัจจุบัน เหตุผลที่กษัตริย์ต้องทำเช่นนั้น และในตอนท้ายจะชี้ให้เห็นทางเลือกในอนาคตของกษัตริย์วงค์จักรี          
            บทบาทของกษัตริย์ปัจจุบันกับการรัฐประหารครั้งสำคัญ
( 1 )  การโค่นล้มรัฐบาลแปลก เผ่า ผิน  2500
แปลกเป็นชื่อตัวของจอมพลหลวงพิบูลสงคราม  ผู้มีบทบาทสำคัญคนหนึ่งในการประฏิวัติประชาธิปไตยศักดินาเมื่อ 2475   พลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ เป็นอดีดอธิบดีกรมตำรวจและเป็นอดีดเลขาธิการพรรคเสรีมนังคสิลาซึ่งมีแปลกเป็นหัวหน้า  ผินชุณหวันเป็นพลเอกและเป็นอดีดผู้บัญชาการทหารบก นอกจากนั้นยังมีอดีดผู้บัญชาการทหารเรือ พลเรือเอกหลวงยุทธศาสตร์โกสล และอดีดผู้บัญชาการทหารอากาศ พลอากาศเอก ฟื้นฤทธาณี ร่วมด้วยอย่างแข็งขัน เรียกกันว่า กลุ่มของราชครู
รัฐบาลแปลก เผ่าทำการกวาดล้างนักการเมืองฝ่ายค้านอย่างรุนแรง คดีสยองขวัญเช่นการยิงทิ้งสี่อดีตรัฐมนตรีจากภาคอิสานที่ซานกรุงเทพ  โดยอ้างว่าย้ายที่คุมขังจากคุกกลางเมืองไปไว้นอกเมือง และถูกโจรจีนมลายูแย่งตัวกลางทาง  นักการเมืองฝ่ายค้านหัวเห็ดคนหนึ่งจากภาคอิสานเช่นกันได้ถูกพาตัวจากกรุงเทพไปช้อม ทารุณและถูกย่างสดในป่าห่างจากกรุงเทพไปทางตะวันตกประมาณ 100 กิโลเมตร
พวกนักล่าเมืองขึ้นสหรัฐอเมริกาได้เดินทางเข้าประเทศไทยได้อย่างสง่าผ่าเผยในรัฐบาลชุดนี้  เผ่าได้ปรับปรุงและขยายกิจการตำรวจอย่างกว้างขวาง แน่ละด้วยความช่วยเหลือจาก ซี ไอ เอ ในนามของหน่วยงานนาวิกโยธินที่เรียกว่า  ซีซัพพลายทั้งนี้เพื่อทำการต่อต้านและปราบปรามคอมมิวนิสต์  ขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสอันดีที่เผ่าจะได้ใช้ถ่วงดุลย์กับทหารและใช้ทำการค้าฝิ่นและของเถื่อนต่างๆด้วย  เผ่าเองยังมีแผนจะเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นแบบสาธารณะรัฐโดยเชิดให้แปลกเป็นประธานาธิบดีคนแรกของไทยแผนนี้ได้รั่วไปถึงกษัตริย์เข้าจนได้ในภายหลังไม่ช้า
หลังจากแปลกได้ไปเยือนอเมริกามาแล้ว  ไม่ช้าก็ปล่อยให้ประชาชนมีประชาธิปไตยส่วนหนึ่งรัฐบาลได้สนับสนุนให้ประชาชนมีเสรีภาพในการเขียนและการพูดในสาธารณะ  เผ่าเองได้จัดตั้ง
กลุ่มอิทธิพลของตนขึ้นมามากมาย  จ้างนักพูดคนหนึ่งขึ้นไฮด์ปาร์คที่สะสนามหลวงโดยทำบอกใบ้ให้ผู้คนเข้าใจว่าฆาตกรที่สังหารยุวกษัตริย์อานันท์รัชกาลที่ 8 นั้นคือกษัตริย์ภูมิพลองค์ปัจจุบันนั่นเอง  อธิบดีเผ่าสมัยนั้นให้ตำรวจจับมาคุมขังพอเป็นพิธีแล้วให้ประกันตัวออกไป  รัฐบาลแปลก เผ่าสนับสนุนให้กรรมกรจัดตั้งสหภาพแรงงานอย่างกว้างขวาง  และมีการนัดหยุดงานกันอย่างเอิกเกริกนั่นก่อนจะถึงปี 2500 ไม่นานนัก
เมื่อปี 2500 มีการเลือกตั้งทั่วไปพรรคเสรีมนังคสิลาโกงการเลือกตั้งทุกวิถีทาง  โอกาสของ
กษัตริย์ภูมิพลที่คอยอยู่นานก็ได้มาถึง  เมื่อประชาชนเดินขบวนประท้วงการเลือกตั้งที่สกปรกนั้น
แน่ละ ซี ไอ เอ เห็นท่าว่าจะไม่สู้ดีเท่าไหร่นักที่จะให้แปลกและเผ่าอยู่ในอำนาจต่อไป  จอมพลสฤษดิ์ได้ออกมายืนอยูแถวหน้าของขบวนประชาชนนำทหารออกมาตั้งแถวต้อนรับขบวประท้วงโดยไม่ทำร้ายใครเหตุการณ์คราวนั้นทำให้สฤษดิ์กลายเป็นขวัญใจของประชาชน  จากคำบอกเล่าของอดีตนายทหารคนสนิทคนหนึ่งของสฤษดิ์  กษัตริย์ยืนอยู่เบื้องหลังสฤษดิ์อย่างกระวนกระวายใจความขัดแย้งอย่างรุณแรงระหว่างผู้นำตำรวจกับผู้นำทหารสมัยนั้นปรากฏเป็นข่าวอยู่บอ่ยๆโดยเฉพาะการค้าฝิ่นค้าของเถื่อนและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอื่นๆ  ทั้งสองฝ่ายต่างก็มีเครื่องมือและอุปกรณ์จากอเมริกาพอฟัดพอเหวี่ยงกันทั้งทางบกและทางเรือ และทางอากาส
ตลอดจนกำลังคนเผ่าวางแผนจะทำรัฐประหารกลางเดือนกันยายน 2500  แปลกเกิดความไม่แน่ใจและกลัวว่าเผ่าจะทำการรุณแรงเกินเหตุ จึงลอบแจ้งข่าวให้กษัตริย์ทราบเมื่อวันที 16  กันยายนและ ในวันเดียวกันนั้นกษัตริย์ก็ได้เรียกให้สฤษดิ์เข้าพบและบอกว่า แปลกขอปลดสฤษดิ์ออกจากตำแหน่งและแจ้งกำหนดเวลาที่เผ่าจะทำการยึดอำนาจให้สฤษดิ์ทราบ สฤษดิ์จึงชิงยึดอำนาจในวันเดียวกันก่อนเผ่าไม่กี่ชั่วโมง
ทั้งแปลกและเผ่าถูกปล่อยตัวให้ออกไปอยู่ต่างประเทศจนตายแปลกอยู่ที่ญี่ปุ่น เผ่าอยู่ที่สวิสเซอร์แลนด์ ก่อนจากแผ่นดินไทยเผ่าประกาสก้องว่า “ ขออย่าได้พบหน้าแปลกผู้หักหลังอีกเป็นอันขาด และไม่ขอร่ำลากษัตริย์ภูมิพลดว้ย ”
ตลอดช่วงเวลาที่เผ่าเรืองอำนาจอยู่นั้น เขาไม่เคยแยแสกษัตริย์เลย ผิดกับผู้เผด็จการคนอื่นๆซึ่งชอบเชิดกษัตริย์เป็นหุ่นบังหน้าเพื่อขูดรีดประชาชนและฉ้อราษฏร์บังหลวงขนาดหนักอย่างสะดวกสบาย เผ่าต้องมีเหตุผลของตนเอง
ก่อนที่ราชองครักษ์ 3 คนที่ถูกศาลตัดสินให้ประหารชีวิตด้วยข้อหาว่าสมรู้ร่วมคิดในคดีฆาตกรรมยุวกษัตริย์อานันท์รัชกาลที่ 8 ซึ่งเป็นพีชายของกษัตริย์ภูมิพลนั้น  คนหนึ่งได้ขอพบเผ่าเป็นส่วนตัวและได้พูดกับเผ่าตามลำพังประมาณ 10 นาที เมื่อหนังสือพิมพ์ได้ถามหลังการประหารสามคนนั้นแล้วว่าได้คุยกันเรื่องอะไรบ้าง เผ่าไม่ยอมตอบ แน่นอนเผ่าต้องรู้ว่าใครเป็นฆาตกรโหดในคดีดังกล่าว และไม่เป็นที่น่าสงสัยอะไรเลยว่า   เผ่าจะไม่ได้บอกเพื่อนสนิทให้รู้ความลับนี้ในจำนวนเหล่านั้นแน่ละมี แปลก สฤษดิ์ และประภาสรวมอยู่ด้วย
วันหนึ่งเผ่ากับเพื่อนสนิทได้เข้าไปในวัง เพื่อนของเขาถูกราชินีสิริกิตยิงบาดเจ็บสาหัสออกมาและไปตายที่โรงพยาบาลเผ่าออกข่าวกลบเกลื่อนว่า เพื่อนไปผ่าตัดใส้ติ่งและเกิดอักเสบจนตายนับเป็นเรื่องตลกขบขันในวงเหล้าได้เป็นอย่างดี เมื่อสฤษดิ์ขึ้นครองอำนาจเต็มที่ เขาได้แสดงความจงรักพักดีต่อกษัตริย์อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนเลยทำการปรับปรุงวังและรอบวังสวนจิตรที่รกไปดว้ยหญ้าและน้ำครำส่งกษัตริย์และราชินีไปทัศนาจรประเทศต่างๆทั่วโลกเพิ่มงบประมาณจากปีละไม่ถึงล้านบาทเป็นปีละ 5 ล้านบาทให้แก่กษัตริย์
สฤษดิ์เป็นนักดื่มและนักพล่าสวาทหญิงสาว  ครั้งหนึ่งขณะกำลังมืนเมานายทหารคนสนิทคนหนึ่งถามถึงเหตุผลที่ถวายความจงรักพักดีถึงปานนั้นเขาตอบว่า “ ไอ้ห่ามึงนี่ช่างถามอะไรโง่ๆอย่างนั้นมีอย่างที่ใหนวะที่มึงจะเผด็จการโดยไม่มีหุ่นบังหน้า เงินของกูเสียเมื่อไหร่ละ  “  โชคยังเข้าข้างกษัตริย์ที่สฤษดิ์ด่วนตายไปเสียก่อนด้วยโรคภายในเมื่อต้นเดือนธันวาปี 2506
( 2 )  การโค่นล้มรัฐบาลทรราชถนอม - ประภาส ณรงค์ ปี 2516
ถนอม- ประภาส ขึ้นครองอำนาจต่อจากสฤษดิ์ และเพื่อความเป็นปึกแผ่นของสองตระกูล ณรงค์ลูกชายของถนอมจึงแต่งงานกับลูกสาวของประภาสตลอดช่วงเวลากว่า 9 ปี ที่สามทรราชครองเมืองนั้น ประภาส-ณรงค์ ก็เช่นเดียวกับเผ่าคือไม่แยแสต่อกษัตริย์ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้เฒ่าถนอมแต่เพียงผู้เดียวคอยเสนอหน้าทุกโอกาสในที่สาธารณะถนอม-ประภาส-ณรงค์ โดยเฉพาะณรงค์ได้ใช้อำนาจทางการเมืองเข้าครอบครองที่ดินนับแสนไร่ทำการค้าอภิสิทธิ์ ค้าฝิ่น เฮโรอินและของเถื่อนทั้งในและต่างประเทศ เข้าครอบงำอุตสาหกรรมที่สำคัญทุกแห่งบีบบังคับธนาคารที่ไม่ใช่ของพรรคพวกตนให้ถอยออกไปจากเวทีของพวกเขามูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดของตระกูลนี้ที่ได้สร้างขึ้นในช่วงครองอำนาจนับเป็นหมื่นล้านบาท กว่าร้อยละสิบของรายได้ประชาชาติเสียอีก  การกระทำเหล่านี้นอกจากต้องปะทะกับพวกนายทุนแล้วแน่ละยังต้องปะทะกับอำนาจอิทธิพลของกษัตริย์ที่กำลังขยายเข้าไปในวงการธุรกิจทุกด้านให้กว้างขวางยิ่งขึ้นด้วย
สำหรับคดีฆาตกรรมยุวกษัตริย์อานันท์นั้น  เมื่อประภาสได้ล่วงรู้ความลับจากเผ่าณรงค์ก็ต้องรู้เรื่องนี้อย่างแน่นอน  เขาได้ประกาสก้องในหมู่เพื่อนทหารขณะที่มึนเมาอย่างน้อยก็สองครั้งว่า “ กูนี่ละโว้ยจะเป็นประธานาธิบดีคนแรกของไทยอย่างแน่นอน “  ครั้งหนึ่งที่เพชรบุรีทางใต้ของกรุงเทพ 80 กม.และอีกครั้งหนึ่งที่เพชรบูรณ์ทางเหนือกรุงเทพ 150 กม. กษัตริย์ภูมิพลและแม่มีอาการกระสับกระส่ายอยู่ตลอดเวลา  เกรงว่าความลับของตนจะถูกเปิดโปงแพร่หลายสักวันหนึ่ง  เพราะณรงค์เป็นคนคุยโว เพลย์บอยและเหลิงอำนาจ  เพื่อนขี้ประจบจึงมีมาก กษัตริย์จำยอมเป็นเบี้ยล่างดว้ยความคับแค้นใจอย่างยิ่งและหาทางโค่นทรราชทุกโอกาส   การจัดตั้งลูกเสือชาวบ้านขึ้นตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม 2514 ก็เป็นจุดเริ่มจุดหนึ่งที่นายตำรวจตระเวณซายแดนหน่วยหนึ่งสร้างขึ้นมา การแสวงหาพันธมิตรจากนายทหารที่มีฐานอำนาจพอควรในขณะนั้นก็เป็นอีกทางหนึ่งนายทหารผู้นั้นคือกฤษณ์  สีวรา
กฤษณ์เป็นผู้นำทหารหน่วยหนึ่งในกรุงเทพ  เป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่งในการโค่นล้มรัฐบาลแปลก-เผ่า  สฤษดิ์เองเมื่อยังครองอำนาจอยู่ก็กลัวกฤษณ์ซ้อนกลอยู่ไม่ใช่น้อย จึงให้อภิสิทธิ์ทางเศรฐกิจแก่กฤษณ์อย่างไม่จำกัดเป็นการแลกเปลี่ยนกฤษณ์เองก็พอใจกับความมั้งคั่งร่ำรวยและสุรานารี เขาตั้งธนาคารของเขาเองขึ้นมาทำการค้าอภิสิทธ์ทุกด้านเช่นเดียวกับนายทหารที่มีอิทธิพลทางการเมือง สมัย ถนอม- ประภาส-ณรงค์  ก็ทำนองเดียวกันปล่อยให้กฤษณ์เสวยลาภผลต่อไปอย่างไม่อั้น  เขาจึงสามารถสร้างอำนาจทางเศรษฐกิจทางทหารและทางการเมืองได้อย่างสะดวกแน่ละผลประโยชน์ของกลุ่มกฤษณ์กับกลุ่มทรราชถนอมย่อมกระทบกระทั่งกันอยู่เสมอมากบ้างน้อยบ้าง
กฤษณ์ก็เช่นเดียวกับนายพลคนอื่นๆที่คิดทำการรัฐประหารคือจำต้องทำทีเป็นเทิดทูลกษัตริย์เหนือหัว ตัวเองเสมือนขี้ฝุ่นใต้ฝ่าเท้ากษัตริย์ ซึ่งเป็นสรรพนามแทนทุกคนเมื่อพูดกับกษัตริย์
ครั้นแล้วโอกาสก็เกิดขึ้น  เมื่ออดีตผู้นำนักศึกษาและอาจารย์กลุ่มหนึ่งทำการเรียกร้องรัฐธรรมนูญ  ซึ่งรัฐบาลถนอม- ประภาสอ้างว่าได้ร่างมาแล้ว 10 ปีแต่ไม่เสร็จสักทีประกาศสั่งจับบุคคลกลุ่มนั้นและจับไป 13 คนโดยตั้งข้อหาฉกาจฉกรรจ์ว่าเป็นกบฏและคอมมิวนิสต์ นักเรียนนักศึกษาและประชาชนทุกวงการซึ่งอยู่ใต้ระบอบเผด็จการฟาสซิสต์มานานได้ลุกฮือกันขึ้นทั่วประเทศนับล้านคน  เฉพาะในกรุงเทพมีการชุมนุมประท้วงและเดินขบวนกว่าครื่งล้านคนให้รัฐบาลปล่อยผู้ที่ถูกจับกุมและให้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญโดยเร็ว
แน่ละกษัตริย์ภูมิพลและกฤษณ์อมยิ้มอยู่อย่างเงียบๆเบื้องหลังการชุมนุมใหญ่ของประชาชนในประวัติศาสตร์  สหรัฐอเมริกาเมื่อตระหนักถึงพลังประชาชนก็จำเป็นต้องเปลี่ยนรูปแบบการครอบงำให้เหมาะสมกับสถาณะการณ์ดังที่เคยทำมาในหลายประเทศในโลกที่สามมาแล้วคือให้มีการเปลี่ยนรัฐบาลโอนอ่อนผ่อนปรนแก่ประชาชนระดับหนึ่งและชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น
จากคำบอกเล่าของผู้ฟังการติดต่อทางวิทยุของพวกฉวยโอกาสในวันที่ 14 ตุลา 2516 ว่าตอนใกล้รุ่งวันนั้นขณะที่ฝูงชนกำลังสลายตัวจากหน้าวังสวนจิตรลดาเนื่องจากข้อเรียกร้องของตนประสบผลสำเร็จ  มนชัย พันธ์คงชื่น  นายตำรวจที่คุมกำลังตำรวจเผชิญหน้ากับฝูงชนอยู่นั้นได้รับคำสั่งทางวิทยุให้ตลุมบอนนักศึกษาและประชาชนทันทีคำบงการนั้นต้องอยู่ในรัศมีไม่เกิน 2 กม.ซึ่งอาจออกมาจากกองบัญชาการทหารที่สวนรื่นของ กอ.รมน. หรือมาจากสวนจิตรลดาของกษัตริย์ วันนั้นมีผู้เห็น วิทูรย์ ยะสวัสดิ์  รองอธิบดีตำรวจขณะนั้นอยู่ในสวนจิตรลดาด้วยคนหนึ่งเขาเป็นอตีตผูบัญชาการทหารรับจ้างไทยในลาว เขมร เมียของเขาเป็นเชื้อพวงค์และสนิทสนมกับราชินีสิริกิต  วิทูรย์ได้ขนทหารรับจ้างเข้ามาไว้ในกรุงเทพเป็นจำนวนมากก่อนหน้านั้นแล้ว  ในชุดแต่งกายพลเรือนหลังรัฐประหารโหดเมื่อ 6 ตุลาคม 2519 เขาได้ถูกตะเพิดให้ออกไปเป็นผู้ดูแลนักเรียนไทยในญี่ปุ่น
การต่อสู้อย่างโกลาหลในวันที่ 14 ตุลาคม 2516 เริ่มออ่นลงบ้างในตอนบ่ายทหารรับจ้างของวิทูรย์ได้ยิงปืนเข้าใส่ฝูงชนและตึกกองบัญชาการตำรวจนครบาลเป็นการกระตุ้นการต่อสู้ให้ดุเดือดขึ้นและชี้แนะให้มีการทำลายอาคารที่สำคัญของรัฐบาล
ในที่สุดกษัตริย์ภูมิพลได้เรียกถนอม-ประภาสเข้าพบและขอให้ออกนอกประเทศไปเสียก่อนโดยสัญญาว่าจะไม่ยึดทรัพย์สมบัติอันมหาศาลของพวกเขา  ณรงค์ผิดหวังอย่างที่สุดที่จะได้เป็นประธานาธิบดีคนแรกของไทยเขาประกาศก้องอย่างบ้าคลั่งที่ท่าอากาศยานดอนเมืองก่อนขึ้นเครื่องบินหนีออกนอกประเทศว่า “ เออ มึงดีละกูจะต้องกลับมาอีก ทีใครทีมัน “ เขาโกรธแค้นใครถึงปานนั้น
ตกค่ำวันเดียวกันนั้นกษัตริย์ภูมิพลได้ออกมาประกาศทางวิทยุและโทรทัศน์ขอให้ประชาชนอยู่ในความสงบ เขาได้จัดการให้ ถนอม-ประภาส- ณรงค์ออกนอกประเทศไปเรียบร้อยแล้ว นั้นหมายความว่าอาการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงของบัลลังค์ของกษัตริย์ได้ผ่อนคลายลงไปในระดับหนึ่งซึ่งประชาชนชาวไทยก็จะได้ดูฉากการปล้นประชาธิปไตยของกษัตริย์ภูมิพลในโอกาสต่อไป  สัญญาณแห่งการปล้นชัยชนะของประชาชนได้ฉายแสงออกมาอย่างโจ่งแจ้งแล้ว
(3  การโค่นรัฐบาลประชาธิปไตยของเสนีย์  2519
ตลอดช่วงเกือบ 3 ปีแห่งประชาธิปไตยกระฎุมภีนั้นขบวนการนักศึกาและประชาชนได้เติบใหญ่อย่างรวดเร็วและกว้างขวางทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพในการเรียกร้องต่อสู้ความเป็นเอกราชของชาติ ความเป็นประชาธิปไตยของประชาชนและความเป็นธรรมของสังคมอย่างแท้จริงมีการศึกษาและเผยแพร่สัจธรรมแห่งชีวิตและสังคมรอบด้านทุกรูปแบบอย่างกว้างขวาง  มีการหยุดงานเรียกร้องขอค่าจ้างและสวัสดิการให่สูงขึ้นของกรรมกร  มีการชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือชาวนาด้านต่างๆมีการประท้วงและเปิดโปงการกดขี่และการฉ้อราษฏร์บังหลวงมีการชุมนุมและเดินขบวนขับไล่พวกจักรวรรดิ์นิยมอเมริกา มีการชุมนุมต่อต้านการปูทางกลับมาของพวกทรราช ถนอม-ประภาส-ณรงค์ มีการจัดตั้งกลุ่มพลังของนักศึกษาและประชาชนขึ้นไปจนถึง สหภาพแรงงานกรรมกรและสหพันธ์ชาวนาเป็นต้น
ทางด้านชนชั้นปกครองก็ในทำนองเดียวกันอาศัยอำนาจทางการเมืองและอิทธิพลทางเศรษฐกิจตลอดจนความช่วยเหลือของ ซี. ไอ. เอ. จัดตั้งกลุ่มอันธพาลการเมือง  กลุ่มพลังนายทุนใหญ่และกลุ่มลูกเสือชาวบ้านของกษัตริย์ เข้าครอบงำสื่อมวลชนทุกชนิด ซื้อกิจการหนังสือพิมพ์และออกหนังสือพิมพ์ใหม่ๆออกมา ทั้งนี้เพื่อต่อต้านกองทัพธรรมของนักศึกษาและประชาชนทุกด้านและทุกรูปแบบ พรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นในช่วงนั้นเกือบทั้งหมดเป็นพรรคฝ่ายขวาและขวาจัดรวมทั้งหมด 60 พรรค มีเพียง 2-3 พรรคที่เข้าข้างประชาชน
การต่อสู้เพื่อเอกราชประชาธิปไตยและความเป็นธรรมของฝ่ายประชาชนที่มีแต่มือเปล่ามักได้รับความบาดเจ็บและล้มตายเสมอจากอาวุธสงครามของพวกรัฐบาลเผด็จการของกษัตริย์แม้กระนั้นฝ่ายประชาชนก็ไม่ได้หวั่นใหวได้ลุกขึ้นสู้ด้วยจิตใจอันห้าวหาญมาอย่างต่อเนื่อง ยิ่งถูกปราบก็ยิ่งกล้าแข็งและเติบใหญ่ขึ้น ซึ่งเป็นไปตามกฏเกณท์ที่ว่า “ ที่ไหนมีการกดขี่ที่นั่นมีการต่สู้ “ กษัตริย์รู้ดีว่าหากปล่อยให้ประชาชนมีประชาธิปไตยต่อไปพวกตนจะต้องสูญเสียอำนาจและอิทธิพลในเวลาอันใกล้นี้
แผนการรัฐประหารได้มีไว้ล่วงหน้านานมาแล้ว  ได้มีการแจกใบปลิวเกี่ยวกับโครงการปฏิรูปใส่ไว้ในช่องรับจดหมายของ สส ฝ่ายขวาที่สรรแล้ว  ก่อนหน้าการสังหารโหด “ 6 ตุลาคม “ สัก 2-3 เดือน ก็ได้มีตัวแทนอย่างน้อย 2 กลุ่มที่คิดทำรัฐประหารมาติดต่อกับผู้นำนักศึกษาและผู้นำกลุ่มพลังประชาชนบางคนโดยเสนอว่าถ้ามีรัฐประหารเกิดขึ้นทางเลือกของผู้นำเหล่านี้ก็คือ  ( 1 ) ให้ออกไปนอกประเทศก่อนจะไปไหนไปกี่คนจะออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมดตลอดจนอำนวยความสะดวกให้ทุกประการ ( 2 ) ให้อยู่เฉยๆอย่าเคลื่อนไหวต่อสู้แม้แต่อย่างใดเสร็จแล้วจะปูนบำเหน็จให้อย่างงาม หรือ ( 3 ) ถ้าเคลื่อนไหวต่อสู้ก็ต้องถือว่าเป็นศัตรูกันและจะไม่ไว้ชีวิต  บรรดาผู้นำเหล่านั้นไม่ต้องเสียเวลาประชุมปรึกษาหารือกันพวกเขาเลือกทางที่ 3 โดยไม่ต้องลังเลใจแต่ประการใด
เมื่อ 12 สิงหาคม 2519 อันเป็นวันครบรอบวันเกิดสิริกิต  ข้าราชการและนักการเมืองระดับสูงต่างพากันไปอวยพรอย่างคับคั่งตามธรรมเนียม  มีผู้เห็นนายสมัคร สุนทรเวชหมอบแทบเท้าของสิริกิตและได้ยินคำสนทนาว่าสิริกิตบ่นหนักอกหนักใจเกี่ยวกับความปลอดภัยของบัลลังค์นายสมัครรับอาสาไปดำเนินการให้  สมัครเป็นผู้ที่สนิทสนมราชินีซึ่งมักจะมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกับกษัตริย์อยู่เสมอและเป็นพวกขวาจัดที่สมคบกับประมาณ ชาติชายแห่ง “ ซอยราชครู “
แล้วประภาสก็กลับไทยเป็นครั้งแรกอย่างเปิดเผยเมื่อวันที่ 17 ในเดือนนั้น นักศึกษาและประชาชนชุมนุมประท้วงที่สนามหลวงและธรรมศาสตร์  ถูกกลุ่มอันพาลการเมืองของฝ่ายรัฐบาลยิงและขว้างระเบิดสังหารตายและบาดเจ็บหลายสิบคน  ก่อนหน้านี้ถนอมได้เคยลักลอบเข้ามาสองครั้งครั้งแรกเมื่อปลายธันวาคม 2516 และครั้งที่สองก็ช่วงเดียวกันอีกปีหนึ่งถัดมาแต่ถูกพวกนักศึกษาและประชาชนตะเพิดออกไป
แผนรัฐประหารครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งคือเมื่อนักศึกษาและประชาชนเดินขบวนขับไล่อเมริกาในวันที่ 20-21 มีนาคม 2519 คราวนั้นนักศึกษาและประชาชนถูกขว้างระเบิดสังหารที่ศูนย์การค้าสยามสแควตายและบาดเจ็บร่วม 100 คน ศุนย์การค้านี้อยู่ในที่ทรัพย์สินของกษัตริย์มีหุ้นส่วนอยู่ด้วย แผนรัฐประหารไม่สำเร็จเพราะอเมริกาไม่เอาด้วยที่จะกระทำในวันนั้นประการหนึ่งขบวนการนักศึกษาและประชาชนไม่ได้แตกตื่นเหมือนอย่างที่พวกรัฐบาลได้คาดการเอาไว้ หากแต่ได้แสดงออกถึงความมีวินัยและขวัญดีอย่างสุงส่งมีความกล้าหาญและความสามัคคีเป็นอย่างดีพร้อมกันนั้นพวกชนชั้นปกครองยังไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันไม่สามารถปรานีปรานอมกันได้
แผนการรัฐประหารครั้งนี้ได้รั่วใหลออกมาจากการรับฟังจากการติดต่อกันด้วยวิทยุคลื่นสั้น ระหว่าง พล รอ. สงัด ชลออยู่ ผู้บัญชาการทหารเรือ พล เอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันต์ ผู้บัญชาการทหารบก  พล อากาศเอก กมล เตชะตุงคะผู้บัญชาการทหารอากาศ และ พล ตำรวจเอก ศรีสุข  มหินทรเทพ อธิบดีตำรวจ  ขณะที่แต่ละคนคอยจ้องโอกาศที่จะสั่งยาตราทัพของตนออกจากที่ตั้ง เมื่อแผนล้มเหลวในวันนั้น  พวกเขาตกลงกันว่าจะยอมให้มีการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นใหม่ในวันที่ 4 เมษายน 2519  หลังจากที่รัฐบาลคึกฤทธิ์ยุบสภาเมื่อกลางเดือนมกราคมปีนั้น  ทั้งนี้พวกเขาจะพยายามอย่างเต็มที่ที่จะให้พรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก  โดยจะยอมให้อยู่ในตำแหน่งสักครึ่งปีเพื่อจะได้มีเวลาสร้างสถาณะการณ์ให้เหมาะสมแก่การรัฐประหารครั้งใหม่อีก
น่าเสียดายที่พลเอกกฤษณ์ด่วนตายไปเสียก่อนด้วยการถูกรอบวางยาพิษขณะเข้าโรงพยาบาลทหารด้วยโรคธรรมดาเมื่อตอนที่ประภาสกลับเข้าไทยครั้งแรกนั่นเอง มีข่าวจากวงการภายในบอกว่ายาพิษนั้นได้ถูกส่งมาจากวังในรูปของข้าวเหนียวมะม่วงพระราชทานให้แก่กฤษณ์เป็นการส่วนตัว  ความจริงแล้วถ้ากฤษณ์ไม่ตายพวกผู้บัญชาการทหารเหล่านั้นจะไม่มีความยุ่งยากในการทำรัฐประหารเลย  นายพลคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่าที่จริงกฤษณ์ตอ้งการใช้ห้องในโรงพยาบาลนั้นเป็นที่ประชุมสำหรับนายทหารที่ไว้ใจได้  แต่ถูกนายพล ยศ เทพหัสดินทร อัศวินคนหนึ่งของกฤษณ์หักหลังเอา ทั้งๆที่กฤษณ์ได้อุปถัมอย่างดีที่สุด  ยศคงจะเอาแผนการรัฐประหารของกฤษณ์ไปบอกกษัตริย์  กฤษณ์จึงได้รับข้าวเหนียวมะม่วงเคลือบยาพิษพระราชทานจากทางวังเป็นการตอบแทนเพราะกฤษณ์มีแนวความคิดที่ไม่ต้องการให้กษัตริย์เข้ามามีอิทธิพลแทรกแซงในกองทัพ
แผนการณ์รัฐประหารหลายครั้งได้ล้มเหลวลงแล้วก็ตามแต่ความพยายามใหม่อีกครั้งประสบผลสำเร็จนั่นคือ   การนำเอาถนอมเข้ามาในเสื้อคลุมของพระและเอาเข้าไปไว้ในวัดของครอบครัวกษัตริย์ในกรุงเทพ เมื่อวันที่ 19 กันยายน  2519 นักศึกษาและประชาชนยังไม่ทำการชุมนุมใหญ่  เพียงแต่ยื่นข้อเสนอให้รัฐบาลสอบสวนถนอม ขณะที่รอคอยคำตอบกษัตริย์และราชินีทำทีว่าไม่รู้เรื่องมาแต่ต้นโดยหลบไปชุ่มดูเหตุการณ์
อยู่ภาคใต้ก็ได้รีบกลับเข้ามากรุงเทพและเข้าเยี่ยมถนอมทันทีที่ลงจากเครื่องบินที่ท่าอากาสยานดอนเมืองสิริกิตได้สั่งให้กลุ่มอันธพาลทางการเมือง ให้ป้องกันวัดจากการถูกลอบทำลายจากฝ่ายตรงข้าม
นักศึกษาและประชาชนก็ยังไม่มีการชุมนุมใหญ่อยู่ดี  พวกคิดทำการรัฐประหารรู้สึกผิดหวังกษัตริย์และราชินีจึงสั่งให้เจ้าฟ้าชายจากออสเตรเลียเข้ามาโดยตรงและตรงเข้าเยี่ยมถนอมทันทีนับว่าครอบครัวกษัตริย์ได้แสดงบทบาทอย่างโจ่งแจ้งในการทำรัฐประหารครั้งนี้   โอกาสอันเหมาะสมที่สุดได้เกิดขึ้น  เมื่อนักศึกษากลุ่มหนึ่งได้จัดแสดงละครเรียนแบบการแขวนคอประชาชน 2 คนที่ออกติดโปสเตอร์ต่อต้านถนอม วัตถุประสงค์ก็เพื่อปลุกเร้าใจผู้ดูให้เห็นความทารุณป่าเถื่อนของตำรวจ  แต่พวกฉวยโอกาสได้ตกแต่งฟิล์มที่ถ่ายรูปตัวละครนั้นเสียใหม่ให้เหมือนเจ้าฟ้าชาย  แล้วการรัฐประหารโหดเหี้ยมที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยก็เกิดขึ้น เมื่อวันที่  6  ตุลาคม  2519  นักศึกษาและประชาชนถูกฆ่าตายเป็นจำนวนมาก
กษัตริย์ภูมิพลเป็นประมุขของรัฐเป็นจอมทัพของทั้งสามเหล่าทัพพวกนายพลนายพันทั้งหลายเหล่านั้น กษัตริย์เป็นผู้แต่งตั้งเขาขึ้นมาเองทั้งนั้น กษัตริย์มีอำนาจในการสั่งห้ามไม่ให้ทหารเหล่านั้นฆ่าประชาชนมือเปล่าได้ และมีอำนาจสั่งปลดพวกนายพลนายพันเหล่านั้นได้ถ้าเขาไม่เชื่อฟังคำสั่งแต่กษัตริย์ไม่ทำ กษัตริย์ภูมิพลไม่ได้ทำหน้าที่สมเป็นกษัตริย์ ฉนั้นจึงไม่สมควรที่จะเป็นกษัตริย์ต่อไป    แน่นอนนี่จะยังไม่ใช่การรัฐประหารครั้งสุดท้ายของชนชั้นกดขี่ขูดรีด  การแก่งแย่งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างดุเดือดระหว่างพวกเขา ความเสื่อมทรามของวัฒนธรรมศักดินาและการครอบงำของจักรวรรดิ์นิยมอเมริกาจะทำให้พวกเขาพาดฟันกันเองเพื่อครองความเป็นใหญ่แต่เพียงก๊กเดียวโดยเด็จขาดเป็นครั้งสุดท้าย  นายพลคนหนึ่งในคณะปฏิรูปได้ปรารภอย่างอ่อนใจว่า “ พวกคอมมิวนิสต์เห็นทีจะไม่มีโอกาสโค่นสถาบันกษัตริย์ด้วยตัวเองเสียแล้ว พวกปฏิกิริยาขวาจัดนั่นแหละจะจัดการกันเอง

เหตุผลของกษัตริย์ทำไมกษัตริย์จึงเข้าไปมีบทบาทในการรัฐประหารอยู่เป็นนิจสินแรกๆ ก็อยู่เบื้องหลังอย่างเงียบๆแล้วก็ค่อยโผล่ออกมา จนครั้งสุดท้ายกลายเป็นผู้นำทางรัฐประหารเสียเองอย่างโจ่งแจ้ง  แน่ละกษัตริย์ย่อมมีเหตุผลของกษัตริย์เป็นการส่วนตัว                                                                
บทความนี้จะใช้วิภาษวิธีวัตถุนิยมมองดูพลังผลักดันอยู่เบื้องหลังกษัตริย์ไทยปัจจุบันและจะพิจารณาเพียง 2 ด้านก็คงจะเพียงพอ คือทางด้านเศรษฐกิจและทางด้านวัฒนธรรม
1)ด้านเศรษฐกิจ
ตลอดประวัติศาสตร์ศักดินาไทยตั้งแต่สมัยสุโขไทยจนถึงประมาณกลางศตวรรษที่  25 กษัตริย์เป็นผู้ผูกขาดการถือครองที่ดิน การค้าระหว่างประเทศและหัตถกรรมที่สำคัญ นอกจากนั้นยังมีทาสและไพร่ไว้ใช้แรงงานโดยไม่จ่ายค่าจ้างอีกด้วย เพียงแต่ให้มีชีวิตอยู่ไปวันๆเพื่อทำงานหนัก เมื่อฐานทางเศรษฐกิจแผ่กว้างไปทั่ว  อำนาจทางการเมืองและวัฒนธรรมย่อมครอบงำประชาชนอย่างแน่นหนา   ประวัติศาสตร์ไทยในช่วงเวลา
ดังกล่าวจึงเป็นประวัติศาสตร์ของการต่อสู้แก่งแย่งอำนาจกันเองระหว่างพวกศักดินาด้วยกันเป็นส่วนใหญ่  การต่อสู้ระหว่างสามัญชนกับศักดินาแทบไม่ปรากฏในประวัติศาสตร์ แน่ละก็พวกศักดินาเขียนขึ้นมาเองจะเขียนอย่างไรก็ได้   ประมาณ 100 ปีมานี้รัชกาลที่ 5 แห่งราชวงค์จักรีกลายเป็นมหาราชเพราะสามารถรักษาบัลลังค์ของตนไว้ได้จากการล่าเมืองขึ้นของฝรั่งเศสและอังกฤษด้วยการสละที่ดินและประชาชนไปประมาณ 2 ใน 5 ของประเทศทั้งหมด และการประกาศเลิกทาสก็ถือว่ากษัตริย์เป็นนักมนุษย์ธรรมที่เลิดลอยทั้งๆที่มีความจำเป็นต้องทำเช่นนั้นเพื่อเปลี่ยนรูปแบบการขูดรีดเสียใหม่และเพื่อรักษาบัลลังค์ของตนให้พ้นรัฐประหารโดยพวกอัศวินที่มีทาสมากด้วยกัน
หลังการปฏิวัติประชาธิปไตยศักดินา  2475 แล้ว อำนาจอิทธิพลทางเศรษฐกิจของกษัตริย์ได้ลดลงไปแม้จะยังคงอยู่ในระดับเหนือคนอื่นก็ตามทั้งนี้เมื่อเทียบกับชนชั้นปกครอง ชนชั้นอื่นๆทีมีโอกาสเงยหัวขึ้นมาเช่น นายทุนขุนศึก  นายทุนกฎุมภี  นายทุนนายหน้า นายทุนธนาคาร นายทุนอุตสาหกรรม และนายทุน ต่างชาติ เป็นต้น  นายทุนเหล่านี้รวมทั้งนายทุนศักดินาต่างแก่งแย่งแข่งขันผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกันอย่างดุเดือด
ยิ่งเวลาผ่านมาครอบครัวกษัตริย์ต้องต่อสู้ดิ้นรนอย่างสุดฤทธิ์เช่นเดียวกับพวกซากเดนศักดินาทั้งหลาย  มีการลงทุนโดยตรงและถือหุ้นในวิสาหกิจต่างๆ  เช่น ธนาคาร อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม และคมนาคม เป็นต้น  ด้านธนาคารมีการถือหุ้นในธนาคารไทยพาณิชย์  ซึ่งเป็นธนาคารแห่งแรกของไทย  ธนาคารกรุงเทพพาณิชย์การ  ซึ่งมีคึกฤทธิ์อดีดนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งเป็นประธาน และธนาคารอื่นๆที่อยู่ภายใต้พระบรมราชานุญาตุโดยได้หุ้นลมจำนวนหนึ่งตอบแทน  ด้านอุตสาหกรรมมีหุ้นส่วนอยู่ในบริษัทปูนชิเมนต์ไทย  บริษัทบุญรอดเบียร์  บริษัทยางไฟร์สโตน   การค้าต่างประเทศก็มีอภิสิทธิ์ในโควต้าส่งออก เช่น ข้าว ข้าวโพดน้ำตาล   ตามศูนย์การค้าในกรุงเทพโดยเฉพาะอย่างยิ่งในที่ดินของศักดินาเองนอกจากค่าเช่าที่ดินเงินกินเปล่าแล้วยังมีหุ้นนอนอีกด้วย เช่น สยามสแคว  ราชประสงค์  วังบูรพา เยาวราช และราชวงค์  ค่าเช่าจากที่นากว่า ร้อยละ  50 ของนาทั้งหมดในจังหวัดใกล้เคียงกรุงเทพและอีกมากมายในจังหวัดต่างๆทุกภาค ตลอดจนร่วมตั้งสายการบินอิทธิพล “ แอร์สยาม” ภายใต้ชื่อของคนอื่น
เฉพาะภาษีเงินได้ส่วนบุคคลของกษัตริย์ในเวลานั้นไม่ต่ำกว่าปีละ  100 ล้านบาท
ในช่วงประชาธิปไตยกระฎุมภี  3 ปี ( 2516-2519 )  นั้น  กรรมกรหยุดงานชุมนุมเรียกร้องค่าจ้างและสวัสดิการเพิ่มขึ้นให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ  ชาวนาชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลจัดสรรที่นาใหม่ลดค่าเช่าลง  สงเคราะห์ปุ๋ยและยาปราบศัตรูพืช  จัดสินเชื่อในเงื่อนไขที่ไม่รัดตัวเกินไป   ผู้เช่าตึกแถวของศักดินาในย่านการค้าต่อต้านการขึ้นเงินกินเปล่าและให้ยึดสัญาเช่า หลายอย่างเหล่านี้ทำให้ผลประโยชน์ของศักดินาสั่นสะเทือนอย่างแรง
สมัยรัฐบาลคึกฤทธิ์  ( 2518 ) นั้น  ชาวนาได้ถูกฆ่าหลายสิบคนเพื่อผ่อนคลายความตึงเคลียดทางการเมืองคึกฤทธิ์ได้ใช้เหตุผลนี้แนะให้กษัตริย์ขายที่ดินให้รัฐบาลเพื่อเอาไปปฏิรูปประมาณ 50,000 ไร่โดยหวังว่าพวกนายพลและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่มีที่ดินมากมายจะยอมทำตาม   แต่ก็หามีใครยอมแม้แต่คนเดียวไม่  เรื่องนี้สร้างความขุ่นเคืองให้แก่กษัตริย์เป็นอย่างยิ่ง   เพราะได้อนุมัติขายที่ดินจำนวนนั้นไปในราคาต่ำกว่าตลาดเล็กน้อย  กษัตริย์กล่าวหาว่าคึกฤทธิ์หลอกลวง  นี่เป็นเหตุหนึ่งที่คึกฤทธิ์ต้องยุบสภาในเวลานั้น  ต่อมาไม่นานขณะที่รักษาการอยู่ก็ถูกตำรวจบุกเข้าทำลายบ้านและทรัพย์สินคึกฤทธิ์พูดไม่ออก
2) ด้านวัฒนธรรม
กษัตริย์ไทยก็คล้ายกับกษัตริย์ทุกแห่งในโลกสมัยกลางไปทางโน้นได้สร้างวัฒนธรรมศักดินาครอบงำประชาชนทั่วไปให้หลงผิดว่าตนจุติมาจากเทวดาชั้นสูงเหนือฟากฟ้าเป็นผู้วิเศษเหนือมนุษย์  สรรหาภาษาประหลาดที่สามัญชนไม่รู้เรื่องมาพูด สร้างที่อยู่อาศัยวิจิตรพิศดารหรูหราใหญ่โต ใช้ชีวิตฟุ่มเฟือยมีบริวารขี้ประจบแห่แหน  ใช้ศาสนาเป็นเครื่องมอมเมาประชาชน  สร้างเทพนิยายสรรเสริญบารมีของตนให้พระเทศน์
เช่นเวสสันดรชาดก ที่ให้ประชาชนอ่านและเล่นละคร เช่นรามเกียร์ล้วนแต่ขโมยมาจากวรรณกรรมเพ้อฝันดึกดำบรรพ์ของอินเดีย
การศึกษาระยะแรกก็จำกัดกันเฉพาะวงในศักดินาและพระชั้นสูงเท่านั้นต่อมาได้ขยายถึงลูกหลานของบริวารใกล้ชิดและวางใจได้ การผลิตคนออกมาก็แน่ละเพื่อรับใช้ค้ำจุนบัลลังค์กษัตริย์  ร. 5 ได้รับการศึกษาจากสตรีหม้ายชาวอังกฤษที่บิดาของเขา ร. 4 จ้างมา โรงเรียนมหาดเล็กหลวงตามชื่อก็บอกแล้วว่าเฉพาะมหาดเล็กหลวง  โรงเรียนวังสวนกุหลาบ  โรงเรียนราชินี  และจุลาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในสมัยนั้นก็ทำนองเดียวกัน มีการแข่งขันเข้าเรียนเฉพาะผู้ที่ไว้ใจได้
หลังการปฏิวัติประชาธิปไตยศักดินา เมื่อ  2475 แล้ว การศึกษาอย่างเป็นระบบได้เปิดกว้างมากขึ้นเป็นลำดับ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองได้ตั้งขึ้น เมื่อ  2476 โดย นายปรีดี พนมยงค์ ผู้นำคนสำคัญในการปฏิวัติ  และเป็นมหาวิทยาลัยเปิดแก่สามัญชนที่อ่านออกเขียนได้  การศึกษาภาคบังคับได้ขยายอย่างรวดเร็ว   ยิ่งในระยะ 20 ปีมานี้ โรงเรียน วิทยาลัย และมหาวิทยาลัยทั้งของรัฐและของเอกชนได้เพิ่มขึ้นมากมาย แม้จะยังไม่ทั่วถึง  และยังมีการมอมเมาในรูปแบบต่างๆของเนื้อหาในหลักสูตรอยู่มากก็ตามถึงกระนั้นมนต์ขลังของวัฒธรรมศักดินาก็เสื่อมลงไปในวงการศึกษาพระราชพิธีต่างๆกลายเป็นเพียงงานรื่นเริงประจำปีการฟังเทศน์นิยายปรำปราก็คงเหลืออยู่แต่ผู้เฒ่าผู้แก่เท่านั้นยิ่งหลังการปฏิวัติประชาธิปไตยกระฎุมภีเมื่อตุลาคม 2516 มาแล้วโอกาสสำหรับการศึกษาแสวงหาสัจธรรมแห่งชีวิตและสังคมมีอย่างกว้างขวางที่สุดในประวัติศาสตร์การศึกษาของไทย  การศึกษานอกระบบเป็นไปอย่างแพร่หลายมีการรวมกลุ่มศึกษาในบรรดานักเรียนนักศึกษา  กรรมกร ชาวนา ปัญญาชน ตลอดจนประชาชนทั่วไปทุกหนทุกแห่ง  หนังสือ บทความข้อเขียนประเภทก้าวหน้ามีวางขายดาษดื่นทั่วประเทศคู่กับวรรณกรรมอนุรักษ์นิยมและปฏิกิริยาทั้งหลาย  การอภิปลายและการชุมนุมประท้วงของนักศึกษา  การนัดหยุดงานประท้วงของกรรมกร  ตลอดจนการชุมนุมเรียกร้องของชาวนาและประชาชนทั่วไป  การเปิดโรงเรียนการเมืองที่ได้ผลมาก  มีการเปิดโปงการกดขี่ขูดรีด การฉ้อราษฎร์บังหลวงและสมคบกับจักวรรดิ์นิยมอเริกาของชนชั้นปกครองไทย มีการกระเทาะเปือกวัฒนธรรมมอมเมาของศักดินา มีการสร้างศิลปและดนตรีเพื่อชีวิตและเพื่อประชาชนที่ถูกกดขี่ขูดรีดทั้งหลายนักเรียนนักศึกษาก้าวหน้าออกไปใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่กับชาวชนบท ชาวเขา ชาวสลัม กรรมกรและผู้ยากไร้ทั้งปวง เพื่อเรียนรู้ความเป็นอยู่อย่างแท้จริงของชีวิตและชุมชนนั้นๆ  แทนที่จะใช้เวลาทั้งหมดหมกมุ่นอยู่ในห้องเรียน ฟังอาจารย์อ่านตำราตะวันตกที่ตนงมงาย ท่องจำทฤษฎีเพ้อฝันโดยปราศจากการวิเคราะห์และประยุกต์เข้ากับสังคมไทย  เพียงเพื่อที่ตนจะได้คะแนนดีและจบไปอย่างรวดเร็ว  จะได้ออกไปกดขี่ขูดรีดประชาชนผู้เสียเปรียบในสังคมโดยปราศจากความสำนึก
สิ่งต่างๆเหล่านี้ทำให้ชนชั้นปกครองตกใจกลัวเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะพวกศักดินารู้สึกว่าวัฒธรรมมอมเมาของตนได้ถูกเปลือยกายอย่างล่อนจ้อนแล้ว  กษัตริย์และครอบครัวต้องออกจากวังอันโอ่อ่าเข้าหาประชาชนตามชนบทอย่างกว้างขวาง  เพื่อบูรณะวัฒณะธรรมศักดินาของตนให้มั่นคงเอาไว้และดึงเอาชาวชนบทที่ยังขาดการศึกษาให้กลับเข้ามาอยู่ในแวดวงการครอบงำอย่างเดิม  กษัตริย์ได้ลงทุนไปด้วยทรัพย์สินของตนมากมายในการตั้งสหกรณ์ทุนนิยมให้แก่ชาวนาและชาวเขาส่วนหนึ่งจำนวนน้อยนิดเมื่อเทียบกับส่วนที่เหลือทั้งหมดแต่แทนที่จะเป็นผลดีต่อกษัตริย์  พวกที่ไม่ได้รับความช่วยเหลือกลับมองเห็นการเลือกที่รักมักที่ชังของกษัตริย์ทำให้ชาวนาและชาวเขาเกิดความหมางใจกันเอง
กษัตริย์ได้มอบหมายให้นายตำรวจตระเวณชายแดนคนหนึ่งจัดตั้งลูกเสือชาวบ้านขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อต้นสิงหาคม 2514  พอเห็นว่าคงไม่ล้มเหลวก็ประกาศตัวออกมาเป็นผู้อุปถัมภ์เมื่อกลางเดือนกันยายน 2515
แล้วบงการให้กระทรวงมหาดไทยบังคับผู้ว่าการจังหวัด  นายอำเภอตลอดจนข้าราชการอื่นๆที่เกี่ยวข้องให้เกณท์ชาวบ้านมาเป็นลูกเสือทั่วประเทศ
การอบรมลูกเสือชาวบ้านก็แสนพิลึกพิลั่น  มีการมอมเมาด้วยอิทธิฤทธิ์และปาฏิหาริย์อย่างถึงที่สุด  เช่นราชินีสิริกิตฝันเห็นวิญญาญของกษัตริย์นเรศวรซึ่งตาย 300 มาแล้วปรากฏต่อหน้าและบอกนางว่ากษัตริย์ภูมิพลแต่ผู้เดียวเท่านั้นที่จะพาประเทศชาติผ่านพ้นวิกฤติการณ์ทั้งหลายทั้งปวงไปได้และทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดีสุขสบายทั่วหน้า  เมื่อนางตื่นขึ้นมาก็ปลุกสามีลุกขึ้นดู  ก็ยังคงเห็นวิญญาญนั้นปรากฏอยู่ แถมยังพูดกับทั้งสองคนนั้นว่า จะช่วยเหลือทุกวิถีทางให้บัลลังค์อยู่รอดตลอดไป   ฉนั้นจึงขอให้ลูกเสือชาวบ้านทุกคนเสียสละแม้กระทั่งชีวิตเพื่อให้ความฝันนี้เป็นจริง  กษัตริย์ภูมิพลได้แต่งเพลงขึ้นมาเพลงหนึ่งชื่อ “ ความฝันอันสูงสุด “  และให้ลูกเสือชาวบ้านร้องประจำกันลืมความฝันนั้น  เนื้อเพลงบรรยายถึงความทุกข์ร้อนและความหวาดกลัวอย่างแสนสาหัสของตนที่ได้ทำอะไรบางอย่างผิดพลาดไป  จนถูกหัวเราะเยาะเย้ยไปทั่วและจะขอต่อสู้กับชะตากรรมนั้นจนตัวตาย
กษัตริย์ภูมิพลได้ทำอะไรผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงหรือ ? จึงจะต่อสู้จนตัวตายเพื่อปกปิดเอาไว้
เมื่อ 30 ปีมาแล้วเช้าตรู่วันหนึ่งของเดือนมิถุนายน 2489 กระสุนนัดหนึ่งระเบิดดังกล้องขึ้นในวังและเจาะหน้าผากทลุท้ายทอยของยุวกษัตริย์อานันท์ตายในห้องนอนของเขาเอง  ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดและรู้เหตุการณ์ได้ดีขณะนั้นมีเพียง  2  คนคือแม่กับน้องชายของผู้ตาย
สังวาลย์เป็นสามัญชนและเป็นนางพยาบาลที่ปรนนิบัติกรมหลวงสงขลานครินทร์จนได้แต่งงานกัน  กัลยานีเป็นลูกสาวคนโต เคยแต่งงานกับสามัญชนแล้วหย่ากันเมื่อมีลูกสาวคนหนึ่งปัจจุบันไม่ทราบว่าอยู่กินกับใครแน่  อานันท์เป็นลูกคนกลาง  ลูกชายคนสุดทอ้งคือภูมิพล กรมหลวงสงขลาตายขณะที่ลูกอยู่ในวัยรุ่นและสังวาลย์มีอายุกว่า  30 ปีเล็กน้อย
หลังมรณกรรมของสามี   สังวาลย์ไปอังกฤษและสวิสเซอร์แลนด์บ่อยเพราะมีเพื่อนชายสนิทมากประเทศละคน  จนเป็นที่กล่าวขวัญของคนไทยที่นั่นสมัยนั้นว่าสังวาลย์มีความสำพันธ์ทางเพศกับบุคคลทั้งสอง  ก็ไม่น่าแปลกอะไรสังวาลย์ยังไม่แก่เกินวัยสำหรับกิจกรรมทางเพศและสามีตายไปหลายปีแล้ว
อานันท์ได้เป็นกษัตริย์ต่อจาก ร. 7  ซึ่งสละบัลลังค์เมื่อมีการปฏิวัติประชาธิปไตยศักดินา 2475 แต่เนื่องจากยังไม่บรรลุนิติภาวะในสมัยนั้น  นายปรีดี พนมยงค์ ผู้นำคนสำคัญในการปฏิวัติจึงเป็นผู้สำเร็จราชการแทน  อานันท์เคารพนับถือและสนิทสนมกับปรีดีมาก  ยุวกษัตริย์เป็นคนเฉลียวฉลาดกว่าใครในบรรดาพี่น้อง  จึงเชื่อได้ว่าความคิดก้าวหน้าของปรีดีสมัยนั้นมีอิทธิพลต่ออานันท์มากทีเดียว
แน่ละพวกศักดินาระดับสูงย่อมไม่พอใจอย่างน้อยด้วยเหตุผล  2  ประการ  คือการแก่งแย่งบัลลังค์ระหว่างลูกหลานของ ร. 5 ด้วยกันประการหนึ่ง  และการที่ปรีดีผู้โค่นอำนาจเด็ดขาดของกษัตริย์มามีอิทธิพลเหนือยุวกษัตริย์อีกประการหนึ่ง  กษัตริย์อานันท์เองคงรู้พฤติกรรมทางเพศของแม่และไม่พอใจอย่างยิ่งมีการทะเลาะกันอย่างรุณแรงระหว่างแม่ลูกคู่นี้อยู่เสมอในเรื่องนี้
ขณะนั้นภูมิพลยังเด็กและเป็นคนหัวอ่อนขี้ประจบและอยู่ในโอวาทของแม่  ชอบเข้าข้างแม่เสมอเมื่อแม่ทะเลาะกับพี่ชาย  ก่อนที่กระสุนมรณะนัดนั้นจะระเบิดขึ้น มีเสียงทะเลาะกันอย่างรุนแรงระหว่างสังวาลย์กับอานันท์อีกและเป็นการทะเลาะกันครั้งสุดท้ายของแม่ลูกคู่นี้
หลังจากเสียงปืนเงียบไม่นาน ปรีดีต้องลี้ภัยการเมือง ตั้งแต่  2491 เป็นต้นมาจนบัดนี้  ราชองครักษ์  3 คนเป็นแพะรับบาปถูกศาลตัดสินประหารชีวิต  ก่อนหน้าถูกประหารไม่กี่นาทีคนหนึ่งในนั้นได้ขอพบนายพลตำรวจเผ่าอธิบดีกรมตำรวจสมัยนั้น  เป็นที่รู้กันว่าครอบครัวกษัตริย์ปัจจุบันได้อุปถัมภ์ครอบครัวของแพะรับบาปทั้งสามเป็นอย่างดีตลอดมา  ทำไม ?
ความลับที่ครอบครัวกษัตริย์ปัจจุบันคิดว่าเป็นความลับสุดยอดนั้นได้รั่วไหลอย่างลับๆมานานแล้วและแผ่กว้างไปทั่ว  สักวันหนึ่งมันจะต้องถูกเปิดเผยอย่างโจ่งแจ้งต่อสาธารณะชน กษัตริย์ภูมิพลจะยอมได้ละหรือ?
คำตอบของภูมิพลมีแล้วอย่างชัดแจ้ง เขาเข้าร่วมรัฐประหารที่สำคัญทุกครั้ง  เข้าร่วมต่อสู้แข่งขันทางเศรษฐกิจกับทุกฝ่ายและเอาหลังพิงจักรวรรดิ์นิยมอเมริกามาตลอด  พยายามหมุนกงล้อประวัติศาสตร์ของมนูษย์กลับคืน รื้อฟื้นวัฒนธรรมศักดินามามอมเมาประชาชน
ในแง่ของประวัติศาสตร์เขากำลังหายใจเฮือกสุดท้าย
อนาคตของราชวงค์จักรี
กษัตริย์ต้นราชวงค์จักรีได้ขึ้นบัลลังค์ดว้ยการฆ่าตากสินมหาราช   ผู้กอบกู้เอกราชจากพะม่าแล้วสถาปนาตนเองเป็นกษัตริย์  ตากสินมาจากสามัญชนเชื้อจีน
ก่อน ร 1 จะวางศิลาเลิกสร้างกรุงเทพได้ให้โหราจารย์หาฤกษ์ให้  โหรบอก 2 ฤกษ์ กษัตริย์เลือกเอาระหว่างความอยู่เย็นเป็นสุขของราษฎร  แต่ราชวงค์จะสิ้นสุดภายไม่กี่องค์ หรือความยืนยาวของราชวงค์ถึง  9 กษัตริย์  แต่ราษฎรจะทุกข์ยากลำเค็ญ ร. 1 เลือกเอาประการหลัง
บัดนี้ก็ถึง ร. 9 ตามคำทำนายแล้ว
ดังที่ทราบกันดีในแง่ของปรัชญานั้น  ชนชั้นกดขี่ขูดรีดเป็นพวกจิตนิยมอัตวิสัย  ยิ่งพวกศักดินาด้วยแล้วก็ยิ่งสูงจัด  พวกนี้เชื่อโชคเชื่อลางทำตามคำทำนายของหมอดูที่ตนเชื่อถือและมีหมอดูจำนวนหนึ่งหากินอยู่กับพวกนี้จนมั่งคั่งร่ำรวยในจำนวนนี้มีพระระดับสูงอยู่ด้วย
ก่อนที่จะชักนำเอาประภาสเข้ามา เมื่อ  17 สิงหาคม  2519 ครอบครัวกษัติย์ได้ไปให้พระหมอดูทำนายอนาคต พระบอกว่าถ้าจะให้มี ร. 10 ต่อไปแล้วกษัตริย์ต้องทำการอย่างใดอย่างหนึ่งทางการเมืองภายในเดือนสิงหาคมเป็นการเริ่มต้น  หลังจากนั้นต้องฆ่าประชาชนทิ้งสัก  30,000 คน นั่นแหละจึงจะสัมฤทธิ์ผลเดือนที่มีโอกาสเหมาะทีสุดคือเดือน กันยายน-ตุลาคม ทั้งนี้ต้องมีขุนศึกรับอาสาจัดการให้
แล้วกษัตริย์ก็สมคบกับนายพลกลุ่มหนึ่งดำเนินไปตามนั้น
จากเหตุผลทางเศรษฐกิจ  ทางวัฒนธรรมและคดีฆาตรกรรมพี่ชายทำให้กษัตริย์ภูมิพลจำต้องต่อสู้เพื่อรักษาบัลลังค์ของตนเอาไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อให้ลูกชายที่ไม่ฉลาดนักได้ขึ้นนั่งบัลลังค์สืบต่อไป  แม้การสมรสของลูกชายกับญาติใกล้ชิดที่ฉลาดพอกันหรือน้อยกว่านั้นก็ทำไปตามคำทำนายของหมอดูที่ว่า  ต้องจัดการกับประชาชนที่ต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมในสังคมให้สำเร็จเสียก่อน
การรัฐประหารโหดเมื่อ  6 ตุลาคม  2519  นั้น ในทรรศนะของชนชั้นกดขี่ขูดรีดเช่นพวกศักดินาถือวได้กำจัดประชาชนผู้รักความเป็นธรรมได้แล้ว อนิจา เป็นการมองด้วยสายตาที่เหลืออยู่เพียงข้างเดียวจริงๆ
กษัตริย์ภูมิพลไม่มีทางเลือกอื่นใดเหลืออยู่อีกเลย  นอกจากจะสู้ตายคาบัลลังค์เท่านั้น เขาได้ให้สัตยาบันนี้ไว้แล้วในบทเพลงที่แต่งขึ้นชื่อ  “ เราสู้ “ ดังนี้
                       บรรพบุรุษของไทยแต่โบราณ      ปกบ้านปกเมืองคุ้มเหย้า
                       เสียเลือดเสียเนื้อไม่เบา              หน้าที่เรารักษาสืบไป
                      ลูกหลานเหลนโหลนภายหน้า       จะได้พสุธาอาศัย
                     อนาคตจะต้องมีประเทศไทย         มิให้ผู้ใดมาทำลาย
                     ถึงจะขู่ฆ่าล้างโคตร์ก็มิหวั่น           จะสู้กันไม่หลบหนีหาย
                     สู้ที่นี่ สู้ตรงนี้  สู้จนตาย                  ถึงเป็นคนสุดท้ายก็ลองดู
                      บ้านเมืองของเราเราต้องรักษา       อยากทำลายเชิญมาเราสู้
                     เกียรติศักดิ์ของเราเราเชิดชู             เราสู้ไม่ถอยจนก้าวเดียว
จะมีเรื่องอะไรอีกไหมที่น่าสลดใจไปกว่านี้  คือการที่กษัตริย์ทุกคน ( แน่ละชนชั้นปกครองทุกชนชั้นด้วย ) ได้มีชีวิตอยู่อย่างหรูหรา  โอ่อ่า  ฟุ่มเฟือยมาจนบัดนี้ก็เพราะหยาดเหงื่อแรงงานและชีวิตเลือดเนื้อของประชาชนแท้ๆที่ได้สร้างสรรทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นมา  แต่ในสังคมที่มีการกดขี่ขูดรีดกันอย่างหนักเช่นสังคมไทยนี้  ลูกหลาน เหลน โหลนของประชาชนกลับมีชีวิตอยู่อย่างแร้นแค้นแสนสาหัสยิ่งขึ้นทุกที  เมื่อเทียบกับลูกหลานของชนชั้นปกครอง  แล้วการที่กษัตริย์ประกาศต่อสู้กับประชาชนผู้ทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำ  ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศที่เลี้ยงดูกษัตริย์มาหลายชั่วโคตร์นั้น  จะให้หมายความว่าอย่างไร  นี่คือธาตุแท้ของกษัตริย์ฆาตกร  
ประเทศต่างๆในโลกสมัยโบราณล้วนแต่เคยมีกษัตริย์ปกครองมาด้วยกันทั้งสิ้น  บัดนี้ยังหลงเหลือกันอยู่ไม่กี่ประเทศ  ดูเอาเถอะ  บาบิโลน  เมโสโปเตเมีย  โรม กรีช อินเดีย  อินโดเนเซีย  ฟิลลิปปินส์  แน่ละ  รัสเซีย จีนพะม่า  เวียตนาม เขมร ลาว  เป็นอาทิ ปัจจุบัน  ราชินีอังกฤษ  กษัตริย์ สวีเด็น  จักรพรรดิ์ญี่ปุ่นเขาอยู่กันอย่างไร  ที่ยังคงอยู่ได้ก็เพราะพวกเขายอมไปตามกงล้อประวัติศาสตร์ของมนุษย์ชาติแต่โดยดีแม้แต่อาร์คิมีดิส  นักวิทยาศาสตร์ที่ฉลาดปราชญ์เปรื่อง  ยังไม่สามารถหาที่ยืนนอกโลกเพื่องัดโลกให้เป็นไปตามความประสงค์ได้  กษัตริย์ภูมิพลซึ่งสืบพันธ์มาจากภายในแวดวงศักดินาหลายชั่วคนมาแล้วนั้นจะเป็นอาร์คิมีดิสคนที่สองที่ประสบความสำเร็จกระนั้นหรือ
วิญญาณนเรศวรที่ตายด้วยไข้ฝีดาษไป  300 ปี แล้วนั้น ยังจะกระฉับกระเฉงเข้มแข็งและกล้าหาญเหมือนตอนที่ยังมีชีวิตเป็นหนุ่มขี่ช้างตกมันออกไปรบกับพะม่าตัวต่อตัว แล้วฆ่าแม่ทัพพะม่าตามประวัติศาสตร์ที่พวกศักดินาเขียนขึ้นเองได้ละหรือ  แล้ววิญญาณวีรชน 14  ตุลาคม  2516  และที่เพิ่งสดๆร้อนๆมาเมื่อ 6 ตุลาคม 2519   ตั้งหลายร้อยคนนั้นเล่าพวกเขาได้พลีชีพเพื่อเอกราชของชาติจากแอกของจักรวรรดิ์นิยมอเมริกา  เพื่อประชาธิปไตยของประชาชน  และเพื่อความเป็นธรรมของสังคมอย่างแท้จริงพวกเขาตายในสนามรบเมื่อยังเป็นหนุ่มสาวที่เข้มแข็งและกล้าหาญยิ่ง  วิญญาณของพวกเขาไม่เคยปรากฏตัวให้ใครเห็น  และไม่มีความจำเป็นใดๆที่ต้องเสกสรรปั้นแต่งเรื่องไร้สติเช่นนั้น  เพราะวิญญาณแห่งการต่อสู้ของนักศึกษาและประชาชนที่ยังมีชีวิตอยู่นี่แหละที่เข้มแข็งและกล้าหาญยิ่งขึ้นเมื่อเห็นเพื่อนของเขาถูกฆ่าตายไปต่อหน้าต่อตา   การยกเอาวิญญาณนเรศวรขึ้นมาอ้างสะท้อนให้เห็นความรู้สึกโดดเดี่ยวของกษัตริย์ในการต่อสู้และดูถูกเหยียดหยามแม่ทัพนายกองทั้งหลายว่า  ติดตามตนไม่ทัน  ไม่เอาการเอางาน ดีแต่คอยหวังแก่งแย่งแข่งขันกอบโกยผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและทางการเมือง  คือคอยเป็นหอกข้างแคร่ของบัลลังค์กษัตริย์นั้นเอง  เป็นความรู้สึกที่ถูกต้องแล้ว
มาเถิดกษัตริย์ภูมิพล  ท่านจะมัวขี่ช้างอยู่ใต้ต้นไม้ใบหนาท่ามกลางแม่ทัพนายกองอยู่ใยเล่า ไหนว่าจะสู้ไม่หลบหนี  ไม่ถอยแม้แต่ก้าวเดียว  แล้วทำไมต้องรอเป็นคนสุดท้ายด้วยเล่า จงขับช้างนำหน้าออกมาเถิด ท่านไม่มีทางเลือกอื่นใดเหลืออยู่อีกแล้ว  ประวัติศาสตร์ของประชาชนจะจารึกชื่อของท่านไว้ให้ลูกหลานเหลนโหลนของเขาได้ศึกษากันในเวลาอันใกล้นี้แล้ว.
ญาติของ  “ วีรชนตุลาคม “

จักรภพ : อำมาตย์จวนตัวใช้แผนแดงฆ่าแดง ประชาชาติไทยถูกผลักไสให้เลือกแนวทางปฏิวัติ ."ของเก่าเอามาเล่าใหม่ " สี่ปีผ่านไป ทันยุคทันสมัยเหมือนเดิม ...ฝากบทความสัมภาษณ์จักรภพ สำหรับให้พี่น้องเพื่อนร่วมเดินทางบนถนนสร้างประชาธิปไตยทุกสายทุกหมู่เหล่าได้อ่านศึกษาทำความเข้าใจ"ความจริงของการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย" แล้วสำรวจตัวเองเพื่อปรับเตรียมตัวให้พร้อมในการเดินทางมุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทาง......



จักรภพ:อำมาตย์จวนตัวใช้แผนแดงฆ่าแดง ประชาชาติไทยถูกผลักไสให้เลือกแนวทางปฏิวัติ (29 December2511)


torsdagtorsdag๒2 292 december 2011 29 december 2011
ภาพล่า สุดของจักรภพ เพ็ญแข ใส่เสื้อแดงสกรีนรูปดร.ปรีดี พนมยงค์ ผู้นำการปฏิวัติ 2475 เขากล่าวในการให้สัมภาษณ์จากต่างประเทศ ซึ่งไม่ระบุสถานที่แน่ชัดว่า หนทางการปรองดองดูตีบตันเพราะนโยบายของฝ่ายอำมาตย์กำลังผลักไสให้ประชาชนไทย ลุกฮือขึ้นปฏิวัติมวลชนแทน แม้แต่กลไกที่เรียกว่า"แดงฆ่าแดง"ก็ไม่อาจปิดบังโฉมหน้าที่แท้จริงของระบอบ นี้ได้อีกต่อไป


1.คนสนใจกันมากว่าแกนนำที่ไปพักพิง ลี้ภัยในต่างประเทศก็กลับมาหมดแล้ว ล่าสุดคือคุณอริสมันต์ ไม่ทราบว่าคุณจักรภพประเมินสถานการณ์อย่างไร และพร้อมจะกลับบ้านหรือยัง?

ขอบ คุณครับ ผมทราบว่าพี่น้องมวลชนหลายท่านห่วงใยผม และอยากเห็นผมกลับมาช่วยพัฒนาบ้านเมืองให้แข่งขันกับโลกเขาได้ ยิ่งเห็น “แกนนำ” เดินทางกลับกันจนหมดแล้วอย่างนี้ก็ยิ่งห่วง กลายเป็นกลัวว่าจะถูกโดดเดี่ยวจนอยู่ไม่ได้และมีอันตราย
ขอ อาศัยโอกาสนี้กราบขอบคุณต่อพี่น้องทุกท่านเสียก่อนครับ ขอยืนยันว่ากำลังใจอย่างนี้มีความหมายและมีความสำคัญต่อผมมาก และทำให้สู้ต่อได้อีกนาน
ผม ประเมินว่าเมืองไทย ณ วันนี้มีบรรยากาศคล้ายวันที่ ๒๕ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕ หรือวันรุ่งขึ้นหลังการปฏิวัติสยามโดยคณะราษฎร สถาบันกษัตริย์ภายใต้รัชกาลที่ ๗ ถูกยึดอำนาจไปแล้วหลังเวลา ๖.๐๐ น. ของวันที่ ๒๔ ด้วยความอ่อนแอหรือประมาทเลินเล่ออย่างไรก็ตาม แต่ปฏิสัมพันธ์ในช่วงหลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมงทำให้เหตุการณ์กลับตาลปัตร พระปกเกล้าฯ เสด็จฯ กลับจากหัวหินคืนสู่พระนคร และผู้แทนของคณะราษฎรก็ได้เฝ้าฯ เกือบจะในทันที
ผม เข้าใจว่าความกลัวสถาบันกษัตริย์ในส่วนลึกของหัวใจของผู้ปฏิวัติ ประกอบกับความประหลาดใจที่กษัตริย์ไม่ขอลี้ภัย (ซึ่งน่าจะเป็นเพราะห่วงใยพระราชวงศ์ที่ถูกกักขังเป็นตัวประกันอยู่) ทำให้บางคนในคณะราษฎรเกิดความคิดในทางประนีประนอม และยังเผลอคิดต่อไปว่าการ “ปรองดอง” เช่นนั้นจะนำไปสู่ความสงบของบ้านเมือง และทำให้พลเมืองได้รับโอกาสร่วมปกครองบ้านเมืองโดยอัตโนมัติ
แม้ มีลางบอกเหตุหลายอย่างก็กลับไม่สังเกตเห็นหรือมองข้ามไปเสีย อาทิ การที่พระปกเกล้าฯ ขอเติมคำว่า “ชั่วคราว” หลังธรรมนูญการปกครองสยาม พ.ศ.๒๔๗๕ ที่คณะราษฎรอุตส่าห์เสี่ยงหัวขาดเสนอขึ้นมา
จนทำให้เกิดรัฐธรรมนูญแบบ “ปรองดอง” ขึ้นมาแทนในวันที่ ๑๐ ธันวาคมของปีเดียวกันนั้น

ประชาธิปไตยจึงพิการมาตั้งแต่ก้าวแรกที่เริ่มต้น

ผมเห็นว่าถ้าพวกเราใน พ.ศ. นี้ คิดแต่ประโยชน์ส่วนตัวและมองสถานการณ์แค่ปลายจมูก โดยไม่มองโครงสร้างรวมของระบอบการเมืองการปกครองแล้วล่ะก็ ประวัติศาสตร์การเมืองส่วนนี้จะซ้ำรอยให้เราได้เจ็บใจกันแน่ อย่า ลืมว่าการลุกฮืออย่างเงียบๆ ของพลเมืองไทยใน พ.ศ.๒๕๔๙-ปัจจุบัน นับเป็นปรากฎการณ์ที่ยิ่งใหญ่มาก หากเราไม่ตระหนักให้ดีว่าเหตุที่่เขาขอ “ปรองดอง” ก็เพราะเขากำลังเพลี่ยงพล้ำ ไม่ใช่เพราะมีน้ำใจต่อประชาชนชาวไทยอย่างแท้จริง ท้าย ที่สุดเรานั่นแหละที่จะกลายเป็นผู้เพลี่ยงพล้ำเสียเอง ความคิดนี้ทำให้ผมยังไม่กลับเมืองไทย ขออยู่นอกพื้นที่อำนาจเพื่อทำงานไปตามอุดมการณ์และเป้าหมายไปจนถึงวันที่ เป็นไปไม่ได้เสียก่อนครับ  
2.คุณ จักรภพประเมินสถานการณ์การเมืองของไทยอย่างไรนับแต่เดินทางออกนอกประเทศมาจะ ครบ 3 ปี ฝ่ายประชาธิปไตยมีความก้าวหน้าในการขับเคลื่อนต่อสู้ไปเพียงใดก้าวหน้ามากครับ ก้าวหน้าทั้งปริมาณและคุณภาพในแง่ปริมาณผมนึกขอบคุณ นปช.ฯ และกลุ่มพลังประชาธิปไตยทุกกลุ่ม ไว้ว่าจะวิเคราะห์สถานการณ์ตรงกันหรือไม่ก็ตาม สิ่งที่แต่ละกลุ่มช่วยสร้างและเสริมในเชิงกิจกรรมการเมือง ส่งผลให้เราขยายจำนวนสมาชิกของขบวนประชาธิปไตยมาถึงขนาดนี้ และเหนียวแน่นกันระดับนี้ได้ ส่วนคุณภาพเราต้องขอบคุณปัญญาชน นักวิชาการ นักคิด และพลเมืองภิวัฒน์จำนวนมาก ที่ทำงาน “ปิดลับ” โดยผ่านไซเบอร์ และการจัดตั้งด้วยวิธีการอันสร้างสรรค์ต่างๆ จนเรายกระดับแนวคิดขึ้นมาขั้นนี้ได้ ความ สำเร็จทั้งปริมาณและคุณภาพของขบวนประชาธิปไตยในห้วงหลายปีที่ผ่านมานี้ เป็นความสำเร็จที่เพียงไม่กี่ปีก่อนยังนึกว่าเป็นฝันกลางวัน โดยไม่อาจเป็นจริงได้เลย แต่ วันนี้ทุกอย่างประจักษ์แก่สายตาและจิตใจแล้วว่าบ้านเมืองกำลังถึงคราวปรับ เปลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่ อาจจะยิ่งใหญ่กว่า ร.ศ.๑๓๐ และ พ.ศ.๒๔๗๕ เสียด้วยซ้ำ ที่สำคัญคือการยกตัวขึ้นของขบวนประชาธิปไตยยังไม่สิ้นสุด ยังยกขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีเพดานจำกัด


3.ประเมิน สถานการณ์ในปีใหม่2555และสถานการณ์การเมืองในระยะต่อไปอย่างไร และขบวนการประชาธิปไตยกับแนวร่วมขบวนประชาธิปไตยในภาพใหญ่ควรกำหนดจังหวะ
ก้าวอย่างไร เรามีทางเลือกใหญ่ๆ สองทางสำหรับการทำงานประชาธิปไตย ทางแรกคือต่างคนต่างทำตามอุดมการณ์และความถนัดของตน หรือต่างคนต่างเดินไปสู่เป้าหมาย (ที่เชื่อว่า) เป็นเป้าหมายเดียวกัน จนกว่าจะพบว่าเป็นคนละเป้าหมายหรือกลายเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน ทางที่สองคือทำงานร่วมกันโดยกำหนดยุทธศาสตร์และยุทธวิธีร่วมกันขึ้นมา โดยต่างคนต่างทำตามความถนัดและความสามารถของตนเช่นเดิม เพียงมีพิมพ์เขียว (blueprint) ขึ้นมาสักฉบับหนึ่งเท่านั้นพิมพ์เขียว นี้ก็มิได้มาจากคำสั่งของนายทุนหรือผู้ที่วางตัวเป็นชนชั้นที่สูงส่งกว่า แต่มาจากการทำงานร่วมกันเพื่อให้เป็นกรอบการทำงานที่เราวัดผลและเสริม ประสิทธิภาพในการทำงานได้ ผม คงไม่ก้าวล่วงถึงขั้นไปชี้นำว่า ใครควรทำอะไรและทำอย่างไร แต่บอกได้ว่าการทำงานแบบที่สองคือร่วมมือกันตามยุทธศาสตร์นั้น จะเกิดขึ้นแน่ เริ่มต้นอาจจะไม่กี่ราย และใครรู้ในภายหลังก็เข้าร่วมในภายหลังได้ ไม่ควรคิดน้อยใจหรือคิดอาละวาดสร้างความสำคัญ ปัญหา อัตตาสูง (ego) เป็นเรื่องที่ถ่วงงานของเราเรื่อยมา จนบางคนกลายเป็นมนุษย์ที่ขอกันดีๆ ไม่ได้ แต่กลายเป็นถูกสั่งได้ เพราะได้เผยจุดอ่อนจนถูกมนุษย์คนอื่นเขาเอาไปใช้ประโยชน์อย่างไม่รู้ตัว ผม คิดว่าคนในขบวนประชาธิปไตยนั้น แบ่งประโยชน์ออกได้เป็น ๒ แนวทางตามคำตอบของผมในข้อที่แล้ว ทางหนึ่งคือปริมาณ และอีกทางหนึ่งคือคุณภาพ ซึ่งไม่ได้แปลว่าฝ่ายปริมาณจะไร้คุณภาพหรือฝ่ายคุณภาพจะไร้ปริมาณโดยสิ้น เชิง เป็นเพียงจุดเริ่มต้นว่าใครเฉดไหนเท่านั้นเอง แต่ละคนจะได้สร้างดวงดาวในสไตล์ของตัวเองขึ้น ขบวนประชาธิปไตยของเราทุกวันนี้ใช้วิธีแบ่งงานกันทำ (division of labor) ได้อย่างสบาย


4.ประเมินสถานการณ์ในปี2555และระยะต่อไปของฝ่ายอำมาตย์อย่างไร และขบวนประชาธิปไตยต้องกำหนดจังหวะก้าวรับ ก้าวรุก อย่างไรผม คิดว่าศักดินา-อำมาตย์มาถึงระยะหมดเครื่องมือใหม่ในการรักษาอำนาจ และเริ่มงัดเอาของเก่ามาใช้ประโยชน์ แล้ว ไม่ว่าอำนาจกองทัพ อำนาจศาล-ตุลาการ อำนาจองค์กรอิสระ อำนาจผ่านภาคธุรกิจ อำนาจผ่านสื่อมวลชนในสัมปทานรัฐ อำนาจกำหนดควบคุมทรัพยากรธรรมชาติอย่างมวลน้ำในเขื่อน ใช้มาเรื่อย จน กลไกเหล่านี้สึกหรอและกระสุนเริ่มด้าน มวลชนก็อยู่ในสภาพ “รู้ทัน” ขณะนี้เขาจึงหันมาใช้เครื่องมือใหม่อย่างรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ตามกรอบความคิด “แดงฆ่าแดง” ที่เราพูดกัน แต่ปัญหาใหญ่จริงๆ ที่เขาเองก็รู้ดีคือความเสื่อมถอย ณ ศูนย์กลางของระบอบ ปัญหามะเร็งในเนื้อในตัวเองทำให้เครื่องมือใดก็ใช้การไม่ได้เต็มที่ วิกฤติการณ์การเมืองไทยจึงจะไม่มี บทจบที่ “สวยงาม” อย่าง ๑๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๖ หรือ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๓๕ อีกและฝ่ายเขาก็รู้ดี ผมคิดว่า “๖ ตุลา” ครั้งต่อไปคงรุนแรงกว่าเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๙ ขบวนประชาธิปไตยไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากเตรียมกายและเตรียมใจให้พรั่ง พร้อม การเปลี่ยนแปลงในบ้านเมืองจะเกิดขึ้นแน่ และการบริหารระยะเปลี่ยนผ่านน่าจะเป็นหัวใจของเรื่อง


5.ทางเลือกของสังคมไทยระหว่างการปรองดองกับการปะทะกันอย่างถึงรากถึงโคนสิ่งใดจะเป็นแนวโน้มหลักปรองดอง เป็นคำที่ดีและไพเราะ แต่ไม่สอดคล้องต่อธรรมชาติของระบอบการเมืองการปกครองแบบอำนาจสูงสุด (absolutism) ระบอบอำนาจสูงสุดไม่ยอมรับการแบ่งปันในอำนาจและผลประโยชน์ แต่มองตนเองว่าเป็นผู้จัดการอำนาจและผลประโยชน์นั้นเอง ผู้กุมอำนาจในลักษณะนี้จะไม่เห็นว่าการแข่งขันทางอำนาจเป็นเรื่องปกติ แต่เห็นว่าเป็นศัตรูที่ต้องกำจัดกวาดล้างโดยสิ้นเชิง หลัก ฐานในการเมืองไทยบอกเราซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า “การปรองดอง” ในอดีตไม่มีความหมายใดๆ ในยามที่เกิดการเผชิญหน้าทางการเมืองในระยะต้นและระยะกลาง อาจมีประโยชน์บ้างในระยะปลาย ที่ผู้แพ้และชนะต่างรู้ชะตาของตนเองอย่างค่อนข้างเด็ดขาดแล้ว ผม ไม่เก่งพอที่จะวิเคราะห์ได้ว่า “การปะทะ” จากนี้ไปจะออกมาในรูปใดและรุนแรงขนาดไหน แต่การสร้างบรรยากาศต่อต้านแนวปฏิรูปอย่างที่กำลังกระทำกับ “กลุ่มนิติราษฎร์” ที่กำลังรณรงค์ต่อต้านกฎหมายหมิ่นฯ ในขณะนี้ เสมือนเป็นปฐมบท (pre-requisite) ที่นำไปสู่ “๖ ตุลา” ครั้งที่ ๒ ได้ ลองสังเกตแนวคิดที่พูดผ่านปากคนต่างๆ ของฝ่ายศักดินา-อำมาตย์ขณะนี้จะพบว่าคล้ายคลึงกัน เช่น ใครที่จะแก้ไขกฎหมายนี้ให้ไปอยู่ต่างประเทศ เป็นต้น ไม่ต่างอะไรนักจากแนวทางของวิทยุยานเกราะ กลุ่มนวพล กลุ่มกระทิงแดง กลุ่มลูกเสือชาวบ้าน กลุ่ม ทส.ปช. ของ พ.ศ. นั้น ประเด็นขณะนี้จึงไม่ใช่การเลือกระหว่างปฏิรูปหรือปฏิวัติ หากมวลชนไม่สามารถแม้แต่จะเสนอให้แก้ไขกฎหมายอย่างเปิดเผยตามสิทธิในรัฐ ธรรมนูญแล้ว แนวปฏิรูปจะถูกบีบให้เปลี่ยนเป็นแนวปฏิวัติโดยอัตโนมัติ


6.คุณ จักรภพใช้ชีวิตในต่างประเทศอย่างไร และเป็นไปได้ไหมที่ขบวนการปฏิวัติหรือปฏิรูปอาจก่อตัวมาจากต่างประเทศคล้าย กับคณะราษฎรเมื่อปี2475ผม ขอรวมคำถามนี้มาตอบพร้อมกันตรงนี้นะครับ การปฏิวัติใดๆ ในอดีตเกิดขึ้นจากความคิดทางอุดมการณ์ก็ได้ จากตำรับตำราหรือลัทธิใดๆ ก็ได้ แต่จะไม่ยกขึ้นเป็นสถานการณ์ปฏิวัติหากไม่เกิดความฉุกเฉินอย่างฉับพลัน (immediacy) ขึ้นก่อนสถานการณ์โดยรวมจึงเกี่ยวข้องโดยตรงกับการปฏิวัติในแต่ละสังคม ไม่ใช่ถูกชี้นำโดยเอกเทศจาก “ผู้นำปฏิวัติ” โดยอัตวิสัยเท่านั้น สังคม ไทยเราถูกมองว่าเป็นวัฒนธรรมปฏิรูป เพราะไม่ชอบการเผชิญหน้าและไม่ชอบความยืดเยื้อ โดยปกติคงไม่อยากปฏิวัตินัก แต่คำถามคือเรากำลังถูกผลักไสให้ดาหน้าไปสู่สถานการณ์เช่นว่านั้นหรือไม่ ผม คิดว่าเงื่อนไขแบบนั้นกำลังปรากฏขึ้นอย่างช้าๆในสังคมอนุรักษ์นิยมแบบไทย ศูนย์กลางจะอยู่ที่ใดน่าจะไม่สำคัญนัก ซ่อนตัวอยู่ในประเทศหรือนอกประเทศก็ได้ เพราะขบวนปฏิวัติต้องปรับตัวอีกนับครั้งไม่ถ้วนในสถานการณ์จริง แต่ถ้าจะตอบกันสั้นๆ ศูนย์กลางในการปฏิวัติประชาธิปไตยไทยที่จะเกิดขึ้นในต่างประเทศมีความเป็นไปได้สูงครับ.