söndag 23 november 2014

ข่าวจาก จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ : ประเทศไทยต้องการเปลี่ยนแปลง 3 ป. + ยุทธศาสตร์ 3 ขั้น ขบวนเสรีไทยฯ “รับ-ยัน-รุก” จารุพงศ์







ooo
ยุทธศาสตร์ 3 ขั้น ขบวนเสรีไทยฯ “รับ-ยัน-รุก” จารุพงศ์ - ประกาศไม่สู้ด้วยอาวุธ แต่ติดปัญญาให้คนไทยตาสว่าง รอวันรุก เมื่อทหาร-ตำรวจ เป็นของประชาชน



ที่มา Thai Voice Media
SAT, 11/22/2014

ยุทธศาสตร์ 3 ขั้น ขบวนเสรีไทยฯ “รับ-ยัน-รุก” จารุพงศ์ - ประกาศไม่สู้ด้วยอาวุธ แต่ติดปัญญาให้คนไทยตาสว่าง รอวันรุก เมื่อทหาร-ตำรวจ เป็นของประชาชน

นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการองค์การเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย ( Free Thai Organisation for Human Rights and Democracy ) ให้สัมภาษณ์ Thaivoicemedia.com ว่า เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เครือข่ายองค์การเสรีไทยภาคยุโรปและอเมริกา ประกอบด้วย นอร์เวย์ สวีเดน เดนมาร์ค เยอรมัน และอเมริกา ได้ประชุมหารือผ่านระบบ Skype - conference เพื่อกำหนดทิศทางการเคลื่อนไหว ซึ่งตนได้เสนอแนวทางให้วิเคราะห์ 3 แนวทางคือ 1.ต้องถามตัวเองว่าสู้เพื่ออะไร 2. สู้อยู่กับใคร อย่าเป็นเหมือนวัวกระทิงที่สู้อยู่กับผ้าสีแดงเพียงอย่างเดียว และ 3. ยุทธศาสตร์ในการต่อสู้เป็นอย่างไร

นายจารุพงศ์เปิดเผยว่า ยุทธศาสตร์ขององค์การเสรีไทยฯมี 3 ขั้นคือ ขั้นรับ ขั้นยัน และขั้นรุก ตอนนี้ทำได้เพียงการตั้งรับเท่านั้น คือซุ่มซ่อน และรอคอยโอกาส โดยแต่ละกลุ่มเครือข่ายจะทำงานลักษณะเสรีชน แสวงจุดร่วมสงวนจุดต่าง ขณะนี้ถ้าเปรียบการต่อสู้ก็เหมือนอยู่ในขั้นที่เรียกว่า เข็นครกขึ้นภูเขา จะหนักและยากที่สุด แต่เมื่อถึงยอดเขาแล้ว ก็จะเข้าสู่ยุทธศาสตร์ขั้นรุก ซึ่งจะง่ายขึ้น

นายจารุพงศ์กล่าวว่า มีการถามและบ่นกันมากว่า องค์การเสรีไทยฯไม่ได้มีแผนที่ชัดเจนและไม่รู้ว่าจะชนะเมื่อไร ขอบอกว่า ขนาดมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง โดยคนส่วนใหญ่ของประเทศ ยังถูกรัฐประหารซ้ำแล้วซ้ำอีก นับประสาอะไรกับองค์กรที่ตั้งขึ้นมาเพียงไม่ถึงปี

“ที่พูดแบบนี้ไม่ใช่จะทำให้ท้อ แต่หัวใจสำคัญของการต่อสู้ และเป็นสิ่งที่ผมยึดมั่นคือหลัก Rule of Majority คือหลักของการใช้เสียงส่วนใหญ่ตัดสิน แต่ต้องเคารพและรับฟังเสียงส่วนน้อยด้วย กฎนี้จะทำให้ได้มาซึ่งผู้มีอำนาจจากการเลือกตั้งโดยประชาชน แล้วถึงจะเข้าสู่หลัก Rule of Law ที่มีระบบศาล รัฐสภา กระบวนการนิติบัญญัติ กระบวนการยุติธรรม โดยที่มาจากประชาชนทั้งหมด นี่คือหลักคิดและตัวตนของผม ” นายจารุพงศ์กล่าว

นายจารุพงศ์กล่าวต่อไปว่า ส่วนยุทธศาสตร์ขั้นยัน จะต้องประเมินจากประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ และสังคมโลกที่สนับสนุน คือต้องทำให้ทหาร กลับมารับใช้ประชาชน ไม่ใช่เป็นทหารของพระราชา เพราะทหารกินเงินเดือนจากภาษีของประชาชน

“การที่ทหารไทย ประกาศว่า ตัวเองเป็นทหารของพระราชานั้น เพราะเป็นไปตามกฎหมายที่กำหนดขึ้น ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2457 สมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งยังปกครองในระบอบราชาธิปไตย และนี่คือที่มาของการบังคับใช้กฎอัยการศึก ที่ให้อำนาจทหารแต่ละพื้นที่ประกาศใช้ กฎอัยการศึกได้ เหตุนี้เองที่ทำให้ตลอด 82 ปีหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง เกิดรัฐประหารขึ้นมากกว่า 20 ครั้ง และประสบความสำเร็จถึง 17 ครั้ง นับเป็นการใช้กฎหมายที่ล้าสมัยและผิดยุคผิดสมัย” นายจารุพงศ์กล่าว

นายจารุพงศ์กล่าวต่อไปว่า องค์การเสรีไทยฯ จึงเตรียมเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ประชาชนเป็นผู้ร่าง เพื่อให้ทหารกลับมาเป็นของประชาชน นี่คือแนวทางต่อสู้ของ เสรีไทยฯ จะไม่ใช้ความรุนแรงหรือไม่ใช้อาวุธใด ๆ แต่จะติดอาวุธให้กับคนไทย เพราะอาวุธที่สำคัญที่สุดของมนุษย์คือสมอง นี่คือยุทธศาสตร์ขั้นยัน

“ผมต้องการให้สังคมไทยตาสว่าง และเอาไปคิดว่า เรากำลังสู้เพื่ออะไร สู้อยู่กับใคร และสู้อย่างไร เป้าหมายสูงสุดก็คือ การทำให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน นั่นหมายความว่า คนไทยทุกคนจะต้องต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิเสรีภาพและเคารพศักดิ์ศรีความเป็นคนของตัวเอง ถ้ายังไม่มีสำนึกแบบนี้ สู้อย่างไร ก็ไม่มีวันได้ชัยชนะ และนี่คือสิ่งที่ผมออกมาจากประเทศไทยก็เพราะต้องการจะสู้เพื่อสิ่งนี้” นายจารุพงศ์กล่าว

เลขาธิการองค์การเสรีไทยฯ กล่าวต่อไปว่า เมื่อเปลี่ยนความคิดของคนส่วนใหญ่ได้ ทำให้คนไทยตาสว่างมากขึ้นได้ 30-40 ล้านคน ในจำนวนนี้ต้องรวมถึง ทหาร ตำรวจ และข้าราชการด้วยที่ไม่ต้องการอยู่กับระบอบเก่าอีกต่อไป และสามารถคุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศได้ก็จะเข้าสู่ขั้นรุก ซึ่งเมื่อถึงขั้นนี้ การปฎิรูปประเทศก็จะง่ายขึ้น

นายจารุงพงศ์กล่าวว่า ถามว่าจะใช้ระยะเวลานานแค่ไหน ไม่มีใครตอบได้ แต่แน่นอนต้องใช้เวลานาน อย่างการปฎิวัติฝรั่งเศสใช้เวลา 20-30 ปี และขอย้ำว่าองค์การเสรีไทยฯ จะไม่ต่อสู้ด้วยอาวุธ แต่จะสร้างเครือข่ายแนวร่วม เพื่อทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจ การตั้งองค์กร แบบผู้เท่าทันถึงผู้เท่าทัน หรือ แบบเสรีชน รูปแบบนี้จะอาศัยระบบการสื่อสารเป็นหัวใจสำคัญ

“ผมย้ำว่าการตั้งองค์การของเสรีไทยฯ จะไม่เป็นแบบปิรามิด หรือแบบยอดเจดีย์ ที่ ทุกอย่างสั่งมาจากส่วนบนสุด แต่จะเป็นแบบร่างแห รังผึ้ง หรือค่ายกล ที่เชื่อมต่อกันด้วยเทคโนโลยีสื่อสารที่แข็งแรงที่สุด” นายจารุพงศ์กล่าวและว่า ภาคีเครือข่ายของเสรีไทยฯ แต่ละกลุ่มจะต้องหาทางช่วยตัวเอง หาการสนับสนุนทุก ๆ ด้านกันเองแต่ มีหลักการหรือเป้าหมายอันเดียวกัน.

"สมศักดิ์ เจียมฯ" ฝากข่าว. จากแดนไกล : บทวิพากษ์ "ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์-พท.-นปช." ชุดใหญ่....(โปรดกรุณาเปิดใจให้กว้าง "ยอมรับกับความจริงที่ทำให้เจ็บปวดใจ"..เพราะหลายคนหลายมุมองเพื่อร่วมด้วยช่วยกันช่วยกันเป็นแสงสว่างชี้นำทางเพื่อร่วมกันปลดปล่อยตัวเองและประเทศชาติเป็นไทให้ได้)

by   matichon Online
"สมศักดิ์ เจียมฯ" โพสต์เฟซต่อเนื่อง วิพากษ์ "ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์-พท.-นปช." ชุดใหญ่

นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ ที่กลับมาสื่อสารผ่านทางเฟซบุ๊กอีกครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ยังคงเดินหน้าโพสต์ประเด็นวิพากษ์การเมืองยุคปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง โดยหนึ่งในกลุ่มการเมืองที่ถูกนายสมศักดิ์เขียนวิพากษ์ก็คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พรรคเพื่อไทย และนปช. นี่คือเนื้อหาบางส่วนจากบทวิพากษ์ดังกล่าว

อืม พูดถึงเรื่องใครบ้างที่ต้านรัฐประหาร หรือคนที่ต้านรัฐประหารเป็นใคร ... ขอโพสต์อันนี้ดีกว่า ร่างๆ ไว้ตั้งแต่เมื่อวาน เดิมคิดว่าจะเขียนให้ยาวกว่านี้ แต่ "สนิมจับ" เล็กน้อย "ฝืด" เขียนต่อไม่ออก แต่เนื้อหาจบในตัวเองแหละ คงอ่านเข้าใจแน่ว่าผมสื่อสารอะไร



ผมเชื่อว่า ไม่มีผู้รักประชาธิปไตยคนใด จะคิดเรียกร้องให้ใครต้องออกมาแสดงออกต่อต้านการรัฐประหารอย่างเสี่ยงภัย ต่ออิสรภาพของเขาอย่างเกินสมควรแน่


แต่ตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา ผมเห็นว่า ไม่เป็นการไม่แฟร์แต่อย่างใดที่จะกล่าวว่า ท่าทีของนักการเมืองที่อ้างว่าอยู่ค่าย "ประชาธิปไตย" (เพื่อไทย-นปช.) เป็นสิ่งที่น่าผิดหวังอย่างยิ่ง


ท่าทีเหล่านี้ ไม่สามารถอ้างว่าเป็นเพราะ "ทำไม่ได้" "เสี่ยงเกินไป" แน่ ความจริงคือ สามารถ "ทำอะไรได้มากกว่าที่ผ่านมา 6 เดือน" แต่การที่นักการเมือง "เพื่อไทย-นปช." มีท่าที "เงียบ" ถึงระดับนี้ (ย้ำ "ถึงระดับนี้") ถึงที่สุดแล้ว มาจากการที่คุณทักษิณ ตัดสินใจ "เกียร์ว่าง"

อันนี้ ต่อเนื่องจากกระทู้ที่เพิ่งโพสต์นะครับ เรื่องการที่นักการเมืองเพื่อไทย-นปช. "เงียบ" หรือ แทบไม่มีท่าทีอะไรในเชิงต้านรัฐประหาร (และปล่อยให้เป็นเรื่องของคนในแวดวงอื่น หรือไม่ ก็คนตัวเล็กตัวน้อยที่เชียร์เพื่อไทยทำๆ กันไปเอง (ผมตระหนักดีว่า ในกลุ่มคนที่ออกมาแสดงออกต้านรัฐประหารอย่างกล้าหาญยิ่ง โดยเฉพาะในวันแรกๆ หลายคนเชียร์คุณทักษิณ ยิ่งลักษณ์ เพื่อไทย .. นึกตัวอย่างแบบเร็วๆ เช่น กลุ่มสุภาพสตรี ... ที่เดินนุ่งผ้าซิ่นประท้วงทีพหลโยธิน อนุสาวรีย์ หรือแม้แต่กรณีคุณ "เต้ มดแดง" ที่โดนรวบตัวด้วย)


อย่างที่ผมเขียนในกระทู้ข้างล่าง ผมยืนยันว่า เพื่อไทย-นปช. ทำได้มากกว่าที่ทำได้ แต่ที่ไม่ทำ หรือ "เงียบ" ไมใช่เพราะทำไมได้ แต่เพราะมาจากการตัดสินใจของคุณทักษิณที่จะ "เกียร์ว่าง"


เอาตัวอย่างตั้งแต่แรกๆ เลย ผมมีความเห็นมาตลอดตั้งแต่รัฐประหารแล้วว่า คุณยิ่งลักษณ์ และรัฐมนตรีและนักการเมือง เพื่อไทย หลังรัฐประหาร ไม่สมควรไปรายงานตัว ผมไม่คิดเรียกร้องว่า ต้องทำแบบ "พี่อ๋อย" ที่ไม่เพียงไม่ไปรายงานตัว แต่ยังออกมาเขียนท้าทายต่อต้านด้วย


ไม่ต้องถึงขนาดนั้นก็ได้ แต่แค่ไม่ต้องไป "รายงานตัว" ทุกคน อยู่บ้านนั่นแหละ ถ้าเขาจะมา "เชิญตัว" (จับ) ก็ให้มาเอง ที่คุณยิ่งลักษณ์ ("ขอตายในสนามประชาธิปไตย") และ รมต. คนอื่นๆ ทยอยเดินหน้าไป "รายงานตัว" เป็นอะไรที่น่าอนาถใจมาก


อันนี้ ไม่ต้องพูดถึงการไปปรากฏตัวของคุณวีระ แรมโบ้ บนเวที คสช. หรือออกมาพูดให้สัมภาษณ์ในลักษณะ หวานๆ ต่อ คสช. (ไหนๆ ก็พูด "เรื่องเก่า" แล้ว ขอพูดไปด้วยนิดว่า ผมไม่เห็นด้วยเลยกับที่คุณ อ. "ยิ้ม" [นายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ - มติชนออนไลน์] ออกมาเขียนพยายามดีเฟนด์ที่คุณวีระไปปรากฏตัว อ่านแล้วเซ็งมากๆ ไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะต้องไปคอยแก้ตัวทำนองว่า "เราอาจจะไม่รู้ว่า เขาถูกบีบ ยังไง บลา บลา..." ถ้าคนตัวเล็กตัวน้อย ยอมเสี่ยงกันมาก ออกไปประท้วงให้ถูกจับ ถูกดำเนินคดี อย่างน้อยๆ ที่สุด คนอย่างคุณวีระ หรือคนอืนๆ ก็ควรต้องไม่ออกไปยืนสลอน หรือพูดให้สัมภาษณ์หวานๆ กับ คสช. ได้ .. เขาจะบีบบังคับอะไรได้ขนาดนั้น? ...

อะไรคือประเด็นใหญ่ที่สุด หรือเป็น "บทเรียน" สำคัญที่สุด ถ้าจะวิจารณ์ ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์-เพื่อไทย-นปช.-เสื้อแดง จากจุดยืนประชาธิปไตย?


ผมคิดเรื่องนี้มาตลอด 6 เดือน และอยากเสนอว่า ถ้าจะสรุปแบบรวบยอด อาจจะออกมาได้ดังนี้


- ขบวนการการเมืองที่จะต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย โดยตัวขบวนเอง จะต้องเป็นประชาธิปไตยด้วย


- ขบวนการที่ตัวเองไม่เป็นประชาธิปไตย ต่อสู้ไป อาจจะชนะก็ได้ แต่สิ่งที่ได้มา ไม่ว่าชัยชนะใหญ่ (มีอำนาจเป็นรัฐบาล) หรือดอกผลที่ได้ระหว่างต่อสู้ ก็จะไม่มีลักษณะเป็นประชาธิปไตยเท่าไร


(การสรุปรวบยอดแบบนี้ ความจริง มาจากประเด็นรายละเอียดมหาศาลที่ต้องอภิปรายกัน [เช่น "ประชาธิปไตย" คืออะไร?] แต่ในที่นี้ ผมแค่ต้องการเขียนแบบสั้นๆ เอาไว้)

มีประเด็นหนึ่งที่ผมเห็นเสื้อแดงหลายคนพูดๆกัน ทำนองว่า ยังไงเสียก็เกิดรัฐประหารแน่ เพราะอีกฝ่ายจ้องล้มรัฐบาลอยู่แล้ว ...


อันที่จริง ผมก็เห็นว่า มีคนต้องการล้มรัฐบาลอยู่ตลอด


แต่อันนี้ มันคนละเรื่องกับว่า ล้มได้สำเร็จ คือ การจะล้มได้หรือไม่ได้ มันไม่ใช่ขึ้นอยู่กับมีคนอยากล้มอย่างเดียว คนอยากล้ม ไม่ว่าระดับมวลชน หรือ ... ใหญ่กว่านั้น ... ไม่ใช่อยากได้อะไรแล้วทำให้มันเกิดขึ้นได้โดยอัตโนมัติ


ผมอยากให้ทบทวนดีๆ นะ 2 ปีกว่าที่ยิ่งลักษณ์เป็นรัฐบาลน่ะ มีม็อบหรือสถานการณ์ล้มรัฐบาลอันไหน "จุดติด" บ้าง? ไม่ว่าพยายามยังไง ม็อบเสธ.อ้าย 2 ครั้ง ม็อบหน้ากากขาว และอีกสารพัด ไม่มีอันไหนจุดติดเลย ไมมีสถานการณ์ให้ใครจะมาอ้างยึดอำนาจได้เลย


แต่ที่มา "จุดติด" ในที่สุด ก็เพราะความผิดพลาดอย่างมหันต์ของฝ่ายนำของรัฐบาลเอง (ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ และอีกหลายคน)


ผมคิดว่าคนที่พยายามพูดว่า "ยังไง อีกฝ่ายก็จ้องล้มอยู่แล้ว.." ไม่กล้าเผชิญความจริง ที่จะยอมรับว่ามีความผิดพลาดมหันต์ของฝ่ายนำรัฐบาล


อันนี้โยงกับกระทู้ที่ผมพูดถึง "บทเรียน" รวบยอด เรื่อง จะสู้เพื่อประชาธิปไตย ขบวนต้องเป็นประชาธิปไตยด้วย เมื่อเช้า


คือองค์ประกอบอย่างหนึ่งแน่ๆ ของประชาธิปไตย ไม่ว่าในแง่การปกครองประเทศใหญ่ หรือในปริมณฑลที่เล็กลงมา ในระดับพรรคการเมือง หรือ ขบวนการการเมือง


คือการที่ผู้นำทำผิดแล้ว ต้องมี accountability (การเอาผิดได้) คือการที่ ประชาชน มวลชน สมาชิกพรรค กรรมการอื่นๆ ของพรรค มี "อำนาจต่อรอง" สามารถที่จะทำให้ ผู้นำ accountable ต่อความผิดพลาดของตน ที่ไม่ใช่มีผลต่อตัวผู้นำที่ทำผิด แต่ที่สำคัญส่งผลความลำบาก และความเสียหายร้ายแรง ต่อชีวิต อิสรภาพ และสถานะ การเมืองโดยกว้าง ของคนตัวเล็กๆ สมาชิกขบวน ฯลฯ อย่างมหาศาล ไม่ต้องพูดถึงประชาชนทั่วไปอีก

big60 
 24 พฤศจิกายน 2014                                                                                
 พึ่งรู้รึ หมอนั่นมันตัดสินใจเกียร์ว่าง ตั้งแต่มันสั่งถอยไม่ให้สู้โน่นแล้ว ไม่ใช่เกียร์ว่างตอนนี้ ก็บอกแล้วหมอนี่ เป็นพ่อค้าและนักบริหาร ไม่ใช่นักต่อสู้ ถ้าจะสู้มันก็สู้แบบพ่อค้า คือรอเวลารอจังหวะราคาสินค้าขึ้นลง ไม่ได้มองที่แพ้หรือชนะเป็นที่ตั้ง ถ้าลงต้นทุนไปแล้ว ต้องได้กำไรชัวร์ๆมันถึงจะเอา...หมอนี่ ต้องเอาไว้บริหารอย่างเดียว เอามานำในการต่อสู้ ก็แพ้ทั้งปี ไม่ได้โจมตีมันนะ วิจารณ์แบบตรงไปตรงมา ถ้ามันสู้แบบแตกหัก โอกาศชนะสูงสุด มีทั้งพี่ทั้งน้อง สมัยมันมีอำนาจ ถ้าตัดสินใจหักดิบตั้งคนตนเองคุมกำลังทั้งหมด จะเกิดอะไรก็สู้ยิบตาอย่างเดียว โอกาศชนะสูงมากกว่าแพ้...สมัยยิ่งลักษณ์ เมื่อเข้ามาใหม่ กำลังอยู่ในช่วงจังหวะงุนงงของคู่ต่อสู้ และพลังมวลชนของตนเองแข็งแกร่งที่สุด ตัดสินใจหักดิบ เปลี่ยนหัวหน้าคุมกำลังใหม่ทั้งหมด โดยอ้างจากการยึดอำนาจงวดที่แล้ว ไครจะว่ายังไงช่างมัน ไครต่อต้านก็กำจัดออกจากวงจรอำนาจเหมือนที่เขาทำกับเรา...ป่านนี้มันจบไปตั้งนานแล้ว แถมจะได้คนมาเข้าข้างเยอะด้วย คนเขาตามผู้ชนะทั้งนั้นแหละ ไม่มีไครอยากตามผู้แพ้หรอก มันเสี่ยงต่อการถูกกำจัด เมื่อยอมแพ้ มันก็ต้องถูกกำจัดถูกไล่ล่าแบบนี้แหละ ไครเขาจะยอมให้ศรัตรูที่แข็งแกร่งกว่าดำรงค์อยู่ได้ ขืนเขาปล่อยไว้ เขาก็แพ้อีกเท่านั้นแหละ -

" เหรียญมีสองด้านเสมอ "...อย่ามองด้านเดียว โปรดพลิกดูทั้งสองด้าน...ก่อนตัดสินอะไร...

by  matichonOline





-พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผบช.ก.ระหว่างถูกคุมตัวสอบปากคำที่สน.เตาปูน: 






แยกขัง "พงศ์พัฒน์-บิ๊กตร." ค้นบ้านพบทรัพย์ซุกหมื่นล้าน เงินสด-พระพุทธรูป-พระเครื่อง-โฉนดที่ดินอื้อ !
เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) รายงานข่าวแจ้งว่าการเข้าจับกุม พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธ์ อดีตผบช.ก. ปฏิบัติราชการศปก.ตร. และพล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ รองผบช.ก.ปฏิบัติราชการศปก.ตร. พร้อมพวกครั้งนี้ได้มีการควบคุมผู้ต้องหาทั้งหมด 8 คน โดยแยกควบคุมตัวไว้ที่สถานีตำรวจนครบาล 8 แห่ง และมีการควบคุมตัวเหมือนผู้ต้องหาทั่วไปในห้องควบคุมผู้ต้องหา

สำหรับ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ถูกควบคุมตัวไว้ที่สน.เตาปูน ขณะที่พล.ต.ต.โกวิทย์ ถูกควบคุมตัวไว้ที่สน.พหลโยธิน ซึ่งในวันที่ 24 พ.ย. เวลา 08.00 น.จะนำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดไปขออำนาจศาลฝากขังที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก หลังจากเมื่อคืนที่ผ่านมาได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 8 คน สอบปากคำที่ พล.1 ร.2 โดยแยกกันสอบปากคำ ก่อนที่จะแยกย้ายกันนำตัวไปควบคุมตามสถานีตำรวจต่างๆ สำหรับ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ หลังสอบปากคำเสร็จ ได้ถูกตำรวจอรินทราชนำตัวมาที่สน.เตาปูน เมื่อเวลา 01.00 น.วันที่ 23 พ.ย. โดยสวมเสื้อยืดสีขาว กางเกงขายาวสีกากี แต่ไม่มีท่าทีเคร่งเครียดแต่อย่างใด
   
แหล่งข่าวระดับสูง กล่าวว่า จากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้งหมดให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนได้ทำการตรวจค้นบ้านพักของผู้ต้องหาทั้ง 8 คน พบพยานหลักฐานมากมาย โดยเฉพาะในบ้านพักของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ พบเงินสดนับพันล้านบาท ทรัพย์สินอื่น อาทิ พระพุทธรูปบูชาหายาก กว่า 100 องค์ พระเครื่องชื่อดังจำนวนหลายพันองค์ โฉนดที่ดินจำนวนมาก ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบที่มาที่ไปของโฉนดที่ดินเหล่านี้ รวมมูลค่าทรัพย์สินที่ยึดได้รวมกว่า 1 หมื่นล้านบาท
................................................






ข้อมูลประกอบจากหลากหลายความคิดเห็น
-ที่แท้ไปฉีกหน้ากากเจ้าเข้าเลยเป็นเรื่อง. ใครรู้บ้างว่ามูลนิธิเทิดไท้องค์ราชันต์เป็นแหล่งต้มตุ๊นตบเงินเข้ากระเป๋าพวกเจ้านายๆ
ความลับแตก.. โพล๊ะๆๆ สาเหตุของการปลดพลตำรวจโทพงศพัฒน์ ฉายาพันธ์และพวกทั้งหมด เนื่องจากผู้บัญชาการพงศพัฒน์อยู่เบื้องหลังสั่งการนำกองปราบ-ทหาร รวบเลขาสำนักงานเทิดไท้องค์ราชันใต้ร่มพระบารมี ในข้อหาหมิ่นเบื้องสูง แอบอ้างบุคคลสำคัญไปหาผลประโยชน์ ส่วนทางด้าน ม.ร.ว.สมลาภ กิติยากร ประธานสำนักงานเทิดไท้องค์ราชันและมีตำแหน่งใหญ่เป็นราชเลขาในสมเด็จพระวรชา ยาธินัดดามาตุ(หม่อมโสม) ม.ร.ว.สมลาภ กิตติยากรโป้ยความผิดทั้งว่าตนเองไม่มีส่วนกับการที่บุคคลต่างๆที่อยู่ใน สำนักงานเทิดไท้องค์ราชัน ที่ม.ร.ว.สมลาภนั่งเป็นประธานสำนักงานอยู่ก็จริง และปฎิเสธไม่รู้ไม่เห็น ไม่เคยเกี่ยวข้องกับการเอาสถาบันของตนไปหลอกลวงต้มตุ๋นพ่อค้า ข้าราชการ ประชาชน หลังจากได้จับแพะในสำนักงานเอาสถาบันมาหาผลประโยชน์ได้ตัวหนึ่ง ม.ร.ว.สมลาภก็พ้นผิดไป แต่ไปเป่ายุยงให้เกิดเหตุภายในวังก็ลุกเป็นไฟแทน เนื่องจากพงศพัฒน์ก็มีศักดิ์เป็นน้าของพระวรราชาในสมเด็จพระบรม (หม่อมศรีรัศม์)และเป็นเจ้าตาของพระองค์ที และนามสกุล"กิตติยากร" ของม.ร.ว.สมลาภก็ ราชินิกุลไม่เคยมีนายตำรวจหน้าไหนกล้าแตะ แม้จะหาผลประโยชน์ที่ไหนต่อไหนมาทั่วไทย จึงเป็นที่มาของการฟาดฟันนายตำรวจใหญ่พงษพัฒน์ นับเป็นวิบากกรรม "ที่บังอาจไปแตะคนของใครเข้านั่นเอง"ทั้งหมด รู้แล้วเหยียบไว้นะ


http://www.patrolnews.net/…/%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%…



-การติดเข็มกลัด ไม่ีได้ แสดงว่าเปนคนของใครนะครับ ลองไปถามชูวิทย์ดิ ว่า เขาอ้างถึงอะไร จะเช้าใจ ทำไมท่านโดน คดี 112 แถม ด้วย ส่วย น้ำมันภาคใต้อีก ชึ่ง จริงๆๆแล้วมี สส ที่ยิ่งใหญ่ ของภาคใต้ มีเอี่ยวด้วย แต่คงสอบไปไม่ถึงหรอก หรือถ้าถึงก็คง จับอีกเยอะ ก็เพราะ ท่านนี้ คุมตำรวจน้ำ การค้าน้ำมันเถื่อน ภาคใต้ เลยมีอย่างโจ้งแจ้ง แล้วเครือข่ายไหน คุมภาคใต้ ตม ตำรวจ น้ำ ท่านคุมหมด แล้วถ้า เปนฝ่าย ปชต ทำไมสุเทพ เอาไปคุม ตม กับ ตำรวจน้ำละ จะบอกให้ว่า สายแดง โดนย้ายไปหมด ตั้งแต่ ปว แล้ว ตอนนี้ มีแต่พวกเขาที่นั้นตำแหน่ง สำคัญๆๆ เพราะ ฉะนั้นถ้าเขาจะมีปัญหา กันเอง ขอละ อย่าอวยเลย เพราะ ผมรู้ว่า ตำรวจกลุ่มนี้ สนิทกับ สส ปชป มันจะอ้วกกที่เพจ แดง หลายเพจ รู้สึกสงสาร ตำรวจ สาย สุเทพ ถ้าเป็น พงค์พัฒน์ พงค์เจริญ จะไม่ว่าเลยย
ผมงง มากที่มีการแชร์ รูปตำรวจ นายนี่ติดเข็มกลัด ก็เพราะ แบบนี้ไง เขาถึงโดน คดี 112 คือ แอบอ้าง รับส่วย อ้างเบื้อง สูง สั้ง ผมไม่อยาก ให้ขยายความ ให้ แต่ยืนยันได้ ว่า นายตำรวจคนนี้ คือ คนใกล้ชิดกับ พรรค ปชป และ สุเทพ ดันมาเองกับมือ คือ ใครที่โดน 112 เสื้อแดง มักจะคิดว่า ต้องเป็นพวกเดียวกัน โดนกลั้นแกล้ง แน่ๆๆ เชื่อผม หาข้อมูลก่อนเถอะครับ


-ผบช.ก พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ เป็นน้าชายแท้ๆ (น้องของแม่) ของพระองค์เจ้าศรีรัศ และเป็น ตาของพระองค์ที....


-นายตำรวจท่านนี้ได้รับตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2553 ในสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์นี่น่า ใช่ป่าว


-กองบัญชาการสืบสวนกลางคุมหลายหน่วยงาน มีทั้งกองปราบฯตำรวจน้ำ ทางหลวง หน่วยทำเงินทั้งนั้น และที่ผ่านมาผู้บัญชาการหน่วยนี้ใกล้ชิดพรรค ปชป ทั้งนั้นไปตรวจสอบไ้ด้ คิดเอา

ใบมรณบัตรและ หลักฐานความจริง .นายตำรวจคือ"เหยื่อบูชายัญ" ที่ถูกฆ่าตัดตอน สังเวยครอบครัวปีศาจกระหายเลือดเหลือบศักดินา ที่หัวหน้าครอบครัวหมดสภาพสั่งการ ทำให้ครอบครัวเกิดศึกสายเลือดแย่งชิงอำนาจราชสมบัติ จนทำให้ประเทศชาติเดือดร้อนระส่ำระสายแตกแยก...โอ้น่าอนาถเวรกรรม ผลของการทำชั่ว ได้ตามสนอง???


[​IMG]


[​IMG]


ล่าสุดสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org เดินทางไปตรวจสอบข้อมูลที่วัดหลักสี่ เขตหลักสี่ กทม. ภายหลังจากที่ได้รับการยืนยันข้อมูลมีการส่งศพ พ.ต.อ.อัคราวุฒิ์ มาจากโรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 21 พ.ย. โดยมีญาติ และเพื่อนข้าราชการตำรวจ 6-7 นาย มาด้วย จากนั้นก็ได้มีการจัดพิธีกันอย่างเงียบๆ ก่อนจะทำการฌาปนกิจ ในเวลา 14.00 น.

[​IMG]

[​IMG]

ทั้งนี้ จากการสอบถามข้อมูลพระสงฆ์ลูกวัดหลักสี่รูปหนึ่ง ได้รับการยืนยันว่า ศพของ พ.ต.อ.อัคราวุฒิ์ ถูกนำมาเผาที่วัดหลักสี่จริง และได้เผาศพไปแล้วเมื่อวันที่ 21พ.ย.57 มีการสวดครบตามพิธีกรรมทางศาสนา โดยมีข้อมูลยืนยันจากใบบำรุงฌาปนกิจสถาน ที่ระบุชื่อศพ ว่า พ.ต.อ.อัครวุฒิ์ หลิมรัตน์

อย่างไรก็ตาม พระสงฆ์รูปนี้ ยืนยันว่า “ไม่มีการนำศพมาตั้งไว้บนศาลา ทำพิธีกรรมทั้งหมดบนเมรุ เดินวน 3 รอบ แล้วขึ้นเผาเลย”



พระวัดหลักสี่ โชว์ใบบำรุงณาปนสถานศพ "พ.ต.อ.อัครวุฒิ์ หลิมรัตน์" อดีต ผกก.1กองปราบ ยันเผาแล้ว ตั้งแต่ช่วงบ่ายสอง 21 พ.ย.57 หลังได้รับศพจากรพ.พระมงกุฏเกล้า เผยสวดครบตามพิธีกรรมทางศาสนา "บนเมรุ" เดินวน 3 รอบ ขึ้นเผาทันที

[​IMG]
จากกรณีการเสียชีวิตกะทันหันของ พ.ต.อ.อัครวุฒิ์ หลิมรัตน์ อดีตผู้กำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม (ผบก.1 ป.) ที่เพิ่งถูกพล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ลงนามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 615/2557 ให้โยกย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ที่ศูนย์ปฏิบัติการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) ในช่วงเวลา 01.32 น. วันที่ 20 พ.ย.57 ที่ผ่านมา โดยในใบมรณบัตร ระบุสาเหตุการตายว่า "กระดูกสันหลังส่วนอกหักหลายชิ้นเนื่องจากตกจากที่สูง"
(อ่านประกอบ : อดีต ผกก.1กองปราบตายกระทันหัน! หลังถูกเด้งฟ้าผ่าพร้อม ผบช.ก. , เผยใบมรณบัตร อดีต ผกก.1กองปราบเสียชีวิตกระทันหัน!โฆษกตร.ตรวจสอบอยู่)

 

เมื่อเผด็จการทรราช งัดสารพัดวิชามารออกมา "ฆ่าตัดตอน"กันเอง อันตราย.ๆ.โปรดระวัง ภัยจาก "ยุดมืด" ขอเตือนให้ประชาชนไทยอย่าได้หลงทางตกเข้าไปเป็น "เหยื่อ" ติดในวังวนของวงจรอุบาทว์เหมือนอดีต....


เรียน ประชาชนเพื่อทราบ!!!โปรดระวัง สารพัดวิชามารของอำมาตย์ทรราช...
เมื่อ 23 05 05 พ.ย. 57

วิชามารใช้ใบปลิว"ฆ่าตัดตอน"เหยื่อ
อาณาจักรไบกอน Returnss foto.
 




อาณาจักรไบกอน Returnss foto.
ได้มีผู้โยนใบปลิว บริเวรถนนราชดำเนินกลาง หน้าร้าอาหารศรแดง โดยมีข้อความโจมตี คสช. ดังนี้.-
- ค.ส.ช. ล้มล้างสถาบันฯ
- ยกเลิกอัยการศึก...

- เสรีภาพ FREEDOM
- ค.ส.ช.ก้าวล่วงพระราชอำนาจ
- เผด็จการทรราช ค.ส.ช.
- หยุดคุกคามประชาชน
- อำนาจเป็นของประชาชน
- หยุดข่มขู่สื่อมวลชน
- ชาติฉิบหาย โดย ค.ส.ช.
- รัฐบาลโจรกบฏ








อาณาจักรไบกอน Returnss foto.
ใช้ ม.๑๑๒ ฆ่าตัดตอน" เหยื่อ"





บทความน่าสนใจ ที่ควรอ่านตัวทุกอักษร.อ่านแล้วคิด..ที่คนไทยทุกคนทุกฝ่ายควรอ่าน....

บทความของ หม่อมเต่านา
Taona Sonakul
เมื่อวานนี้ เวลา 8:38 น. · มีการแก้ไข ·

" อายุความคดีอาญาที่จะฟ้องกลับพวกท่านได้คือ สิบห้าปีค่ะ "

 เราเป็นบุตรข้าราชการ ..ตั้งแต่จำความได้ เราจะต้องไปอยู่กับบิดา ดูท่านทำงาน ไปทานข้าว หรือไปอยู่ที่สถานที่ราชการแทบทุกกรมกระทรวงที่บิดาเราทำงาน จนท่านลาออกจบชีวิตข้าราชการไปทำธุรกิจแทน... เราเติบโตมากับข้าราชการตั้งแต่ข้าราชการระดับภารโรง คนขับรถ อธิบดี จนปลัดกระทรวงฯ ...

ด้วยความเคารพในเกียรติของข้าราชการดีๆ ที่มีอยู่มากมาย รวมไปถึงข้าราชการทหาร ผู้เป็นรั้วของชาติ ที่มาในวันนี้ ด้วยความเป็นผู้เชี่ยวชาญพิเศษของท่านในสาขาต่างๆ พวกท่านก็ถูกเลือกจากอำนาจเผด็จการทหารให้มานั่งเป็นหนึ่งในคน 220 คน ของ สนช ซึ่งหนึ่งในหน้าที่ที่ประชาชนทั้งประเทศเห็นได้อย่าง ชัดเจนก็คือ พวกท่านจะต้องถูกนำเครดิต บุญบารมี ชื่อเสียง ที่พวกท่านสั่งสมมาด้วยการทุ่มเทแรงงานแรงใจของพวกท่านเองด้วยเวลาอันยาวนาน มาใช้เป็นเพียงส่วนประกอบที่จะช่วยสร้างภาพแห่งความชอบธรรม เพื่อมาตัดสิทธิ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย ที่ชนะเลือกตั้งอย่างขาดลอยมาด้วยเสียงของประชาชนไทยกว่าสิบหกล้านคน...

ด้วยความเคารพนะค่ะ เราอยากถามว่ามันคุ้มกันหรือค่ะ ที่ตำแหน่งที่กินเงินเดือนบวกอะไรต่างๆประมาณสองแสนบาทละมัง กับวาระแห่งการมาด้วยการแต่งตั้งด้วยรัฐบาลทหารที่พวกท่านคงจะได้เป็นสนชไม่เกินสองปี แต่จะสามารถทำลายเกียรติที่พวกท่านสั่งสมอย่างยาวนานมากว่ายี่สิบปีจนหมดสิ้น??? และที่สำคัญ พวกท่านในฐานะข้าราชการและทหารมืออาชีพ ที่มีความเข้าใจกฎหมายด้วยการเงียบไว้มากกว่าการพูดพล่าม ย่อมต้องรู้อยู่แก่ใจว่า นาย พรเพชร ณ เมียเพชรเยอะ ประธาน สนช ได้พลาดท่าทำผิดกฎหมายไปเองอย่างเรียบร้อยแล้ว ....

และที่ทำเป็นมีน้ำใจ เรียกให้นายกปูมาให้ข้อมูลเพิ่มเติม ก็เพื่อแค่เป็นการแก้เก้อ เพราะระยะเวลาในการดำเนินการให้เสร็จสิ้นได้เลยไปแล้ว... ความผิดในทางกฎหมายของพวกท่าน ซึ่งคือคดีอาญา มีอายุความให้ถูกฟ้องร้องได้เป็นเวลาสิบห้าปี ...พวกท่านเองก็รู้ดีอยู่แก่ใจ ลมจะเปลี่ยนทิศอย่างแน่นอนค่ะ นายกปุจะได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอย่างแน่นอนค่ะไม่ว่าพวกท่านจะแถ ตัดสิทธิ ท่านนายกปู โดยไร้ความชอบธรรม... และที่สำคัญที่สุด อย่างผิดกฎหมายอีกด้วย...

การกระทำความผิดทางกฎหมายของประธานสนชได้เกิดขึ้นเรียบร้อยแล้ว ...หากพวกท่านจะดึงดัน ยอมรับขี้ร้อนที่ ปปช นาย อวิชา มหาโทษ โยนมาให้แล้วหวังไปเองว่าเรื่องจะจบ ประชาชนจะจำไม่ได้ ก็ลองดูค่ะ... อายุความคดีอาญานี้ คือ สิบห้าปี ...อยากลองติดคุกตอนแก่ ก็ลองดูค่ะ.... เราถือว่าเราได้ตอบแทนครอบครัวข้าราชการที่เรารักและได้ให้ความรู้แก่เราตั้งแต่เด็กมาไปเรียบร้อยแล้ว...

ถ้าหากท่านไม่เชื่อเรา ลอง ทำตามใจนายอวิชา มหาโทษดูค่ะ แล้วมาดูกัน มาดูกันว่า นายกปูที่อายุแค่ 47 ปี สุขภาพฟิตปั๋ง จะนั่งยอมรับชะตากรรมตาปริบๆ ร้องไห้กระซิกๆ ให้พวกท่านกระทำกับท่านนายกฯอยุ่ฝ่านเดียวหรือไม่???? ทุกอย่างมีที่มาที่ไปค่ะ และ ผู้หญิงยิ้มหวาน แต่ตาดุฉิบหายคนนี้ คงจะไม่ได้บทกวีที่จบได้อย่างสะใจว่า "ชอบธรรมจะถามทวง ยืนเชิดหน้าอย่างท้าทาย" หรอกค่ะ ถ้าหากท่านนายกจะไม่ "ชอบธรรมจะถามทวง ยืนเชิดหน้าอย่างท้าทาย " ด้วยจริงๆ ...

ขอให้โชคดีทุกท่านค่ะ

คลิป อ.สุรชัย แซ่ด่าน .23 พฤศจิกายน 2557 ตอน.. สงครามชิงบัลลังก์เริ่มแล้ว ....


คลิกhttps://www.youtube.com/watch?v=9kocbsnPZZg&feature=player_embedded


[​IMG]