söndag 30 augusti 2015

สถาบันกษัตริย์กับความมั่นคงของชาติ


สถาบันกษัตริย์กับความมั่นคงของชาติ
โดย  แสงตะวัน

พวกชนชั้นศักดินาและทหารเผด็จการมักจะอ้างอยู่เสมอว่าการใช้ ม. ๑๑๒ ก็ดี การใช้ ม. ๔๔ ก็ดีเพื่อรักษาความมั่นคงของชาติ
โดยอ้างเหตุผลว่าความมั่นคงของสถาบันกษัตริย์คือความมั่นคงของชาติ  ก่อนอื่นเราต้องคำนึงถึงการให้นิยามของคำว่า “ชาติ” เสียก่อนว่ามีความหมายถึงอะไร  “ ชาติ “ หมายถึงเขตแดน หรือ ( territory ) ที่มีคนหลายเชื้อชาติหลายชนเผ่าอาศัยอยู่รวมกันเป็นสังคมของชุมชน  มีรัฐบาลที่มาจากประชาชน  โดยประชาชนมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของอำนาจนั้น  ซึ่งผู้เขืยนหมายถึงระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยไม่ใช่เหมือนระบอบเผด็จการแบบประเทศไทย   โดยธรรมชาติของสังคมมนุษยชาติ ตั้งแต่เกิดมีชุมชนขึ้นมาในโลก อำนาจการปกครองสูงสุดเป็นของปวงชน   แต่ในประเทศไทยอำนาจสูงสุดของปวงชนถูกกษัตริย์ภูมิพลแย่งชิงเอาไปตั้งแต่  วันที่ ๙ มิถุนา พ.ศ. ๒๔๘๙ โดยการฆ่าพีชายของตนเองรัชกาลที่ ๘ 
เมื่อกษัตริย์ภูมิพลขึ้นเป็นกษัตริย์รัชกาลที่ ๙ ได้สนับสนุนให้ทหารยึดอำนาจตลอดมาจนถึงเวลานี้มีการยึดอำนาจมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน รวมครั้งหลังสุดเมื่อวันที่ ๒๒ เดือน พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ โดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา



ดังนั้นถ้าจะอ้างถึงคำพูดของ Saint-Just อธิบายว่า กษัตริย์นั้นเป็นทรราชโดยธรรมชาติและโดยตัวของมันเอง เราไม่ต้องพิจารณาเลยว่าการกระทำของกษัตริย์หรือการบริหารราชการแผ่นดินของ กษัตริย์มีความผิดทางอาญาหรือไม่ ถ้ากษัตริย์เป็นทรราช นั่นไม่ใช่เพราะความผิดจากการบริหารราชการแผ่นดินของเขา แต่เขาเป็นทรราชก็ด้วยลักษณะของความเป็นกษัตริย์นั่นแหละ



สถาบันกษัตริย์

สถาบันกษัตริย์คือโครงสร้างส่วนบนของสังคมเป็นเพียงสถาบันส่วนหนึ่งของสังคมไม่ใช่
 “ ชาติ “  เพราะถ้าไม่มีชาติก็ไม่มีกษัตริย์ แต่ถ้าไม่มีกษัตริย์ “ ชาติ “ ก็อยุ่ได้  ดังนั้นชาติไม่จำเป็นต้องมีกษัตริย์ เหมือนกับหลายๆประเทศทั่วโลกที่ไม่มีกษัตริย์ประเทศเหล่านั้นก็พัฒนาเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้า ประชาชนมีความเสมอภาค มีสิทธิเสรีภาพ มีประชาธิปไตย มีการกินดีอยู่ดี มีสวัสดิการสังคมที่ดีรับประกันให้คนในสังคมตั้งแต่เกิดมาจนตาย  มีหลักประกันความปลอดภัยทางเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา มีบ้านอยู่อาศัย ไม่มีการกดขี่ห่มเหงเอารัดเอาเปรียบกันเหมือนในระบอบเผด็จการภูมิพลและครอบครัว

ฉะนั้นสถาบันกษัตริย์จึงไม่ใช่ “ ชาติ “ แต่เป็นเพียงสถาบันกาฝากที่ประชาชนต้องเสียเงินภาษีเลี้ยงดูเพิ่มขึ้นทุกปีๆ  ปีนี้หมื่นเจ็ดพันล้านบาทไม่รวมค่าบริจาคและวิธีการรีดไถอื่นๆอีก จนกลายเป็นกษัตริย์ทีร่ำรวยที่สุดในโลก
นอกจากนี้อำนาจการปกครองทุกอย่างไปรวมศูนย์อยู่ที่กษัตริย์  ศาล ตำรวจ ทหาร ข้าราชการ พรรคการเมือง สื่อสารมวลชน  ไปจนถึง สถาบันสงฆ์ และองค์กรอิสระต่างๆ  มาถึงยุคปลายรัชกาลที่ ๙ ชึ่งเป็นรัชกาลปัจจุบัน   ประชาชนไทยได้รู้รับได้สัมผัสได้ลิ้มรสของความโหดเหี้ยมอำมหิตของกษัตริย์ภูมิพล  รวมถึงการโกหกหลอกลวงการตีสองหน้า อยู่เบื้องหลังการยึดอำนาจแต่ละครั้งและสั่งฆ่านักศึกษาประชาชนมาอย่างมากมายมาเป็นเวลายาวนาน โดยเฉพาะการสังหารหมู่ประชาชนในใจกลางเมืองหลวง เมื่อวันที่ ๑๐ เมษายนและ๑๙พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ ที่ประชาชนล้มตายเป็นจำนวนมากถึง ๙๑ ศพ บาดเจ็บและหายสาบสูญเป็นจำนวนหลายพันคน เมื่อเป็นเช่นนี้ประชาชนชาวไทยส่วนมากจึงสิ้นศรัทธาไม่ต้องการให้มีระบอบการปกครองที่มีกษัตริย์อยู่เหนือรัฐธรรมนูญอีกต่อไป  จึงทำให้สถาบันกษัตริย์สั่นคลอนอ่อนแอลง  อีกทั้งประกอบกับอาการเจ็บป่วยหนักของกษัตริย์และราชินีที่ไม่สามารถช่วยตัวเองได้

ในสภาพเช่นนี้พวกลิ่วล้อบริวารของกษัตริย์ที่เกาะทำมาหากินอยู่กับกษัตริย์ กลัวว่าตนเองจะเสียผลประโยชน์  จึงใช้กฎหมายครอบจักรวาล ทั้ง ม. ๑๑๒ และ ม. ๔๔ อย่างไม่มีขอบเขตโดยอ้างว่าเป็นความมั่นคงของชาติเพื่อกดหัวประชาชนเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของพรรคพวกตน.

เกล็ดประวัติศาสตร์ที่อนุชนรุ่นหลังควรศึกษาเรียนรู้ถึงความเลวทรามของพวกเผด็จการทรราช

เกล็ดประวัติศาสตร์ที่อนุชนรุ่นหลังควรศึกษาเรียนรู้ถึงความเลวทรามของพวกเผด็จการทรราช
"ม.17 : เครื่องประหารหัวสุนัขของจอมพลสฤษดิ์"
*กษัตริย์ภูมิพลคือผู้อยู่เบื้องหลังให้การสนับสนุนจอมพลสฤษดิ์*


โดย เกษียร เตชะพีระ

วันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2558

การเมืองวัฒนธรรม เกษียร เตชะพีระ "ม.17 : เครื่องประหารหัวสุนัขของจอมพลสฤษดิ์" มติชนสุดสัปดาห์

57 ปีก่อน เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ.2501 เกิดเพลิงไหม้ที่ย่านตลาดพลูในกรุงเทพฯ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ใช้อำนาจหัวหน้าคณะปฏิวัติขณะนั้นสั่งประหารชีวิต นายจำนงค์ แซ่ฉิ่น และ ซิวหยิ่น แซ่ฉิ่น สองพี่น้องในข้อหาวางเพลิง

ทหารเรือรับคำสั่งให้นำตัวไปประหารที่วัดอินทารามด้วยปืนกลแบล็กมัน 6 กระบอก ทั้งคู่ตะโกนตลอดเวลาว่า "ผมไม่ผิด ผมไม่ได้วางเพลิง" จนถูกยิงขาดใจตาย...

จากการประมวลเบื้องต้น ปรากฏว่าตลอดช่วงที่จอมพลสฤษดิ์ครองอำนาจสัมบูรณาญาสิทธิ์ (Absolute Power) เหนือร่างกาย ชีวิตและทรัพย์สินของปวงชนชาวไทยในฐานะหัวหน้าคณะปฏิวัติ พ.ศ.2501 แล้วต่อด้วยในฐานะนายกรัฐมนตรีผู้ใช้อำนาจตามมาตรา 17 แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ.2502 ท่านได้สั่งประหารชีวิตผู้ต้องหาอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดรวบรัดโดยไม่ต้องฟ้อง ร้องขึ้นศาลไต่สวนพิจารณาคดีตามกระบวนการยุติธรรมปกติรวม 11 ราย (รวมทั้งกรณีสองพี่น้องแซ่ฉิ่นข้างต้น) ในข้อหาวางเพลิง, ค้ายาเสพติด และความผิดทางการเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์

ได้แก่ :-

-6พฤศจิกายน 2501 จอมพลสฤษดิ์ใช้อำนาจคณะปฏิวัติสั่งประหาร นายซ้ง แซ่ลิ้ม ข้อหาจ้างวานวางเพลิงที่ตำบลบางยี่เรือ กรุงเทพฯ

- 29 พฤศจิกายน 2501 จอมพลสฤษดิ์ใช้อำนาจคณะปฏิวัติสั่งประหาร นายฮ่อนซิ่น แซ่ฉิ่น ข้อหาวางเพลิงที่ตำบลวัดพระยาไกร กรุงเทพฯ

- 29 ธันวาคม 2501 จอมพลสฤษดิ์ใช้อำนาจคณะปฏิวัติสั่งประหาร นายอึ้ง ศิลปงาม ข้อหาวางเพลิงที่ตลาดท่าช้าง อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี

ต่อมาเมื่อประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ.2502 แล้ว จอมพลสฤษดิ์ในฐานะนายกรัฐมนตรีก็หันไปใช้อำนาจตาม ม.17 แห่งธรรมนูญฯ ฉบับดังกล่าวเพื่อประหารผู้ต้องหาแทน ได้แก่ :

- 26 มิถุนายน 2502 จอมพลสฤษดิ์ใช้อำนาจ ม.17 สั่งประหาร นายศิลา วงศ์สิน ข้อหากบฏผีบุญ ที่บ้านใหม่ไทยเจริญ ต.สารภี อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา

- 6 กรกฎาคม 2502 จอมพลสฤษดิ์ใช้อำนาจ ม.17 สั่งประหาร นายศุภชัย ศรีสติ ผู้นำสภาคนงานแห่งประเทศไทย ซึ่งต่อต้านการรัฐประหารและปฏิวัติของสฤษดิ์ต่อเนื่องมาตั้งแต่รัฐประหาร 16 กันยายน 2500

- 31 พฤษภาคม 2504 จอมพลสฤษดิ์ใช้อำนาจ ม.17 สั่งประหาร ครูทองพันธ์ สุทธิมาศ และ ครูครอง จันดาวงศ์ อดีตเสรีไทยสายอีสานภายใต้การนำของ นายเตียง ศิริขันธ์, อดีตกบฏสันติภาพ และอดีต ส.ส.สกลนคร ข้อหาคอมมิวนิสต์ ที่สนามบิน อ.สว่างแดนดิน จ. สกลนคร

- เดือนสิงหาคม 2504 จอมพลสฤษดิ์ใช้อำนาจ ม.17 สั่งประหาร นายเลี่ยงฮ้อ แซ่เล้า ข้อหาผลิตเฮโรอีน

- 24 เมษายน 2505 จอมพลสฤษดิ์ใช้อำนาจ ม.17 สั่งประหาร นายรวม วงศ์พันธ์ สมาชิกกรมการเมือง พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ข้อหาคอมมิวนิสต์

ประเด็นปัญหาของการใช้อำนาจรัฐเด็ดขาดสัมบูรณ์เอาชีวิตผู้ต้องหาว่ากระทำผิด กฎหมายโดยไม่ผ่านการไต่สวนต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรมเช่นนี้อยู่ที่ไหน?

เพื่อเข้าใจปมประเด็นนี้ เราควรต้องถามตัวเองว่า - ขอยกกรณีการสั่งประหารสองพี่น้องแซ่ฉิ่นข้อหาวางเพลิงที่ตลาดพลูข้างต้นเป็น ตัวอย่าง

เรารู้แน่รู้ทั่วชัวร์ป้าปหรือไม่ว่าสองพี่น้องแซ่ฉิ่นไม่ได้วางเพลิงจริงๆ?

คำตอบก็คือไม่, เราไม่รู้แน่

ในทางกลับกัน ถามอีกว่า เรารู้แน่รู้ทั่วชัวร์ป้าปหรือไม่ว่าสองพี่น้องแซ่ฉิ่นวางเพลิงจริงๆ?

คำตอบก็คือไม่, เราไม่รู้แน่อีกเหมือนกัน

แต่ทั้งที่เราไม่รู้แน่ทางใดทางหนึ่ง สองพี่น้องแซ่ฉิ่นก็ได้ตายไปแล้ว พวกเขาถูกประหารตายไปโดยที่เรายังไม่รู้แน่ไง
เราปล่อยให้รัฐของเราฆ่าคนตายโดยไม่รู้แน่ว่าเขาผิดได้อย่างไร?
เมื่อวานนี้ที่โดนอาจเป็นคนแปลกหน้าที่เราไม่รู้จัก แต่เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าสักวันหนึ่งข้างหน้าตัวเราเอง ญาติพี่น้อง คนรัก หรือเพื่อนมิตรของเราจะไม่โดนรัฐฆ่าตายไปโดยยังไม่รู้แน่ว่าผิดเข้าบ้าง?
การใช้อำนาจปฏิวัติ และ ม.17 เสมือนเครื่องประหารหัวสุนัขเพื่อเล่นงานผู้ต้องหาแบบรวบรัด ศาลเตี้ยข้างต้นเป็นนิทัศน์อุทาหรณ์ให้เราตระหนักคำนึงถึงธาตุแท้ของอำนาจ รัฐเมื่อปลดเปลื้องถนิมพิมพาภรณ์อันเลิศอลังการทิ้งไปหมดแล้วว่า...

ในความหมายดิบๆ ที่สุด, อำนาจรัฐคืออะไร?

ตอบ : อำนาจรัฐคืออำนาจที่มีสิทธิ์ฆ่าเราได้ภายใต้เงื่อนไขที่แน่นอน เช่น เราดันไปทำผิดกฎหมายข้อหาร้ายแรง อาทิ ปล้นฆ่าข่มขืน ก่อการร้ายฆ่าหมู่ผู้บริสุทธิ์ ฯลฯ

ในความหมายนี้ รัฐก็คือองค์กรนักฆ่าส่วนกลางของสังคม (public assassins) ผู้ทำหน้าที่อันสังคมส่วนรวมมอบหมายให้ ที่สำคัญได้แก่ :

- ปกป้องสิทธิในร่างกาย ชีวิตและทรัพย์สินของบุคคลพลเมืองผู้เป็นสมาชิกสังคม และ

- ปกป้องสังคมจากศัตรูผู้รุกรานภายนอก

โดยเป็นไปตามเงื่อนไขข้อกำหนดของกฎหมายอันเป็นกติกาที่สังคมกำหนดไว้กำกับ นักฆ่าส่วนกลางที่สำคัญได้แก่ เงื่อนไขว่าด้วยลักษณะความผิด, กระบวนการวิธีพิจารณาสอบสวนพิสูจน์ความผิด และเกณฑ์การลงโทษตามความผิด

เมื่อรัฐมีอำนาจฉกาจฉกรรจ์อุกฤษฏ์เหนือชีวิตเราเช่นนี้ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะต้องควบคุมอำนาจรัฐให้ดี กล่าวคือ :
ควบคุมดูแลให้รัฐฆ่าถูกคน ฆ่าถูกเงื่อนไข ฆ่าถูกขั้นตอน ฆ่าเมื่อสมควรและจำเป็นต้องฆ่า
และในทางกลับกัน รัฐจักต้องฆ่าไม่ผิดคน ฆ่าไม่ผิดเงื่อนไข ฆ่าไม่ผิดขั้นตอน ห้ามฆ่าเมื่อไม่สมควรและไม่จำเป็นต้องฆ่า ภายใต้กติกาของกฎหมาย
กว่านักฆ่าของส่วนกลางจะฆ่าใครได้สักคนจึงต้องผ่านกระบวนการยุติธรรมที่ซับ ซ้อน ยืดเยื้อและอาจยาวนาน... ทั้งๆ ที่ถ้าใช้ศาลเตี้ยรุมประชาทัณฑ์กันเดี๋ยวนั้นเลยจะรวดเร็วทันใจมี ประสิทธิภาพกว่า
แต่นั่นแหละคือ อารยธรรม (civilization) ของการอยู่ร่วมกันเป็นสังคม
สังคมอารยะซึ่งเคารพหลักการที่ว่ากล่าวให้ถึงที่สุดแล้ว ชีวิตคุณเป็นของคุณ (self-ownership : You own yourself.) ไม่ใช่ชีวิตคุณเป็นของรัฐ ที่ผู้ปกครองจะต้มยำทำแกงเมื่อไหร่อย่างไรก็ได้ตามอำเภอใจอย่างในระบอบสัม บูรณาญาสิทธิ์ (Absolutism) ทั้งปวง
ในหลายปีที่ผ่านมา รัฐไทยได้ใช้เครื่องประหารหัวสุนัขภายใต้กฎหมายที่ให้อำนาจพิเศษต่างๆ อย่างค่อนข้างบ่อยครั้ง ฟุ่มเฟือย เพื่อรับมือแก้ไขภัยคุกคามความมั่นคง

ผลก็คือสังคมไทยบาดเจ็บบอบช้ำจากพิษภัยแห่งอำนาจพิเศษเหนือการกำกับควบคุม ของสังคมเองในกรณีต่างๆ เช่น ฆ่าตัดตอนผู้ต้องสงสัยค้ายาบ้า, อุ้มหายทนายสมชาย นีละไพจิตร, มัสยิดกรือเซะ, โรงพักตากใบ, เมษา-พฤษภาอำมหิตที่ราชประสงค์, อุ้มหายบิลลี่หรือพอละจี รักจงเจริญ และล่าสุดคือกรณีวิสามัญฯ 4 ศพที่ทุ่งยางแดง เป็นต้น
ถ้าจะว่าสังคมไทยเสพติดโหยหาการใช้อำนาจเด็ดขาดสัมบูรณ์มาแก้สารพัดปัญหา อย่างมักง่าย ก็ต้องสรุปคู่กันไปด้วยว่าสังคมไทยไม่มีปัญญาความสามารถจะกำกับควบคุมไม่ให้ การใช้อำนาจเด็ดขาดสัมบูรณ์นั้นออกไปนอกขอบเขต เกินกว่าเหตุ หรือแม้แต่ทุจริตฉ้อฉล บิดเบือนฉวยใช้อำนาจไปในทางมิชอบ จนประเทศชาติส่วนรวมและเพื่อนร่วมชาติร่วมสังคมของเราเองต้องประสบความเสีย หาย บาดเจ็บล้มตาย และสุดท้ายแล้ว คนไทยก็ถูกร้องขอบอกกล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่นั่นแหละ ว่าให้ไว้ใจวางใจและหวังพึ่ง "ความดี" ของผู้ที่เข้ามาใช้อำนาจ, ว่า "คนดีๆ" อย่างท่านจะไม่ใช้อำนาจสัมบูรณ์นั้นไปทำอะไรมิชอบ ชั่วช้า เสียหาย รังแกเข่นฆ่าใครต่อใครแน่นอน เชื่อเถอะ

แล้วไง? กี่ครั้งแล้ว? กี่ร้อยพันหมื่นแสนล้านบาทแล้ว? กี่ศพแล้ว? ยังไม่เห็นไม่เข็ดอีกหรือ?

สังคมที่ไม่ยอมสรุปเรียนรู้ และลุกขึ้นมาดูแลรับผิดชอบตัวเอง แก้ไขปัญหาเอง แทนที่จะหวังพึ่งอำนาจเด็ดขาดสมบูรณ์ที่ตัวเองควบคุมไม่ได้ ก็เหมือนการจับตัวเองขังไว้ในสภาพไม่บรรลุวุฒิภาวะทางการเมืองตลอดไป ล่ามตัวเองผูกติดกับเครื่องประหารหัวสุนัข ไม่ว่ามันจะมาในยี่ห้อ ม.17, ม.21, ม.27, หรือ ม.44 ก็ตามที

ขุนเขาบอก : "ข้าแคลงใจ"..ได้อ่าองค์ทรงเครื่องยศ อ้างเป็นกฎปลดเอกราช แสร้งโอบเอื้อทำเพื่อชาติ สิทธิ์ไพร่ทาสถูกประหาร มือถือสาก ปากถือศิล สุขแผ่นดินอัตรธาน ตระบัดสัตย์รัฐประหาร รัฐบาลประชาชน...

ขุนเขาบอก :

”ข้าแคลงใจ”.....


โอม..สวาหะ “พระกะลาเทวาธิราช”
ปกป้องข้าให้แคล้วคลาด ข้ารักชาติศาสนา
อำนาจไซร์ที่ข้ามี ด้วยฤทธีเทพเทวา
ข้าคือโจรปล้นนครา เทพเทวาประทานพร

พระกะลาเทวาธิราช อยู่เหนืออาสน์เทพสถิต
ประดุจเงาเจ้าชีวิต นฤมิตลางสังหรณ์
ท่านอ่าองค์ทรงเครื่องโหร ทำนายโจรปล้นนคร
เป็นคนดีวจีสุนทร ลัญจกรจากเทวา

เอื้อนไพเราะเสนาะหู สุนทรภู่ยังรู้ถอย
ร่ายลำนำพร่ำคำคอย วจีร้อยเสน่หา
คืนความสุขให้ทุกวัน ช่างจำนรรจ์เจรจา
ตัวติดดินตีนชี้ฟ้า อ้างเทวาฟ้าประทาน

ได้อ่าองค์ทรงเครื่องยศ อ้างเป็นกฎปลดเอกราช
แสร้งโอบเอื้อทำเพื่อชาติ สิทธิ์ไพร่ทาสถูกประหาร
มือถือสาก ปากถือศิล สุขแผ่นดินอัตรธาน
ตระบัดสัตย์รัฐประหาร รัฐบาลประชาชน

วจีสอนสุนทรไซร์ โด่งดังไปทุกหย่อมหญ้า
เขื่องคำโตคับโลกา ไพร่ขี้ข้าสยองขน.
คนทำกินตีนเหยียบคอ แต่กลับหงอทรชน
ยุติธรรมพิการพิกล นายยกโจรคนเทวดา

โอ้กะลาเทวาธิราช ท่านพลั่งพลาดภัยมหันต์
บันดานดลม้าโทรจัน ปล้นชิงกันมันเสียหมา
ดั่งกรุงทรอยล่มสลาย เพียงหมิ่นหมายเทวดา
แต่งตั้งโจรปล้นประชา ครองนครา”ข้าแคลงใจ”.....

วิกฤติวังพังเศรษฐกิจไทย.....คสช.เปิดให้คนไทยรู้ความจริงดีใหม?:สื่อไทยถูกปิดสื่อนอกยิ่งเปิด

วิกฤติวังพังเศรษฐกิจไทย

(รวมข้อมูลสื่อต่างประเทศ)
หนังสือฝรั่งที่ประชาชนอยากอ่านแต่เผด็จการอำมาตย์ไทยไม่อยากให้คนไทยรู้..แต่วันนี้ได้แปลแบบเก็บใจความสั้นๆอ่านง่ายโดยนายพลลีคิม(General Lee Kim)
A Kingdom in Crisis...The book that Thai military junta don't want you to read.

หนังสือ อะ คิงดอม อิน ไครซิสนี้เป็นผลงานของอดีตนักข่าวรอยเตอร์ประจำประเทศไทยชื่อAndrew(แอนดรูแม็กไควเกอร์):
■กล่าวย้อนถึงต้นเหตุของความขัดแย้งที่มีมาอย่างต่อเนื่องทั้งหมดเกิดมากว่าสิบปีในประเทศไทยมีดังนี้

1.ชนชั้นหัวแถวที่มีพลเอกเปรมตั้งตัวเป็นผู้นำได้สร้างความขัดแย้งของการเมืองไทยให้เกิดการต่อสู้เพื่อว่าใครจะได้เป็นกษัตริย์องค์ต่อไปของไทย,ตามหลักแล้วต้องเป็นของเจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ทันทีที่กษัตริย์ภูมิพลเสียชีวิต
แต่เปรมกลับเป็นหัวหอกสร้างสถานการณ์สร้างม้อบต่อต้านการขึ้นครองราชย์ของเจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ที่ผ่านมา และพร้อมที่จะทุ่มทุกอย่างเพื่อทำลายภาพลักษณ์ของรัชทายาทพระองค์นี้อย่างต่อเนื่องและรุนแรง,เปรมลากฟ้าหญิงสิรินทรให้มาเป็นคู่ท้าชิงพร้อมปั้นให้สิรินธรทะเยอทะยานขึ้นแทนพี่ชายให้ได้,กลุ่มของเปรมที่มีแกนหลักในการสืบทอดอำนาจต่อมาจากเปรมคือสุรยุทธ์จะกุมอำนาจทางทหารไว้ในฐานะประธานองคมนตรีคนต่อไปและกลุ่มทางใต้พรรคปชป.เดิมก็จะมีสุเทพเป็นผู้รับใช้เปรมในการเป็นฐานจะแสวงหาอำนาจของกษัตริย์ใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นโดยใช้ฐานกำลังคนใต้ที่สนับสนุนเปรมให้ดันฟ้าหญิงสิรินธรขึ้นเป็นใหญ่ตามที่เปรมปราถนา
2.การตายของกษัตริย์ภูมิพลจะก่อให้เกิดความวุ่นวายใหญ่หลวงเกินกว่าทหารจะรับมือได้ ,บ้านเมืองไทยไร้กฏเกณฑ์มานานแล้วด้วยน้ำมือของเปรมร่วมกับฟ้าหญิงสิริธร,ความขัดแย้งในปลายรัชสมัยนี้เริ่มมาจากความวิตกหวาดกลัวของชนชั้นสูงจนก่อให้เกิดความวุ่นวายอย่างต่อเนื่องและรุนแรงมาตั้งแต่ปี 2005
3.การต่อสู้ของพี่น้องสองคนในราชวงศ์ที่รุนแรงมาอย่างต่อเนื่องนี้จะทำให้การเปลี่ยนผ่านรัชสมัยไม่เรียบร้อยและเกิดความเสื่อมศรัทธาต่อครอบครัวกษัตรย์ในฐานะนักสร้างภาพลักษณ์อย่างมาก,และจากการแก่งแย่งอำนาจที่รุนแรงนี้จะทำให้กษัตริย์ภูมิพลที่เคยมีอำนาจทางการเมืองแบบเบ็ดเสร็จนั้นจะไม่สามารถถ่ายอำนาจที่สมบูรณ์นี้ให้แก่รัชกาลต่อไปได้, ถ้าได้สิรินธรขึ้นเป็นกษัตริย์ไทยคนต่อไปก็จะต้องเป็นกษัตริย์หุ่นเชิดของชนชั้นสูงโดยพวกของเปรมแทนที่จะเป็นผู้เชิดเปรมและคนชั้นสูงให้เป็นหุ่นแบบที่ภูมิพลเคยเชิด,และผลจากการแย่งชิงราชบัลลังก์ของสิรินธรจะทำให้เหล่าคนชั้นสูงนายทุนอำมาตย์ใหญ่ๆที่หนุนหลังได้เข้าไปมีบทบาทสร้างอำนาจทางเศรษฐกิจจากเงินของวังโดยถือเป็นโชคลาภวาสนาขนาดใหญ่
4.คนไทยตื่นตัวมากขึ้นเกี่ยวกับเรื่องสถาบันกษัตริย์ที่เคยคิดว่าตัวเองต้องแสดงความรักและจงรักภักดีตลอดเวลาเพราะมีกฎหมายโทษร้ายแรงคอยกดหัวก็จริงแต่พวกเขาก็รู้ว่ากษัตริย์เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการรัฐประหารการก่อจราจลที่ทำให้บ้านเมืองวุ่นวายและตกต่ำเพียงใดที่ผ่านมา,วันนี้คนไทยฉลาดและรู้ทันกษัตริ์ย์มากขึ้นและคิดไกลถึงกับไม่อยากให้มีระบอบกษัตริย์อีกต่อไป,คนส่วนใหญ่เริ่มไม่สนับสนุนลูกๆของกษัตริย์ภูมิพลไม่ว่าจะเป็นใครเพราะทุกคนล้วนแต่แสดงให้ประชาชนเห็นแล้วว่าเป็นบุคคลผิดปกติทางเพศและล้มเหลวในชีวิตโดยสิ้นเชิงแม้แต่สิรินธร ♤ระบอบภูมิพลควรยุติบทบาทไปจากประเทศไทย,ความจงรักภักดีที่ปรากฎให้เห็นนั้นเป็นเรื่องที่ระบอบภูมิพลสร้างขึ้นด้วยเงินภาษีของคนยากคนจนที่ถูกเกณฑ์ให้ไปเคารพเขาในวันเกิด,ภูมิพลสร้างภาพเป็นบิดาแห่งความพอเพียงแต่ในทางลับกลับแสวงหาผลประโยชน์จากงบประมาณแผ่นดินและทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีอภิสิทธ์ในนามบริษัทการค้าของเขาที่มีมากที่สุดในประเทศไทยเพื่อใช้สร้างความร่ำรวยให้ครอบครัวตัวเองจนติดอันดับกษัตริย์ที่รวยที่สุดในโลกมาหลายสมัย
♤ชนชั้นสูงจำนวนมากสนใจที่จะภักดีต่อภูมิพลเพียงแค่เปลือกนอกพวกนี้ก็พยายามที่จะใช้ประโยชน์จากสถาบันกษัตริย์ในแสวงหาผลประโยชน์ใส่ตัวเองให้มากที่สุด
♤ปัญหาใหญ่ของพวกชนชั้นสูงสายวังที่ประกาศตัวว่าให้คน"รักในหลวง"มากๆก็เพียงเพื่อที่จะซ่อนความเกลียดชังเจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์อย่างรุนแรงในเรื่องการใช้ชีวิตเป็นเพลย์บอยเจ้าสำราญ
♤แม้แต่ทักษิณก็ต้องทำตัวเป็นพวกจงรักภักดีเข้าไว้เหมือนกันคือต้องแสดงตนเองออกมาเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของพรรคที่ทำประโยชน์ให้คนในชาติมากกว่าพรรคที่เปรมให้การสนับสนุน,ทักษิณไม่ได้ต้องการล้มล้างระบอบกษัตริย์เพียงแต่ต้องทำเพื่อไม่ให้ตัวเองเดือดร้อน(เหมือนกับพวกที่ชอบประกาศตัวว่า รักในหลวง) ♤การที่เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์จะขึ้นครองรารชย์แต่ก็กลับเกิดความวุ่นวายนั้นทั้งหมดเกิดจากการเสี้ยมของกลุ่มเปรมและกลุ่มสายวังที่หนุนสิรินทรให้ดับเครื่องชนกับวิราลงกรณ์เพื่อให้พี่ชายน้องสาวห้ำหั่นกันเองในการแย่งกันเป็นรัชกาลที่10เพื่อพวกตัวเองจะแสวงหาประโยชน์จากความขัดแย้งในการสนับสนุนฝ่ายใดฝายหนึ่ง
♤สรุปสั้นๆเปรมต้องการล้มล้างระบอบกษัตริย์ที่มีวชิราลงกรณ์ขึ้นครองราชย์และพยายามสร้างระบอบกษัตริย์ที่มีสิรินธรขึ้นมาแทน■

RE ประชาธิปไตยไม่เคยหล่นมาจากฟ้า ..ไม่ว่าที่ใดในโลก เผด็จการต่อให้เสื่อมโทรมสักแค่ไหน ก็ไม่มีทางล้มไปเอง มีแต่ต้องถูกประชาชนขับไล่ แทนที่ด้วยกลุ่มอำนาจใหม่ที่ผ่อนคลายกว่าหรือที่ตอบสนองปชช.ได้ดีกว่า..อยากจะได้อะไร ก็ต้องสู้เพื่อให้ได้มา โลกนี้ไม่มีของฟรี ผิดพลาดพ่ายแพ้ก็สรุปบทเรียน ในประวัติศาสตร์โลกไม่เคยมีเผด็จการประเทศใดคืนประชาธิปไตยให้ประชาชนโดยไม่มีการต่อสู้...


ThaiE - News 


คลิกดู-3 ภาพยนต์ ในการสู้กับระบอบเผด็จการทหารทั่วโลก + ข้อคิดในการต่อสู้กับเผด็จการ จาก อ.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์



คลิก-https://www.youtube.com/watch?v=0-wPuY29GZ8

Published on May 29, 201
1.The Lady ในพม่า เอเชีย
2. May 18 ในเกาหลีใต้ เอเชีย
3. Hotel Rwanda ในรวันดาร์ แอฟฟริกา

ooo

ไม่ว่าที่ใดในโลก เผด็จการต่อให้เสื่อมโทรมสักแค่ไหน ก็ไม่มีทางล้มไปเอง มีแต่ต้องถูกประชาชนขับไล่ แทนที่ด้วยกลุ่มอำนาจใหม่ที่ผ่อนคลายกว่าหรือที่ตอบสนองปชช.ได้ดีกว่า

คนที่คิดว่าตัวเอง "นั่งบนภูดูหมากัดกัน" เอาแต่รอให้เผด็จการล่มสลายไปเองด้วยความขัดแย้งภายใน หรือด้วยปัญหาเศรษฐกิจสังคมที่รุมเร้า นึกว่า เมื่อเผด็จการล้มไปเอง ประชาธิปไตยก็จะงอกขึ้นมาแทนที่โดยไม่ต้องทำอะไร คนเหล่านี้อาจจะเคยลงแรงมาเยอะ แล้วล้มเหลว ก็เลยเอาความล้มเหลวในอดีต มาเป็นข้ออ้างที่จะไม่ทำอะไรอีก ใช้คำหรูๆ อย่าง " นั่งบนภูดูหมากัดกัน" มาปกปิดอารมณ์พ่ายแพ้ของตัวเอง แล้วพอมีใครลงมือทำอะไรสักอย่าง ก็เยาะเย้ย ตำหนิติเตียนว่า "เป็นไปไม่ได้ ไม่มีประโยชน์ เสียแรงเปล่า เดี๋ยวเตะหมูเข้าปากหมา"

แต่พอเหตุการณ์คลี่คลาย แล้วผลลัพธ์ไม่เป็นไปอย่างที่คิด ก็ตำหนิคนที่ลงมือทำอีกว่า "เห็นไหมล่ะ บอกแล้ว ไม่ได้อะไรเลย เตะหมูเข้าปากหมาไปแล้วนั่นไง" แน่นอนว่า คนที่ลงมือทำอาจจะผิดพลาดได้ แต่ความจริงก็คือ การที่ "หมูไปเข้าปากหมา" นั้น ส่วนหนึ่งก็เพราะคนพวกนี้แหละที่เอาแต่ "นั่งบนภูดูหมากัดกัน" ไม่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งที่จะผลักดันสถานการณ์ให้เป็นไปในทางที่ต้องการ

อยากจะได้อะไร ก็ต้องสู้เพื่อให้ได้มา โลกนี้ไม่มีของฟรี ผิดพลาดพ่ายแพ้ก็สรุปบทเรียน ดูตัวอย่างตระกูลนักการเมืองหนึ่ง มีคำพูดหรูๆ ว่า "ถ้าสู้แล้วไม่ชนะ ก็อย่าสู้ดีกว่า" ฟังดูฉลาดมาก แต่เพราะคิดอย่างนี้ ก็เลยไม่เคยสู้แม้แต่ยกเดียว เจออุปสรรค ก็ยกมือยอมแพ้ทุกครั้ง จนถึงวันนี้ ตระกูลนี้ก็แพ้ราบคาบ ถอยจากหน้าบ้าน ไปห้องรับแขก ผ่านห้องครัว แพ้ไปจนถึงในมุ้งแล้ว!
 พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์

RE .ด่วน ... เปรม....สุรยุทธ์สั่งเตรียมยึดอำนาจ !!!!








โดย แสงตะวัน
การวางแผนยึดอำนาจของพลเอกเปรม...ที่มอบให้พลเอกสุรยุทธ์เป็นคนจัดการที่กำลังจะเกิดขึ้นในเวลาอันใกล้นี้  มีสาเหตุและปัจจัยหลักมาจากเรื่องการเปลี่ยนผ่านรัชกาล โดยพลเอกเปรมต้องการให้พระเทพฯขึ้นเป็นกษัตริย์ รัชกาลที่ ๑๐ แทนกษัตริย์ภูมิพล  แม้ว่าฟ้าชายจะมีสิทธิตามกฎมนเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชย์สันตติวงค์ก็ตามแต่เปรมมีความขัดแย้งเป็นการส่วนตัวกับฟ้าชาย  ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของปัญหาที่ทำให้เกิดการขัดแย้งในประเทศชาติและในสังคมไทยอยู่ในเวลานี้ 


ตั้งแต่ กษัตริย์ภูมิพลขึ้นครองราชย์จะเกิดปัญหาความขัดแย้งของสังคมในลักษณะนี้มา โดยตลอด  เพราะอำนาจทั้งหมดรวมศูนย์อยู่ทีกษัตริย์ภูมิพลแต่ผู้เดียว   ดังนั้นใครคือหัวหน้าตัวจริงของจอมเผด็จการที่อาศัยอำนาจของพวกทหารเป็น เครื่องมือในการปกครองประเทศและได้อาศัยอำนาจของทหารทำการรัฐประหารยึดอำนาจ มาโดยตลอดในช่วงระยะเวลาที่พระองค์ขึ้นเป็นกษัตริย์ จากอดีตจนถึงปัจจุบันจะมีการยึดอำนาจเกิดขึ้นมาแล้วไม่น้อยกว่า ๑๘ ครั้ง   แต่ละครั้งก็มีกษัตริย์เป็นผู้รู้เห็นและให้การสนับสนุนทั้งสิ้น   การยึดอำนาจทุกครั้งเกิดขึ้นเพื่อรักษาผลประโยชน์และอำนาจของกษัตริย์ภูมิพล  เมื่อกษัตริย์เห็นว่าอำนาจของตัวเองถูกบั่นทอนลงก็จะสั่งให้พวกทหารยึด อำนาจทุกครั้ง  ตั้งแต่หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ เป็นต้นมาจนถึงเวลาปัจจุบัน


การ วางแผนยึดอำนาจของพลเอกเปรมครั้งนี้ก็ได้รับความยินยอมพร้อมใจจาก กษัตริย์ภูมิพลเหมือนคราวที่แล้วๆมา แต่คราวนี้เปรมได้มอบหมายให้ พลเอกสุรยุทธที่เป็นคนสนิทของเปรมและเป็นองคมนตรีใต้การบัญชาของเปรมเป็นผู้จัดการวางแผนปฏิบัติการทุกอย่าง อย่างเป็นขั้นตอนและได้วางแผนเตรียมการมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลายาวนาน  เพราะการยึดอำนาจเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ ก็โดยพลเอกเปรมซึ่งได้รับสัญญาญ จากกษัตริย์ภูมิพลให้เป็นผู้จัดการ  แต่ปัญหาเรื่องการเปลี่ยนผ่านรัชกาลยังไม่ลงตัวเพราะกษัตริย์ภูมิพลยังหวง อำนาจไม่ยอมลงจากบัลลังก์   พอมาถึงเวลานี้กษัตริย์ภูมิพลและราชินี สิริกิตย์ ป่วยหนักหรืออาจจะเป็นศพ...? ไปแล้วก็ได้ไม่มีใครรู้   หลังจากอาการป่วยและรักษาตัวมาเป็นเวลายาวนาน  ซึ่งบัดนี้ก็ได้เคลื่อนย้ายสถานที่ไปอยู่ที่หัวหินแล้ว  ผู้ที่มีอำนาจที่สุดในเวลานี้ก็คงได้แก่พลเอกเปรมที่เป็นตัวจริงเสียงจริง ทรงร่างของกษัตริย์ภูมิพลโดยตรง ทำหน้าที่แทนกษัตริย์  ตามรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ ได้เขียนให้อำนาจประธานองคมนตรีคือพลเอกเปรมเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เมื่อกษัตริย์ตายลง  และเป็นผู้เสนอตัวผู้ที่จะขึ้นเป็นกษัตริย์รัชกาลที่ ๑๐  ต่อรัฐบาล และรัฐสภา เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านรัชกาลเป็นไปได้อย่างเรียบร้อย  เปรมจึงต้องการมีอำนาจสามารถที่จะควบคุมได้ทั้งรัฐบาลและรัฐสภา  เพื่อจะเสนอให้ฟ้าหญิงสิรินทร ขึ้นเป็นกษัตริย์รัชกาลที่ ๑๐ เพราะเปรมไม่ต้องการให้ฟ้าชายขึ้นเป็นกษัตริย์เนื่องจากเปรมมีความขัดแย้ง และเกลียดฟ้าชายเป็นการส่วนตัว เปรมจึงสั่งให้พลเอกสุรยุทธ์เตรียมการยึดอำนาจ โดยใช้กลไกอำนาจทุกอย่างที่มี ตั้งแต่พวกองคมนตรี ไปจนถึง พรรคประชาธิปีตย์ ศาล ทหาร องค์กรอิสระ พวกนักวิชาการกษัตริย์นิยมทั้งหลาย และสื่อสารมวลชน


นี่คือเหตุผลที่เปรมต้องยึดอำนาจในเวลานี้  
การ วางแผนของเปรม     เปรมเป็นทหารนอกประจำการและเป็นประธานองคมนตรีซึ่งตามกฎหมายแล้วไม่มีสิทธิ์ มายุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่ธาตุแท้ของเปรมเป็นคนมักใหญ่ไฝ่สูง หลงอำนาจ ใจดำอำมหิต อาฆาตมาดร้าย  อิจฉาริษยา  หวังจะเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์  หรืออาจถึงกับต้องการขึ้นเป็นกษัตริย์องค์ต่อไปเองก็ได้.... เพราะเมื่อเขาบรรลุถึงเป้าหมายถึงขั้นเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์แล้ว อำนาจสุงสุดก็ตกอยู่ในมือของเขา    จะเสนอหรือไม่เสนอให้ใครขึ้นเป็นกษัตริย์องค์ต่อไปก็ได้  
ดังนั้นรัชกาลที่ ๑๐ องค์ต่อไปอาจจะเป็นเปรมก็ได้ ... ถ้าเขาทำการยึดอำนาจได้สำเร็จครั้งนี้ และโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ลงไปได้   เปรม...สุรยุทธ์  จึงได้เตรียมการทุกอย่างในเวลานี้ โดยให้พรรคประชาธิปัตย์ รวบรวมซื้อหา   จ้างผู้คนมาชุมนุม  ในที่ต่างๆ ในรูปแบบที่แตกต่างกัน รวบรวมพวกขุนนาง เก่าๆที่เป็นข้าทาสบริวารของกษัตริย์  ไปจนถึงพวกนายพลแก่ๆอดีตเคยเป็นเด็กของป๋า   ที่เคยดำรงตำแหน่งสำคัญมาแล้วสั่งให้ออกมาสนันสนุน รวมไปจนถึงกองกำลังทหารที่เป็นกองกำลังหลักที่สนับสนุนพลเอกเปรมซึ่งมีอาวุธ ครบมือเข้ามาประจำการในกรุงเทพๆในขณะนี้   โดย พลตำรวจเอก วิศิษฐ  เดชกุลชร  ได้ออกมาประกาศก่อนหน้านี้ว่าจะใช้อาวุธทุกอย่างเพื่อล้มล้างรัฐบาล และกวาดล้างฝ่ายประชาธิปไตยให้สิ้นซากแล้วตั้งรัฐบาล  รัฐสภาของตนเองขึ้นมา
ดังนั้นการต่อสู้ในเวลานี้จึงเพิ่มความรุนแรงขึ้นในทุกด้านประชาชนผู้บริสุทธิ์  ตำรวจ ไปจนถึงคนขับรถแท็กชี่  ถูกพวกโจรรับจ้างของหัวหน้ากบฎสุเทพใช้อำวุธสงครามฆ่าตาย และทำร้ายอย่างป่าเถื่อน ฝ่ายผู้บัญชาเหล่าทัพของทหารก็ได้รับคำสั่งจากทางฝ่ายกษัตริย์ให้วางตัวเฉยๆ ปล่อยให้ฝ่ายประชาชนทั้งเสื้อเหลือง เสื้อแดงเข่นฆ่ากันจนเหละแบบสงครามกลางเมืองโดยมีมือที่สามคือพวกทหารนอกเครื่องแบบที่พวกโจรกบฏได้นำมาฝังตัวช่อนไว้ในที่ต่างๆในกรุงเทพฯพร้อมอาวุธครบมือคอยเข้าแทรกแซงและสร้างสฐานะการณ์ให้เพิ่มความรุนแรงขึ้นไปเรื่อยๆ จนในที่สุดรัฐบาลรักษาการของนางยิ่งลักษณ์ไม่สามารถควบคุมสถานะการณ์ได้ พวก ผบ.เหล่าทัพที่เข้าข้างพวกกบฎที่เป็นเครื่องมือของกษัตริย์ก็จะเคลื่อนตัวออกมาถือเป็นข้ออ้างเพื่อยึดอำนาจ แล้วทำการไกล่เกี่ยให้นายกปูต้องลาออกจากนายก และให้หัวหน้ากบฎ ( ตัวปลอม ) สุเทพ ต้องลาออกเลิกล้มการต่อต้านรัฐบาล
แล้วหัวหน้าฝ่ายกบฎตัวจริงคือ พลเอกสุรยุทธ์และเปรม รวมทั้งกษัตริย์ภูมิพล ก็จะออกมาเช็นต์รับรองให้จัดตั้งรัฐบาลพระราชทาน และจัดตั้งรัฐสภาพระราชทานขึ้นมาแทนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของนางสาวยิ่งลักษณ์   ขั้นต่อไปก็จะมีการสถาปนาพระเทพฯขึ้นเป็นกษัตริย์รัชกาลที่ ๑๐ ประเทศไทยก็จะกลับคืนสู่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช อย่างสมบูรณ์แบบภายใต้การนำของกษัตริย์ผู้มีจิตวิตฐานทางเพศที่กระหายอำนาจมิได้แตกต่างไปจากพระบิดาของตนที่แย่งชิงอำนาจมาจากพี่ชายโดยการฆ่ารัชกาลที่ ๘ ในหลวงอานันทม์เพื่อขึ้นเป็นกษัตริย์และครองราชย์โดยระบอบเผด็จการมาเป็นเวลาถึงหกสิบกว่าปี
การขึ้นครองราชย์ของพระเทพฯก็คือการขึ้นครองราชย์บนซากศพของคนไทยทั้งชาติ นี่มันคือความโหดร้ายใจดำอำมหิตของ พลเอก สุรยุทธ์เองที่ต้องรับผิดชอบในความทารุณโหดร้าย ความเสียหายล้มตายของบุคคลในชาติ และเป็นผู้ทำให้ประเทศชาติต้องกลับคืนสู่ยุคมืด ความเลวทรามทั้งหลายแหล่เหล่านี้จะต้องถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ให้ลูกหลานชาวไทยได้อ่านถึงความอัปรีย์ของราชวงค์จักรี

( หมายเหตุ-อัพเดทอีกครั้ง  เพื่อให้พี่น้องประชาชนไทยเพื่อนร่วมชาติได้ทบทวนทำความเข้าใจถึงเรื่องราวที่มาที่ไปเบื้องหน้าเบื้องหลังของปัญหาความวุ่นวายทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากอดีตและได้ลุกลามบานปลายมาจนถึงวันนี้จน"เอาไม่อยู่"  ล้วนมาจากระบอบอำมาตย์ทรราชสั่งการชี้นำทั้งสิ้น)