lördag 19 januari 2019

ผู้ว่า ฯ จ. นราธิวาสยืนยันพระสงฆ์มรณภาพ 2 รูป และอีก 2 รูปที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส อาการปลอดภัยแล้ว
คลิกดู-ชายแดนใต้ตึงเครียด หลังเหตุสังหารอิหม่าม พระสงฆ์ และประชาชนต่อเนื่อง
ตั้งรับ"
คลิกดู-น้ำใจแบ่งปันสู่คนกรุงในวันหมอกพิษปกคลุมกรุงเทพฯ แต่ขาดหน้ากาก N95

คลิกดู-การเมืองใช่เรื่องของสงฆ์ ?

"บุรีรัมย์เป็นเหมือนบ้านของผม บุรีรัมย์เป็นบ้านของคนที่ผมยึดถือเป็นแบบอย่างของนักการเมืองที่เสียสละ รักแผ่นดินเกิด รักประชาชน"
คลิกดู-ย้อนวาทะประวิตร จาก น้องเมย สู่ ดุสิตดีทู
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่การให้สัมภาษณ์ของรองนายกรัฐมนตรีผู้นี้ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์…

คลิกดู-ทักษิณ เปิดพ็อดคาสท์ เจาะฐานคนรุ่นใหม่หรือลูกเล่นการตลาดการเมือง

updated .. ความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างรัฐ และ สังคม-เศรษฐกิจไทย ในภาพสไลด์เดียว


Image may contain: 17 people, people smiling


ความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างรัฐ และ สังคม-เศรษฐกิจไทย ในภาพสไลด์เดียว
ภาพสไลด์นี้เป็นส่วนหนึ่งที่ผมเตรียมไว้พูดวันเสาร์ เอามาแจก เผื่อใครสนใจและมีประโยชน์ ทั้งสองอันนี้เหมือนกันหมดทุกอย่าง ยกเว้นจุดเดียว (คงดูออกไม่ยาก) ทำเผื่อเป็นสองอัน สำหรับใครที่คิดจะเก็บ แล้วรู้สึกไม่ปลอดภัยที่จะเก็บอันหนึ่ง ทั้งสไลด์ไม่น่าจะมีอะไรผิดกฎหมาย เป็นการสรุปเชิงวิชาการธรรมดา ยกเว้นตรงจุดที่ต่างกันระหว่างสองอัน อันหนึ่งอาจจะมีความเสี่ยง
เนื้อหาส่วนมากของสไลด์คงดูเข้าใจได้เลย ไม่ต้องอธิบาย แต่มีประเด็นสำคัญ 2 ประเด็นที่ขออธิบายสั้นๆ ดังนี้
#ประเด็นที่หนึ่ง ความเปลี่ยนแปลงทางสังคม-เศรษฐกิจไทย
ถ้าบังเอิญใครได้เรียนหนังสือกับผมตั้งแต่ผมเริ่มสอนเมื่อ 20 กว่าปีก่อน อาจจะพอจำได้ว่า ผมแบ่งความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างสังคม-เศรษฐกิจไทย ออกเป็น 3 ช่วงใหญ่ แทนด้วย "ช่อง-แท่งสี" ตามแนวตั้งในภาพ 3 ช่อง-แท่งสี คือ
- "ยุคชาตินิยม-รัฐนิยม" (สีชมพู) จาก 2475 ถึง 2501,
- "ยุคพัฒนา" (สีเขียว) จาก 2501 ถึงปลายทศวรรษ 2520 และ
- "ยุคความเป็นประเทศอุสาหกรรมใหม่" (สีม่วง) จากปลายทศวรรษ 2520 มาถึงปัจจุบัน
วิธีแบ่งเช่นนี้ และการให้ความสำคัญกับช่วงหลังสุด เป็นอะไรที่ไม่รับความสนใจในหมู่นักวิชาการ "ทวนกระแส" จนกระทั่งไม่กี่ปีนี้เอง ก่อนหน้านั้น นับสิบๆปี นักวิชาการส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับความเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจสังคมยุคสฤษดิ์ ("ยุคพัฒนา" ในสไลด์ของผม) เป็นหลัก และทางการเมืองคือให้ความสำคัญกับ 14 ตุลา - ตั้งแต่เริ่มสอนประวัติศาสตร์ไทย เมื่อ 20 กว่าปีก่อน ผมก็เห็นว่า ที่สำคัญจริงๆคือ ความเปลี่ยนแปลงช่วงปลายทศวรรษ 2520 และเหตุการณ์ 17 พฤษภา
เพิ่งไม่กี่ปีนี้ ภายใต้ผลสะเทือนทางการเมืองของวิกฤติ พูดง่ายๆคือ นักวิชาการหันมาเห็นอกเห็นใจเสื้อแดงมากขึ้น แล้วเลยเริ่ม "มองเห็น" (จริงๆคือการ "สร้าง" หรือ construct ทางวิชาการ) กลุ่มคนที่เรียกกันว่า "ชนชั้นกลางระดับล่าง" แล้วก็เลยมาให้ความสำคัญกับช่วงปลายทศวรรษ 2520 ที่ว่ากันว่าเริ่มทำให้เกิดกลุ่มดังกล่าวขึ้น (แต่เรื่อง 14 ตุลา ยังคง "ติด" กันอยู่)
ความจริง ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่สำคัญมากที่ผมเสนอ แต่ไม่สามารถแสดงให้เห็นในสไลด์นี้ได้ (เพราะพื้นที่ไม่พอ) คือ การปรากฏตัวหรือ "เกิด" ขึ้นเป็นครั้่งแรกของสิ่งที่เราอาจจะเรียกว่า "สังคม(ที่เป็นเอกภาพของ)ไทย" สำหรับผม จนถึงประมาณปลายทศวรรษ 2520 ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า "สังคมไทย" ในความหมายสังคมที่มีลักษณะเอกภาพ (สมาชิกสังคม จะมากจะน้อยมองว่า ทุกคนเป็น "คนไทย" ด้วยกัน) เพราะยังมีการ "แบ่งงาน-สังคมวัฒนธรรม ตามลักษณะเชื้อชาติ" (ethic division of labor) อยู่ ที่สำคัญคือมีการมองคนลูกหลานจีน เป็น "เจ๊ก" (ที่ไม่ใช่ไทยเสียทีเดียว) อยู่
ในความเห็นผม ความเปลี่ยนแปลงจากปลายทศวรรษ 2520 เป็นต้นมานี้ มีความสำคัญอย่างมหาศาล ซึ่งไม่สามารถอธิบายละเอียดในที่นี้ได้ แต่กล่าวอย่างสั้นๆ คือการทำให้มี "สังคมไทย" เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก (ดังที่เพิ่งกล่าว) ซึ่งมีชนชั้นกลางในเมืองที่เป็นเชื้อสายหรือลูกหลานคนจีน กลายมาเป็นชนชั้นนำ ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจสังคม และวัฒนธรรม (ด้านสุดท้ายนี้แสดงออกอย่างเป็นรูปธรรมชัดๆ คือ การเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ "ความสวย" ของผู้หญิง ไม่ว่าในหมู่ดารา ผู้เข้าประกวดนางงาม ไปถึง "ความสวย" ของผู้หญิงในพื้นที่สาธารณะทั่วไป จากแบบ "หน้าตาไทยๆ" (นึกถึงเพชรา หรืออรัญญา) มาเป็น "หน้าหมวยๆ" อย่างที่เราเห็นกันทุกวันนี้)
ชนชั้นกลางในเมืองลูกหลานจีนที่ว่านี้ คือ "ฐานทางสังคม" ของการสถปานาอำนาจนำของในหลวงภูมิพล (ก่อนหน้านั้น "ฐานมวลชน" สำคัญของสถาบันกษัตริย์คือคนในชนบท-ต่างจังหวัด)......
#ประเด็นที่สอง ความเปลี่ยนแปลงเรื่องรัฐ และความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบของรัฐ
จากทศวรรษ 2510 รัฐไทยประกอบด้วยองค์ประกอบใหญ่ๆ 3 องค์ประกอบ คือ สถาบันกษัตริย์, กองทัพ และนักการเมืองเลือกตั้ง (แทนด้วยเส้นสีน้ำเงิน, เขียว และเทา ในภาพสไลด์)
ควบคู่และเป็นผลสะเทือนจากความเปลี่ยนแปลงเชิงสังคม-เศรษฐกิจในปลายทศวรรษ 2520 ที่เพิ่งกล่าว ข้อเสนอพื้นฐานของผมคือ มีการเกิด "รัฐ(ที่เป็นเอกภาพของ)ไทย" เป็นครั้งแรก โดยจุดแบ่งที่สำคัญคือเหตุการณ์ พฤษภาคม 2535
ก่อนจะถึงจุดนั้น องค์ประกอบสามส่วนของรัฐ มีลักษณะไม่เป็นเอกภาพ แข่งขัน คานอำนาจกัน โดยเฉพาะในช่วงจากปลายทศวรรษ 2510 (เหตุการณ์ 6 ตุลา) เป็นต้นมา จนเกือบตลอดทศวรรษ 2520 แทนในภาพสไลด์ด้วยการที่เส้นสีทั้่งสาม สลับฟันปลากัน - สมัยผมสอนหนังสือ จนก่อนรัฐประหารคร้้งหลัง ช่วงนี้ ผมจะเขียนอีกอย่างหนึ่ง นี่เป็นการทำใหม่ให้ชัดเจนขึ้น
สถาบันกษัตริย์ จนถึงกลางทศวรรษ 2530 มีสถานะเป็นเพียง "กลุ่ม" หรือ clique หนึ่งในบรรดา "กลุ่ม" หรือ cliques ต่างๆ จากกลางทศวรรษ 2530 เป็นต้นมา รัฐที่มีลักษณะเอกภาพจึงเกิดขึ้น ภายใต้อำนาจนำของสถาบันกษัตริย์ (ของในหลวงภูมิพล) นับจากเหตุการณ์พฤษภาคม (ไม่ใช่ 14 ตุลา ตามที่นักวิชาการเกือบทุกคนยังเชื่อกันอยู่) - ผมเคยใช้ประโยคว่า กษัตริย์เปลี่ยน from head of the ruling cliques to head of the ruling class (จากหัวหน้ากลุ่มปกครอง เป็นหัวหน้าชนชั้นปกครอง)
เกิดปรากฏการณ์ที่ผมเรียกว่า mass monarchy หรือสถาบันกษัตริย์มวลชน - เป็นครั้งแรกที่สถาบันกษัตริย์มี "ฐานมวลชน" แท้จริงเกิดขึ้น คือชนชั้นกลางในเมืองที่เป็นลูกหลานจีน ที่พร้อมใจ "อย่างเป็นไปเอง" (spontaneous ไม่ใช่ state-organized หรือรัฐจัดตั้งอย่างเดียวแบบแต่ก่อน) "สร้าง" สถาบันกษัตริย์ ให้เป็น "เอกลักษณ์" ของพวกตน เพราะลูกหลานจีนเหล่านี้ ห่างไกลรากฐานความเป็นจีนเกินไปกว่าที่จะใช้เป็นเอกลักษณ์ของตน ... พูดอย่างสั้นๆคือ สถาบันกษัตริย์กลายเป็น substitute national identity และ substitute nationalism หรือ เอกลักษณ์ความเป็นชาติ/ชาตินิยมทดแทนของพวกเขา หรือเอาเข้าจริง เป็น substitute religion หรือศาสนาทดแทนด้วย (เพราะศาสนาพุทธในไทยไม่เคยมีความเข้มแข็งแท้จริง โดยเฉพาะสำหรับลูกหลานคนจีนเหล่านี้)
รัฐเอกภาพที่เกิดขึ้น อยู่ภายใต้การนำทางการเมืองของนักการเมือง (การเมืองเลือกตั้งนำกองทัพเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์) แต่อยู่ภายใต้การนำทางวัฒนธรรม-สังคมของสถาบันกษัตริย์ (แทนที่ในสไลด์ด้วยการที่เส้นสีน้ำเงินอยู่บนสุด ตามด้วยเส้นสีเทา และเส้นสีเขียวอยู่ล่างสุด และทั้งหมด แนบชิดกันเป็นเอกภาพ)
วิกฤติครั้งนี้ ถ้าจะสรุปแบบฟันธงรวบยอด มาจากการแตกของเอกภาพนี้ คือการปะทะครั้งใหญ่ระหว่างการนำทางการเมืองการบริหารของนักการเมือง กับการนำทางวัฒนธรรม-สังคม ของสถาบันกษัตริย์
เรื่องพวกนี้ แน่นอนว่า ไม่สามารถอธิบายในสไลด์ หรือในที่นี้ โดยละเอียดได้...
22 มิถุนายน 2017
ปารีส

Image may contain: 15 people, people smiling

ปัญหาใหญ่อยู่ที่ว่า จะแทนที่ระบอบ คสช หรือการเมืองแบบกษัตริย์นิยม-ทหารนิยม ด้วยอะไร? - "การเมืองแบบทักษิณ"?
ผู้ที่เรียกกันว่า "ฝ่ายประชาธิปไตย" คงตอบทำนองว่า ก็แทนที่ด้วย "ประชาธิปไตย"
แต่ "ประชาธิปไตย" ในหมู่คนที่คัดค้านรัฐประหาร คัดค้านระบอบ คสช มีความแตกต่างกันไม่น้อย และจริงๆแล้วก็เป็นอะไรที่นามธรรมเกินไป ปัญหายังอยู่ที่ว่าในทางรูปธรรม "ประชาธิปไตย" ที่ต้องการให้มาแทนที่ มีลักษณะหรือความหมายอย่างไรบ้าง?
หลายคนคงตอบเพิ่มเติมว่า ก็ให้มีการเลือกตั้ง และรัฐบาลเลือกตั้งมีอำนาจนำ
แต่อันนี้ ก็มีปัญหาต่อว่า - ยังไง? เหมือนก่อน 2549 ใช่หรือไม่? พูดอีกอย่างคือ เหมือนสมัยยุคทักษิณ นันคือแทนที่ด้วยการเมืองแบบสมัยทักษิณ?
แต่การเมืองแบบก่อน 2549 หรือ "การเมืองแบบทักษิณ" (ผมจงใจหลีกเลี่ยงใช้คำว่า "ระบอบทักษิณ" แต่ขณะเดียวกัน ผมเห็นว่า การเมืองช่วงนั้น มีลักษณะพิเศษบางอย่างที่กำลังจะกล่าว ที่มีคาแร็กเตอร์สำคัญบางอย่างเกี่ยวกับทักษิณ-ไทยรักไทย จริง)
มีลักษณะบางอย่างที่ควรตั้งคำถามว่า สมควรกลับไปจริงหรือ?
"การเมืองแบบทักษิณ-ไทยรักไทย ก่อน 2549" (ที่แม้แต่ช่วงยิ่งลักษณ์หรือปัจจุบัน ก็ยังมีลักษณะดังกล่าวบางอย่างอยู่) เป็นการเมืองแบบที่ฝ่ายบริหารสามารถควบคุมกลไกต่างๆได้ในระดับที่การถ่วงดุลย์-ตรวจสอบ ไม่อาจมีประสิทธิภาพอะไร (ทีสำคัญคือคุมทั้งสภาล่าง-สภาสูง ... แม้แต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็คุมทั้งสภาล่าง-สภาสูง) ผลคือ ในทีสุด เมื่อระบบตรวจสอบ-ถ่วงดุลย์ ตามระบบมีปัญหา ฝ่ายที่ต่อต้านเลย "จุดชนวน" หรือ "เปิดสวิช" activate ให้กลไกส่วนอื่นๆ ออกมาทำการ "ควบคุม" หรือจริงๆคือ "ล้ม" เลย
(อันนี้ ยังไม่พูดถึงว่า เอาเข้าจริง การเมืองแบบทักษิณก่อน 2549 ไม่ได้แตะต้องหมวดกษัตริย์ในรัฐธรรมนูญ ไม่แตะต้อง 112 ไม่แตะต้องเรื่องทรัพย์สินฯ เป็นต้น ไม่ได้แตะต้องบรรดาระบบการอบรมเรื่องสถาบันฯ ฯลฯ)
ปัญหาใหญ่ในขณะนี้คือ กลุ่มการเมืองที่ต่อต้านรัฐประหารใหญ่ทีสุด คือ พรรคเพื่อไทย-เสื้อแดง ยังคงตั้งเป้าหมายอยู่ที่การแทนที่ระบอบ คสช ด้วย "การเมืองแบบทักษิณ ก่อน 2549" (เรื่องนี้มีรายละเอียดซับซ้อนลงไป ที่ไม่สามารถอภิปรายละเอียดในที่นี้ คือในหมู่ผู้สนับสนุน ทักษิณ-เพื่อไทย-เสื้อแดง นั้น มีส่วนที่เพียงต้องการกลับไปที่ "การเมืองแบบทักษิณ ก่อน 2549" ที่ไม่แตะเรื่องสถาบันฯ - ที่ผมเขียนในวงเล็บย่อหน้าก่อน - กับพวกทีเรียกว่า "เปลี่ยนระบอบ" คือต้องการให้จัดการเรื่องสถาบันฯด้วย #แต่ทั้งสองฝ่ายมีจุดร่วม #ตรงที่ยังไงก็ไม่ได้คิดอะไรหรือเสนออะไรที่ไกลเกินกว่าการเมืองแบบทักษิณ คือการเมืองที่พรรคการเมืองที่จะเป็นรัฐบาล คือพรรคทักษิณ ยังอยู่ในการควบคุมของทักษิณ-ครอบครัว ในลักษณะที่ผมเรียกว่า "บริษัทชินวัตรการเมืองจำกัด" อยู่ และในระดับกลไกรัฐส่วนกลาง ไม่มีการตรวจสอบ-ถ่วงดุลย์ที่มีประสิทธิภาพ)
ในความเห็นผม ที่เคยเข้าไปเถียงกับพวก "ใต้ดิน" หลายครั้งว่า ตราบใดที่พวกเขาและผู้สนับสนุนทักษิณ-เพื่อไทย ("เสื้อแดง") ในวงกว้างออกไป ยังมีเป้าหมายเพียงแค่กลับไปสู่การเมืองแบบทักษิณ (ก) โอกาสที่จะ "ชนะ" เป็นไปได้ยากมากๆ และ (ข) สมมุติว่า เกิด "ชนะ" ขึ้นมาจริงๆ #ก็เป็นอะไรที่ไม่ดีต่อการเมืองแบบประชาธิปไตยที่แท้จริง
ปล. และถึงจุดนี้ ผมก็ยังมองไม่เห็นว่า ฝ่ายต้านระบอบ คสช ที่เรียกกันว่า "เสรีนิยม" หน่อย - คือไม่ใช่ฝ่ายที่เชียร์ทักษิณ-เพื่อไทยโดยตรง - ซึ่งเป็นกำลังรองมากๆในกำลังต่อต้าน คสช มีข้อเสนออะไรชัดเจนว่า ต้องการเอาอะไรมาแทนที่ ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายมากเหมือนกัน กลุ่มที่ว่านี้ ซึ่งมีนักวิชาการและแอ๊คติวิสต์ปัญญาชนหลายคน ควรจะสามารถ "ทำการบ้าน" หรือมีข้อเสนอเรื่องนี้ได้ดีกว่า

updated สถิตพงษ์ สุขวิมล (มือขวาวชิราลงกรณ์)


แหะๆ ผม "ตก" ตำแหน่งคุณ สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ไปตำแหน่งหนึ่ง (และอัพเดตข้อมูลประวัติส่วนบุคคลของคุณสถิตย์พงษ์)
ตำแหน่งเขาเยอะเหลือเกินน่ะครับ เมื่อวานรวบรวมแล้ว ก็ยังอุตส่าห์ "ตก" ไปได้ เมื่อวานลิสต์ไป 5 ตำแหน่ง : ประธานข้าราชบริพารในพระองค์, เลขาธิการพระราชวัง, ราชเลขานุการในพระองค์, ผู้จัดการทรัพย์สินส่วนพระองค์, ผู้อำนวยการทรัยพ์สินส่วนพระมหากษัตริย์ (ดูกระทู้เมื่อวาน https://t.co/4fSmYmz761)

ลืมไปสนิทว่า เดือนกรกฎาคมปีกลาย ตอนวชิราลงกรณ์ออก พรบ.ทรัพย์สินกษัตริย์ฉบับใหม่ ได้มีการตั้ง "คณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" ใหม่ด้วย โดยให้ สถิตย์พงษ์ เป็นประธานคณะกรรมการ (ดูภาพประกอบซึ่งเป็นตัวคำสั่งแต่งตั้ง และดูรายงานข่าวทาง บีบีซี ไทย ได้ที่นี่ https://goo.gl/JDq3ZN)
ตำแหน่ง "ประธาณคณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" นี้ คือตำแหน่งที่เดิม "รมต.คลัง" เป็นโดยตำแหน่ง แต่จริงๆอย่างที่ผมชี้ให้เห็นโดยมีหลักฐานโดยตลอดว่า กระทรวงการคลังไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพย์สินส่วนกษัตริย์เลยตลอด 70 ปีที่ผ่านมา (หลังรัฐบาลรอยัลลิสต์ออก พรบ.มาในปี 2491) ในทางการบริหาร สนง.ทรัพย์สินฯ ตัวกรรมการและประธานคณะกรรมการฯ ก็ไม่มีบทบาทอะไร บทบาททั้งหมดอยู่กับ "ผู้อำนวยการ" ซึ่งคุณจิรายุเป็นมาตั้งแต่ปี 2530 พอวชิราลงกรณ์ออก พรบ.ทรัพย์สินฯใหม่ปีกลาย ก็ตัดเรื่องที่แม้จะเป็นเพียง formal หรือ "โดยตำแหน่ง" นี้ออกไปเลย
การที่เมื่อวาน วชิราลงกรณ์ฯตั้งสถิตพงษ์ที่เป็นประธานกรรมการทรัพย์สินฯอยู่แล้ว ให้เป็นผู้อำนวยการฯ ก็เพราะความที่ตัวประธานไม่ใช่ตำแหน่งที่มีบทบาทในการบริหาร สนง.ทรัพย์สินฯดังกล่าว (การทำธุรกรรม เซ็นสัญญา ฯลฯ เป็นของผู้อำนวยการฯ)
ทีนี้ การที่วชิราลงกรณ์ตั้งสถิตย์พงษ์เป็น "ผู้อำนวยการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" เมื่อวาน เท่ากับว่า ตอนนี้คุณสถิตย์พงษ์ เป็นทั้ง "ประธาน" และ "ผู้อำนวยการ" ของ คณะกรรมการทรัพย์สินฯพร้อมๆกันไป ถ้าเอาตามตัวบท พรบ.ทรัพย์สินฯที่วชิราลงกรณ์ออกปีกลาย "ทรงแต่งตั้่งกรรมการ..คนหนึ่ง เป็นผู้อำนวยการ...ทำหน้าที่กรรมการและเลขานุการ" (มาตรา ๘ ดูตัวบทจริงได้ที่นี่ https://goo.gl/turvVN) ความจริง ก็ควรต้องมีการตั้งใครสักคนมาเป็น "ประธาน" แทนสถิตพงษ์ด้วย เพราะไม่เช่นนั้น จะเท่ากับสถิตย์พงษ์เป็นทั้ง "ประธาน" และ "ผู้อำนวยการ" และต้อง "ทำหน้าที่..เลขานุการ" ไปด้วยพร้อมๆกัน แต่ก็ไม่แน่ เขาอาจจะปล่อยไว้แบบนี้ก็ได้ เพราะอย่างที่บอกว่าตัว "คณะกรรมการ" นี้ ไม่ได้มีบทบาทอะไรในการบริหารทรัพย์สินฯมาแต่ไหนแต่ไร อยู่ที่ผู้อำนวยการฯเท่านั้น ซึ่งสถิตย์พงษ์ก็ได้เป็นจากการตั้งเมื่อวานแล้ว
สรุปตำแหน่งทั้งหมดของสถิตพงษ์ ณ ขณะนี้ 6 ตำแหน่ง :
- ประธานข้าราชบริพารในพระองค์
- เลขาธิการพระราชวัง
- ราชเลขานุการในพระองค์
- ผู้จัดการทรัพย์สินส่วนพระองค์
- ประธานคณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
- ผู้อำนวยการทรัยพ์สินส่วนพระมหากษัตริย์
.....................
ถ้าใครเช็ค "วิกิพีเดียไทย" จะพบว่า ไม่มีประวัติส่วนตัวอะไรของคุณสถิตย์พงษ์เลย ไม่มีวันเดือนปีเกิดหรือประวัติการศึกษา ซึ่งต้องนับว่าแปลกดี ในแง่ที่เป็นคนซึ่งมีอำนาจและบทบาทกับวังมากขนาดนี้ (ดู https://goo.gl/mhk38G ผมเอารูปคุณสถิตย์พงษ์มาจากที่นั่น ขอบคุณ)
ผมเลยพยายามเสิร์ชหาเอง ก็ได้มาส่วนหนึ่ง นับว่ายังน้อยมาก แต่ขอมาเล่าต่อ ดังนี้
คุณสถิตย์พงษ์ ขณะนี้ อายุ 69 ปี นี่คือข้อมูลล่าสุดตอนต้นปีนี้เอง เพราะมีการเพิ่มคุณสถิตย์พงษ์เข้าไปเป็นกรรมการบอร์ด "เครือซีเมนต์ไทย" เลยมีประวัติอยู่ในรายงานสำหรับการประชุมผู้ถือหุ้นต้น (https://goo.gl/1enzUN) หมายความว่า เขาน่าจะเกิดในปี 2492 (?)* คือเป็นคน "รุ่นเดียวกัน" กับวชิราลงกรณ์และทักษิณ แก่กว่าวชิราลงกรณ์ประมาณ 3-4 ปี (วชิราลงกรณ์เกิด 2495 ทักษิณ 2492) หรือถ้าเทียบกว้างออกไป คือเป็นคน "รุ่น 14 ตุลา" (จรัล 2490, เสกสรรค์ 2492 ธีรยุทธ 2493)
*(ปีเกิดนี้ยังไม่แน่นอน เพราะในรายงานของการบินไทยต่อตลาดหลักทรัพย์ตอนสิ้นปี 2554 https://goo.gl/hcm3Bq บอกว่าเขาอายุ 61 ปี ซึ่งทำให้เขาน่าจะเกิดปี 2493 และถ้านับจากตอนนั้นมาถึงสิ้นปีกลายหรือต้นปีนี้ เขาก็น่าจะอายุ 67 หรือ 68?)
สถิตย์พงษ์ เข้าเรีียนมัธยมที่สวนกุหลาบ เป็นรุ่นที่ 82 คือเข้าเรียนปี 2506 รุ่นเดียวกับ จุมพล มั่นหมาย (จุมพลเกิดปี 2493) - ขอบคุณท่านที่บอกมาหลังตั้งกระทู้
จบปริญญาตรีศิลปศาสตร์บัณฑิต (การสื่อสารมวลชน) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ - นั่นคือ เขาไม่ได้จบทหาร ไม่ได้เป็นทหารมาก่อน
ในประวัติเขา(จากข้อมูลข้างต้น) บอกว่า
- ศิษย์การบินรุ่น น.54-16-3โรงเรียนการบินกําแพงแสน
- โรงเรียนนายทหารชั้นบังคับฝูง รุ่นที่ 43
- โรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศ รุ่น 29
- วิทยาลัยการทัพอากาศ รุ่นที่ 27
ไม่มีข้อมูลว่าเขาเปลี่ยนเป็นทหารตั้งแต่เมื่อไร
โรงเรียนการบิน ผมเข้าใจว่า พลเรือนก็เรียนได้
แต่ "โรงเรียนนายทหารชั้นบังคับฝูง" เป็นของกองทัพอากาศ สำหรับนายทหาร ผมลองเช็คเว็บไซต์ของโรงเรียน ดูเหมือน "รุ่นที่ 43" น่าจะเป็นปี 2526 (ไม่ชัวร์นะครับ)
เขาเป็นราชเลขานุการในพระองค์พระบรม ปี 2548
เป็นบอร์ดการบินไทย 2552-2556
(และอย่างที่บอกข้างบน เขาเริ่มเป็นบอร์ดเครือซีเมนต์ไทยปีนี้)
เขาไปรู้จักกับพระบรมฯได้ยังไง และทำไมจึงได้รับความไว้วางใจมากมายขนาดนี้ อันนี้ผมไม่ทราบ มีบางคนพูดทำนองว่า เขาเคยทำการบินไทยตั้งแต่ก่อนจะเป็นบอร์ด และสมัยที่พระบรมฯไปขับเครื่องการบินของการบินไทยบ่อยๆ ก็เลยได้รู้จัก (ช่วงที่ได้ไปรู้จัก "คุณนุ้ย" ด้วยอะไรแบบนั้น)Image may contain: text
Prachachat - ประชาชาติ
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ประกอบพิธีบวงสรวงบูรณะพระปฐมบรมราชานุสรณ์ ร.1
คลิกดู-สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ประกอบพิธีบวงสรวงบูรณะพระปฐมบรมราชานุสรณ์ ร.1

ข้อมูลประวัติศาสตร์ สำหรับใครที่ "เกิดไม่ทัน" คือ เมื่อ 12 ปีก่อน ยังไม่มีความสนใจปัญหาชายแดนภาคใต้ ...


ข้อมูลประวัติศาสตร์ครับ สำหรับใครที่ "เกิดไม่ทัน" คือ เมื่อ 12 ปีก่อน ยังไม่มีความสนใจปัญหาชายแดนภาคใต้
สปีชพระราชินี และการวิจารณ์ของสุรยุทธ์ จุลานนท์
วันที่ 16 พฤศจิกายน 2547 พระราชินีทรงมีสปีชเกี่ยวกับสถานการณ์ภาคใต้ ซึ่งมีลักษณะ "สู้รบ" มาก ทรงลงท้ายสปีช ดังนี้
".....ข้าพเจ้าก็สัญญาว่า ข้าพเจ้า 72 แล้ว จะไปหัดยิงปืนใหม่แล้ว โดยไม่ต้องใส่แว่น ก็ยิงมันไปก็แล้วกัน...."
อ่านสปีชเต็มๆได้ที่นี่ http://goo.gl/QAm27D (ผู้จัดการ แยกพิมพ์สปีช 2 หน้าเว็บไซต์ ลิงค์ที่ให้นี้เป็นหน้า 2 ที่มีข้อความข้างต้น อยู่ตอนท้ายสปีช)
ไม่กี่เดือนต่อมา สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้คุยกับทูตสหรัฐ (ตามบันทึกโทรเลขวิกิลีกส์ 05BANGKOK1233 ลงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2548)
สุรยุทธ์ เริ่มจากการบอกว่า ก่อนสปีชเขาได้แนะนำควีนว่า อย่าลงไปในรายละเอียด (นัยยะคือ ควีนไม่ได้ทำตามคำแนะนำเขา)
"สุรยุทธ์...เสริมว่าการออกความเห็นของพระราชินี ไม่เป็นผลดี [ในการจัดการปัญหาภาคใต้] เท่าไร.... ยิ่งกว่านั้น สุรยุทธ์ยังคาดการณ์ว่า ที่ในหลวงไม่ทรงมีพระราชดำรัสอะไรเกี่ยวกับสถานการณ์ทางใต้ในพระราชดำรัสวันเฉลิมพระชนม์พรรษา 5 ธันวาคม ก็เพราะเป็นผลมาจากการแสดงความเห็นของพระราชินี. ในหลวงทรงมีทัศนะเกี่ยวกับสถานการณ์ภาคใต้ต่างจากพระราชินี แต่ไม่ทรงต้องการทำให้เป็นที่รับรู้กันทั่วอย่างชัดเจน [ถ้าในหลวงทรงมีพระราชดำรัสออกไป ก็จะทำให้คนเห็นความแตกต่าง - สศจ]"




ถ้าคิดดูดีๆนะ วงการสงฆ์ไทยกับกองทัพ มีอะไรเหมือนๆกันหลายอย่างมาก
เริ่มจากการแพร่หลายของคอร์รัปชั่นทางการเงิน คือวงเงินหมุนเวียนในแวดวงเป็นหมื่นๆล้าน ใช้จ่ายกันอีเหละเขะขะ กิน ตัดหัวคิว ฯลฯ แล้วก็แทบไม่เคยมีการตรวจสอบเลย (เรื่องนี้เผลอๆ วงการสงฆ์นี่ยิ่งกว่ากองทัพอีก อย่างน้อยกองทัพมันมีระเบียบราชการส่วนหนึ่ง เรืองเงินๆทองๆใน "วัด" และของ "พระ" นี่ ไม่มีใครกล้าแตะ)
ต่อมาก็เรื่องบ้าตำแหน่ง แย่งชิง เล่นพรรคพวก สร้างเครือข่าย ระบบอุปถัมภ์ ฯลฯ (เรื่องนี้ วงการสงฆ์อาจจะแย่กว่าในแง่หนึ่งที่ว่า สงฆ์เป็นคนที่สมมุติว่าไม่สนใจเรื่องยศถาบรรดาศักดิ์ ฯลฯ)
แน่นอน มันมีความแตกต่างสำคัญในแง่กองทัพมีอำนาจการเมืองแบบตรง ใช้อาวุธยึดอำนาจ ในแง่นี้ สงฆ์ไทยไม่ได้มีอำนาจทางการเมืองในลักษณะนั้น แต่อำนาจเชิงสังคมมีมหาศาลมาก และลักษณะอภิสิทธิ์ แตะต้องไม่ได้ เผลอๆจะมากกว่ากองทัพเสียอีก (มองในภาพรวมนะ ไมใช่หมายถึงเฉพาะรายๆบางราย)
ในระยะยาว นี่เป็นเรื่องใหญ่ในการปฏิรูปสังคมไทยในทิศทางประชาธิปไตย
.............
ปล. บอกตรงๆว่า น่าผิดหวังว่า ขบวนเสื้อแดง ทั้งระดับมวลชนไปถึงระดับแกนนำ (นปช พรรคเพื่อไทย) ในเรืองศาสนานี้ ในสัดส่วนที่ใหญ่มาก มีจุดยืนและท่าทีที่แย่ ขัดแย้งทิศทาง ปชต มาตลอด กรณีการเชียร์ธรรมกาย หรือเชียร์เรืองศาสนาประจำชาติ เป็นอะไรทีผิดทิศทาง ปชต ในระยะยาวจะเป็นปัญหา

" เละไม่เป็นท่า อย่าลีลาหลาย" รายการ : สหพันธรัฐไท กับคุณธิดาแอลเอ


 
รายการ : สหพันธรัฐไท กับคุณธิดาแอลเอ  
ตอน : เละไม่เป็นท่า อย่าลีลาหลาย
วันเสาร์ ที่ 19 มกราคม 2562 เวลา 20.00 น. ประเทศไทย
https://youtu.be/d7i0ZnLa7bY
(ยูทูบปลอดภัย กดไลค์/กดแชร์ ทุกคลิ้ปเพื่อสกัดเผด็จการทุกรูปแบบ)...
ดูเพิ่มเติม