tisdag 20 augusti 2019

ภาพชีวิตเรียบง่ายของกษัตริย์สวีเดน ประมุขของประเทศที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

คลิกดู-Kungaparet stannade i alpbyn – för en pizza

 Franska pizzabagaren: ”Kul möte”  Det här beställde drottningen




(กษัตริย์กุสตาฟขับรถเองจอดรถให้ราชินีซิลเวียเข้าไปสั่งพิซซ่ามานั่งกินในรถ มีผู้ติดตามสองคนและมีรถตำรวจติดตามหนึ่งคันแค่นั้นเอง)
.........................................................................
จากหนังสือพิมย์ต่างประเทศ.. ภาพชีวิตเรียบง่ายของกษัตริย์ไทยในต่างประเทศ (ประมุขประเทศปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช)


Rama X. radelt im rasanten Look! Seine Königin und ein Leibwächter strampeln hinterherFoto: Privat

Andrew MacGregor MarshallVerified account @zenjournalist 
Here we go again... King Vajiralongkorn spotted cycling semi-naked in Germany
Photo from German newspaper Bild of King Vajiralongkorn’s latest semi-naked cycling trip. The newspaper says the woman is Queen Nui but actually she seems to be Noble Consort Koi

updated มาตราในรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ที่แก้ตามความต้องการของกษัตริย์


Somsak Jeamteerasakul

มาตราในรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ที่แก้ตามความต้องการของกษัตริย์
(รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ดาวน์โหลดได้ที่นี่ https://goo.gl/SI9Ijo)
ประเด็นที่ให้แก้มี ๓ ประเด็นใหญ่ อย่างที่มีการลือๆกันมาก่อนหน้านี้ และมีประเด็นย่อยเพิ่มเข้ามาอีกนิดหน่อย ดังนี้
#ประเด็นที่หนึ่ง
"มาตรา ๕" ที่มาจาก "มาตรา ๗" เดิม ที่พันธมิตรฯเคยอ้างขอ "นายกพระราชทาน"
รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๙ ได้เขียนใหม่ สร้างกลไกในการแก้วิกฤติขึ้นมา (ที่ประชุมผู้นำศาล สภา รัฐบาล)
กษัตริย์ใหม่ ให้แก้กลับไปเป็นแบบ "มาตรา ๗" เดิม คงเพื่อสงวนสำหรับกรณีที่กษัตริย์ต้องการออกมาแสดงบทบาทอำนาจแทรกแซงในการแก้วิกฤติด้วยตัวเอง
#ประเด็นที่สอง
ว่าด้วย "ผู้สำเร็จราชการ" (มาตรา ๑๖, ๑๗ และ ๑๙)
แก้ให้กษัตริย์ใหม่สะดวกขึ้น ไม่จำเป็นต้องตั้ง ซึ่งได้มีการแก้ไปแล้วในรัฐธรรมนูญชั่วคราว ๒๕๕๗ เช่น การไปเที่ยวเยอรมันครั้งหลังสุด (จนเมื่อเช้านี้ที่เพิ่งกลับ) ก็ไม่มีการตั้งผู้สำเร็จแล้ว ฉบับ ๒๕๖๐ มีการเพิ่มให้กษัตริย์สามารถทำลิสต์คนที่จะให้เป็นผู้สำเร็จไว้ล่วงหน้าได้ ถึงเวลาถ้าไม่ได้มีการตั้งไว้ และต้องตั้ง (คงเช่นเผื่อเซ็นชื่อตอนกษัตริย์ไม่อยู่) ก็ให้เอาคนจากในลิสต์มาเป็น
#ประเด็นที่สาม
เรื่อง "ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ" (มาตรา ๑๘๒)
เดิมในรัฐธรรมนูญก่อนๆ มีเพียงบอกว่าต้องมี "ผู้รับสนองฯ" และละไว้เรื่องผู้รับสนองฯคือผู้รับผิดชอบในการกระทำในประกาศ, พระบรมราชโองการ ที่ "รับสนองฯ" นั้นๆ
ในร่างรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๙ ที่ผ่าน "ประชามติ" ไปแล้ว ได้เพิ่มวรรคสอง ระบุชัดเจนว่า ผู้รับสนองฯ "เป็นผู้รับผิดชอบในกิจการทั้งปวงในบรรดาที่ได้รับสนองพระบรมราชโองการ"
กษัตริย์ให้ตัดวรรคสองนี้ออกไป เรื่องนี้ ผมยอมรับว่าแปลกใจเหมือนกัน เพราะวรรคสองที่เพิ่มเข้ามาในร่าง ๒๕๕๙ ก็เพื่อให้ชัดเจนลงไปว่า ผู้รับสนองฯรับผิดชอบ กษัตริย์ไม่ต้องรับผิดชอบ การที่กษัตริย์ให้ตัดออกไป อาจจะเพียงเพราะเห็นว่า(หรือที่ปรึกษาแนะว่า) ปล่อยไว้ตามเดิม เป็นที่เข้าใจกันพอแล้ว หรือไม่ก็กลัวว่า การเพิ่มเข้าไปเช่นนั้น จะกลายเป็นช่องให้ตีความได้ว่า อำนาจจริงในการกระทำตามประกาศในทุกกรณี กลายเป็นของผู้รับสนองฯไปด้วยหมด กษัตริย์มีหน้าที่แค่เซ็นเฉยๆ (ทำนองเดียวกับที่เป็นไปตามหลักสากล เช่นในอังกฤษ ราชินีเซ็นอย่างเดียว จึงไม่เกี่ยวข้อง จึงไม่ต้องรับผิดชอบ)
#ประเด็นย่อยเรื่องคุณสมบัติองคมนตรีการและตั้งสมุหราชองครักษ์
มาตรา ๑๒ และมาตรา ๑๕
มาตรา ๑๒ ให้เพิ่มข้อยกเว้นเรื่องคุณสมบัติองคมนตรีว่า "ต้องไม่เป็นข้าราชการ...เว้นแต่การเป็นข้าราชการในพระองค์ในตำแหน่งองคมนตรี" คิดว่าคงแค่เป็นประเด็นทางเทคนิค เพราะเดิมยกเว้นว่าคนเป็น "ข้าราชการ" เป็นองคมนตรีไม่ได้ เพิ่มอันนี้เข้าไป เพื่อให้รัดกุม เพราะอันที่จริง คนเป็นองคมนตรีถือเป็นข้าราชการเหมือนกัน ก็ให้เป็นได้ เพราะถือเป็น "ข้าราชการในพระองค์ในตำแหน่งองคมนตรี" อยู่
มาตรา ๑๕ เดิมในร่าง ๒๕๕๙ เขียนว่า "การแต่งตั้งและการให้ข้าราชการในพระองค์และสมุหราชองครักษ์พ้นจากตำแหน่ง ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย"
ฉบับที่แก้ใหม่นี้ ตัดคำว่า "สมุหราชองครักษ์" ออกไป
ผมยอมรับว่างงเรื่องนี้ เพราะเหมือนเป็นการไปลดอำนาจกษัตริย์ แต่มานึกๆดู ตำแหน่งสมุหราชองครักษ์ คือระดับผู้บังคับบัญชาและบริหารของกรมราชองครักษ์ สังกัดกระทรวงกลาโหม คือเป็นทหารทั่วไปที่ไม่จำเป็นว่าต้องเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับกษัตริย์โดยตรง กษัตริย์ใหม่อาจจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องยุ่งยากไปที่จะคอยมาดูการแต่งตั้งตำแหน่งพวกนี้ทั้งหมด เลยให้ตัดออกไป

No photo description available.
** อำนาจและสมบัติอยู่ในมือกูคนเดียว ชัดๆ ไม่ต้องอ้อมค้อมอีกต่อไป : มาแล้วครับ พรบ.ทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ ฉบับใหม่ goo.gl/WJqXF
** พรฎ.จัดระเบียบราชการในพระองค์: เลิกสำนักราชเลขาธิการ?, ทรัพย์สิน"ของ"พระมหากษัตริย์คือ?, สถานะองคมนตรี-สนง.องคมนตรี goo.gl/jlKl1q

** พรบ.ราชการในพระองค์: กษัตริย์ไทยประกาศกม.ไทยบนดินแดนเยอรมันได้ไง? ผิดมารยาทและ
ระเบียบการทูต ผิดทั้งกม.ไทยและกม.สากล goo.gl/cxIjP9

** ออกแล้ว พรบ.บริหารราชการในพระองค์: กษัตริย์สร้างส่วนงานที่ขึ้นต่อตนเอง ทำอะไรกับส่วนงานนั้นได้ตามใจชอบ แต่อาศัยงบรัฐ goo.gl/ueNVxD

เรื่องการถวายสัตย์ของประยุทธ์ ...

เป็นที่รับรู้กันว่า " ไม่ใช่เป็นการสาบานที่ผิดพลาด " การถวายสัตย์ของประยุทธ์เป็นการจงใจที่จะไม่ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญเพราะกษัตริย์ วชิราลงกรณ์ ต้องการให้รัฐบาลทำตามคำสั่งของเขาเท่านั้น ประเทศไทยกำลังถูกนำถอยหลังกลับคืนสู่ยุคสมบูรณาญาสิทธิราช.

för 19 timmar sedan
Let’s be clear — it was not an “oath blunder”. Prayut Chan-ocha deliberately didn’t promise to uphold the constitution because King Vajiralongkorn wants the cabinet to answer only to him. Thailand is being dragged back into the era of absolute monarchy
 
Prime Minister Prayut Chan-o-cha 
Prime Minister Prayut Chan-o-cha insists he will not step down as pressure grows over the oath-taking controversy in which he failed to recite the full oath of office during the cabinet swearing-in ceremony last month.
"I definitely won't quit. There will be no quitting," he told a crowd of thousands in Buri Ram's Muang district during a drought inspection tour in the northeastern province on Monday.
There were rumours that the prime minister might consider resigning after he said he would take "sole responsibility" during a keynote speech outlining government policies to cabinet ministers, senior officials and state enterprise executives at the Impact Arena Muang Thong Thani in Nonthaburi early this month.

เรื่องถวายสัตย์ ...?

เรื่องนี้กษัตริย์วชิราลงกรณ์เขาสั่งประยุทธ์ไม่ให้พูดหมดเพราะรัฐบาลของประยุทธ์ไม่จำเป็นต้องทำตามรัฐธรรมนูญในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชเขาไม่ได้ปกครองโดยรัฐธรรมนูญนอกจากฟังคำสั่งของกษัตริย์เท่านั้น ทำไมไม่ไปด่ากษัตริย์ ประยุทธ์เป็นเพียงสุนัขรับใช้ของเขาแน่จริงต้องด่าเจ้าของสุนัขชิ ...ควาย !!!


ไทกร พลสุวรรณ @Thaikorn1ผิดทั้งคณะ กรณีคณะรัฐมนตรีกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณขัดรัฐธรรมนูญนั้น เป็นการกระทำผิดทั้งคณะ เพราะ ครม.ทุกท่านได้กล่าวคำถวายสัตย์ฯตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ได้กล่าวนำ เรื่องนี้คงปล่อยผ่านไปไม่ได้ เนื่องจากการกระทำที่ตามมาหลังการถวายสัตย์ฯล้วนใช้บังคับมิได้ตามที่ รธน.ม.5 ได้บัญญัติไว้

Andrew MacGregor MarshallVerified account @zenjournalist

Photo from German newspaper Bild of King Vajiralongkorn’s latest semi-naked cycling trip. The newspaper says the woman is Queen Nui but actually she seems to be Noble Consort Koi

ถนนในเมืองไทยเป็นถนนที่อันตราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณเป็นคนจน

19 สิงหาคม พ.ศ. 2562
เมื่อมีเหตุการณ์ผิดพลาดใด ๆ เกิดขึ้น เจ้าหน้าที่รัฐผู้มีอำนาจก็มักจะให้สัญญาว่าจะแก้ไขให้ถูกต้อง แต่พวกเขาได้ปฏิบัติตามคำสัญญา ที่ให้ไว้จริง ๆ หรือไม่นั้น บทความของสำนักข่าว The New York Times ซีรีย์นี้จะทำการตรวจสอบเพื่อหาคำตอบในเรื่องนี้
กรุงเทพฯ — ระหว่างที่หญิงคนหนึ่งกำลังขับรถจักรยานยนต์ไปทำงาน เธอถูกชนโดยรถกระบะซึ่งมีนายตำรวจนอกเวลาปฏิบัติงานที่มีอาการมึนเมาสุรา เป็นผู้ขับ รถของเขาเสียหลักมาชนกับรถจักรยานยนต์ของเธอแล้วลากไปตามถนนราดยางในชนบทแห่งหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของประเทศไทย
อรทัย จันทร์หอม ผู้ขับรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวถูกชนจนกระเด็น และเสียชีวิตทันที ณ จุดเกิดเหตุ
หลังเกิดเหตุคู่กรณีที่ชนเธอจนเสียชีวิตยังคงปฏิบัติหน้าที่ตำรวจ เขายังมีใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ และสามารถขับรถยนต์ได้ตามปกติเหมือน ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ศาลไม่ได้พิพากษาลงโทษจำคุกเขาแต่อย่างใด
ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำทางสังคมสูงที่สุดประเทศหนึ่งในโลก แม้แต่บนท้องถนนก็ยังมีการแบ่งชนชั้นอย่างชัดเจน โดยที่คนยากจนมักตกเป็นเหยื่อของอุบัติเหตุมากกว่าผู้ที่มีฐานะร่ำรวยหรือมีเส้นสาย
ตามรายงานประจำปี พ.ศ. 2558 ขององค์การอนามัยโลก ประเทศไทยมีอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนต่อจำนวนประชากร สูงที่สุดเป็นอันดับสองของโลก รองจากประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม สถานการณ์บ้านเมืองไม่สงบสุขและไม่มีกฎหมายคุ้มครอง อย่างประเทศลิเบียเท่านั้น แต่ถ้านับเฉพาะอัตราการเสียชีวิตจากรถจักรยานยนต์แล้ว ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่หนึ่งของโลกเลยทีเดียว
“ฉันไม่เคยคิดถึงการตายจากอุบัติเหตุจากรถยนต์มาก่อนที่แม่ตายเลยค่ะ” จุฬารัตน์ จันทร์หอม ลูกสาวของนางอรทัยผู้ตายกล่าวต่อด้วยว่า “ฉันไม่เคยคิดว่ามันเป็นปัญหาใหญ่แบบนี้ในเมืองไทย”
รัฐบาลได้ให้คำปฏิญาณที่องค์การสหประชาชาติในปี พ.ศ. 2558 ที่จะลดอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนลงครึ่งหนึ่งภายในปี พ.ศ. 2563 อย่างไรก็ตามเหลือเวลาไม่ถึง 1 ปีก่อนกำหนดเวลาเท่านั้น ประเทศไทยก็ยังห่างไกลจากการที่จะทำให้สัญญาที่ได้ให้ไว้ เป็นจริงขึ้นได้ ถนนภายในประเทศไทยยังถูกจัดอันดับให้เป็นถนนที่อันตรายที่สุด 10 อันดับแรกในโลก จากจำนวนการเสียชีวิตด้วย อุบัติเหตุซึ่งสามารถป้องกันได้มากกว่า 20,000 รายต่อปี
ประเทศไทยมีอัตราการเสียชีวิตบนท้องถนนลดลงเล็กน้อยตั้งแต่ปีพ.ศ.2558 และ ประเทศไทยมีการออกกฎหมายที่จำเป็นเพื่อทำให้ท้องถนนปลอดภัยมากขึ้น
แต่สิ่งที่ทางรัฐบาลไม่ได้แก้ปัญหาก็คือช่องว่างของรายได้ที่ต่างกันมากของประชากรในประเทศ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ไม่เพียงแต่ทำให้ ถนนเป็นที่ที่อันตรายเท่านั้น แต่ยังแบ่งแยกประเทศออกเป็นสองฝั่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย คือฝั่งคนมีเงิน และฝั่งคนจน

สิ่งที่เราเรียนรู้



CreditCreditAdam Dean สำหรับ The New York Times


CreditAdam Dean สำหรับ The New York Times
ความไม่เท่าเทียมกันทั้งตอนมีชีวิตอยู่และตอนตาย
ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีความไม่เท่าเทียมกันมากที่สุดใน 40 ประเทศเศรษฐกิจใหญ่ จากการสำรวจโดยเครดิต สวิส ในปีที่ผ่านมา ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่อันตรายต่อความปลอดภัยด้านการจราจรที่สูงสุดในโลก
แม้ว่าโดยรวมประเทศจะค่อนข้างยากจน แต่ก็มีโครงข่ายถนนราดยางสภาพดีที่เหมาะกับการขับขี่ด้วยความเร็วสูง พาหนะที่ผู้มีฐานะ และชนชั้นกลางที่มีจำนวนมากขึ้นในสังคมใช้มักจะเป็นรถยนต์รุ่นใหม่ซึ่งมีสมรรถนะสูง
แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่สามารถเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์เพียงคันเดียวต่อครอบครัวเท่านั้น โดยที่หมวกนิรภัยคุณภาพสูงที่ได้มาตรฐานตาม กฎหมายเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยสำหรับประชาชนส่วนมาก แม้ว่ากฎหมายจะกำหนดให้มีการสวมใส่หมวกนิรภัยระหว่างขับขี่รถจักรยานยนต์ก็ตาม
อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบนทางหลวงที่มีการจราจรคับคั่งมักเกิดจากการที่รถยนต์ SUV ชนเข้ากับรถจักรยานยนต์จนทำให้ซากจากอุบัติเหตุ ดังกล่าวเกลื่อนถนน ภาพหลังเกิดอุบัติเหตุแบบนี้ก็มักจะเป็นที่พบเห็นได้ทั่วไป เป็นภาพอันน่าสยดสยองบนท้องถนนเมืองไทย ไม่ว่าจะ เป็นเศษซากยางฉีกขาด กันชนที่พังยับเยิน หรือแม้แต่รองเท้าแตะเปื้อนเลือด
อุบัติเหตุจากรถจักรยานยนต์ครั้งเดียวอาจทำให้เกิดการตายหลายศพตามมาได้ เนื่องจากระบบขนส่งมวลชนที่ยังไม่ครอบคลุมทั่วถึงบริเวณ ชานเมือง จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกที่จะเห็นภาพของทั้งครอบครัวซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์มาคันเดียวโดยมีพ่อเป็นคนขับ แม่ซ้อนพร้อมด้วย ลูกเล็ก ๆ อีกคนหรือสองคน
จากผลการรายงานความปลอดภัยบนถนนทั่วโลกขององค์การอนามัยโลกประจำปี พ.ศ. 2561 ระบุว่ามีเพียงร้อยละ 12 ของการเสียชีวิตจาก อุบัติเหตุบนท้องถนนเมืองไทยเกิดจากผู้ขับขี่รถยนต์ หรือยานพาหนะเบาชนิดอื่น ๆ โดยที่ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ หรือคนเดินเท้า
ตามเมืองต่างๆ ทั่วประเทศไทยมีทางเท้าที่กว้างและมีสภาพที่ใช้งานได้ดีไม่มากนัก นักวิเคราะห์ให้เหตุผลว่าเป็นเพราะถนนและทางเท้า ถูกออกแบบโดยให้ความสำคัญกับคนมีฐานะซึ่งส่วนมากแล้วไม่เดินในอากาศที่ร้อนอบอ้าวแบบเมืองไทย และเมื่อใดก็ตามที่ทางเท้ากว้าง พอก็มักจะมีการตั้งหาบเร่แผงลอย หรือแม้แต่รถจักรยานยนต์ขับกีดขวางบนทางเท้า ทำให้ประชาชนต้องลงไปเดินบนถนนแทน
ความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจของประเทศไม่ใช่สาเหตุเดียวที่ทำให้อัตราการเสียชีวิตบนถนนไม่เท่าเทียมกัน ความยุติธรรมก็ยังถูกใช้ อย่างไม่เท่าเทียมอีกด้วย
กฎจราจรไม่สามารถใช้ควบคุมเหล่าบรรดามหาเศรษฐีหรือผู้ที่มีตำแหน่งหน้าตาในสังคมได้ พวกเขาเหล่านั้นสามารถขับรถเร็วกว่ากฎหมาย กำหนดโดยไม่ต้องได้รับการลงโทษ หรือดื่มจนมึนเมาก่อนขับรถโดยไม่คำนึงถึงผลที่จะตามมาเลยด้วยซ้ำ
ในปี พ.ศ. 2555 หนุ่มไฮโซทายาทเจ้าของเครื่องดื่มชูกำลังกระทิงแดงซิ่งรถสปอร์ตเฟอร์รารี่หรู ชนตำรวจแล้วลากไปจนเสียชีวิตคาถนน นายวรยุทธ์ อยู่วิทยา ผู้คนขับรถคนนั้นมีระดับแอลกอฮอล์ในร่างกายเกินกฎหมายกำหนด แม้ว่าเรื่องนี้จะผ่านมาได้ 7 ปีแล้วก็ตาม เขาก็ ยังไม่ได้ถูกดำเนินคดีใด ๆ
“สิ่งที่แน่ชัดในเมืองไทยก็คือถนนไม่ปลอดภัยสำหรับผู้ใช้ถนนเลย ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม” เอฟเวอลิน เมอร์ฟี่ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการ ป้องกันการบาดเจ็บที่เกิดจากอุบัติเหตุ จากองค์การอนามัยโลก หรือ W.H.O. กล่าว เธอยังเสริมว่า “ไม่ว่าจะรถยนต์ รถจักรยานยนต์ หรือคนเดินเท้า ผู้ใช้ถนนต้องได้รับความปลอดภัยเสมอ ไม่ว่าผู้ใช้ถนนคนนั้นจะมีฐานะการเงินอย่างไรก็ตาม”
สิ่งที่เราเรียนรู้

CreditAdam Dean สำหรับ The New York Times
การบังคับใช้กฎหมายที่อ่อนแอประกอบกับการคอร์รัปชัน
การขับรถเร็วเกินกำหนด เมาแล้วขับ การไม่สวมหมวกนิรภัยที่มีคุณภาพเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตบนท้องถนนในประเทศ นี่คือ บทสรุปที่เจ้าหน้าที่ในประเทศไทยได้ให้ไว้
Advertisement
ในขณะที่ประเทศไทยมีกฎหมายไว้เพื่อควบคุมสาเหตุหลักของการเสียชีวิตที่เจ้าหน้าที่ได้สรุปไว้ข้างต้น แต่กลับไม่มีการบังคับใช้จริงจัง
การจับปรับไม่เกิดขึ้นเมื่อผู้ขับขี่จักรยานยนต์ไม่สวมหมวกนิรภัย เว้นแต่ในช่วงเวลาที่มีการกวดขันเพื่อให้ตำรวจเก็บค่าปรับได้ตามเกณฑ์
การไม่เคยชินกับด่านตรวจหรือเสียงรถตำรวจทำให้ผู้ที่ขับรถเร็วเกินกำหนด หรือผู้ละเมิดกฎจราจรอื่น ๆ อาจไม่จอดข้างทางเมื่อถูกตำรวจ เรียกตรวจ
“มันเป็นเรื่องยากที่จะให้ประชาชนจอดรถ เมื่อเขาไม่เคยชินกับการที่ต้องหยุดให้ตรวจ” พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก รองผู้บัญชาการ ตำรวจนครบาลกล่าว
นอกจากนี้ยังมีการคอร์รัปชัน ผู้มีฐานะดีหรือมีเส้นสายรู้ว่าการติดสินบนสามารถช่วยให้พวกเขารอดได้ เมื่อโดนจับกุมเพราะทำผิดกฎจราจร
โดยเฉลี่ยแล้วตำรวจจราจรในกรุงเทพฯ จำนวน 3,000 นายได้รับเงินเดือน เดือนละ 20,000 บาท เพื่อแลกกับการทำงานกลางแดดร้อน เปียกฝน หรือทนฝุ่นควันพิษ จึงทำให้การได้รับเงินสินบนเล็กน้อยเป็นสิ่งดึงดูดใจที่ดีและได้ผลมากด้วย
ในแต่ละปีจะมีสองช่วงเวลาได้แก่ช่วงประเพณีสงกรานต์กลางเดือนเมษายน และปีใหม่สากลต้นเดือนมกราคมที่มักมีการรณรงค์เมาไม่ขับ เพื่อลดอุบัติเหตุโดยการติดป้ายประกาศแสดงภาพอุบัติเหตุและการเสียชีวิตที่น่าสยดสยอง เพื่อกระตุ้นให้ผู้ใช้รถเพิ่มความระมัดระวังใน การขับขี่ ในช่วงเวลาดังกล่าวนั้นจะมีการจับกุมผู้ละเมิดกฎจราจรได้มากเป็นพิเศษ แล้วจำนวนการจับกุมก็จะลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อผ่าน ทั้งสองช่วงเวลานี้ไปแล้ว
นายแพทย์แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับกล่าวว่า “ถ้าคนเรากินอาหารคลีนแค่ปีละสองครั้ง แต่เวลาที่เหลือทั้งปีกินแต่ ไอศกรีม หมอของคุณคงจะคิดว่าคุณเป็นบ้า แต่นั่นเป็นสิ่งที่เรากำลังทำกับเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนน”
สิ่งที่เราเรียนรู้



CreditAdam Dean สำหรับ The New York Times

‘สบาย สบาย’ ทำอะไรสบาย ๆ แบบไทยแท้
เมื่อถามว่าทำไมถึงมีคนตายจำนวนมากบนท้องถนน เจ้าหน้าที่รัฐให้เหตุผลว่าเป็นเพราะคนไทยติดกับคำว่า ‘สบาย สบาย’ นั่นเอง
คำว่า ‘สบาย สบาย’ เป็นคำพูดติดปากคนไทยที่แสดงให้เห็นนิสัยง่าย ๆ ตามแบบไทย คำว่า ‘สบาย สบาย’ เป็นเหตุผลที่ทำให้เมืองไทย เป็นเมืองที่ผ่อนคลายน่าเที่ยว แต่ในทางกลับกันก็เป็นทัศนคติที่ไม่ช่วยส่งเสริมให้มาตรฐานด้านความปลอดภัยของประเทศสูงขึ้น
“ถ้าตำรวจปฏิบัติตามกฎจริง ๆ ไม่ใช่แค่ตักเตือน ประชาชนก็จะไม่พอใจ แล้วก็บ่นว่าไม่สบายสบายเลย” พล.ต.ต.จิรสันต์กล่าว
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดจากผลของการใช้ชีวิตแบบ ‘สบาย สบาย’ ก็คือการสวมหมวกนิรภัย คนขับรถจักรยานยนต์ส่วนใหญ่มักจะไม่แยแสที่ จะหยิบหมวกนิรภัยมาสวมด้วยซ้ำ
“คนคิดว่ามลพิษทางอากาศเป็นเรื่องร้ายแรง แต่ไม่คิดแบบเดียวกันกับเรื่องเมาแล้วขับ หรือการใส่หมวกนิรภัย” นายแพทย์แท้จริง จากมูลนิธิเมาไม่ขับเสริมว่า “เราพลาดมาตลอดในการทำให้ประชาชนเข้าใจว่าเขาสามารถรักษาชีวิตตัวเองได้”
แต่เจ้าหน้าที่สามารถสร้างความแตกต่างได้ โดยในพื้นที่ที่ตำรวจเขียนใบสั่งหรือจับปรับอย่างจริงจัง จะพบเห็นการใส่หมวกนิรภัยได้ มากกว่า
รัฐบาลไทยสามารถให้ความรู้เพิ่มเติมแก่ประชาชนเรื่องการใส่หมวกนิรภัย ซึ่งโดยทั่วไปยังมีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานหรือสวมใส่ไม่ถูกต้อง
นางเมอร์ฟี จากองค์การอนามัยโลกกล่าวว่า “ถ้าคุณเห็นคนใส่หมวกนิรภัยโดยที่ไม่คาดสายรัดใต้คาง มันก็เท่ากับการใส่หมวกนั้นไม่มี ประโยชน์เลย มันแสดงให้เห็นว่าคนยังขาดความเข้าใจพื้นฐานด้านความปลอดภัยอยู่”
สิ่งที่เราเรียนรู้

การโยนความผิดให้คนอื่น
ตามสถิติล่าสุดขององค์การอนามัยโลกหรือ W.H.O. ในปี พ.ศ. 2559 คนไทยจำนวน 32.7 คนจากประชากร 100,000 คนเสียชีวิตจาก อุบัติเหตุบนถนน เปรียบเทียบกับอัตราการเสียชีวิตบนถนนของปีเดียวกันในประเทศสหรัฐอเมริกาที่ 12.4 คน ที่ประเทศอินโดนีเซียซึ่งเป็น ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ด้อยพัฒนากว่า สภาพถนนเป็นหลุมเป็นบ่อมากกว่าประเทศไทย แต่กลับมีอัตราการเสียชีวิต บนถนนเพียงแค่ 12.2 คน ในขณะที่ประเทศส่วนใหญ่ในยุโรปมีอัตราการเสียชีวิตบนถนนอยู่ที่เลขหลักเดียวเท่านั้น
ตั้งแต่รัฐบาลได้ให้คำปฎิญาณที่จะลดจำนวนการเสียชีวิตบนถนนลงครึ่งหนึ่ง ขณะที่ประเทศอื่น ๆ ก็ได้ให้สัญญาเช่นเดียวกัน ประเทศไทย เกือบจะไม่ได้ทำให้สถิติดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย จึงทำให้ประเทศไทยรั้งอันดับเกือบสุดท้ายของประเทศที่มีอัตราการเสียชีวิตบนถนนมากที่สุด ในอันดับที่ 9 ของโลก
“ไม่มีพรรคการเมืองไหนเห็นเรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่ ไม่มีนายกท่านใดต้องการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง” นายแพทย์แท้จริง จากมูลนิธิ เมาไม่ขับกล่าวทิ้งท้ายว่า “พวกเขาแค่สัญญาว่าจะลดอัตราการเสียชีวิตบนถนนลงครึ่งหนึ่ง แม้จะรู้ว่าทำไม่ได้จริง อาจคิดว่าเราจะลืมสัญญา ที่พวกเขาเคยให้ไว้”
คำถามที่ว่าแล้วเป็นความรับผิดชอบของใครที่ประเทศไทยไม่มีความคืบหน้าในเรื่องนี้ถูกโยนกลับไปกลับมาระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐจากหลาย หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
นายชยธรรม์ พรหมศร รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ได้ให้สัญญากับองค์การ สหประชาชาติที่จะลดอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนถนนลงครึ่งหนึ่ง กล่าวว่าเขาไม่ได้รับรายงานเกี่ยวกับรายละเอียดของสัญญานี้ (เนื่องจากเอกสารภาษาอังกฤษฉบับนั้นไม่ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยและเผยแพร่ออนไลน์)
เจ้าหน้าที่ผู้ทำการเสนอข้อมูลเกี่ยวกับด้านความปลอดภัยในท้องถนนต่อองค์การสหประชาชาติเมื่อปี พ.ศ. 2558 กล่าวว่าเธอเป็นเพียงตัวแทนเพื่อนร่วมงานของเธอ ที่ไม่สามารถเข้าร่วมการประชุมในวันนั้นได้ ในทางกลับ เพื่อนร่วมงานดังกล่าวนส.อุษณิศา จิกยอง แจ้งผ่านอีเมล์ว่าหน่วยงานของเธอ “ไม่มีความรับผิดชอบต่อโครงการความปลอดภัยบนถนน ในระดับประเทศ”
นส.อุษณิศา ให้ข้อมูลว่ากรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรง แต่นายชยพล ธิติศักดิ์ ผู้อำนวยการทั่วไปของกรมป้องกันฯ ปัดความรับผิดชอบกลับไปที่หน่วยงานต้นสังกัดของนส.อุษณิศา
เจ้าหน้าที่ของทั้งสองหน่วยงานต่างเห็นพ้องต้องกันว่าเป็นความรับผิดชอบโดยตรงของตำรวจ
“ปัจจัยหลักคือการบังคับใช้กฎหมาย” นายชยพลกล่าวเสริม “เราต้องทำให้ประชาชนตระหนักว่าหากไม่ปฏิบัติตามกฎหมายก็ต้องเผชิญ กับผลร้ายแรงที่จะตามมา”
แต่ตำรวจปฏิเสธที่จะรับความผิดดังกล่าว
“ในฐานะตำรวจแล้วมีหลายสิ่งที่ตำรวจทำไม่ได้” พล.ต.ต.จิรสันต์กล่าว “เราไม่สามารถสร้างถนนและระบบขนส่งมวลชนเพิ่มได้ เราไม่สามารถลดจำนวนรถบนถนนให้น้อยลง เราไม่สามารถเปลี่ยนให้ประชาชนมีระเบียบวินัยได้.”
สิ่งที่เราเรียนรู้


CreditAdam Dean สำหรับ The New York Times


CreditAdam Dean สำหรับ The New York Times

ความเป็นมนุษย์มีราคาแพง
จากผลการศึกษาเมื่อปี พ.ศ. 2561 ของธนาคารโลกที่ได้คาดการณ์ว่าประเทศไทยอาจสามารถเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศได้มากถึง ร้อยละ 22 ในปี พ.ศ. 2581 หากสามารถลดอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนถนนลงได้ครึ่งหนึ่ง
แม้ว่าสภาพเศรษฐกิจตกต่ำ รัฐบาลจากการรัฐประหารปี พ.ศ. 2557 ที่นำทีมโดยนายทหารเกษียณอายุก็แทบไม่ได้แก้ปัญหาเรื่อง ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจซึ่งเป็นปัญหาหลักของการเสียชีวิตบนถนนของประเทศไทยเลย
อย่างไรก็ตามประเทศไทยได้มีการปรับปรุงความปลอดภัยของถนนให้ดีขึ้น และได้ให้สัญญาที่จะทำกิจกรรมอื่น ๆ อีกด้วย โรงเรียนได้มีการบรรจุหลักสูตรเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนน รัฐบาลได้กำหนดมาตรฐานเรื่องความปลอดภัยของยานพาหนะขึ้นใหม่
จากสถิติแสดงให้เห็นว่ามีการพัฒนาขึ้นเล็กน้อย อัตราการเสียชีวิตบนถนนลดลงร้อยละ 7 โดยในปี พ.ศ. 2561 มีจำนวนผู้เสียชีวิตบนถนน 22,491 รายเมื่อเทียบกับในปี พ.ศ. 2558 ที่มีจำนวนผู้เสียชีวิตบนถนน 24,237 ราย
ในขณะที่ค่าใช้จ่ายทางเศรษฐศาสตร์มหภาคจำนวนมหาศาลของการเสียชีวิตบนท้องถนนสามารถวัดผลเป็นตัวเลขได้ สิ่งที่ไม่สามารถวัด เป็นตัวเลขได้คือการสูญเสียที่เกิดจากบุคคลซึ่งไม่ต้องรับโทษที่คุกคามถนนในประเทศไทย
ครอบครัวของนางอรทัย ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ที่เสียชีวิตไม่มีทนายในการดำเนินการคดีแพ่ง เพื่อขออุทธรณ์คำตัดสินของศาลที่พิพากษา ไม่จำคุกนายตำรวจ และไม่มีการดำเนินนการทางกฎหมายต่อจากนั้น
“ในเมืองไทยกฎหมายไม่มีความสำคัญ” จุฬารัตน์ลูกสาวผู้ตายตัดพ้อว่า “คนจนแบบเราจะไปเปลี่ยนแปลงอะไรได้ เราต้องตายไป อย่างไร้ค่า เพราะชีวิตของเรามันไม่มีค่าพอ”
ข้อสรุป: สำหรับคนจนแล้วถนนในเมืองไทยไม่ปลอดภัย ไม่ว่าจะที่ความเร็วแค่ไหนก็ตาม

CreditAdam Dean สำหรับ The New York Times

ประธานยุทธศาสตร์ (?)..นำชาติเจริญลง ฮวบๆๆ ถอยหลังย้อนยุคกลับคืนสู่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชแบบเบ็ตเสร็จ....

Prachachat - ประชาชาติ

“บิ๊กป้อม” เปิดตัวนั่ง “ปธ.ยุทธศาสตร์พปชร.” เล่นการเมืองเต็มตัว ลั่นอยู่ครบ 4 ปี
https://www.prachachat.net/politics/news-362474

(องคมนตรี..ที่ปรึกษากษัตริย์???)

คลิกดู-9 องคมนตรี-มหาดไทย น้อมนำพระราชกระแสรับสั่ง ร. 10 แก้ภัยแล้ง
9 องคมนตรี-มหาดไทย น้อมนำพระราชกระแสรับสั่ง ร. 10 แก้ภัยแล้ง