tisdag 12 december 2017

เมื่อมีชีวิตอยู่ก็ผลาญตายเป็นศพแล้วก็ผลาญมันเกินไปแล้ว

กษัตริย์ภูมิพล และครอบครัว ผลาญเงิน ภาษีประชาชนไปปีละเท่าไหร่ ?

กษัตริย์ภูมิพล และครอบครัว ผลาญเงิน ภาษีประชาชนไปปีละเท่าไหร่ ? เราขอรวบรวมเฉพาะรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๕ มาให้ผู้อ่านพิจารณาดู ... " รวมจำนวนเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555 สำหรับรักษาพระเกียรติของสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งสิ้น 11,208,800,975 บาท (อ่านว่า หนึ่งหมื่นหนึ่งพันสองร้อยแปดล้านแปดแสนเก้าร้อยเจ็ดสิบห้าบาท) " !!!


โดย พุฒิพงค์  พงค์อเนกกุล

สำรวจตาม พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2555 [1] "งบประมาณสำหรับรักษาพระเกียรติของสถาบันพระมหากษัตริย์" [2] มีรายการดังต่อไปนี้
สำนักราชเลขาธิการมาตรา 25 ข้อ 1 (1) แผนงานเทิดทูน พิทักษ์ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ 525,512,600 บาท
สำนักพระราชวังมาตรา 25 ข้อ 2 (1) แผนงานเทิดทูน พิทักษ์ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์    2,794,957,000 บาท  
สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มาตรา 25 ข้อ 4 (1) แผนงานเทิดทูน พิทักษ์ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ 603,516,900 บาท
ค่าใช้จ่ายอื่น ๆมาตรา 4 (3) ค่าใช้จ่ายตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 2,300,000,000 บาทมาตรา 4 (4) ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเสด็จพระราชดำเนินและต้อนรับประมุขต่างประเทศ 600,000,000 บาท
  สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีมาตรา 5 ข้อ 1 (2) แผนงานเทิดทูน พิทักษ์ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ 42,606,875 บาท
สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีมาตรา 5 ข้อ 4 (1) แผนงานเทิดทูน พิทักษ์ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ 1,558,064,400 บาท
สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมมาตรา 6 ข้อ 1 (3) แผนงานเทิดทูน พิทักษ์ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ 65,018,200 บาท  
กรมราชองครักษ์มาตรา 6 ข้อ 2 (1) แผนงานเทิดทูน พิทักษ์ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ 615,359,100 บาท
กองบัญชาการกองทัพไทยมาตรา 6 ข้อ 3 (4) แผนงานเทิดทูน พิทักษ์ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ 260,000,000 บาท  
กองทัพบกมาตรา 6 ข้อ 4 (4) แผนงานเทิดทูน พิทักษ์ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ 320,000,000 บาท
กองทัพเรือมาตรา 6 ข้อ 5 (4) แผนงานเทิดทูน พิทักษ์ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ 12,246,100 บาท
กองทัพอากาศมาตรา 6 ข้อ 6 (4) แผนงานเทิดทูน พิทักษ์ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ 21,000,000 บาท
  สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยมาตรา 17 ข้อ 1 (3) แผนงานเทิดทูน พิทักษ์ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ 30,200,000 บาท
กรมโยธาธิการและผังเมืองมาตรา 17 ข้อ 6 (2) แผนงานเทิดทูน พิทักษ์ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ 1,010,092,000 บาท
สำนักงานตำรวจแห่งชาติมาตรา 25 ข้อ 7 (3) แผนงานเทิดทูน พิทักษ์ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ 450,227,800 บาท
รวมจำนวนเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555 สำหรับรักษาพระเกียรติของสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งสิ้น 11,208,800,975 บาท (อ่านว่า หนึ่งหมื่นหนึ่งพันสองร้อยแปดล้านแปดแสนเก้าร้อยเจ็ดสิบห้าบาท) [3].
ดูแล้วอาจจะตาลาย ผมเอาตัวเลข Total มาโชว์เลยก็แล้วกันนะครับ

ย้ำอีกที รวมจำนวนเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555 สำหรับรักษาพระเกียรติของสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งสิ้น 11,208,800,975 บาท (อ่านว่า หนึ่งหมื่นหนึ่งพันสองร้อยแปดล้านแปดแสนเก้าร้อยเจ็ดสิบห้าบาท)

ท่านคิดว่ายังไงครับ เราจ่ายงบประมาณให้สถาบันกษัตริย์ปีละ หมื่นกว่าล้านบาท แต่เงินเดือนอาจารย์มหาวิทยาลัยที่จบปริญญาโทคนที่ต่ำสุดอยู่ที่ ไม่ถึง หนึ่งหมื่นบาท
 

 ( ที่่มาของข้อมูล )

บทลิเก..คณะลิเกลวงโลก.ตอน : เทวดาคลั่ง

บทลิเก..คณะลิเกลวงโลก.ตอน : เทวดาคลั่ง..กลายร่างเป็น ปีศาจกระหายเลือด สั่งฆ่าประชาชนที่ต้องการประชาธิปไตยโดยกล่าวหาว่าไม่จงรักภักดี.

By  d - day
กูเป็นใคร ผู้ยิ่งใหญ่ ใครก้อกราบ 
หมอบราบคาบ กราบหมา มึงเห็นไหม 
กูจะฆ่า มึงทุกคน พวกคนไทย
ที่หัวใจ รักประชา ฆ่าแน่นอน....


กูเทวา ข้ายิ่งใหญ่ ในสามโลก
กูจะโยก จะย้าย เปนไรหรือ
แผ่นดินนี้ กูได้มา กูลงมือ
นิ้วกูหรือ เกี่ยวโก่งไกร จึงได้มา

มึงเปนใคร จะคิดมา บังอาจกล้า
กูคนฆ่า กูสั่งยิง มีไรหรือ
พี่น้องกู กูยังยิง มากะมือ
มึงใครหรือ บังอาจกล้า ท้าทายกู

กูเปนใคร ผู้ยิ่งใหญ่ ใครก้อกราบ
หมอบราบคาบ กราบหมา มึงเห็นไหม
กูจะฆ่า มึงทุกคน พวกคนไทย
ที่หัวใจ รักประชา ฆ่าแน่นอน

กูขอบอก ทุกคน ทั้งปูเหลี่ยม
ถ้าไม่เจียม จะล้างโครต กุดหัวหมาย
ถึงกูป่วย ไกล้จะตาย มิวางวาย
กูจะหมาย ให้ทอมดำ นำมึงตาย

สามปีศาจที่เหยียบหัวคนไทยในเวลานี้

สามปีศาจที่เหยียบหัวคนไทยในเวลานี้


ปากแดงๆ ไว้ใจได้กา

Bildresultat för ราชินีสิริกิตย์ล่าสุด

ขุนเขาบอก :

อย่าคิดมากก็แค่เรื่องของนางมณโฑปากแดงกับลุงทศกัณฑ์....

ปากแดงๆ ไว้ใจได้กา
ปากแดงใส่ชฎา หายหน้าไปไหน
ไม่มาร้องเห่ ให้โรงลิเกไท
หายหน้าไปไหน หรือไปกรุงลงกา

ตุเรงตุเรง เสียงบรรเลงระนาด
ปากแดงปานแต้มชาด ผู้คนหวาดผวา
แอบอ้างคำสั่งลุง ให้เผากรุงลงกา
ฆ่าคนเหมือนหมา ใส่ชฎาปากแดง

ร่าย..

เคยงามเลิศ่เทิดชั้น เทวีศรี
ทรงฤทธี ไพร่ขี้ข้าอย่ากำแหง
เหยียบหัวไพร่ใส่ชฎา ทาปากแดง
นคราแรง ร้อนฤทธิ์พิษอนงค์

มาบัดนี้ ปากหมดสีที่แต้มชาด
เหลิงอำนาจขาดศิลห้า กาเป็นหงส์
ไร้เรี่ยวแรง ร่างชรายามอ่าองค์
ทรงเครื่องหงส์ ยังเป็นกาน่าอัศจรรย์

หลังความตายหวังกรายใกล้ เขาไกรลาศ
ปากแต้มชาด พร่ำพ้อต่อสวรรค์
ขอชีวีในปั้นปลาย คลายโทษทัณฑ์
อนงค์นั้นเคยบัญชา ฆ่าคนตาย

สวรรค์เลี่ยง เสียงประสงค์อนงค์นาถ
ปากแต้มชาด กลายเป็นผีความดีหาย
ร่างสดสวยย้วยยาน ปานจะตาย  

สูญสลายกลายร่าง...”นางมณโฑ”.....อย่าคิดมากก็แค่เรื่องของนางมณโฑปากแดงกับลุงทศกัณฑ์..





Bildresultat för ราชินีสิริกิตย์ล่าสุด
Bildresultat för ราชินีสิริกิต ล่าสุด
Bildresultat för ราชินีสิริกิต ล่าสุด  
 

“ฉันอยู่ร่วมโลกกับยิ่งลักษณ์ไม่ได้”

“ฉันอยู่ร่วมโลกกับยิ่งลักษณ์ไม่ได้”

“ฉันอยู่ร่วมโลกกับยิ่งลักษณ์ไม่ได้” และ “ใครอย่าแตะสุเทพนะ” เจ้าของคำพูดนี้คืออีโม่งพุงโตหน้าดำ...

“ฉันอยู่ร่วมโลกกับยิ่งลักษณ์ไม่ได้” และ “ใครอย่าแตะสุเทพนะ” เจ้าของคำพูดนี้คืออีโม่งพุงโตหน้าดำ...

“ฉันอยู่ร่วมโลกกับยิ่งลักษณ์ไม่ได้” และ “ใครอย่าแตะสุเทพนะ” เสียงผู้หญิง คำพูดนี้ของใคร ? ยิ่งลักษณ์ไปทำอะไรให้เธอ? ไอ้สุเทพเป็นผัวหรือพ่อเธอเหรอ?...ให้ประชาชนหาคำตอบเอาเองว่าใครคืออีบ้าคน นั้น ไม่มีความดีอะไรซ้ำยังมีจิตใจโหดเหี้ยมอำมหิตใช้โจรมายึดอำนาจรัฐ แล้วจะขู่บังคับให้ประชาชนเคารพรักและศรัทธาได้อย่างไร...อีทอม!


โดย   ท่านรอง

อัตตาพาจน
ได้ยินคำพูดเยียบเย็นสองประโยคที่ลอยมาตาม ลมว่า “ฉันอยู่ร่วมโลกกับยิ่งลักษณ์ไม่ได้” และ “ใครอย่าแตะสุเทพนะ” เราก็ย่อมนึกตามอคติแต่เดิมว่า คนที่พูดรุนแรงก้าวร้าวเช่นนี้น่าจะเป็นผู้ชาย และเป็นผู้ชายที่ทรงอำนาจอิทธิพลอย่างล้นเหลือเสียด้วย แต่ความจริงเสียงนั้นเป็นของผู้หญิง และเป็นผู้หญิงที่เราเคยนึกว่าใจดี มีเมตตาธรรม และดำรงความเป็นกลางทางการเมืองขนาดที่ไม่ยอมยุ่งเกี่ยวอะไรใดๆ เพียงเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง
เมืองไทยขณะนี้ ถ้าเปรียบกับมนุษย์ก็คงอยู่ในระยะฟุ้งซ่าน ใจหนึ่งก็มีเหตุผล คิดอะไรรอบคอบ อดทน และมองโลกในแง่ดี แต่อีกใจหนึ่งก็พลุ่งพล่าน เคียดแค้น หูเบา และพร้อมที่จะทำลายอะไรก็ได้ ที่มีคนมาสมมติให้เป็นศัตรูคู่อาฆาต ทั้งๆ ที่ไม่รู้อะไรไปมากกว่าข่าวลือและเสียงนินทาเลย อาการนี้กำลังแผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูของสังคมไทย และมีลักษณะพิเศษคือ ยิ่งเรียนมาสูงมาก มีการศึกษามาก ยิ่งเป็นโรคนี้ได้มาก หรือยิ่งสูงส่งในทางสังคม เคยมีคนเคารพนับถือมาก ก็ยิ่งมีอาการมาก เข้าขั้นประสาทหลอนเอาเลยทีเดียว
เหตุที่เป็นเช่นนั้น อธิบายในเชิงจิตวิเคราะห์ได้ว่า เพราะอัตตาของคนเรียนสูงและอยู่สูง มันมากกว่าคนธรรมดาเขาอยู่แล้วหลายเท่าตัว เมื่อระบอบประชาธิปไตยเพียงระยะต้น แสดงฤทธิ์เดชออกมาว่า เขารักใครชอบใคร ซึ่งคนๆ นั้น กลับไม่ใช่ตัวเองหรือเจ้านายของตัวเอง ความโกรธแค้นก็มีมาก ไม่ใช่เพียงความโกรธที่ถูกปฏิเสธ แต่ยังถมทับด้วยความแค้นที่ถูกข้ามหัวโดยประชาชนธรรมดาที่เขาเคยนึกว่าต่ำ ช้ากว่าเขาเสียเหลือเกิน อัตตาที่ถูกลบเหลี่ยมในครั้งนี้ จึงระเบิดออกมาเป็นการข่มขู่ก้าวร้าว ลืมหลักการและเหตุผลที่ตัวเองเคยใช้จูงจมูกสังคมทั้งสังคมมาก่อน การประกาศปิดกรุงเทพฯก็ดี ความหยาบคายบนเวทีและโดยทั่วไปก็ดี ความโหด...ม จนสามารถฆ่าและทำร้ายเพื่อนร่วมชาติได้ก็ดี ล้วนเป็นอาการของความเคียดแค้นของคนที่เพิ่งรู้ความจริงว่าตัวเองมิได้สูง ส่งกว่าใคร และจากนี้ไปตัวเองและพรรคพวกก็จะไม่ใช่ผู้ที่ชี้นำสังคมไทยอีกต่อไปอีกต่าง หาก ความบ้าคลั่งจึงพุ่งถึงขั้นคิดโค่นทำลายระบอบประชาธิปไตยทั้งหมด ปฏิเสธกลไกสากลอย่างการเลือกตั้ง ปฏิเสธการแก้ไขปัญหาตามรัฐธรรมนูญและโจมตีผู้นำการเมืองจากการเลือกตั้งเป็น การส่วนตัว ไม่ต่างอะไรจากแม่ค้าที่ด่ากันตามตลาดสด โดยลืมส่องกระจกดูสีหน้าท่าทางของตัวเองในขณะที่กำลังพ่นถ่อยคำเหล่านั้นออก มา
“ฉันอยู่ร่วมโลกกับยิ่งลักษณ์ไม่ได้” เป็นประโยคบอกเล่าที่มีลักษณะเป็นคำสั่ง มาเฟียใหญ่ในโลกนี้จะไม่ค่อยออกคำสั่งใดๆ ให้เป็นหลักฐาน เพียงปรารภเบาๆ กับกลุ่มคนใกล้ตัวที่มีหน้าที่และมีความสามารถในการทำลายล้างคนอื่น ก็จะเกิดการไล่ล่าสังหารตามมา แต่ความซับซ้อนของสังคมในนาทีคือ คนพูดยังไม่ใช่หมายเลขหนึ่งขององค์กรอาชญากรรมนั้น เป็นเพียงผู้ที่มีโอกาสอย่างสูงในการสืบทอดอำนาจในองค์กรเท่านั้น ผู้รับฟังคำสั่งจึงยังไม่กล้าผลีผลามทำอะไรตามใจคนพูด ถึงผู้ที่มีอำนาจจริงในองค์กรจะมีอันล้มหมอนนอนเสื่อลงไปอีกรอบแล้วก็ตาม ก็ยังมีคนอื่นในองค์กรที่สามารถเป็นใหญ่ได้ทัดเทียมกันหรือมากกว่า และคนๆ นั้นอาจจะทำอะไรบางอย่างที่ทำให้ชีวิตและความเป็นอยู่ทั้งหมดของผู้ปฏิบัติ งานนั้นต้องเปลี่ยนแปลงไปทั้งหมดและอย่างฉับพลันได้ ข้อเท็จจริงนี้ ส่งผลให้หายนะอันใหญ่หลวงบางอย่างถูกชะลอออกไปอย่างไม่มีกำหนด แต่ก็สร้างภาวะตึงเครียดอย่างร้ายแรงในวงจรหลักขององค์กรนั้นๆ และของชาติบ้านเมือง เพราะไม่รู้ว่าอุบัติเหตุจะเกิดขึ้นได้เมื่อไหร่และอย่างไร
ก้มมองปุ่มต่างๆ บนรีโมตคอนโทรลในมือ แล้วเขาคนนั้นก็คงเห็นรายละเอียดดังนี้:
๑. กองทัพยึดอำนาจและประกาศสูตร “ประชาธิปไตยใหม่” เพื่อให้แน่ใจว่าระบอบอำมาตย์ศักดินายังจะมีอำนาจเหนือกว่าฝ่ายประชาชนในบั้นปลาย
๒. องค์การอิสระออกฤทธิ์ โดยเฉพาะ ปปช. แล้วเวียนไปยังตุลาการศาลปกครองสูงสุด ก่อนกลับมาที่ตุลาการรัฐธรรมนูญอีกครั้ง ระหว่างนี้ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. แทรกสอดเป็นระยะๆ
๓. ศาลออกโรง
ปัญหาขณะนี้คือ เจ้าของเสียงที่เล่าข้างต้นอยากกดปุ่มใดปุ่มหนึ่งใจจะขาด แต่ไม่แน่ใจว่าอำนาจของตัวเองจะมีมากพอหรือไม่ จึงปล่อยเวลาให้มารในความอุปถัมภ์กลุ่มต่างๆ มาออกแรงอาละวาดให้หนักขึ้นเรื่อยๆ จนสถานการณ์หลุดโลกเสียก่อน จะได้เกิดแรงกดดันทางสังคมมากพอต่อการกดปุ่ม
น่าเวทนาที่เมืองไทยทั้งเมือง ต้องมาขึ้นอยู่กับคนที่เลือดจะไปลมจะมา

สิ่งที่ควรรู้..เมื่อต้องสู้กับTom.....

สิ่งที่ควรรู้..เมื่อต้องสู้กับTom.....

สิ่งที่ควรรู้เมื่อจะสู้กับทอมขาถ่าง ร่างเตี้ย..ไม่รู้ว่าตัวผู้หรือตัวเมีย ....สิ่งที่ควรรู้..เมื่อต้องสู้กับTom......... Tom.คือคน.ในร่างหญิง...ทั่วไป.มักใจร้าย...สับสนกาย.ชายหรือหญิง ทอม...หญิงใจร้ายนางกาลีในร่างหญิง....


ขุนเขาบอก :
 

สิ่งที่ควรรู้..เมื่อต้องสู้กับอีTom.....
 

Tom.คือคน.ในร่างหญิง...แต่แท้จริง.ใจเป็นชาย
Tom.ทั่วไป.มักใจร้าย...สับสนกาย.ชายหรือหญิง
Tom.นิยม.ไว้ผมสั้น...เพราะTomนั้น.ใช่ชายจริง
Tom.คือใคร.ในร่างหญิง..โหดจริงๆ.ชอบวิ่งราว

 

Tom.ชอบจด.รายละเอียด...เก็บความเครียด.ไว้เต็มหัว
Tom.เก็บกด.โทษร่างตัว...ผมบนหัว.จึงหงอกขาว
Tom.อกหัก.แต่รักพ่อ...เพียงพ่อยอม.Tomวิ่งราว
Tom.ส่วนมาก.ยังเป็นสาว...อายุราว.หกสิบปี

 

Tom.ทั่วไป.ไม่ระหง...อรอนงค์.ทรงเตี้ยล่ำ
Tom.คนนี้.ผิวสีคล้ำ...หน้าไม่ทำ.ผมไม่หวี
Tom.นั้นเล่า.เท่าที่เห็น...ตอนเย็นๆ.ออกทีวี
Tom.เป็นใคร.ละทีนี้..ดูทีวี.จักรู้เอง


Tom.ไม่ชอบ.มอบบทเพลง..แต่ครื้นเครง.ชอบฟ้อนรำ
Tom.ไร้คู่.ดูน่าขำ...จิตใจดำ.ชอบข่มเหง
Tom.ไปไหน.คนคอยถ้า..เดินนำหน้า.ท่านักเลง
Tom.เป็นใคร.คิดเอาเอง...ใครไม่เจ๋ง.อย่าเทียบTom

 

เป็นเช่นนี้.แลพี่น้อง...พี่ไม่ต้อง.น้องทำเอง
ประเทศนี้.มันเส็งเครง...เดินตามเอ๋ง.แล้วขี้หอม
คนดีไซร์.ใส่ชฎา...ไพร่ขี้ข้า.ชฎาปลอม
เป็นคนดี.ต้องมีTom...ขี้ไม่หอม.ใช่คนดี

 

สรุปแล้ว.สรุปอีก...ยากจะหลีก.คงต้องรบ
Tomคนนี้.ไม่น่าคบ.. Tomสมคบ.กับมือผี
Tomคนดี.มีทหาร...ประจำการ.พร้อมราวี
อยู่เบื้องหลัง.ม็อบทำดี...เป็นสตรี.มีชาติตระกูล....


( ทอมคนนี้แหละที่ทำให้ประเทศชาติวุ่นวายแตกออกเป็นฝักฝ่ายอยู่ในเวลานี้ ทอมนี้แหละที่เป็นประธานตัวจริงของ กปปส. ที่อยู่เบื้องหลังไอ้เทือก เบื้องหลังไอ้โล้นสุวิทย์ ทอมนี้เหละที่อยู่เบื้องหล้งที่สั่งทำลายวัดธรรมกาย  ทอมนี้เหละที่กลุ่มอำมาตย์กำลังสนับสนุนจะให้ขึ้นเป็นกษัตริย์แทนกษัตริย์องค์ใหม่ และก็ทอมขาถ่างนี้แหละคือหัวหน้าตัวจริงของฝ่ายเสือเหลืองที่ออกมาประกาศว่า " ฉันอยู่ร่วมโลกกับยิ่งลักษณ์ไม่ได้ "  และทอมนี้แหละที่สนับสนุนให้ยึดทรัพย์อดีตนายกทักษิณ ...)

รัฐบุรุษที่กษัตริย์ทรราชกลัวมากที่สุด

รัฐบุรุษที่กษัตริย์ทรราชกลัวมากที่สุด

Dr. ปรีดี พนมยงค์ บิดาแห่งการอภิวัฒน์ ๒๔๗๕


Dr. ปรีดี พนมยงค์  บิดาแห่งการอภิวัฒน์ ๒๔๗๕
เมื่ออายุได้ ๑๘ ปี  นายปรีดีพนมยงค์  สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนกฎหมายและเป็นสมาชิกของเนติบัณฑิตยสภา  ต่อมาได้รับทุนจากกระทรวงยุติธรรมไปศึกษาวิชากฎหมาย  ณ ประเทศฝรั่งเศส ระหว่าง ๒๔๖๓- ๒๔๗๐
นายปรีดี พนมยงค์  ถือกำเนิดและเติบโตมาในท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลง  ท่านเกิดเมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๔๔๓ อันเป็นช่วงปลายสมัยรัชกาลที่ ๕  ในครอบครัวชาวนาจังหวัดพระนครศรีอยุทธยา  ชีวิตในวัยเด็กทำให้นายปรีดีได้สัมผัสกับสภาพปัญหาของชาวนา  ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศในยุคนั้น
“ ผมได้กล่าวแล้วถึงสภาพสังคมไทยที่ผมประสบพบเห็นแก่ตนเองว่าราษฎรได้มีความอัตคัดขัดสนในทางเศรษฐกิจ  เพราะไม่มีสิทธิเสรีภาพกับความเสมอภาคในทางการเมือง  อีกทั้งตกอยู่ภายใต้อิทธิพลและอำนาจของหลายประเทศทุนนิยม  ผมได้มีความคิดก่อนที่ได้มาศึกษาในฝรั่งเศสแล้วว่าจะต้องค้นคว้าศึกษาเพิ่มเติม ว่าวิธีใดที่จะทำให้ความเป็นอยู่ของราษฎรดีขึ้น “
ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕  นายปรีดีเป็นผู้นำคณะราษฎรฝ่ายพลเรือน  ผู้มีบทบาทมากที่สุดในการจัดวางรูปแบบการปกครองในระบอบใหม่  เนื่องจากเป็นคนไทยคนแรกที่สำเร็จดุษฎีบัณฑิตกฎหมายจากมหาวิทยาลัยปารีส  นายปรีดีจึงให้ความสำคัญกับงานด้านนิติบัญญัติ  กับการปกครองเป็นพิเศษ  นอกจากจะเป็นผู้ร่างประกาศคณะราษฎรแล้ว  ท่านยังเป็นผู้ให้กำเนิดรัฐธรรมนูญฉบับแรกของสยามประเทศ  ที่ใช้เป็นบรรทัดฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตย  และยังเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการร่างพระราชบัญญัติระเบียบราชการบริหารแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.. ๒๔๗๖  ซึ่งมีเนื้อหาจัดรูปแบบการปกครองออกเป็นส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น
นายปรีดีมิได้มุ่งหมายเปลี่ยนแปลงการปกครองเพียงเพื่อให้ได้มาซึ่งระบอบประชาธิปไตยทางการเมืองเท่านั้น  หากแสดงเจตนารมณ์และแสดงบทบาทอย่างแจ่มชัดที่จะก้าวไปสู่ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ  สังคมและการศึกษา  เหนือสิ่งอื่นใด  ท่านปรารถนาที่จะให้ระบอบประชาธิปไตยเป็นบรรทัดฐานในการพัฒนาประชาชาติเล็กๆอย่างสยาม  ให้ยืนหยัดอยู่อย่างมีเอกราชและศักดิ์ศรีในทุกด้าน  ท่ามกลางนานาอารยประเทศในประชาคมโลกยุคใหม่  เจตนารมณ์ประชาธิปไตยของท่านปรากฎอย่างชัดเจนในหลัก ๖ ประการของ  “ ประกาศคณะราษฎร “  ที่ท่านเป็นผู้ร่างขึ้นเพื่อใช้เป็นคำแถลงการณ์ในวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕
หลัก ๖ ประการของ  “ ประกาศคณะธราษฎร “
        จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย  เช่นเอกราชในทางการเมือง  ในทางศาล ในทางเศรษฐกิจฯลฯ ของประเทศไว้ให้มั่นคง
        จะต้องรักษาความปลอดภัยในประเทศ  ให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก
        จะต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ  โดยรัฐบาลใหม่จะหางานให้ราษฎรทุกคนทำ  จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ  ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก
        จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน
        จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ  มีความเป็นอิสระ
        จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร
นายปรีดี พนมยงค์  เป็นนักการเมืองคนแรกที่ริเริ่มแนวความคิดที่จะให้ราษฎรทุกคนได้รับการประกันสังคมจากรัฐบาล โดยระบุไว้อย่างชัดเจนในหมวดที่ ๓  แห่งเค้าโครงการเศรษฐกิจฯ  แต่น่าเสียดายที่ร่างของแนวความคิดดังกล่าวถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์  กว่าประเทศไทยจะยอมรับให้มีนโยบายประกันสังคมให้แก่ประชาชนก็เป็นเวลา ๖๐ ปีหลังจากนั้น
นายปรีดีเป็นตัวตั้งตัวตีให้รัฐบาลยกฐานะกรมร่างกฎหมายเป็น  “ คณะกรมการกฤษฎีกา “  ทำหน้าที่ร่างกฎหมายและเป็นที่ปรึกษากฎหมายของแผ่นดิน  ทั้งยังพยายามพลักดันให้  “ คณะกรรมการกฤษฎีกา “ ทำหน้าที่ “ ศาลปกครอง “ อีกด้วย  แนวความคิดในเรื่อง “ ศาลปกครอง “  ของท่านแสดงให้เห็นว่า  ท่านต้องการให้ราษฎรสามารถตรวจสอบฝ่ายปกครองได้  และมีสิทธิในทางการเมืองเท่าเทียมกับข้าราชการอย่างแท้จริง  นายปรีดีสนับสนุนแนวคิดศาลปกครองมาตั้งแต่ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.. ๒๔๗๕
“ ระหว่างที่ข้าพเจ้าศึกษาวิชากฎหมายนั้น  ข้าพเจ้าเห็นว่า  มหาอำนาจต่างชาติถือสิทธิสภาพนอกอาณาเขตเหนือประเทศสยาม  ไม่ว่าจะเป็นทางทฤษฎีหรือทางปฏิบัติ  คนในสังคมมหาอำนาจเหล่านี้ไม่ต้องขึ้นศาลไทย  เพราะคดีที่มีคู่ความเป็นคนสังกัดต่างชาติเหล่านั้น จะต้องให้ศาลกงสุล  หรือศาลคดีระหว่างประเทศตัดสิน  ทั้งนี้เป็นไปตามสนธิสัญญาที่ไม่เสมอภาคระหว่างชาติมหาอำนาจกับประเทศสยาม  ในศาลคดีระหว่างประเทศ  คำวินิจฉัยของผูพิพากษาชาติยุโรปจะมีน้ำหนักมากกว่าคำวินิจฉัยของผู้พิพากษาชาวสยาม  ข้าพเจ้าไม่พอใจการใช้อำนาจอธิปไตยเช่นนี้เลย   ข้าพเจ้าจึงได้ตัดสินใจที่จะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกราชของชาติอันสมบูรณ์  โดยมีอำนาจอธิปไตยของตนอย่างเต็มเปี่ยม “
เมื่อภารกิจด้านการปกครองกระทรวงมหาดไทยเข้ารูปเข้ารอยแล้ว  นายปรีดีเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ  เพื่อเป็นผู้นำในการแก้ไขสนธิสัญญาไม่เสมอภาคที่รัฐบาลสยามสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้ทำไว้กับประเทศต่างๆ  ในนามของสนธิสัญญาทางไมตรี  พานิชย์ และการเดินเรือ  เป็นจำนวน ๑๒ ประเทศ  ซึ่งเป็นไปตามจุดมุ่งหมายของคณะราษฎรในหลัก ๖ ประการที่จะต้อง  “ รักษาความเป็นเอกราชของประเทศไว้ให้มั่นคง “  หลักการใหญ่ๆ  ซึ่งนายปรีดี พนมยงค์  สามารถแก้ไขในสนธิสัญญาไม่เสมอภาคได้สำเร็จ  คือสิทธิสภาพนอกอาณาเขต   แต่เดิมคนในบังคับของต่างประเทศไม่ต้องขึ้นศาลสยาม  ทำให้สยามสูญเสียเอกราชในทางศาล  นอกจากนี้ต่างประเทศยังบังคับให้รัฐบาลสยามเรียกเก็บภาษีขาเข้าได้เพียงไม่เกินร้อยละ ๓ เท่านั้น  ทำให้เก็บรายได้ไม่เต็มที่  นับเป็นการเสียเอกราชทางเศรษฐกิจที่จำต้องแก้ไข
นายปรีดีได้ใช้ยุทธวิธีบอกเลิกสนธิสัญญาไม่เสมอภาคกับประเทศคู่สัญญา  และได้ยื่นร่างสนธิสัญญาฉบับใหม่ที่สยามได้เอกราชและอธิปไตยสมบูรณ์ให้ประเทศเหล่านั้นพิจารณา  นายปรีดีได้ใช้ความอุตสาหะพยายามเจรจา  โดยอาศัยหลัก  “ ดุลยภาคแห่งอำนาจ “  จนประเทศนั้นๆ ยอมทำสนธิสัญญาใหม่ที่สยามได้เอกราชอธิปไตยสมบูรณ์ทั้งในทางการเมือง  ในทางศาล  และในทางเศรษฐกิจ
เมื่อนายปรีดีเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการครัง  (.. ๒๔๘๑- ๒๔๘๔  )  ได้ปฏิบัติภารกิจเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคมคือ
       ยกเลิกเงินภาษีรัชชูปการ  อันเป็นเงินส่วยที่ราษฎรไพร่ต้องเสียให้แก่เจ้าศักดินา
       ยกเลิกอากรค่านาซึ่งชาวนาต้องเสียแก่เจ้าศักดินาสูงสุดที่ถือว่าที่ดินทั้งหลายทั่วราชอาณาจักรเป็นของประมุขของสังคม
       จัดระบบเก็บภาษีอากรที่เป็นธรรมในระบอบประชาธิปไตยโดยสถาปนา  “ ประมวลรัชฎากร “  เป็นแบบฉบับครั้งแรกในประเทศไทย  ซึ่งรวมบทบัญญัติเกี่ยวกับภาษีอากรทางตรง  ผูใดมีรายได้มากก็เสียภาษีมาก  และถ้าผู้ใดบริโภคเครื่องบริโภคที่ไม่จำเป็นแก่การดำรงชีพ  ก็ต้องเสียภาษีอากรมากตามลำดับ
       การร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ  เพื่อให้มีการใช้งบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษีอากรของราษฎรอย่างรัดกุม  และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติ
ในช่วงเวลาที่นายปรีดีเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  แม้จะเป็นช่วงที่ใกล้เข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ ๒ แล้วก็ตาม  แต่เสถียรภาพทางการเงินและการคลังของสยามนับว่ามั่นคงที่สุดยุคหนึ่ง  ด้วยการเล็งการณ์ ไกลของท่าน  ได้ทำให้เสถียรภาพของเงินบาทมั่นคง  กล่าวคือเมื่อก้าวเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ ๒  นาย ปรีดีคาดคะเนว่าเงินปอนด์ที่เป็นเงินทุนสำรองเงินตราอาจจะไม่มีเสถียรภาพจึง ได้นำเงินปอนด์จำนวนหนึ่งไปซื้อทองคำเป็นจำนวนน้ำหนักประมาณ ๑ ล้านออนซ์  ในราคาออนซ์ละ  ๓๕ เหรียญสหรัฐฯ  และได้นำทองคำนั้นมาเก็บไว้ในห้องนิรภัยกระทรวงการครัง  ซึ่งยังคงรักษาไว้เป็นทุนสำรองเงินบาทอยู่จนปัจจุบัน
ทันที่ที่กองทัพญี่ปุ่นบุกเข้าประเทศไทย  เมื่อวันที่ ๘  ธันวาคม ๒๔๘๔  ผู้นำเผด็จการทหารของไทยเวลานั้นเข้าร่วมกับญี่ปุ่นประกาศสงครามกับสัมพันธมิตรสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ  นายปรีดีได้อาศัยฐานะของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ทำการประสานความสามัคคีของคนไทยทุกฝ่ายทั้งภายในประเทศและนอกประเทศ  นับตั้งแต่พระบรมวงศานุวงค์  ทหาร ตำรวจ  ข้าราชการพลเรือน  นิสิตนักศึกษา  ปัญญาชน กรรมกร ชาวไร่ชาวนา  ทำงานกู้ชาติบ้านเมืองในนามของขบวนการเสรีไทย  โดยมีท่านเป็นหัวหน้า  มีชื่อจัดตั้งว่า รูธ  ภารกิจของขบวนการเสรีไทยคือร่วมมือกับคนไทยและสัมพันธมิตรต่อสู้ญี่ปุ่นผู้รุกราน  และปฏิบัติการให้ฝ่ายสัมพันธมิตรรับรองว่าเจตนารมณ์ที่แท้จริงของราษฎรไทยไม่เป็นศัตรูต่อฝ่ายสัมพันธมิตร  เพื่อหวังผลให้ฝ่ายสัมพันธมิตรรับรองว่าไทยเป็นรัฐเอกราชไม่ตกเป็นประเทศแพ้สงคราม
ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒  นายปรีดีได้ใช้ความรู้ความสามารถเจรจาต่อรองกับฝ่ายสัมพันธมิตร  ทำให้ประเทศไทยไม่ต้องถูกยึดครองโดยฝ่ายสัมพันธมิตร  ทำให้ประเทศไทยเป็นเอกราชมาจนถึงทุกวันนี้  และท่านมีส่วนสำคัญในการผลักดันให้ประเทศไทยได้เข้าเป็นสมาชิกลำดับที่ ๕๕ ของสหประชาชาติ  ซึ่งเป็นองค์การของผู้ชนะสงครามโลกในเวลานั้น  ต่อมาเมื่อวันที่ ๘ ธันวา ๒๔๘๘ มีพระบรมราชองการ  ยกย่องนายปรีดี พนมยงค์  ไว้ในฐานะรัฐบุรุษอาวุโส  และได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ปฐมจุลจอมเกล้าวิเศษและนพรัตน์ราชวราภรณ์  อันเป็นชั้นสูงสุดที่สามัญชนพึงได้รับ
  มิถุนายน ๒๔๘๙  รัชกาลที่ ๘ เสด็จสวรรคต  นายปรีดี พนมยงค์   นายกรัฐมนตรีได้ขอความเห็นชอบต่อรัฐสภาให้อันเชิญพระเจ้าน้องยาเธอ  เจ้าฟ้าภูมิพล อดุลยเดช ขึ้นครองราชย์สืบสันติวงค์ต่อไป  และรัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบเป็นเอกฉันท์  เสร็จการประชุมรัฐสภา  นายปรีดีได้ขอลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี  โดยเหตุผลว่า  สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีได้เสด็จสวรรคตเสียแล้ว
( นายสุภา  ศิริมานนท์  นักหนังสือพิมพ์อาวุโส ได้กล่าวใน  สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์  ๘ พฤษภาคม ๒๕๒๖)
“ ผมเห็นว่าชีวิตของท่านมีสองอย่าง  คือถ้าไม่มีท่าน  ไทยจะไม่มีประชาธิปไตยและไม่มีเอกราช  เพราะท่านตั้งขบวนการเสรีไทยขึ้นมา  เพื่อไม่ให้ไทยชื่อว่าเป็นประเทศแพ้สงคราม  ส่วนกรณีสวรรคตนั้น  ยังเป็นเรื่องที่ต้องสะสางกันต่อไป  เป็นการใส่ร้ายป้ายสี  ใครที่บังอาจกล่าวเรื่องนี้ต้องแพ้คดีในศาลหมด “
        พฤศจิกายน ๒๔๙๐  พลโท ผิน ชุณหะวัณ  และทหารบางกลุ่มได้ทำการรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลพลเรือน  ซึ่งมีหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์เป็นนายกรัฐมนตรี  และใช้กำลังทหารประกอบด้วยรถถังและอาวุธทันสมัยระดมยิงเข้าไปในทำเนียบท่าช้างเพื่อจับตัวนายปรีดีซึ่งเป็นเพียงรัฐบุรุษอาวุโส  เป็นผลให้นายปรีดีต้องหนีตายไปสิงคโปร์  และแม้ว่านายปรีดีได้รวบรวมกลุ่มผู้รักชาติในนามของขบวนการประชาธิปไตย  ๒๖  กุมภาพันธ์ ๒๔๙๒ เข้าต่อสู้กับคณะรัฐประหาร แต่ก็ประสบความพ่ายแพ้  ทำให้นายปรีดีต้องลี้ภัยไปอยู่ประเทศจีน  เหตุการณ์ครั้งนั้นนับเป็นการปิดฉากการปกครองระบอบประชาธิปไตย  และส่งผลให้อำนาจมืดครอบงำการเมืองไทยไปอีกยาวนาน.
( ที่มาจาก สารคดี ฉบับพิเศษ คือวิญญาณเสรี  ปรีดี พนมยงค์  พฤษภาคม ๒๕๔๓ )

ภูมิพล-ปรีดี-วชิราลงกรณ์ กับกรณีทำลายหมุดคณะราษฎร

 
ภูมิพล-ปรีดี-วชิราลงกรณ์ กับกรณีทำลายหมุดคณะราษฎร

ผมได้พูดไปบ้างแล้วว่า ผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับ "คำอธิบาย" ของนักวิชาการและแอ๊คติวิสต์ เรื่องหมุดคณะราษฎรถูกขโมย ในลักษณะที่พยายามเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ย้อนหลังไปถึง 2475 การต่อสู้ระหว่างคณะราษฎรกับคณะเจ้า (แนวแบบที่ อ.ชาญวิทย์, อ.ธำรงศักดิ์, อ.ยิ้ม, อ.ชาตรี และแอ๊คติวิสต์อีกหลายคนพูดๆกัน)

แม้แต่ต่อให้เรายอมรับกันว่า กษัตริย์วชิราลงกรณ์เป็นคนสั่งทำเอง (ซึ่งตอนนี้ ไม่มีทฤษฎีอะไรที่อธิบายได้นอกจากนี้ ประเด็นปมเงื่อนสำคัญคือเรื่องหมุดหน้าใสถูกปล่อยไว้ เพราะลำพังการขโมยหมุดคณะราษฎร ใครอาจจะเป็นคนทำก็ได้ แต่การปล่อยหมุดหน้าใสไว้ตรงนั้น ไม่เอาออก มีคำอธิบายได้อย่างเดียว คือกษัตริย์วชิราลงกรณ์ให้ทำ)

ในความเห็นผม เรื่องนี้ก็ไม่ใช่มีสาเหตุย้อนหลังไปไกลถึงเรื่องการต่อสู้คณะราษฎร-คณะเจ้าตั้งแต่ 2475 ยิ่งการที่สมมุติว่าวชิราลงกรณ์ให้ทำเพราะเชื่อเรื่องดวง เรื่อง "อาถรรพ์" ในความเห็นผม ก็ยิ่งยืนยันว่า เรื่องนี้ ไม่ใช่อะไรที่เป็นความต่อเนื่องย้อนหลังไปไกลขนาด 2475 อะไรแบบนั้น (ผมจะพูดถึงเรื่องนี้ข้างล่าง)

ก่อนอื่น ผมเสนอว่า เราต้องแยกระหว่างประเด็นที่ว่ากษัตริย์วชิราลงกรณ์หรือราชสำนักให้ทำ กับการที่มีคนรักเจ้าออกมาพูดเชียร์หมุดคณะราษฎรถูกขโมย ด่าคณะราษฎร ด่าปรีดี ยกย่อง ร.7 เมื่อเกิดข่าวหมุดหายขึ้น กรณีหลังนี้คือพวก "กองเชียร์" ยุคใหม่ #ซึ่งเรื่องนี้ก็ไม่ใช่อะไรที่เกี่ยวโยงไปที่2475 #มากเท่ากับเป็นการสะท้อนต่อเนื่องของความขัดแย้งในไม่กี่ปีมานี้ เป็นอะไรที่ผมเรียกว่า proxy war หรือสงครามตัวแทน เนื้อแท้ของการเชียร์ ร.7 ด่าปรีดีของกองเชียร์รุ่นใหม่เหล่านี้ คือการเชียร์ในหลวงภูมิพล-เกลียดทักษิณ/เสื้อแดง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิกฤติปัจจุบัน (ดูกระทู้ก่อนหน้านี้ ที่ผมอภิปรายเรื่องนี้ https://goo.gl/usNlNL)
..............
ประเด็นที่ผมตั้งข้อสังเกตตั้งแต่วันแรกๆคือ อันที่จริง กษัตริย์ภูมิพลไม่ได้มองว่าปรีดีหรือ 2475 เป็นปัญหามาหลายสิบปีแล้ว มิเช่นนั้น เป็นไปไม่ได้ ที่ในต้นทศวรรษ 2540 กษัตริย์ภูมิพลจะยอมให้รัฐบาล (ประชาธิปัตย์อีกต่างหาก) เสนอชื่อปรีดีเป็นบุคคลสำคัญของโลกคู่ไปกับชื่อแม่ตัวเองแบบนั้น (และการจัดงานฉลองปรีดี ที่รัฐบาลเป็นสปอนเซอร์ในช่วงนั้น เด่นยิ่งกว่าการฉลอง 100 ปีของแม่พระองค์เสียอีก)
มี "มิตรสหายบางท่าน" ได้หยิบยกกรณีที่เมื่อตอนปรีดีตาย (2526) ราชสำนักไทยกับปรีดี "ไม่เผาผี" กัน (ไม่มีพิธีรัฐอะไรให้ปรีดีตามที่มีคนเรียกร้องเป็นต้น)
ผมได้ชี้ให้เห็นว่า
ปรีดีตายปี 2526
ในหลวงภูมิพลอยู่ต่อมาอีกถึง 33 ปี คือกว่าหนึ่งเจเนเรชั่น
และถ้านับจากปรีดีตาย ถึงตอนที่ให้มีการยกย่องเป็นบุคคลสำคัญของโลก ก็เป็นเวลาถึง 17 ปี (2526-2543) หรือเกือบ 2 ทศวรรษ

ปรีดีตาย (และเกิดอาการ "ไม่เผาผี" กับราชสำนัก) ก่อนจะมีปรากฏการณ์ที่ผมเรียกว่า The Rise of King Bhumibol (จากกลางทศวรรษ 2530 ถึงกลางทศวรรษ 2540) คือการที่กษัตริย์ภูมิพลได้ขึ้นสู่การมีอำนาจนำสูงสุด (hegemonic) อย่างที่เราได้เห็นในปัจจุบัน ในช่วงเวลาดังกล่าว #ความสัมพันธ์และสถานะของสถาบันกษัตริย์กับสังคมโดยรวมมีความเปลี่ยนแปลงโดยพื้นฐาน สถานะของปรีดีและ 2475 ในสังคมไทยโดยรวม ก็เปลี่ยนแปลงไปในช่วงนี้ ทัศนะหรือความสัมพันธ์ระหว่างกษัตริย์ภูมิพลหรือเจ้ากับปรีดีหรือ 2475 ก็เปลี่ยนไปด้วย
(มันมีประเด็นหนึ่งที่สะท้อนเรื่องนี้ ที่ผมสังเกตมานาน คือแม้แต่พันธมิตรฯ หรือตัวสนธิเอง ตอนเคลื่อนไหวล้มทักษิณ "เราจะสู้เพื่อในหลวง" ไม่เคยโจมตีปรีดีหรือ 2475 - สนธิเคยพูดพาดพิงถึงปรีดี แต่ก็แบบผ่านๆ และไม่ได้โจมตี - อันที่จริง อย่างที่คงรู้กัน แกนนำพันธมิตรบางคน เช่นพิภพหรือสมเกียรติ โตมาใน "สำนักสุลักษณ์" ที่เชียร์ปรีดีและคณะราษฎรตั้งแต่ทศวรรษ 2520)
...............
"มิตรสหายบางท่าน" ตั้งข้อสงสัยว่า เป็นไปได้หรือไม่ ที่ความเกลียดที่กษัตริย์ภูมิพลมีต่อปรีดีและคณะราษฎร จะตกทอดเป็นมรดกทางความคิดมายังกษัตริย์วชิราลงกรณ์ (และนำมาสู่การรื้อหมุดในตอนนี้)?
ข้างล่างนี้ คือที่ผมเขียนตอบ "มิตรสหายบางท่าน" ไป
ความจริง ผมไม่ถึงกับรับไอเดียที่พูดๆกันว่ากษัตริย์ภูมิพล "เกลียดปรีดี" นะ

ในการทำเรื่องเจ้าแบบซีเรียส ผมพยายามระมัดระวัง ศึกษาลงไปในรายละเอียด ไม่ใช่พูดแบบรวมๆ
ผมว่า ถ้าพูดว่ากษัตริย์ภูมิพลเกลียดจอมพล ป. กับคณะ รปห 2490 นี่พูดได้ เรื่องที่เขาโกรธมาก ที่พวกนี้ทำ รปห 2494 ที่หักหน้าเขา (ตามที่พระองค์เจ้าธานีแสดงออก) และหลังจากนั้น เขาก็ยังพูดกับทูตสหรัฐ (มีในหนังสือ อ.กอบเกื้อ) แบบเหยียดๆพวกคณะ รปห
คือจริงๆกษัตริย์ภูมิพลนี่ "ดีล" กับจอมพล ป. มากกว่ากับปรีดี
ใช่ ในแง่ที่ปรีดีเป็นประเด็นสำคัญเกี่ยวข้องกับกรณีสวรรคต กษัตริย์ภูมิพลก็มีเรื่องปรีดีให้ต้องคิด-จัดการ
แต่ถ้าเราดูรูปธรรมจริงๆ เขาไม่ได้ดีลกับปรีดีโดยตรง

ถ้าจะว่า เป็น "ความกลัว" ความระแวดระวัง(หรือหวาดระแวง) อาจจะใกล้เคียงความจริงมากกว่า คือกษัตริย์ภูมิพลกลัวปรีดี ในแง่เชื่อมโยงกับกรณีสวรรคต ว่าวันดีคืนดี ปรีดีเกิดตัดสินใจ "ลุย" เรื่องนั้นขึ้นมา (หยิบเอากรณีสวรรคตขึ้นมาโจมตีกษัตริย์ภูมิพลต่อชาวโลก)

และอันนี้ ผมว่า มันอธิบายว่า ทำไมท่าทีของกษัตริย์ภูมิพลต่อเรื่องปรีดีจึงเปลี่ยนไปหลังปรีดีตายได้ อนุญาตให้เสนอชื่อปรีดีกับแม่เขาได้ คือ ถ้าปรีดีตาย ก็ไม่ต้องกลัวอีกต่อไป (โดยเฉพาะในเรื่องปรีดีเปิดประเด็นกรณีสวรรคต) แต่ถ้าเป็นความเกลียดนะ ต่อให้ตาย ก็เกลียด

ทีนี้ วชิราลงกรณ์ ผมว่า เอาเข้าจริง ไม่ได้สนใจ 2475 ปรีดี หรือเรื่องเก่าๆพวกนั้นเลย เขาไม่เอาไหนกว่านั้นเยอะ และนี่เป็นประเด็นสำคัญที่ผมมีปัญหา ที่นักวิชาการ พูดๆกันในไม่กี่วันนี้ คือราวกับว่า เรื่องหมุด มันมาจากความไม่ชอบต่อเนื่องของราชสำนัก จากพ่อมาถึงลูก

ผมว่า ถ้าจะเอาตามข้อสันนิษฐานที่น่าจะใกล้เคียงที่สุด เรื่องหมุดครั้งนี้ คงมีบางคนไปแนะนำวชิราลงกรณ์เรื่องพวกดวงอะไรนั่นแหละ และความที่เขาไม่สนใจเรื่อง 2475 เรื่องคณะราษฎร-ปรีดีจริงๆ เขาก็เลยเอาด้วย - นี่เป็นอะไรที่ paradox หรือย้อนแย้ง

คือเอาเข้าจริง ถ้าเป็นพ่อเขา ซึ่งไม่เพียงสนใจพวกคณะราษฎร แต่เคยสัมผัสมาด้วยตัวเอง เขาไม่ตัดสินใจทำเรื่องแบบนี้ให้โง่หรอก แต่เพราะความไม่สนใจของกษัตริย์ใหม่นี่แหละ คือไม่รู้สึกไอ้หมุดเดิมมันมีความหมายอะไร เลยโอเค ตามที่คนไปแนะเรื่องดวง
......................
มีเรื่องหนึ่ง ที่ผมนึกๆขึ้นมาได้ คือเอาเข้าจริง กษัตริย์ภูมิพลนี่ เขามีลักษณะ scientific-oriented (คือ "เอียงทางวิทยาศาสตร์") นะ คือ เขาไม่ใช่เก่งด้านวิทยาศาสตร์อะไรแบบที่โฆษณากันแน่ เขาเป็นประเภท "มือสมัครเล่น" แต่ถ้าดูจริงๆ หรือลองนึกจริงๆนะ สมัยเขาไม่ได้มีลักษณะเกี่ยวกับเรื่อง "ฤกษ์ยาม" "ดวง" อะไรพวกนี้นะ มันไมใช่สไตล์เขา คือเขาเป็นสไตล์ scientific-oriented ที่ว่า ("ฝนเทียม" "กังหัน" ฯลฯ) แม้จะเป็นแบบมือสมัครเล่น แต่ก็มาทางนี้ (แม้แต่เรื่องที่กษัตริย์ใหม่ ให้ประกาศรัฐธรรมนูญโดยใช้ "ฤกษ์" หรือโอกาส "วันจักรี" นี่ กษัตริย์ภูมิพลก็ไม่เคยทำ ไม่เคยเอา "วันฤกษ์ดี" ตามราชวงศ์มาเกี่ยวข้องเลย แน่นอน ส่วนหนึ่งคงเพราะเขาฉลาดกว่า รู้ว่ารัฐธรรมนูญเดี๋ยวก็เปลี่ยน แล้วเอามาผูกกับวันราชวงศ์แบบนั้น จะแย่กับวันราชวงศ์เอง แต่ผมว่า ในอีกด้านหนึ่ง มันสะท้อนประเด็นที่ว่า เขาไม่ได้มีลักษณะเรื่องฤกษ์ยาม ดวง อาถรรพ์ อะไร)

เรื่องหมุดคราวนี้ มันออกแนวโหราศาสตร์จริงๆ แต่นั่น มันไม่ใช่สะท้อนว่า เป็นเรื่องเก่าย้อนหลังไปไกล ("การต่อสู้ระหว่างคณะราษฎรกับคณะเจ้าตั้งแต่สมัย 2475") อย่างที่บางคนมาพูด แต่มาจากความที่กษัตริย์ใหม่เองนั่นแหละ ไม่ได้สนใจเรื่องย้อนหลังไปขนาดนั้น ถ้าสนใจหรือศึกษาหรือรู้เรื่องย้อนหลังไปไกลแบบพ่อเขา จะไม่ทำหรอก เพราะไม่มีประโยชน์ เป็นการทำอะไรแบบไร้สาระ แบบเด็กๆ - 2475 มันจบไปนานแล้วสำหรับราชวงศ์ สถานะของราชวงศ์กลับมายิ่งใหญ่ภายใต้กรอบใหม่นานแล้ว แต่ที่กษัตริย์ใหม่ทำ สาเหตุมันแคบกว่านั้นเยอะ ไม่ใช่จะทำเรื่องใหญ่โตย้อนหลัง "ลบล้างประวัติศาสตร์" อะไรแบบที่ว่ากัน เป็นแค่เรื่อง "ดวง" ที่คงมีคนไปเสนอ แล้วกษัตริย์ใหม่ ความที่ไม่เคยสนใจประวัติศาสตร์ ไม่เคยสนใจอะไรพวกนี้มาก ก็เชื่อตาม ให้ทำไปโดยไม่คิดอะไร
................
ในที่สุดแล้ว การทำความเข้าใจเรื่องครอบครัวมหิดลนี้ มีข้อจำกัดเรื่องข้อมูล แต่ว่า ถ้าลองนึกๆ ที่ผมเพิ่งอธิบายไปข้างบนว่า กษัตริย์ภูมิพลกับปรีดี เป็นเรื่องกลัวมากกว่าเกลียด และเรื่องที่ว่าเอาเข้าจริง กษัตริย์ภูมิพลไม่ได้เอียงมาทางไสยศาสตร์ เรื่องหมุดหรือเรื่องคณะราษฎรและปรีดี จึงคงไม่ใช่ประเด็นที่เขาจะถ่ายทอดเป็นมรดกมาถึงลูก บวกกับเรื่องที่ว่า เอาเข้าจริง กษัตริย์ใหม่ก็ไม่ได้มีความสนใจเรื่องประวัติศาสตร์อะไรขนาดนั้น มันนำมาสู่สิ่งที่ผมพยายามบอกว่า เรื่องหมุดคราวนี้ มันมีลักษณะเฉพาะมากๆของคาแร็กเตอร์บางอย่างของกษัตริย์ใหม่ ไม่ใช่เป็น "ส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์การสู้กับคณะราษฎรหรือปรีดี" ของสถาบันกษัตริย์ไทย ขนาดนั้น