måndag 25 juli 2016

ประเทศสยามติดบ่วงทราม “ นามธรรม “

ประเทศสยามติดบ่วงทราม “ นามธรรม “........,มันเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่ภูมิพลขึ้นมาเป็นกษัตริย์ .......

ขุนเขาบอก :

ประเทศสยามติดบ่วงทราม “ นามธรรม “........

เมื่อคนอ้างเจ้า มัวเมาอำนาจ
ประเทศราช ปราศจากกฎหมาย
เมื่อผู้มีคุณธรรม ถูกอธรรมมันทำลาย
หยิบยื่นความตาย ทำลายประชาชน

ปล้นดินปล้นฟ้า เข็นฆ่าชีวิต
กระทำอำมหิต ลิขิตเหตุผล
ดูถูกเหยียดหยาม ประณามความคน
สูงส่งอิทธิพล ล้นนครา

มันเป็นเช่นนี้ มากี่สมัย
ประชาธิปไตย ครึ่งใบข้างฝา
แอบอ้างผู้ใหญ่ ใส่ไคร้ประชา
เยี่ยงหมูเยี่ยงหมา อนิจจาประเทศไทย

คนสั่งยังลอยหน้า คนฆ่ายังลอยนวล
ยังคงก่อกวน ป่วนสภาไหว
ยังคงขัดขวาง หนทางอธิปไตย
ยังคงยิ่งใหญ่ ด่าได้ทั้งแผ่นดิน

องค์กรองค์การ ศาลยุติธรรม
ร่วมกันกระทำ ร่วมยำกฐิน
บิดเบือนเปลี่ยนกฎ เป็นกบฏแผ่นดิน
อ่านคำตัดสิน หมิ่นประชาชน

วิชาการวิชาเกิน เพลินคำจำนรรจ์
พูดจาเอามัน กีดกันเหตุผล
วิชาการเพียงหน้า ปากด่าว่าคน
สำแดงตัวตน เยี่ยงคนต่ำทราม

อนาถเมืองไทย คงวิไลไม่ได้แล้ว
กราบหมากราบแมว สิ้นแล้วซึ่งคำถาม
ถูกเหยียบต่อไป ใต้ฝ่าตีนนิรนาม
ประเทศสยาม ติดบ่วงทราม “ นามธรรม “........

กษัตริย์ภูมิพลคือตัวปัญหาที่ขัดขวางทุกอย่างในประเทศไทย

กษัตริย์ภูมิพลคือตัวปัญหาที่ขัดขวางทุกอย่างในประเทศไทย ขัดขวางการแก้รัฐธรรมนูญ ขัดขวางไม่ให้ประเทศไทยมีระบอบประชาธิปไตย ขัดขวางความเจริญก้าวหน้าของประเทศชาติ ขัดขวางไม่ให้ประชาชนชาวไทยมีสิทธิเสรีภาพ ใช้ ม. ๑๑๒ กดหัวประชาชน ห้ามไม่ให้คนวิจารณ์กษัตริย์ แล้วจะให้สังคมนี้อยู่กันอย่างไร จะมีกษัตริย์ไว้ทำอะไร...? ประชาชนไทยต้องเสียค่าใช้จ่ายเลี้ยงดูกษัตริย์มาหลายชั่วโคตร ปีละหลายหมื่นหลายพันล้าน แล้วกษัตริย์ทำประโยชน์อะไรให้แก่ประเทศไทย ? ฉนั้นประเทศไทยไม่จำเป็นต้องมีกษัตริย์ ประเทศชาติและประชาชนชาวไทยจะได้มีสิทธิเสรีภาพ มีประชาธิปไตย เสียที ...!


ดูจากตัวอย่างข้างล่างนี้....



สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล คอมเม้นต์ข่าวทางfacebookว่า...

ที่ นายกฯยิ่งลักษณ์อ้างว่า ถ้าผ่านวาระ 3 แล้ว เสนอขึ้นไปให้ลงพระปรมาภิไธย จะต้องไป "ติด" ที่สถาบันกษัตริย์แน่ๆ (จะว่าเป็นเรื่อง การ "สกรีน" ของ องคมนตรี อะไรก็แล้วแต่ ทาง กม.คือ ไป "ติด" ที่ขั้นตอน ลงพระปรมภิไธยนันแหละ)

ตามรัฐธรรมนูญจริงๆ ก็ไมใช่เรือ่งอะไรทีใช้อ่างว่า ทำให้ ผ่าน วาระ 3 ไมได้หรอก เพราะ มีข้อกำหนด ตาม รธน.อยู่แล้ว (ม.150-151) เรือ่งว่า เสนอ กม.ขึ้นไป แล้วไม่มีการลงพระปรมาภิไธย ให้ทำยังไง

ไม่มีข้อกำหนด เรื่อง "ต้องตกนรก" ใน รธน.แน่ๆ ในกรณีทีเสนอขึ้นไปแล้ว "ติด" ไม่มีการลงพระปรมาภิไธย

สรุปคือ ทีนายกฯ อ้างๆ เรืองนี้ ก็ไม่ได้อ้าง "ตามรัฐธรรมนูญ" เหมือนกัน

สรุปแล้ว ประเทศนี้ แม่ม อย่ามีรัฐธรรมนูญเลย กลับไปใช้ สมบูรณาญาสิทธิราชดีกว่าว่ะ


อันที่จริง ถ้าพูดในทาง ตัวบท รธน.นะ

การที่ สภา เสนอ พรบ.อะไรขึนไปให้กษัตริย์ แล้ว ไมทรงลงพระปรมาภิไธย รับรอง (กระบวนการ "สกรีน" ของ องคม นตรี ไม่ได้มีอยู่ใน รธน.อะไร ถือเป็นการ "จัดการภายใน" ของสถาบันกษัตริย์ และโดย รธน. ก็ต้องถือว่า อยู่ในขันตอนของการ "ทูลเเกล้า ให้ทรงลงพระปรมาภิไธย" นั่นแหละ)

ตัวบท รธน. ก็มีการกำหนด วิธีการจัดการอยู่ คือ มาตรา 150-151 ที่กำหนดว่า

หลังจาก พรบ.ใด ผ่านสภาแล้ว ภายใน 20 วัน ให้นำขึนทูลเกล้าฯ ลงพระปรมาภิไธย

ซึง ถ้าไม่ลงพระปรมาภิไธย (จะด้วยการ "สกรีน" และ "ถวายคำแนะนำ" ของ องคมนตรี หรืออะไรก็แล้วแต่) ก็เป็นไปได้ 2 ทาง คือ

(ก) ทรง พระราชกลับมาเลย บอกว่า ทรงไม่เห็นด้วย ซึงสภา ก็ต้องเอากลับมาพิจารณาใหม่ และถ้ายืนยันลงมติ จะสนับสนุน กม.นันอยู่ ก็ต้องด้วยคะแนน 2 ใน 3 (ถ้าไม่ถึง ก็ตก คือ การ "วีโต้" ของกษัตริย์ มีผล) แล้วทูลเกล้า ใหม่ ถ้าใน 30 วัน ไม่ลงพระปรมาภิไธยอีก ก็ประกาศใช้เป็น กม. ได้

(ข) หลังจากผ่านสภา และทูลเกล้าไปแล้ว แต่พระมหากษัตริย์ ไม่ได้ทรงมีวินิจฉัยอะไรลงมา (ไม่ได้บอกว่า "ไม่เห็นด้วย ไมเซ็น" แบบข้อ ก) ภายในเวลา 90 วัน รัฐสภา ก็ต้องเอาพิจารณาใหม่ เหมือนข้อ ก

พูด ง่ายๆ คือ พระมหากษัตริย์ สามารถ "วีโต้" กม.ได้ 2 วิธี คือ บอกลงมาตรงๆว่า ไม่เห็นด้วย หรือไม่ก็ทิ้งเวลาไว้ 90 วัน และ สภา ก็มีสิทธิจะ "ล้ม" การ วีโต้ นั้น ด้วยการลงคะแนน 2 ใน 3

แต่ว่า ที่พูดๆกัน ตามข่าว ทีว่า ถ้า ทูลเกล้าฯ แล้ว ไป "ติด" อยู่ทีการ "สกรีน" ของ "องคมนตรี" ทำให้ไม่กล้า ทูลเกล้า

อันนี้ จริงๆ ก็เรียกว่า เป็นการ "ไม่สนใจว่า รธน. มีข้อกำหนด ไว้เรียบร้อยแล้ว ว่า ให้ทำยังไง" นั่นแหละ

คือ ประเภท ไมได้กำลังพูดถึงหลักการอะไร แต่พูดถึง ในแง่ "อำนาจทางการเมือง และวัฒนธรรม" ทีเป็นจริง ของสถาบันกษัตริย์ ในแง่ที่ว่า ถ้าทูลเกล้าฯขึ้นไปแล้ว ไม่ได้รับการเห็นชอบ (จะโดยกระบวนการ "สกรีน" ของ องคมนตรี หรือโดยการไม่ทรงเห็นชอบด้วยพระองค์เองจริงๆ ก็แล้วแต่)

ก็ให้ถือว่า นายกฯ "อยู่ในนรก"

ซึ่ง จริงๆ ก็ไม่มีกำหนดไว้ใน รธน. หรอก การ "อยู่ในนรก" หลังการทูลเกล้าฯ แล้ว ไม่ผ่านน่ะ

กษัตริย์ผู้หลงระเริงอยู่กับวรรณกรรมและการละคร

 
เมื่อรัชกาลที่ ๕ สวรรคตและเจ้าฟ้าวชิราวุธได้ครองราชย์ สถานการณ์ทางเศรษฐกิจก็มิได้ดีขึ้น ขนาดเจ้าพระยาวงษานุประพัทธิ์เสนาบดีเกษตรเอง ก็ยังวิจารณ์นโยบายของรัฐบาลว่ายัง “...ไม่ได้กระจายความมั่งคั่ง เพื่อความสุขสบายของประชาชาติ ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายของอารยประชาชาติทั้งปวง....”(๑)
แม้ว่าเจ้าพระยาวงศานุประพัทธิ์จะได้นำเอาสภาพชาวนาที่ประสบกับปัญหาดินฟ้าอากาศวิปริตไปเล่าให้รัชกาลที่ ๖ ฟังเมื่อต้นรัชกาลว่า ในเวลาที่ดินฟ้าวิปริตนั้น พืชพรรณธัญญาหารจะเสียหายเป็นส่วนใหญ่ เพราะรัฐศักดินาแทบจะไม่ได้พัฒนาชลประทานของประเทศเลย สิ่งนั้นทำให้ผู้คนซึ่งอดอยาก “ต่างก็พากันออกไปเที่ยวหาข้าวมาเลี้ยงกัน....” บางคนถึงกับอดข้าวตายเพราะความหิวโหย โดยเฉพาะเด็กตัวดำๆที่มีร่างกายเปราะบาง และคนชราซึ่งทำงานเกณฑ์ และชำระภาษีอากรเพื่อบำรุงบำเรอความสุขของพวกศักดินามาตลอดชีวิต
แต่รัชกาลที่ ๖ ไม่นำพารายงานดังกล่าว กลับใช้จ่ายเงินฟุ่มเฟือยมากขึ้นเรื่อยๆ ในเรื่องโขนละคร โดยไม่ยอมเจียดเงินไปพัฒนาประเทศชาติเลย งบประมาณส่วนที่ประชาชนได้รับประโยชน์ยังคงมีน้อยนิดเดียวไม่ผิดกับในสมัยรัชกาลที่ ๕ (๓) พระองค์ใช้จ่ายเงินสุรุ่ยสุร่ายจนมีหนี้สินหลายล้านบาท ทั้งที่กษัตริย์เพียงคนเดียวได้รับงบประมาณมากกว่างบสร้างเขื่อนให้ประชาชนไม่รู้กี่เท่าตัว ซึ่งสถานทูตอังกฤษบันทึกว่า หนี้ส่วนหนึ่งเกิดจากการซื้อเพชรพลอย อัญมณีแจกจ่ายข้าราชบริพารคนโปรด(๔) กษัตริย์บีบบังคับให้กระทรวงพระคลังมหาสมบัติจ่ายเงินแผ่นดิน อันเป็นภาษีอากรของประชาชนใช้หนี้ให้แก่ตน นอกเหนือจากงบประมาณสำหรับกษัตริย์ถึง ๓ บาท(๕) มหาดเล็กคนโปรดของรัชกาลที่ ๖ คือเจ้าพระยารามราฆพและเจ้าคุณอนิรุทธิ์เทวาน้องชายนั้น เป็นผู้ได้ประโยชน์มากที่สุด คนพี่ได้บ้านไทยคู่ฟ้า คือทำเนียบรัฐบาลเป็นของขวัญ ส่วนเจ้าคุณอนิรุทธิ์เทวาได้บ้านพิษณุโลก และข้าราชบริพารคนโปรดอีกคนหนึ่งได้บ้านมนังคสิลา คฤหาสน์ยักษ์ทั้ง ๓ หลัง ซึ่งมีบ้านไทยคู่ฟ้าใหญ่ที่สุดที่รัชกาลที่ ๖ สร้างขึ้น เพื่อมอบให้เป็นกรรมสิทธิ์แก่คนโปรดนี้มีราคาแพงมหาศาล ถ้าปัจจุบันนี้ใช้เงินเพียง ๑๐-๒๐ ล้านบาทก็สร้างไม่ได้ เพราะเพียงบ้านพิษณุโลกหลังเดียวที่รัฐบาลจอมพล ป. บังคับซื้อจากเจ้าคุณอนิรุทธิ์เทวาในราคาถูกนั้น รัฐบาลปัจจุบันจะซ่อมแซมสำหรับใช้เป็นที่อาศัยของนายกรัฐมนตรี ก็ตั้งงบประมาณนับสิบล้านบาททีเดียว
 
ในรัชกาลนี้ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเจ้ากับรัชกาลที่ ๖ อยู่ในภาวะมึนชาอย่างยิ่ง เพราะพวกเจ้าเห็นว่าพระองค์ได้ผลประโยชน์เท่าไร ก็ประเคนให้มหาดเล็กคนโปรดหมด ไม่แบ่งปันให้ญาติพี่น้องเลย พระองค์ไม่ยกย่องพวกตนเท่าที่ควร พระองค์เองก็ไม่เคารพพวกพี่น้อง ในขณะที่พระองค์ร่วมโต๊ะกับพระยารามราฆพและพระยาอนิรุทธิ์เทวาเป็นประจำ กลับไม่เคยกินข้าวร่วมกับเจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ซึ่งเป็นน้องชายร่วมสายโลหิต อย่างเป็นกันเองตลอดเวลานานนับ ๑๐ ปี(๖) ส่วนพี่น้องคนอื่นๆก็ยิ่งห่างเหินมาก ขนาดน้องชายอีกคนหนึ่งคือกรมหลวงนครสวรรค์ฯจะได้เฝ้าทีไร ก็ต้องคอยคราวละตั้ง ๓-๔ ชั่วโมง บางคราวถึงกับต้องคอยเก้อก็มี(๗)
 

ในการฝึกเสือป่านั้น พวกเจ้าถูกลบหลู่อย่างหนัก มหาดเล็กที่ใกล้ชิด เช่น นายจ่ายง(ต่อมาเป็นเจ้าพระยารามราฆพ) ได้รับตำแหน่งนายกองโท และเพียง ๒ เดือนต่อมาก็เลื่อนเป็นถึงนายกองเอก(๘) ทั้งที่พระราชวงศ์ผู้ใหญ่ที่เรียนทหารจากต่างประเทศ เช่น จอมพลเจ้าฟ้ากรมพระภาณีพันธุ์ วงษ์วรเดช(อา รัชกาลที่ ๖) พลเรือเอกกรมขุนนครสวรรค์วรพินิต(น้อง รัชกาลที่ ๖) พลเอกกรมหมื่นนครไชยศรีสุรากช(พี่ รัชกาลที่ ๖) และกรมหลวงพิษณุโลก(น้อง รัชกาลที่ ๖) เป็นแค่นายกองตรีทั้ง ๔ คน(๙)
ความที่ริษยามหาดเล็กคนโปรดของรัชกาลที่ ๖ อย่างรุนแรง และความที่โมโหพี่ชายร่วมสายเลือด จนอดทนต่อไปไม่ได้ ทำให้เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ เสนาธิการทหารบกไม่ยอมให้ทหารไปฝึกเสือป่าในเวลาราชการเลย(๑๐)
ส่วนเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดช น้องชายของรัชกาลที่ ๖ อีกคนหนึ่งก็ไม่พอใจพี่ชาย และเขียนจดหมายถึง ดร.ฟรานซิส บีแซร์ เล่าว่า “พระเจ้าแผ่นดินกลายเป็นผู้ที่ตกอยู่ใต้อิทธิพลของข้าราชบริพารคนโปรด ข้าราชการทุกคนถูกเพ่งเล็งมากบ้าง น้อยบ้าง ในด้านฉ้อราษฎร์บังหลวงหรือเล่นพรรคเล่นพวก ......... พระราชสำนักของพระองค์เป็นที่เกลียดชังอย่างรุนแรง และในตอนปลายรัชกาลก็ถูกล้อเลียนเยาะเย้ย.... (๑๑)
การที่พวกเจ้าไม่พอใจรัชกาลที่ ๖ เพราะเรื่องผลประโยชน์ ทำให้ไม่มีใครรู้สึกเดือดร้อนแทนพระองค์ในเวลาที่เกิดกบฏของพวกทหารใน รศ.๑๓๐ จนกระทั่งพระองค์รู้ซึ้งถึงเรื่องดังกล่าว จนอดคิดไม่ได้ว่า ต่อกรณีนี้ผู้อื่นต่างก็ร้องอยู่ในใจว่า “ไม่ใช่กงการอะไรของข้า...” (๑๒)
 
เอกสารของสถานทูตอังกฤษเปิดโปงว่า ที่พวกราชวงศ์ไม่พอใจมากก็คือ การที่พวกขุนนางของรัชกาลที่ ๖ กลั่นแกล้งพวกตน เช่น เจ้าพระยายมราชคนโปรดของพระองค์ พยายามบีบพระองค์เจ้าศุภโยคเกษม ให้พ้นจากตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงพระคลังฯ โดยออกคำสั่งลับไม่ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายตนเก็บภาษี เพื่อฟ้องพระองค์ว่า กระทรวงคลังฯ ไม่สามารถเก็บภาษีได้ ทั้งที่มีเงินอยู่ในประเทศมาก(๑๓)
ในบรรดาพวกเจ้าเหล่านี้ต่างก็รวมตัวกันต่อต้านรัชกาลที่ ๖ อย่างจริงจัง โดยมีกรมพระจันทบุรีนฤนาทเป็นผู้นำ ส่วนเจ้านายคนอื่นก็มี พระเจ้าพี่ยาเธอกรมพระกำแพงเพชร, พระองค์เจ้าศุภโยคเกษม และเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต (๑๔) ในที่สุดก็มีข่าวลือตลอดรัชกาลนี้ว่าจะมีรัฐประหาร โดยพวกเจ้า เช่น เมื่อต้นปี รศ.๑๓๐ มีข่าวลือว่ากรมหมื่นชุมพรเขตอุดมศักดิ์จะรัฐประหาร เชิญเจ้าฟ้ากรมหลวงนครสวรรค์เป็นกษัตริย์ (๑๔) ซึ่งสิ่งนี้ที่จริงแล้ว ก็คือปฏิกิริยาที่พวกเจ้ามีต่อรัชกาลที่ ๖ อย่างน้อยที่สุดก็เป็นการปล่อยข่าวออกมาบีบบังคับพระองค์ว่า ถ้าเอ็งยังดื้อรั้น ข้าก็จะจัดการละนะหรืออะไรทำนองนั้น โชคดีที่รัชกาลที่ ๖ ไม่ถูกพวกเจ้าถอดจากราชบัลลังก์ เพราะสวรรคตไปเสียก่อน
  
หลักฐานอ้างอิง     
 
 ๑. กจช. เอกสาร ร.๖ แฟ้มกระทรวงเกษตร เลขที่ กษ๑/๔ เจ้าพระยาวงษานุประพัทธิ์ ๑๗ ธ.ค. พ.ศ. ๒๔๕๓
๒. เรื่องเดิม
๓. ดูรายละเอียดในพรเพ็ญ ฮันตระกูล การใช้จ่ายเงินแผ่นดินในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ วิทยานิพนธ์อักษรศาสตร์มหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์ฯ, ๒๕๑๗
๔. เรื่องเดิม
๕. เรื่องเดิม
๖. พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ เจ้าชีวิต หน้า ๕๘๐-๑
๗. มจ.สมประสงค์ บริพัตร บันทึกความทรงจำบางเรื่อง (อ้างแล้ว) หน้า ๑๙
๘. กจช. ร.๖ บ๑๑/๑๐ ทะเบียนธงเสือป่า ๒๒ ก.ค. ๓๐ พ.ค. ๒๔๕๔
๙. แถมสุข นุ่มนนท์ ยังเติร์กรุ่นแรก กบถ รศ.๑๓๐ (เรืองศิลป์ ๒๔๒๓) หน้า ๑๔๙
๑๐. เรื่องเดิม หน้า ๑๔๘
๑๑. กจช. เอกสาร ร.๗ สบ.๒. ๘๗/๓๒ เล่ม ๓ บันทึกเรื่องการปกครอง (๒๓ ก.ค.-๑ ส.ค.๒๔๖๙) พระราชหัตถเลขาพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ถึง ดร.ฟรานซิส บีแซร์
๑๒. กจช. เอกสาร ร.๖ จดหมายร.๖ ถึงเจ้าพระยายมราช วันที่ ๔ มิ.ย. รศ.๑๓๑
๑๓. Greg to Sir Austin Chamberlain, May, 27th1925
๑๔. Greg to Sir Austin Chamberlain, Annual Report,1925 Feb 10th1926 FO.371/117 19F1122/1122/40 และ Greg to Sir Austin Chamberlain May 27th1925 Fo371/10972 F2745/72/40
๑๕. (หน้า ๑๗-๑๘) บันทึกความทรงจำบางเรื่องของหม่อมเจ้าหญิงประสงค์สม บริพัตร (โรงพิมพ์ท่าพระจันทร์,๒๕๙๙)

หากวันไดไร้อดทน กูจักโค่น” เทวดา “.........

ขุนเขาบอก :
 

หากวันไดไร้อดทน กูจักโค่น” เทวดา “.........
 

ทุกเรื่องราวที่สับสน เพียงเพราะคนเพียงคนเดียว
แค่คนแก่หนังเหี่ยวๆ เดินคนเดียวยังไม่ไหว
แต่มีคนมาแอบอ้าง ภาพที่สร้างดูวิไล
ครอบงำจิตครอบงำใจ แต่สมัยอดีตกาล
 

นำมาอิงนำมาอ้าง ให้เลือกข้างให้เลือกสี
ให้หลงใหลในความดี ชีพพร้อมพลีทุกสถาน
ปลุกใจคนทุกหย่อมหญ้า ให้รักษาบริบาล
ใครหมิ่นสีมีประหาร แห่ประจานนครา
 

ธรรมนูญบุญไม่ถึง กูกลัวมึงจึงสั่งสาน
เข้าห้ำหั่นประจัญบาน ป้องกันการครหา
ตลก.เป็นของกู กูจักอยู่คู่โลกา
อยู่เลี้ยงหมูอยู่เลี้ยงหมา เป็นปู่ย่าห้าร้อยปี
 

เยี่ยงนี้หนอตอแหลแลนด์ ช่างแร้นแค้นความผ่องใส
ต้องหมอบราบกราบกันไป เป็นแค่ไพร่ไร้ศักดิ์ศรี
ตราบชั่วลูกตราบชั่วหลาน ต้องกราบกรานทุกกรณี
ไพร่สถุนบุญไม่มี ถูกไอ้อีมันบีฑา
 

ต้องจมปลักอีหลักอีเหลื่อ เพียงเพราะเกลือมันเป็นหนอน
เพียงเพราะหาฐานันดร ต้องสั่นคลอนด้วยตันหา
กอ กอ ตอ. ตอ ลอ ออ. จึงเพียงพอพ่อให้มา
ตัดสินความตามบัญชา ดอ ชฎาเข่นฆ่าคน
 

เห็นต้องแจวแล้วน้องพี่ พอกันทีกับความหวัง
ตราบไอ้อีมีพลัง ก็อย่าหวังฟังเหตุผล
แต่อยากบอกออกทีวี บอกไอ้อีกูก็คน
หากวันไดไร้อดทน กูจักโค่น” เทวดา

คลิป อ.ชูพงศ์ เปลี่ยนระบอบ ประจำวันที่ ๒๕ ก.ค. ๕๙

 
หลวงตาชูพงศ์ เปลี่ยนระบอบ  

๒๕ กค ๒๕๕๙
ตอน : บังคับทุกฝ่ายต้องสู้เพื่อความอยู่รอด   และรวมปริศนา ทางการเมือง รอยสักปริศนา จนถึง ลุงตายแล้วหรือยัง____ฯลฯ

คลิป ปฏิวัติประเทศไทย กับ อ.สุรชัย แซ่ด่าน ประจำวันที่ 25 ก.ค.59

söndag 24 juli 2016

เจ้าพระยาผู้ฆ่าคน........

ขุนเขาบอก :   

เจ้าพระยาผู้ฆ่าคน........
 

ลับความจริง...ฝังห้ามขุด...พูดไม่ได้
ทับหินใหญ่...ไว้ปากหลุม...คลุมผ้าสี
สัญลักษณ์...พิทักษ์นาม...ความภัคดี
ผ้าเจ็ดสี...มัดใต้ฐาน...ศาลพระยา

 

พระยาสั่ง...พังนครา...พาย่อยยับ
พระยารับ...คำสั่งปล้น...คนผวา
พระยายึด...พฤติกรรม...ระยำพา
พระยาฆ่า...เพราะระยำ...นำพระยา

 

รับคำสั่ง...เพียงอย่างเดียว...จึงเลี้ยวลด
ทุรยศ...ในตนตัว...ชั่วหนักหนา
ความมืดดำ...อำมหิต...ติดตัวมา
คำสั่งฆ่า...เป็นเพียงเอื้อ...ที่เหลือเลว

 

ให้นั่งเมือง...เรืองฤทธา...พระยาเทพ
หวังกอบเก็บ...ความศรัทธา...พระยาเหลว
ด้อยปัญญา...พาคนชัง...ดั่งไฟเปลว
เขม็งเกลียว...เปลวไฟแค้น...แน่นทั้งเมือง

 

คนถูกฆ่า...นคราแดง...ด้วยแรงเลือด
ใจถูกเชือด...ด้วยเลือดคน...บนผ้าเหลือง
สีเลือดแดง...แต่งแท่นนั่ง...มลังเมลือง
ขึ้นนั่งเมือง...เพียงฆ่าไพร่...ไม่ภัคดี

 

ปลายสมัย...ไพร่ยาตรา...พระยาล่วง
ปลดโซ่บ่วง...ความศรัทธา...พระยาหนี
ผู้บัญชา...พระยาเร้น...เป็นปรัศนีย์
ความลับนี้...พระยารู้...กูรับแทน

 

พระยายม...ล่มพระยา...ถึงคราม้วย
ฟ้าไม่ช่วย...ด้วยไพร่ข้า...มาเป็นแสน
พระผู้สร้าง...ล้างมลทิน...สิ้นดูแคลน
รับกรรมแทน...คือพระยา...ผู้ฆ่าคน..........เจ้าพระยาผู้ฆ่าคน........