6h
แบงก์ชาติตอบคำถามสังคม จากดอกเบี้ยนโยบายถึงภาระลูกหนี้
.
หลังสังคมตั้งคำถามอย่างหนักถึงบทบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะผู้กำหนดนโยบายการเงิน ในภาวะที่ลูกหนี้จำนวนมากได้รับผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ปรับเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจไม่ได้เติบโตนัก ล่าสุด ณ วันที่ 15 ม.ค. 2567 ธปท. ออกมาแถลงทำความเข้าใจประเด็นที่สังคมสงสัย
.
การแถลงดังกล่าว ได้ตอบคำถามสำคัญ 2 ข้อ ซึ่งบีบีซีไทยสรุปมาได้ ดังนี้
.
.
ปิติ ดิษยทัต ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย สายนโยบายการเงินและเลขาคณะกรรมการนโยบายการเงิน ระบุว่า เมื่อเข้าไปดูในรายละเอียดจะพบว่า ตัวเลขอัตราเงินเฟ้อที่เห็นว่าปรับลดลงนั้น มีปัจจัยจากราคาอาหารสดและราคาพลังงาน หากตัดสองปัจจัยนี้ออกไป จะพบว่าตัวเลขอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานของไทยยังเป็นบวกอยู่ แต่ถือว่าอยู่ในระดับต่ำ
.
ตัวเลขเงินเฟ้อของไทยเริ่มติดลบมาตั้งแต่ ต.ค. 2566 ไล่มาจนถึงเดือน ธ.ค. 2566 ตามข้อมูลล่าสุดจาก ธทป. ซึ่งติดลบด้วยอัตรา -0.3% -0.4% และ -0.8% ตามลำดับ แต่ถ้าตัดมาตรการด้านพลังงานของรัฐบาลออกไป ตัวเลขที่ได้คือ เพิ่มขึ้น 0.9% 0.7% และ 0.2% ตามลำดับ แม้จะเป็นหลักไม่ถึง 1% แต่ก็ยังนับว่าเติบโตอยู่
.
ปิติ ย้ำว่า การที่อัตราเงินเฟ้อโดยรวมปรับลดลงถือว่าเป็นเรื่องดีในการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน แต่ตัวเลขที่ลดลงนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากนโยบายของภาครัฐที่เข้ามาอุดหนุนราคาพลังงานชั่วคราว ซึ่งหากประเมินสินค้าอื่น ๆ ในตะกร้าดัชนีสินค้าบริโภค กว่า 75% ยังปรับตัวขึ้นอยู่
.
“ตัวเลข CPI โดยรวมติดลบ ไม่ได้หมายความว่า ราคาลดลงทั่วหน้าแบบทุกสินค้า ไม่ได้เป็นการสะท้อนถึงอุปสงค์หรือกำลังซื้อที่หมดไป” ปิติ กล่าว
.
ธปท. มองว่าตัวเลขอัตราเงินเฟ้อโดยรวมจะติดลบไปจนถึง ก.พ. 2567 ก่อนที่จะทยอยปรับตัวสูงขึ้น และมองว่าทั้งปีน่าจะอยู่ที่ 1%-2%
.
นโยบายการปรับลดภาษีสรรพสามิตสำหรับน้ำมันเบนซินแก๊สโซฮอล์ 95 และเบนซินแก๊สโซฮอล์ 91 นั้นมีผลเพียง 3 เดือนเท่านั้น นับตั้งแต่วันที่ 7 พ.ย. 2566
.
2.ธปท. เข้ามาดูแลประเด็นลดส่วนต่างเงินดอกเบี้ยเงินกู้กับเงินฝากได้ไหม
.
สุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย สายกำกับสถาบันการเงิน ชี้แจงว่า นับแต่ที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ทาง ธปท. มีความกังวลถึงผลกระทบที่อาจตามมาถึงผู้กู้ได้ จึงพยายามทำเรื่องการส่งผ่านการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจากฝั่งธนาคารกลางไปสู่ธนาคารพาณิชย์ทั่วไป
.
เธออธิบายว่า ก่อนหน้านี้ อัตราดอกเบี้ยในกลุ่ม Minimum Retail Rate (MRR) หรืออัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี ซึ่งใช้กับสินเชื่ออย่างสินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อบ้าน และสินเชื่อบัตรเครดิต นั้น จะมีการส่งผ่าน (จากดอกเบี้ยนโยบาย ไปสู่ดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์) อยู่ที่ 58% แต่ปัจจุบันลดลงมาอยู่ที่ 49% เพื่อให้ส่งผลกระทบต่อผู้กู้รายย่อยลดลง
.
ตัวเลขข้างต้นหมายความว่า ถ้า กนง. ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 2% ธนาคารพาณิชย์จะขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ 1% ขณะที่ถ้าเป็นช่วงก่อนหน้านี้ ตัวเลขอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์จะสูงกว่า 1%
.
นอกจากนี้ แบงก์ชาติยังเข้าไปดูเรื่องการปรับลดอัตราค่าธรรมเนียมต่าง ๆ เพื่อลดภาระต่อลูกหนี้ ส่วนเรื่องการคิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้โดยรวมของธนาคารพาณิชย์นั้น เธอระบุว่า เป็นเรื่องของการบริหารสินทรัพย์และหนี้สินของแต่ละธนาคาร ซึ่งแบงก์ชาติจะต้องเข้าไปดูแลในรายละเอียดเพิ่มเติม แต่ที่ผ่านมามีการออกนโยบายการห้ามคิดดอกเบี้ยทบต้นทบดอกเพื่อช่วยลูกหนี้
.
นอกจากนี้ เธอยังเสริมว่า แบงก์ชาติเองต้องการส่งเสริมให้มีการคิดดอกเบี้ยเงินกู้ตามความเสี่ยงของลูกค้าแต่ละราย แทนการคิดค่ากลางขึ้นมา โดยจะเน้นไปที่การสนับสนุนข้อมูลเปิด (open data) เพื่อให้ธนาคารแต่ละแห่งสามารถประเมินลูกค้าได้อย่างเหมาะสมและคำนวณอัตราดอกเบี้ยที่เป็นธรรมได้ เช่นเดียวกับการส่งเสริมการแข่งขันของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ที่จะผลักดันต่อ
.
อ่านบทความวิเคราะห์เพิ่มเติมในประเด็นนี้จากบีบีซีไทย
ได้ที่นี่ https://bbc.in/3TZG6YI
Inga kommentarer:
Skicka en kommentar