Thai E-News
เปิดคำฟ้องคดี ม.112 “อานนท์” ปราศรัย 1 ปี ม็อบแฮร์รี่ พอตเตอร์ อานนท์พูด พรบ.โอนทรัพย์สินฯ ไม่จริงตรงไหน ? อัยการต้องพิสูจน์
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
Yesterday at 12:23 AM ·
ก่อนจะถึงนัดตรวจพยานหลักฐานคดีที่อานนท์
นำภา ปราศรัยในงานครบรอบ 1 ปี ม็อบแฮร์รี่พอตเตอร์ เมื่อวันที่ 3 ส.ค. 64
บริเวณลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพ ในวันที่ 13 ธ.ค. 64 เวลา 9.00 น.
ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้
.
ศูนย์ทนายชวนอ่านคำฟ้องในคดีดังกล่าว
ซึ่งอานนท์ถูกอัยการตั้งแต่เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2564 ใน 4 ข้อหา
ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112, ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ,
พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ และใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต
โดยเป็นการฟ้องขณะที่เขาถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำ
.
อัยการบรรยายฟ้องระบุ
สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันซึ่งเป็นศูนย์รวมทางจิตใจของคนไทยทั้งชาติและเป็นสถาบันหลักของชาติที่อยู่คู่กับประเทศไทยมาเป็นเวลานานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
พระมหากษัตริย์ทรงดํารงอยู่ในฐานะพระประมุขของชาติ
อันเป็นที่เคารพสักการะของปวงชนชาวไทย ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ
ผู้ใดจะนําสถาบันพระมหากษัตริย์มาล้อเลียนมิได้
.
คนไทยทุกคนต่างล้วนสํานึกในพระมหากรุณาธิคุณ
มีความจงรักภักดีและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งนี้
รวมถึงการกล่าวถึงพระนามของพระมหากษัตริย์ต้องแสดงออกด้วยความเคารพต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ตามขนบธรรมเนียมโบราณราชประเพณีอันเป็นสิ่งที่คนไทยโดยทั่วไปพึงปฏิบัติสั่งสมกันตลอดมา
.
อัยการได้ตัดตอนคำปราศรัยบางส่วนของอานนท์มาประกอบและสรุปความเห็นว่า
ข้อความดังกล่าว กล่าวถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10
และสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งถ้อยคําหรือข้อความดังกล่าวมีความหมายแสดงว่า
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10
ซึ่งเป็นผู้ใช้อํานาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทยผ่านทางรัฐสภา
คณะรัฐมนตรีและศาลตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ
นั้นทรงมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับรัฐบาล
หรือมุ่งใส่พระทัยในผลประโยชน์โดยมิชอบ
ในทางทรัพย์สินส่วนพระองค์ร่วมกันกับรัฐบาลในการบริหารราชการแผ่นดิน
และการบริหารจัดการสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดต่อร้ายแรงภายในประเทศ
โดยมิได้ใส่พระทัยในความเป็นอยู่ที่ยากลําบาก
หรือการเจ็บป่วยล้มตายของประชาชน
.
แม้เป็นการกล่าวในลักษณะว่าร้ายโดยเจาะจงแก่นายกรัฐมนตรี
แต่ด้วยการกล่าวถึงเหตุผลประกอบต่างๆ แล้ว
การกล่าวถึงนายกรัฐมนตรีจึงเป็นเพียงลักษณะของการใช้สํานวนโวหารเพื่อให้บรรลุความประสงค์แท้จริงในการใส่ความพระมหากษัตริย์ของจําเลยเท่านั้น
อันเป็นการเสื่อมเสียอย่างมากต่อพระเกียรติ และภาพลักษณ์ของพระองค์
.
ทั้งนี้
การกล่าวปราศรัยอันปรากฏถ้อยคํา
และข้อความที่กล่าวถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10
และสถาบันพระมหากษัตริย์ในลักษณะการใส่ความ
และยืนยันข้อเท็จจริงของจําเลยข้างต้นนั้น เป็นการใช้เสรีภาพ ในทางใดๆ
อันเป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่ของพลเมืองหรือปวงชนชาวไทยที่จะต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์
.
คดีนี้ในข้อหา ม.112 มีนายนพดล พรหมภาสิต ซึ่งปัจจุบันเป็นประธานกลุ่ม ศชอ. เป็นผู้แจ้งความ
.
ศาลอาญากรุงเทพใต้นัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 13 ธ.ค. 2564 เวลา 9.00 น.
.
อ่านคำฟ้องฉบับเต็มในเว็บไซต์ : https://tlhr2014.com/archives/38737
‘ยกเลิก ๑๑๒’ วันนี้เลยดีกว่า “ถ้าประยุทธ์ไปแล้ว แต่อีกสิบปีข้างหน้าปัญหาทุกอย่างยังวนกลับมาเป็นละครเรื่องเดิม”
กรุ่นมาหลายวันชาวบ้านจะนะต้านนิคมอุตสาหกรรม ยกกันมาชุมนุมใกล้ทำเนียบโดนตำรวจสลาย จับไปเกือบสี่สิบคนส่วนใหญ่ผู้หญิง ที่เหลือยังปักหลักกันต่อ เพราะรัฐบาลไม่ตอบให้หายข้องใจเรื่องหักหาญกับคนท้องที่ ขณะเอื้อประโยชน์นายทุนอุตสาหกรรม
ถึงวันนี้ (๑๒ ธันวา) การชุมนุมขยายวง เมื่อมีกลุ่ม ‘ราษฎรประสงค์’ รณรงค์กิจกรรม ‘๑๒.๑๒ ยกเลิก ๑๑๒’ อีกแห่งที่บริเวณแยกราชประสงค์ ตั้งแต่บ่ายสี่โมงถึงสามทุ่ม มีประชาสัมพันธ์กันไว้แต่เนิ่นๆ ให้เตรียมเสื้อกันฝนและร่ม นอกจากเจลฆ่าเชื้อและหน้ากากอนามัย
ยังแนะให้นำสีแดง (ทุกรูปแบบ) และป้ายเขียนข้อความประท้วง ทั้งที่หมายกำหนดจะเป็นการปราศรัยถึงชาวเลวร้ายของกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ เพิ่มเติมและอัพเดทจากการชุมนุมเมื่อวันที่ ๗ ธันวา เชื่อว่าจะเต็มไปด้วยความคึกคักไม่น้อยกว่าอีกฝั่งหนึ่งของกรุงเทพฯ
ซึ่งตั้งแต่เช้า บริเวณเส้นทางสัญจรต่างๆ รายรอบทำเนียบรัฐบาล ถูกทางการสั่งปิดกั้นการจราจร ด้านถนนพิษณุโลก แยกสะพานชมัยมรุเชษฐ์ สะพานอรทัย และแยกสวนมิสกวัน เปิดแต่แยกสะพานมัฆวานรังสรรค์ เพื่อรับมือการชุมนุมสนับสนุนชาวบ้านจะนะ
“หลายเครือข่ายทยอยเดินทางถึงหน้าองค์การสหประชาชาติ เพื่อสมทบกับกลุ่มจะนะรักษ์ถิ่น” รวมทั้งสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ ที่ประกาศเข้าร่วมเครือข่ายชุมชนจะนะรักษ์ถิ่น คัดค้านการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรม ในวันพรุ่งนี้ (๑๓ ธันวา)
วันเดียวกันนี้ เอกชัย หงส์กังวาน แจ้งว่าจะมีการพิจารณาคดีม็อบห้อมล้อมขบวนเสด็จราชินี โดนข้อหาประทุษร้ายทางจิตใจสมเด็จนุ้ย ที่หลายๆ คนคิดถึง เมื่อ ‘เจ๊เล้ง ดอนเมือง’ เกิดของขึ้นบริภาษณ์พวกแอร์โฮสเตสและสจ๊วทว่าเป็นแค่พนักงานบริการบนฟ้า
“อัยการ/ทนายความฝ่ายผมจะต้องนำเสนอพยานหลักฐานเพื่อต่อสู้คดี” ซึ่ง “การขอศาลออกหมายเรียกคนในรถยังคงไม่ตกผลึก” และน่าที่จะศาลไม่ยอมให้ เพราะเป็นการเรียกราชินีไปให้ปากคำ “เนื่องจากหลายคนเกรงจะเป็นผลเสียมากกว่าผลดี”
แม้นว่า “ต้นเดือนที่ผ่านมาพรรคก้าวไกลพยายามเสนอญัตติเพื่อให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อศึกษาข้อเท็จจริงในข้อบกพร่องการกำหนดเส้นทางเสด็จฯ” แต่เสียงข้างมากท่วมท้น (รวมทั้งฝ่ายค้านด้วยกัน) เตะตัดขาญัตติคว่ำไปแต่ต้น
ทว่าคำปรารภของเอกชัย ว่า “อย่างไรก็ตามผมยังคงยืนยันเหตุการณ์ในวันดังกล่าวเป็นการวางยาของฝ่ายรัฐบาลเพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการปราบปรามฝ่ายตรงข้าม” ก็ยังฟังขึ้นในหมู่ประชากร ยิ่งกว่าการตีความกฎหมายด้วยศักดาอันวิเศษของ ตลก.
ฉะนั้นทั้งวันนี้และพรุ่งนี้จะเป็นภาพสะท้อน แห่งการเรียกร้องต้องการของประชาชนในยุคนี้ อย่างไม่มีครั้งไหนคึกคักเท่า แม้นว่าจะมีการจัดฉากใช้คนหยิบมือออกมาร่วมม็อบสนับสนุนการใช้ ม.๑๑๒ ต่อไป ก็ไม่ได้ทำให้กระแสกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงผ่อนคลายลง
คำปราศรัยของ ครูใหญ่ อรรถพล บัวพัฒน์@Attaponbuapat ตอนหนึ่งตอบโจทย์ประเด็น #ยกเลิก112 เวลานี้ได้อย่างดี จากข้อกังขาที่เกิดขึ้นประปราย “หลายคนอาจคิดว่า เสียดายถ้าเราไม่พูดเรื่องปัญหาสถาบัน ป่านนี้ประยุทธ์มันคงไปแล้ว”
หามิได้ “ถ้าประยุทธ์ไปแล้ว แต่อีกสิบปีข้างหน้าปัญหาทุกอย่างยังวนกลับมาเป็นละครเรื่องเดิม เราอาจจะเสียดายกว่า (เมื่อจะต้องไปพูดคำนี้อีกว่า) เสียดายสิบปีที่แล้วเราไม่เริ่มพูดเรื่องปัญหาสถาบันตั้งแต่ตอนนั้น” ก็ได้
(https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1614909385590523&id=100012144304366, https://www.thairath.co.th/news/politic/2263142 และ https://twitter.com/ThaiPBSNews/status
Inga kommentarer:
Skicka en kommentar