tisdag 24 oktober 2017

เบื้องหลังระบอบกษัตริย์เผด็จการ ( The King Dictatorship)

คนอะไรซวยชิบหาย! นักโทษรอ 'อภัย' "พร่ำพรรณนาถึงพระราชวงศ์ชั้นสูงแทบจะทุกลมหายใจ"

บันทึกนักโทษคดีการเมือง ตอนที่ 8 :เรื่องเล่าชาวคุก คนอยู่ระหว่างฯ รอเยี่ยมญาติ คนเด็ดขาดรออภัย คนอะไรซวยชิบหาย!
....
ในบรรดาคนไทยเกือบจะ 70 ล้านคนนี่ คงไม่มีใครจะเฝ้าพร่ำพรรณนาถึงพระราชวงศ์ชั้นสูงแทบจะทุกลมหายใจเข้าออก แบบคนคุกกว่า 3 แสนคนทั่วประเทศหรอกครับ
อันนี้ผมไม่ได้กล่าวเกินจริงแต่อย่างใดเลย คนไทยที่มีอิสรภาพอยู่ในโลกภายนอก อาจจะรักเทิดทูนในหลวง พระราชินี หรือพระราชวงศ์ชั้นสูงบางพระองค์
แต่คนในคุกจะนึกถึงพร่ำพรรณนาถึงทั้่งในหลวง พระราชินี พระบรมฯ สมเด็จพระเทพฯ สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ พระองค์เจ้าชั้นพระเจ้าหลานเธอทุกพระองค์ รวมไปถึงพระธิดาของในหลวงรัชกาลก่อน อย่างรัชกาลที่ 6 ก็ยังพากันพรรณนาถึง
นอกจากเจ้าก็ยังนึกถึงพรรณนาหาพระด้วยครับ ไม่ว่าจะเป็นสมเด็จพระสังฆราชที่สิ้นพระชนม์ไปแล้ว หรือ พระสังฆราชองค์ใหม่ที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้ง
คนคุกจำวันประสูติ วันเฉลิมพระชนมพรรษา วันบรมราชาภิเษก วันสวรรคต วันการพระเมรุ วันสำคัญๆ ต่างๆของพระราชวงศ์ชั้นสูงได้หมด รวมทั้งวันครบรอบสำคัญๆ ว่าพระองค์ท่านไหนมีพระชนมายุครบกี่รอบ ครองราชย์มาแล้วกี่ปี ทรงสมรสครบรอบกี่ปีแล้ว...ฯลฯ พูดง่ายๆ ว่าละเอียดทุกกระเบียดนิ้ว
ทุกคนแทบจะมีกระดาษแผ่นเล็กๆ เป็นเสมือนคู่มือคอยติดตัวไว้ตลอดเวลา...ตื่นขึ้นมาหน้ายังไม่ล้างก็ชวนกันคุยเรื่องเกี่ยวกับพระราชวงศ์ชั้นสูง ล้างหน้าเสร็จตั้งวงชงกาแฟก็ต้องคุยกันเรื่องนี้ ระหว่างออกกำลังกายเอาเหงื่อ เดินหรือวิ่งในสนามหรือรอบเรือนนอน ก็คุยเรื่องนี้กันไป
กินข้าวเช้า เข้าแถวเคารพธงชาติ แยกย้ายไปตามกองงาน พักกินข้าวเที่ยง ออกไปเยี่ยมญาติ อาบน้ำบ่ายสาม ต้อนเข้าเรือนนอน ก่อนจะนอนก็คุยกันเรื่องนี้...แม้แต่ในฝันก็ยังฝันเรื่องนี้
ตื่นมาหน้ายังไม่ทันล้าง คุยกันเรื่องนี้อีกแล้ว..คุยวนไป ว่างั้นเหอะ
ยิ่งใกล้วันสำคัญของพระราชวงศ์ชั้นสูง ไม่ว่าจะเหตุการณ์ใด คนคุกจะตื่นเต้นกันเป็นพิเศษ และข่าวลือมักสะพัดว่า ลูกใหญ่ กำลังจะมา...นั่นคือข่าวการพระราชทานอภัยโทษ หรือเรียกกันสั้นๆ ว่า อภัย
ถ้าเป็นวาระใหญ่ ทั้งมงคลและไม่เป็นมงคลก็ตาม ก็มักร่ำลือกันว่า อภัยลูกใหญ่ กำลังจะมา...คำว่า ลูกใหญ่ นี่บางทีก็เหลือแค่ ผ่าครึ่ง ครับ
กล่าวคือนักโทษคนใดโดนคดีประหารชีวิต ถ้าลูกใหญ่มาก็ได้รับพระราชทานอภัยโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต ใครโทษจำคุกตลอดชีวิต ผ่าครึ่งมาเหลือ 50 ปี
ใคร 50 ปีเหลือ 25 ใคร 25 เหลือ 12 ปีครึ่ง ถ้าใครเหลือจำคุกไม่เกิน 2 ปี ถูกปล่อยตัวอิสรภาพกลับบ้านเลย
แล้วเราชาวคุกจะไม่พร่ำพรรณนาถึงแต่พระราชวงศ์ชั้นสูงได้อย่างไร ใครไม่เคยติดคุกคงไม่รู้ว่า แต่ละวันแต่ละชั่วโมงแต่ละนาทีนั้นมันร่ำร้องหาแต่อิสรภาพขนาดไหน
วาระสำคัญของพระราชวงศ์จึงเป็นที่มาของการคาดเดา ข่าวลือสารพัดที่ประดังประเดเข้ามาในคุก ชนิดที่ไม่เว้นแต่ละวัน บางครั้งก็สมหวัง บางครั้งก็ไม่ เต็มที่ เพราะอภัยมาแค่ลูกเล็ก คือไม่ถึงกับผ่าครึ่ง แต่มาแบบ 1 ใน 4 เช่นติดคุก 4 ปี ลดไป 1 เหลือ 3 ปี ก็ต้องตั้งตารอ ลูกใหม่
หลายๆ ครั้งก็เป็นเพียงข่าวลือที่พัดผ่านวันสำคัญนั้นๆ ไปโดยไม่มีอะไร นอกจากมายืนทำความเคารพวาระสำคัญนั้นแบบเหี่ยวเฉาแห้งโหย และหลายคนกินข้าวไม่ลง ไม่มีแรงจะออกไปพบใคร
ที่แดนแรกรับนักโทษใหม่ คือแดน 1 นั้นจึงมักมีเรื่องให้อำกันเป็นคึกครื้นประจำ คือจะมีนักโทษเข้ามาใหม่ทุกวันตอนค่ำๆ หากวันไหนมีเสียงตะโกนลั่นแดนว่า "อภัยมาๆๆ" บรรดานักโทษจะพากันกระตือรือร้นหูตาเหลือกด้วยความตื่นเต้น
และไอ้คนตะโกนนั่นก็มักจะปิดท้ายมุกควายๆ ว่า "ไอ้คนใหม่ที่เข้าคุกมาค่ำนี้มันชื่อไอ้อภัยหวะเฮ้ย..!"...สัสสส!! เสียงด่าลั่่นโดยมิได้นัดหมายก็มาทั้งแดนเหมือนกัน
ในคุกนั้นบรรดาเจ้าหน้าที่ผู้คุมจะเรียกพวกเราที่เป็นนักโทษที่ได้รับการตัดสินเด็ดขาดแล้วว่า น.ช. (นักโทษชาย) เรียกพวกที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีว่า ข.ช. (ผู้ต้องขังชาย)
แต่คนคุกด้วยกันจะเรียกพวกเพิ่งเข้าคุกมาว่า คนใหม่ ไอ้พวกที่อยู่มาก่อนเป็น คนเก่า
ใครเคยเป็นหมอ เคยเป็นรัฐมนตรี พลตำรวจตรี พลตำรวจโท พลเอก อธิบดี ปลัด หม่อมราชวงศ์ ดาบตำรวจ จ่า ผู้หมวด ผู้กอง เรายังเรียกขานด้วยการให้เกียรติกันด้วยดีว่า "ท่านรัฐมนตรี, ท่านอธิบดี, ท่านปลัด, ท่านประธานแบงก์กรุงไทย,ไอ้หมวด คุณจ่า หรือ เณรแอร์ เสี่ยอู๊ด เสี่ยอ่างชูวิทย์...คุณสรยุทธ์"
...ก็นี่แหละครับท่านผู้ชม ทั้งนี้ก็เพื่อยืนยันในความเป็น คน และความ มีตัวมีตน ของพวกเรา แม้คุกจะพยายามมากเพียงไรในการลดทอนความเป็นมนุษย์ของเราลงขนาดไหนก็ตาม...
มีคำกล่าวกันว่า "อยู๋ระหว่างฯ รอเยี่ยมญาติ คนเด็ดขาดรออภัย"
กล่าวคือพวกอยู่ระหว่าง (การพิจารณาคดีในชั้นศาล และถูกขังคุก ไม่ได้ประกันตัว) วันๆ ก็รอให้ญาติมาเยี่ยม มาส่งข่าวแจ้งข่าว ว่าเมื่อไหร่จะได้ประกันตัวออกไปสู้คดีข้างนอก หรือมีข่าวคืบหน้าอะไรจากญาติและทนายในทางจะสู้คดี
ส่วนพวก เด็ดขาด หมายถึงนักโทษเด็ดขาด ที่ศาลตัดสินถึงที่สุดแล้ว เรื่องญาติจะมาเยี่ยมหรือไม่มา ก็ไม่สู้เรื่องลุ้นการ อภัยในโอกาสสำคัญต่างๆ
แต่ก็มีนักโทษบางประเภทติดคุกกันมานาน อยู่กันมาจนจะเป็นปู่คุก ใครๆ ก็เกรงใจอย่างคุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข ที่ไม่ได้ลุ้นอะไรกับใครเขา คือถึงจะติดมา 6-7 ปีแล้ว แต่คดียังไม่เด็ดขาด คือแม้ถูกตัดสินจากศาลชั้นต้นให้จำคุกคดีมาตรา 112 นาน 11 ปี แต่คุณสมยศก็สู้ในชั้นอุทธรณ์ ฎีกาต่อไป ซึ่งในแต่ละชั้นใช้เวลาพิจารณามากกกก...
ทำให้คุณสมยศยังจัดว่าเป็นพวก อยู่ระหว่าง ไม่ใช่พวก เด็ดขาด...กติกาของคุกมีว่า นักโทษที่จะได้รับอภัยโทษเมื่อมีวาระพระราชทานอภัยโทษ ต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดแล้วเท่านั้น
หากสมมุติว่าคุณสมยศยอมจำนนซะ คือพอศาลชั้นต้นตัดสินจำคุกว่ามีความผิดให้ติดคุก 11 ปี หากคุณสมยศรับสารภาพซะแต่ศาลชั้นต้น ศาลก็มักจะลดโทษให้ทันทีครึ่งหนึ่ง เหลือ 5 ปีครึ่ง
ตอนนั้นคุณสมยศอยู่ในคุกมาแล้ว 6 เดือน จะได้รับการอัพเกรดขึ้นเป็นนักโทษ ชั้นกลาง มีสิทธิ์ได้รับอภัยโทษ หากอภัยมาไม่ว่าลูกเล็กหรือลูกใหญ่ก็ตาม
แต่หากติดคุกไปซักปี จะได้อัพเกรดเป็นนักโทษชั้นดี เวลาลูกใหญ่มาถึงก็ผ่าครึ่งเหลือ 2 ปีนิดหน่อย...พอมาอีกลูกได้กลับบ้านเลย
พูดง่ายๆ ว่าหากคุณสมยศเลือกทางยอมสารภาพก็กลับบ้านไปนานเต็มทีแล้ว แต่เนื่องจากยังสู้ และการพิจารณาชั้นอุทธรณ์ ฎีกาก็ยาวนานมาก เลยต้องติดยาว แบบที่ไม่เคยได้รับสิทธิ์อภัยโทษ ไม่ว่าจะมาลูกเล็กลูกใหญ่ มากันถี่ขนาดไหนก็ตาม...
"ผมละอายต่อมโนธรรมสำนึกของตนเอง ผมไม่ได้ทำผิด จะให้ผมสารภาพว่าทำผิด เพื่อแลกกับการได้กลับบ้านไปอยู่กับครอบครัวลูกเมียไวขึ้น ผมทำไม่ได้" เขาบอกกับผมแบบนั้น
อีกคน รุ่ง ศิลากวีออนไลน์ที่โดนมาตรา 112 จำนวน 3 กรรม ถูกจับกุมตัวหลังรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 และนำขึ้นศาลทหาร ก็เดินในแนวทางเดียวกับคุณสมยศ
คือหากเขาจะสารภาพ ศาลทหารก็น่าจะตัดสินให้จำคุก 30 ปี ลดกึ่งหนึ่งเหลือ 15 ปี มีอภัยลูกใหญ่เข้ามาผ่าครึ่งเหลือ 7 ปี อยู่มาอยู่ไปมีอภัยลูกเล็กมั่งใหญ่มั่งเข้ามาในวาระต่างๆ เขาอาจจะอยู่ในคุกไม่นานเกิน 3 ปีหรือ 5 ปีก็กลับบ้าน
แต่เรื่องจริงคือเขาต่อสู้คดีโดยไม่ได้ประกันตัวมาแล้วจะ 4 ปี ยังเป็นพวก อยู่ระหว่างอีกราย ไม่มีลุ้นอะไรเวลาอภัยมา โดยยืนหยัดว่าเขามีสิทธิในฐานะพลเมืองที่จะปกป้องรัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2550 และคัดค้านการรัฐประหาร ส่วนข้อหามาตรา 112 ที่ยัดมาให้เขานั้น ไม่ได้เข้าองค์ประกอบการกระทำผิดตามกฎหมาย เขาขอต่อสู้คดี...

 
นั่นรวมถึงคนแบบทนายประเวศ ประภานุกูล ที่ถูกดำเนินคดี 10 กรรม หากสู้แล้วแพ้จะโดนศาลทหารตัดสินจำคุก 100 ปี แต่หากเขาสารภาพจะเหลือกึ่งหนึ่ง 50 ปี อภัยมาลูกใหญ่ผ่าครึ่งเหลือ 25 อยู่ไปอยู่มาถ้าอภัยมาถี่ๆ ไม่กี่ปีก็กลับบ้าน...แต่ทนายประเวศ สู้ ทั้งที่รู้ว่า ติดยาว
คนเหล่านี้ไม่คุกเข่าขอความปรานีต่ออยุติธรรม แม้ว่าบางทีครอบครัวที่รออยู่ข้างนอกจะร่ำไห้จนไม่มีน้ำตาจะไหลอีกต่อไปแล้วก็ตามที
...

ในแดนแรกรับ หรือแดน 1 นั้น เจ้าหน้าที่ผู้คุมจะแต่งตั้งให้นักโทษรายหนึ่งเป็น เสมียนแดน เช่นเดียวกับแดนอื่นๆ มีหน้าที่สารพัดตั้งแต่ต้อนรับ คนใหม่ แนะนำข้อระเบียบปฏิบัติ จัดหาที่พักที่นอนให้ พาไปตัดผมในวันรุ่งขึ้นให้เป็นทรงนักโทษมาตรฐาน หาชุดเสื้อกางเกง สีลูกวัวให้ใส่สำหรับพวก อยู่ระหว่าง ชุดสีฟ้าสำหรับพวก เด็ดขาด
นอกนั้นยังทำหน้าที่ช่วยจำแนกว่าใครจะต้องตกไปอยู่แดนไหน หลังจากอยู่แดนแรกรับครบ 2 สัปดาห์ ซึ่งแดนที่เหลือคือแดน 2 กับแดน 8 ที่มีกิตติศัพท์ในทางไม่ดีแตกต่างกันไป
บางคนมาหลายรอบ พวกลักเล็กขโมยน้อย พวกก่อการทะเลาะวิวาท พยายามฆ่า หรือพวกกระเทยที่อยากกลับไปหา ผัวในแดนต่างๆ ก็ต้องวิ่งเต้นเส้นสายกับเสมียนแดน 1 เพราะหมอนี่เป็นคนถือบัญชี และอาจมีอำนาจถึงขั้นแทงลงบัญชีว่าใครจะไปตกแดนใด...กระเทยวจะได้กลับไปหาผัวหรือไม่?!!
เสมียนแดนรายนี้เราเรียกเขาว่า บังดำอายุ 40 เศษ รูปร่างสูงใหญ่ดำกร้านเสียงดัง และออกแนวนักเลงขาใหญ่ พวกคนใหม่ที่เข้ามาจะก่อคดีอะไรมา แม้แต่ฆ่าหั่นศพ ย่างเด็ก สักลายมาเต็มตัวหัวจรดตีน เจอบังดำ แกเอาอยู่หมด
อำนาจที่มากล้นตามมาด้วยความหมั่นไส้อิจฉาริษยา มันเป็นกันทุกที่ ในคุกก็ไม่เว้น
บังดำมีคิวจะได้กลับบ้านอีกไม่เกิน 2 ปี ชนิดกำลังปั้นทายาทมาสืบทอดตำแหน่งเสมียนคนใหม่อยู่แล้ว กะว่าถ้าอภัยลูกใหญ่มาโครมก็กลับบ้านกันเลย แบบเก็บเสื้อผ้าแทบไม่ทัน
แต่เหมือนฟ้าผ่ากลางฤดูแล้ง บังดำถูกจับส่งขึ้นศาลทหาร คดีมาตรา 112 (ทั้งๆ ที่ติดคุกอยู่แล้วนี่ โดนคดีใหม่ก็ต้องอายัดตัวส่งศาลทหารนะครับ) เรื่่องของเรื่องคือด้วยความที่เป็นขาใหญ่ประจำคุก จะพูดจะจาภาษานักเลงใหญ่
มีวันหนึ่งตอนเย็นหลังสวดมนต์ไหว้พระจบ เปิดเพลงสรรเสริญ...บังดำพลาดเผลอไปพูดอะไรซักอย่างเข้า ผมเองก็ไม่ได้ยินกับหู ปรากฎว่าพวกนักโทษที่หมั่นไส้บังดำไว้ไปสะกิดนายผู้คุมมาฟังครับ เสมียนคุกของเราก็เลยต้องโดนคดี 112 อยู่คุกต่อไปอีก 5 ปี (1 กรรม 10 ปี สารภาพลดครึ่ง)
จากที่เป็นเสมียนแดนแรกรับใหญ่โต โดนส่งไปอยู่แดน 3 ที่มีชื่อว่าควบคุมหนาแน่นเป็นพิเศษสำหรับนักโทษชั้นเลว ถูกเสมียนแดนนั้น อริเก่าส่งเข้ากองงาน พับถุงกระดาษต้องมียอดวันละ 500 ถุง พับกันมือหงิกกล้ามขึ้นไปเลยหละครับ

เป็นไง คุณอยากให้เรื่องนี้เป็นแค่เรื่องเล่าสนุกๆ ใช่มั้ยครับ? ผมก็อยากให้เป็นเช่นนั้น แต่มันดันเป็น ตลกร้ายเรื่องจริงนี่สิครับ.

Inga kommentarer:

Skicka en kommentar