lördag 14 oktober 2023

Update : "กงล้อประวัติศาสตร์วันวิปโยค ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖" ...

เราขอรำลึกและสดุดดีดวงวิญญานวีระชนผู้กล้าทุกท่านที่พลีชีพตกเป็นเหยื่อกระสุนปืนของพวก "กษัตริย์ทรราชอาชญากรรมนิรันดร" อย่างโหดเหี้ยมอำมหิต

จากตัวอย่างบทความและภาพข้างล่างนี้ชี้ให้เห็นชัดแจ้งว่า "ใคร?" คือผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์สั่งฆ่า นิสิต นักศึกษาและประชาชน จากอดีตจนถึงปัจจุบันครั้งแล้วครั้งเล่าไม่มีที่สิ้นสุด ตลอดเวลาที่นั่งอยู่บน"บรรลังก์เลือด"..เป็นการฆ่าเพื่อรักษาอำนาจและปกปิดความเป็นฆาตกรโหดของตนเอง...

ในโอกาสนี้จึง นำเสนอภาพ "การเผาบ้าน เผาเมือง" ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และผลลัพธ์ที่ตามมา

1.ชายชุดดำยุค14ตุลา2516

 

ชายที่ใส่เสื้อสีดำใช้ปืนยาวยิงตำรวจที่บชน.เดิมตรงผ่านฟ้า โดยมีนักศึกษาช่างกลนำปืนที่ยึดมาได้จากร้านปืนแถวย่านแยกอุณากรรณ์ เป็นไรเฟิ่ล ซุ่มยิงตำรวจ โดยมีพรรคพวกคอยส่งกระสุนให้ และก่อนค่ำวันนั้นเอง(15ต.ค.2516) บชน.ก็ถูกอาชีวะและประชาชนใช้รถน้ำ้ฉีดน้ำมันแล้วเผาจนวอดทั้งตึก 

หากเรื่องนี้มาเกิดในพ.ศ.2553 พวกเขาจะถูกเรียกว่า"ผู้ก่อการร้ายชายชุดดำ เผาบ้านเผาเมือง" แต่ในยุค 14 ตุลา 2516 เราเรียกพวกเขาว่า"วีรชนผู้รักชาติ"

2.พันเอกร่มเกล้ายุค14ตุลา16

 


ทหารราบ 11 เริ่มนอนหมอบหลังจากถูก Sniper อาชีวะยิง ด้วยปืนไรเฟิ่ล นายทหารคนซ้ายมือ กำลังมองหาที่มาของจุดยิงปืนไรเฟิ่ล ที่ยิงทหารจนทะลุหมวกเหล็ก ล้มทั้งยืน 

หากเรื่องนี้มาเกิดในปีพ.ศ.2553ทหารที่ถูกยิงจนทะลุหมวกเหล็กจะกลายเป็นพลเอก และสลิ่มในเฟซบุ๊คจะเขียนยกย่องวีรกรรม แต่เรื่องนี้เกิดในปี2516พวกเขาจึงถูกเรียกว่า"สมุนทรราชย์เข่นฆ่าประชาชน"

3.การระบายความคับแค้นของประชาชนยุค14ตุลาฯ

 

 

 

  

การเผาทำลายสถานที่ราชการ เช่น ที่ทำการกรมประชาสัมพันธ์ ตึกกตป. ตึกบชน. การเผารถเมล์เพื่อใช้ควันไฟพลางทหารในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ถูกอธิบายว่าเป็นการระบายความคับแค้นของประชาชนที่มีต่อสัญลักษณ์ของระบอบเผด็จการ จึงถือเป็นวีรกรรม 
ของวีรชน 14 ตุลาคม 2516 แต่หากมาเกิดในปัจจุบันจะถูกเรียกว่า "เผาบ้าน เผาเมือง" 


วิดิโอนี้ เสนอภาพ "เผาบ้าน เผาเมือง"(หากเป็นมิติในปัจจุบัน)ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 หลังจากจอมพลถนอมประกาศ ลาออกจากนายกรัฐมนตรี นายสัญญา ธรรมศักดิ์ (องคมนตรี) ได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรีและประกาศ จะให้มีรัฐธรรมนูญภายใน 6 เดือน


4.การพระราชทานเพลิงศพวีรชน

 

15 ตุลาคม 2517 ภาพเหตุการณ์ ณ เมรุสนามหลวง สถานที่พระราชทานเพลิงศพ 
"วีรชน 14 ตุลาคม 2516" (ปกติสนามหลวงไม่ใช่เป็นสถานที่ ฌาปณกิจ สามัญชน) 

 

ริ้วขบวน นิสิต นักศึกษา ประชาชน แห่แหน ศพ "วีรชน" อย่างยิ่งใหญ่ (หากเรื่องนี้มาเกิดในปี2553 พวกเขาจะกลายเป็นศพที่ยังไม่รู้ว่าใครฆ่า อาจถูกกล่าวหาเป็นผู้ก่อการร้ายที่ถูกสังหาร และผู้นำการประท้วงของพวกเขาอาจถูกดำเนินคดีก่อการร้าย)

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ทรงจุดฝักแค พระราชทานเพลิงศพ "วีรชน 14 ตุลาคม 2516"

....................................................................

กษัตริย์นั้นเป็นทรราชโดยธรรมชาติ และ เป็นอาชญากรรมนิรันดร

 

#เผด็จการเพื่อประเทศชาติ คือ #คำพูดภูมิพล

พระราชดำรัส สุดอเมซิ่งของภูมิพล พูดไว้เมื่อ 14 ธันวา 2519 

ขี้ข้าจึงนำมาพูดซ้ำในวันที่ 29 ธันวา 2557

"อีกด้านหนึ่งยากที่จะพูดเหมือนกัน แต่ว่าต้องพูด ว่ามีบทบาททางการเมือง 
มิใช่ว่าทหารจะต้องไปเล่นการเมือง แต่หากว่าการเมืองมาเล่นทหาร 
และเห็นได้ชัด อันนี้ก็เกี่ยวข้องโดยตรงกับท่านทั้งหลายที่เป็นนายพล
เช่น หนังสือพิมพต่างประเทศเขียนไว้และเจาะจงว่า 
นายพลไทยยึดอำนาจ นายพลไทยเป็นเผด็จการ ซึ่งถ้่าเป็นเช่นนั้นจริง
ก็เป็นหน้าที่รับผิดชอบของท่านนายพลไทยไม่ใช่น้อย เพราะว่าถ้า #เผด็จการก็ต้องเผด็จให้ดี #เพราะว่านายพลไทยและทหารไทยทั้งหลาย ไม่เคยเผด็จการ
เพื่อให้เป็นเผด็จการแบบฝรั่ง #พยายามที่จะทำเพื่อประเทศชาติ"

พระราชดำรัส พระราชทานในพิธีประดับยศนายทหารชั้นนายพล 
ณ พระที่นั่งบรมพิมาน วันอังคารที่ 14 ธันวาคม 2519

http://www.openbase.in.th/files/14122519.pdf

// Nadier

Saint-Just อธิบายว่า กษัตริย์นั้นเป็นทรราชโดยธรรมชาติและโดยตัวของมันเอง เราไม่ต้องพิจารณาเลยว่าการกระทำของกษัตริย์หรือการบริหารราชการแผ่นดินของ กษัตริย์มีความผิดทางอาญาหรือไม่ ....... คัดมาจากบทความตอนหนึ่งของการเสวนาของคณะนิติราษฎร์ เมื่อ ๓๐ กย. ๒๕๕๕ ( จากการอธิบาย ของ Saint - just เราก็สามารถสรุปได้ว่า ภูมิพลก็คือ " ทรราชและ อาชญากรรมนิรันดร " ต่อประชาชน  เพราะปล้นอำนาจมาจากปวงชนชาวไทย )

วิจารณ์ลักษณะที่สอง  ในสังคมการเมือง อำนาจเป็นของประชาชนเสมอ เพียงแต่ว่ายุคใดสมัยใด อำนาจนั้นจะถูก “แย่งชิง” ไปหรือไม่ หรือประชาชนจะมอบอำนาจนั้นให้แก่ใคร ดังนั้น หากจะย้อนกลับไปหาความเป็นเจ้าของอำนาจ ในท้ายที่สุดก็จะเจอประชาชนในฐานะเจ้าของอยู่ดี การอ้างว่ากษัตริย์เป็นผู้ทรงอำนาจ เป็นผู้ปกครอง มาตั้งแต่นมนาน ในสังคมการเมืองหนึ่งอาจไม่เคยขาดซึ่งสถาบันกษัตริย์เลย นั่นอาจเป็นการอ้างตามประวัติศาสตร์ของพวกราชาชาตินิยม ประวัติศาสตร์ของเจ้า ไม่จำเป็นต้องเป็นโค้ดของเรา Saint-Just อธิบายว่า กษัตริย์นั้นเป็นทรราชโดยธรรมชาติและโดยตัวของมันเอง 

เราไม่ต้องพิจารณาเลยว่าการกระทำของกษัตริย์หรือการบริหารราชการแผ่นดินของ กษัตริย์มีความผิดทางอาญาหรือไม่ ถ้ากษัตริย์เป็นทรราช นั่นไม่ใช่เพราะความผิดจากการบริหารราชการแผ่นดินของเขา แต่เขาเป็นทรราชก็ด้วยลักษณะของความเป็นกษัตริย์นั่นแหละ Saint-Just เสนออย่างชาญฉลาดว่า 

การที่กษัตริย์ยึดครองอำนาจสูงสุดของประชาชนไปใช้เอง นั่นแสดงให้เห็นว่าลักษณะของความเป็นกษัตริย์เป็นอาชญากรรมนิรันดร (crime éternel) ต่อประชาชน มนุษย์จึงย่อมมีสิทธิสัมบูรณ์ในการลุกขึ้นสู้และติดอาวุธ   Saint-Just อธิบายว่า ไม่มีใครสามารถครองราชย์ได้อย่างบริสุทธิ์ผุดผ่อง เพราะ กษัตริย์ทั้งหลายล้วนแล้วแต่เป็นกบฏและเป็นผู้แย่งชิง (usurpateur) อำนาจของประชาชนไป

....................................................

 
เรื่อง 14 ตุลานั้น ความจริงก็มีเรื่องที่ยังไม่ยอมพูดกันอีก ผมสงสัยว่าถ้าคนรุ่นนั้นตายหมด แล้วเป็นไปได้ไหมที่เรื่องจะสูญหายไป? ตัวอย่างที่เด่นชัดที่สุดคือ เหตุการณ์หน้าสวนจิตร เรื่องต้องเริ่มแต่ว่า เหตุใดจึงตัดสินใจไปหน้าสวนจิตร? ถ้าอ่าน "ความทรงจำ" ก็มักจะไปเจอเวอร์ชั่น.. (1/4)
 
Bild  
 
ความทรงจำ: กษัตริย์ (ต่อ)
 
เมื่อผมกลับมาเมืองไทย ไม่กี่เดือนของปี 2535 ตอนนั้นกษัตริย์หายไปจากวงการวิชาการจริงๆ ไม่เพียงเท่านั้น นี่ยังเป็นจะที่ช่วงที่เกียรติภูมิของกษัตริย์ขึ้นสู่จุดสูงสุด เริ่มจากการเรียกสุจินดาและจำลองเข้าพบ ไปจนถึงเป็นครั้งแรกที่ภูมิพลปรากฎตัวในฐานะ "นักเขียน" (ติโต้ 2537, นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ 2537, พระมหาชนก 2539, เรื่องทองแดง 2545 และฉบับการ์ตูนของหนังสือ 2 เล่มหลัง 2542, 2547) การออกมาพูดเรื่องน้ำและจราจร (2538) และเหมือนกับมงกุฏประดับรัชกาลคือ เป็นครั้งแรกที่ให้ภูมิพลเป็นเจ้าของ "แนวคิด" อันหนึ่งที่รัฐถือเป็นหลักนโยบาย นั่นคือ "เศรษฐกิจพอเพียง" การยกย่องภูมิพลขึ้นสู่จุดสูงสุดอย่างไม่เคยปรากฎมาก่อน (หนังสือสารพัดเกี่ยวกับภูมิพลและของชำร่วย เช่น สายรัดข้อมือ)
ในวงวิชาการบ้านเรา ยิ่งทำให้ผมผิดหวังมากขึ้น ปกติเรื่องสถาบันกษัตริย์ไม่มีการศึกษาอยู่แล้ว แต่ปรากฎว่า อดีตคนป่าที่หันมาเป็นอาจารย์หลายคนมีแนวโน้มออกจะเชียร์ไปทางเจ้าด้วยซ้ำ โดยเฉพาะระยะหลังภูมิพลหันมาในทางด่านักการเมืองมากขึ้น พวกอาจารย์นักวิชาการทั้งที่เคยเข้าป่าและไม่เคย ต่างด่านักการเมืองและมีแนวโน้มชื่นชมภูมิพลด้วย บางครั้งออกไปในทางยกคำพูดของภูมิพลมาพูดซ้ำก็มี
การยกย่องเชิดชูภูมิพลของพวกนักวิชาการและพวก NGO เป็นอะไรที่ผิดหวังผมมาก ผมกลับเมืองไทยได้พักเดียวก็ได้ข้อสรุปว่าเมืองไทยไม่มีใครต้องการวิพากษ์วิจารณ์เจ้า (ผมบ่นเล่นๆกับเพื่อนว่า "ความจริงผมไม่รู้ว่าธงชัยเขาคิดเกี่ยวกับเจ้ายังไง ถ้าจะว่าไปต้องเว้นไว้ 2 คน คือผมกับเขา แต่เนื่องจากเขาเขียนหนังสืออยู่เมืองนอก ผมก็เลยถือว่าไม่นับไป")
ผมทำเป็นข้อสรุปว่า "ปัญญาชน 14 ตุลา" มีจุดร่วมกัน 3 อย่าง (ผมเลียนแบบมาจากความเรียงของ Perry Anderson) คือ 1.การคืนดีกับกษัตริย์ (reconsiliation with the monarchy) 2.แอนตี้นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง และ 3.ชาวบ้านนิยม (narodism) ข้อแรกการคืนดีกับสถาบันกษัตริย์นั้นเป็นข้อสำคัญที่สุดและกำหนดให้เรื่องอื่นๆตามมา
(ยังมีต่อ)

 


 

Inga kommentarer:

Skicka en kommentar