torsdag 9 september 2021

ใบตองแห้ง: ไม่ไว้วางใจจีน

ควันหลงอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพจสถานทูตจีนโดนทัวร์ลง หลังแถลงแข็งกร้าว “คัดค้านการกล่าวหาวัคซีนจีนโดยไร้เหตุ” ไม่พอใจ Sinovac โดน “ด้อยค่า-ใส่ร้าย”

แม้มีคนดังที่อ้างตนเป็นชาตินิยม ไปก้มกราบขออภัย ละอายใจแทน แต่กระแสโต้กลับส่วนใหญ่คือ “เสือกอะไรด้วย” ไทยเป็นเมืองขึ้นจีนหรือ

จีนให้วัคซีนฟรีหรือ จีนขายให้รัฐบาลไทย ไม่ว่าประเทศไหนขายสินค้าให้เรา เจ้าของเงินต้องมีสิทธิ์วิพากษ์วิจารณ์ ไม่ว่าสินค้าจีน ยุโรป อเมริกัน ถ้ามันห่วยก็ต้องด่าได้หมด

ผลวิจัยทั่วโลกก็ตรงกัน Sinovac ประสิทธิภาพต่ำสุด ต่ำกว่า Sinopharm ด้วยซ้ำ แต่รัฐบาลไทยสั่งจองวัคซีนช้า แทงม้าตัวเดียว AstraZeneca ณ Siam Bioscience ทั้งที่ Pfizer เสนอขาย COVAX เสนอให้เข้าร่วม ก็โยนข้อเสนอทิ้งอ่าวไทย พอโควิดระบาดค่อยหน้ามืดสั่งซื้อ Sinovac กันตาย สาธารณสุขยังแถได้ SV+AZ วิเศษสุดในโลก อ้าวแล้วทำไมเดือน พ.ย.-ธ.ค. จะเลิกสั่ง SV จะใช้สูตร AZ+Pfizer

ฝ่ายค้านด่ารัฐบาล ไม่สั่งจองวัคซีนอื่น จอง AZ ก็ทำสัญญาเสียเปรียบ พอเกิดวิกฤตต้องไปคว้า SV ประสิทธิภาพต่ำ บุคลากรทางการแพทย์ฉีด 2 เข็มยังติด ต้องฉีดเข็มสาม mRNA

ฝ่ายรัฐบาลแก้ไม่ตก ก็อ้างว่าอย่าด้อยค่าวัคซีนพี่น้องเป็นเซินเจิ้น แล้วจีนก็ออกมาโต้ฝ่ายค้าน

ไม่รู้ฉลาดระดับไหน ฝ่ายค้านไทยด่ารัฐบาลไทย จีนโผล่หัวมาให้ด่าด้วย เดิมเกมการทูตประสาอะไร หรือไม่แยแสใคร ทำตัวกร่างเป็นพี่ใหญ่

คนไทยก็เลยแซวว่า จีนส่งออกหมดทั้งโควิด วัคซีน และชุดตรวจ ATK ที่มีปัญหากัน ขายในออนไลน์ 1 ล้านชุด 33 บาทเศษ ชนะประมูล อภ. 8.5 ล้านชุด 70 บาท แล้วจีนยอมรับไหมที่หัวหน้าพรรคก้าวไกลชี้ว่า บริษัท SV มีประวัติติดสินบน อย.จีน

อันที่จริงไม่ใช่แค่วัคซีน แต่จีนเลือกข้างการเมืองไทย เหมือนนโยบายที่ใช้ทั่วโลก คือเสือกหัวไปสนับสนุนรัฐบาลอำนาจนิยม อยู่ตรงข้ามฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน (หัวอกเดียวกับ โจชัว หว่อง) โดยไม่สนว่าคนรักประชาธิปไตยทั่วโลกจะเกลียดจีนขนาดไหน

เราอยู่ในโลกยุค “มังกือผยอง” จีนเป็นมหาอำนาจที่พยายามแผ่อิทธิพลปลุกชาตินิยม จีนนิยม เพื่อกลบความไม่ลงตัวของระบอบทุนนิยมโดยพรรคคอมมิวนิสต์

ความสำเร็จของจีน (หรือเวียดนาม) อันที่จริงต้องชมว่า มาจากความเข้มแข็งมีอุดมการณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งยึดปรัชญาวัตถุนิยมวิภาษ ใช้เหตุผล เชื่อวิทยาศาสตร์ ไม่เชื่อพระเจ้าองค์ใด (เผด็จการอนุรักษ์นิยมไทยไม่มีทางเลียนแบบได้) สรุปบทเรียนความพินาศฉิบหายในยุคปฏิวัติวัฒนธรรม ปลดปล่อยพลังทุนนิยมจนเศรษฐกิจก้าวกระโดด

แต่ความเติบโตของเศรษฐกิจเสรีมันขัดแย้งกับระบอบพรรคเดียว พรรคคอมมิวนิสต์จึงต้องกระชับอำนาจอยู่เสมอ ทั้งกวาดล้างในพรรค ทั้งปราบคนเห็นต่าง และพยายามสร้างความพึงพอใจให้คน 1.4 พันล้าน

ล่าสุดก็ปลุกกระแส “ปฏิวัติอีกครั้ง” ลดความเป็นทุนนิยม ดึงสังคมนิยมกลับมามากขึ้น ควบคุมกลุ่มไฮเทค-ตลาดทุน กระจายความมั่งคั่ง ลดเหลื่อมล้ำ สกัดกั้นวัฒนธรรมฟุ้งเฟ้อ กวาดล้างดาราไอดอลตัวร้าย จำกัดเวลาเล่นเกมออนไลน์ ล้างบางกวดวิชา ยกระดับการศึกษา สาธารณสุข ที่อยู่อาศัย ฯลฯ

มองมุมหนึ่งก็ดีนะ ประชาธิปไตยตะวันตกทำอย่างนี้ไม่ได้ (อนุรักษ์นิยมไทยซ้ำร้ายยิ่งเผด็จการยิ่งเหลื่อมล้ำ) แต่พรรคคอมมิวนิสต์จีนก็มีต้นทุนสูง ทั้งการรวบอำนาจไว้ในมือสี จิ้นผิง (ผู้นำตลอดกาล) ทั้งการปลุกระดมกวาดล้าง แม้คงไม่เท่ายุคปฏิวัติวัฒนธรรมก็จะสร้างความขัดแย้งหวาดกลัวชะงักงัน

ที่สำคัญคือนโยบายต่างประเทศยุคสี จิ้นผิง ปลุกชาตินิยม ให้คนจีนคลั่งชาติ ระบอบพรรคเดียวจะทำให้จีนเป็นมหาอำนาจ จีนจะครองโลก จึงมีท่าทีแข็งกร้าวและกร่างกว่าผู้นำคนก่อน ๆ

ซึ่งเป็นอันตราย ทั้งต่อระบบโลกและต่อจีนเอง

ที่มา: ข่าวหุ้นธุรกิจ https://www.kaohoon.com/column/475201

2021-09-09 23:27

การเมืองไม่มีผลต่อหุ้นไทย ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจดุเดือดแค่ไหน รัฐบาลมีข่าวแตกร้าวภายใน หุ้นไทยก็ยังขึ้น ตลกร้ายกว่านั้น กรณี กัลฟ์-อินทัช-ไทยคม ถูกพรรคก้าวไกลยกไปถล่มรัฐมนตรีดีอีเอส ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ราคาหุ้นกัลฟ์กลับพุ่งไม่หยุด

พูดอีกก็ถูกอีก เพราะหุ้นเป็นการเก็งกำไรระยะสั้น ระยะกลาง ปัญหาการเมืองเชิงโครงสร้างเป็นเรื่องไกลตัว แต่ถ้าถามว่าการเมืองมีผลต่อเศรษฐกิจไหม รัฐบาลล้มเหลวในการรับมือโควิดทำเศรษฐกิจฉิบหายไปเท่าไหร่ ทุกคนก็รู้แก่ใจ เพียงแต่ภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะธุรกิจใหญ่ บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้น เอาตัวรอดได้

กระนั้น ในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ ก็รู้กันอีกละว่า รัฐล้าหลังไร้ประสิทธิภาพกดทับความเติบโต เช่นที่เกียรตินาคินภัทรชี้ว่า โลกไม่สนใจไทยอีกต่อไป ส่งออกไม่ดี ไร้เทคโนโลยีชั้นสูง ได้แค่รับจ้างผลิต ต่างชาติเข้ามาลงทุนลดลง บริษัทไทยออกไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้น

ปัญหาการเมืองที่จะเกิดขึ้นในช่วงต่อไป แม้ไม่ทันทีทันใด คือไม่ใช่การเมืองเรื่องเปลี่ยนรัฐบาล แบบรัฐบาลไหนมาก็เหมือนกัน แต่มันจะมีความเป็นการเมืองมวลชนมากขึ้น ซ้ำยังเป็นมวลชนที่โกรธแค้น ทั้งโกรธรัฐราชการ ทหาร ตำรวจ ศาล และโกรธความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ซึ่งโควิดยิ่งทำให้เลวร้าย คนจน คนตกงานเต็มไปหมด คนทำมาค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ ยิ่งจมกองหนี้ ชีวิตยิ่งล้มละลาย

ความโกรธนี้ปะทุให้เห็นแล้วจากกลุ่ม “ทะลุแก๊ส” วัยรุ่นมอเตอร์ไซค์ รวมตัวกันปะทะ คฝ.ที่ดินแดงโดยไม่มีแกนนำ ซึ่งเท่าที่สื่อไปสัมภาษณ์ มาจากความโกรธรัฐบาล ความไม่พอใจตำรวจที่สั่งสมมา กับปัญหาเศรษฐกิจที่ครอบครัวต้องเผชิญ

ความโกรธของคนชั้นกลางในเมืองรุ่นใหม่ที่ปะทุเป็นม็อบสามนิ้วก็คล้ายกัน ไม่ใช่แค่ไม่พอใจอำนาจชนชั้นนำ แต่ทางเศรษฐกิจ คนรุ่นใหม่ก็มองไม่เห็นอนาคตในโลก disruption ภายใต้อำนาจล้าหลัง

ความโกรธนี้จะพุ่งสู่กลุ่มธุรกิจมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ถูกโยงกับอำนาจ เช่นซีพีที่ต้องเพียรชี้แจงว่า ไม่เกี่ยวกับการนำเข้าซิโนแวค แต่ก็ถูกถล่มหนักเรื่องซื้อแมคโครโดย กขค.ไม่มีความหมาย กัลฟ์ ถูกโยงเข้ากับเครือข่ายป่ารอยต่อ ความสัมพันธ์กับชัยวุฒิ (ซึ่งเป็นรัฐมนตรีที่ถูกยี้อันดับต้น ๆ) แม้พยายามบอกว่า ตอนรัฐประหาร 57 สารัชถ์ รัตนาวะดี ก็ถูก คสช.เรียกรายงานตัว หรือบอกว่า กัลฟ์ชนะประมูลโรงไฟฟ้ายุคยิ่งลักษณ์ แล้วถูก คสช.สกัด จนฟ้องศาลปกครองชนะ

แต่ก็นั่นละ ความไม่พอใจจะพุ่งไปสู่ธุรกิจที่ถูกมองว่าผูกขาด “กินรวบ” ทุกกลุ่มไม่ว่าอยู่ข้างไหน มันไม่ใช่การเมืองยุคที่พรรคฝ่ายค้านเปลี่ยนเป็นรัฐบาลแล้วหันมาจับมือกลุ่มธุรกิจบอกว่า “จบนะ” นักการเมืองจบ มวลชนไม่จบ

นี่เป็นเรื่องที่กลุ่มธุรกิจพึงตระหนัก ทำความเข้าใจ การไล่ฟ้องไม่ทำให้ดีขึ้น มีแต่ทำให้คนยิ่งโกรธ การทำ PR CSR ก็แหกตาคนไม่ได้ แบบทุนผูกขาดชูป้ายต้านคอร์รัปชั่น ยิ่งทั้งหัวร่อ ทั้งสังเวชเหมือนพูดหยุดโกง

อันที่จริงนี่เป็นกระแสโลก ความโกรธ ความไม่พอใจต่อความเหลื่อมล้ำล้นหลามไปหมด โดยเฉพาะช่วงเศรษฐกิจวิบัติ เช่นหลังวิกฤตซับไพรม์ก็เกิด Occupied Wall Street

วิกฤตโควิดยิ่งสาหัสกว่า แม้อเมริกาอัดฉีดเต็มที่ ไบเดนชนะเลือกตั้งประกาศนโยบายแข่งขันเป็นธรรม ลดการผูกขาดธุรกิจกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ แต่ทำอะไรไม่ได้มาก สี จิ้นผิงฟันฉับเสียก่อน แม้รู้ว่านั่นมันเผด็จการ “นิวเหมาเจ๋อตง” อาจทำให้ฉิบหาย แต่คนจำนวนไม่น้อยก็สะใจและมองว่าน่าจะต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อลดความเหลื่อมล้ำลิบลิ่ว

ยังมองไม่ออกหรอกว่าความโกรธในโลกยุคนี้จะนำไปสู่อะไร รู้แต่ว่ามันแรงขึ้น ๆ และพึงระวังไว้

ที่มา: ข่าวหุ้นธุรกิจ https://www.kaohoon.com/column/475970

 

Inga kommentarer:

Skicka en kommentar