torsdag 22 februari 2018

“สลิ่ม” ไม่ใช่เป็นได้ง่ายๆ นะ :คอลัมน์ ใบตองแห้ง


“สลิ่ม” ไม่ใช่เป็นได้ง่ายๆ นะ :คอลัมน์ ใบตองแห้ง

บ.ก.ลายจุดสนับสนุน วาด รวี เสนอให้เลิกใช้คำว่า “สลิ่ม” ซึ่งคู่กับ “ควายแดง” เป็นถ้อยคำดูหมิ่นเหยียดหยามกันของคน 2 สี เป็นอุปสรรคต่อความสามัคคี ในยุคที่สลิ่ม เอ๊ย คนชั้นกลางไม่เอาประชาธิปไตย (บางส่วน) เริ่มไม่ถูกใจรัฐบาล คสช.
ดูเหมือนข้อเสนอไม่เป็นที่ต้อนรับ บางคนโต้กลับ “ให้เลิกเรียกสลิ่ม จะให้เรียกบิงซูเหรอ ดูแพงไปไหม” “ไม่ให้เรียกสลิ่มจะให้เรียกอะไร พวกแพ้เลือกตั้งแล้วพาล? หลงตัวเอง? โง่แล้วอวดฉลาด?”
นักภาษาศาสตร์บอกว่า วาทกรรมมันมีชีวิตของตัวเองไปแล้ว บ.ก.ลายจุดเป็นคนเอาคำว่า “สลิ่ม” (ซึ่งได้จากการ brainstorm ในเว็บพันทิป) มาเรียกม็อบหลากสีเมื่อปี 2553 เรียกแบบขำๆ ฐานอำพรางตัว ไม่ยอมรับว่าเป็นเสื้อเหลืองพันธมิตร
หลังจากนั้น คำว่า “สลิ่ม” ก็โลดแล่นมีชีวิต มีสีสัน ไปตามชุดความคิดและพฤติกรรมของคนชั้นกลางต่อต้านประชาธิปไตย โดยปัญญาชนลิเบอรัล ช่วยกันอธิบายจุดอ่อนจุดขรรม ไร้สติแต่มีสตางค์ (มีการศึกษาอีกต่างหาก) จนทำให้คำว่า “สลิ่ม” ที่เดิมก็ไม่มีความหมายดูหมิ่นใคร (ไม่เหมือนคำว่าควาย) กลายเป็นถ้อยคำหยามหยันไปได้
เข้าใจตรงกันนะ ต่อให้ไม่เกิดคำว่าสลิ่ม ก็จะมีวาทกรรมอื่นอยู่ดี ตราบใดที่ยังมีความคิดพฤติกรรมเช่นนี้ ก็สามัคคีปรองดองกันไม่ได้อยู่ดี
อย่างไรก็ดี มองอีกมุม คำว่าสลิ่ม ก็ไม่ได้เหมารวมคนชั้นกลางไม่เอาประชาธิปไตยทั้งหมด เพราะอย่างที่เสื้อแดงชอบอำว่า “ไม่ดักดานเป็นสลิ่มไม่ได้นะ” (ฮา) ฉะนั้นอย่ากลัวไปเลยว่าแค่ไม่อยากเลือกตั้งแล้วคุณจะถูกด่าเป็นสลิ่ม
เป็นสลิ่มไม่ใช่เป็นกันได้ง่ายๆ แบบคนชั้นกลางเกลียดยิ่งลักษณ์ทักษิณ ถือเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าเกลียดกระทั่งตราหน้า ใครไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร ใครอยากเลือกตั้ง เป็นพวกทักษิณ โดนทักษิณซื้อไปแล้ว (ทักษิณซื้อ CNN BBC ซื้อ UN ไปหมดแล้ว) แบบนี้ไม่เรียกสลิ่ม จะให้เรียกอะไร
สลิ่มไม่ใช่เป็นได้ง่ายๆ อย่าร้อนท้อง ต้องมีคุณสมบัติพิเศษเยอะเลย อย่างเช่น หลงตัวเองว่ามีสติปัญญา มีศีลธรรมจรรยาเหนือกว่าคนอื่น จนไม่เห็นหัวใคร ทำตามอำเภอใจ ไม่เคารพกติกา (คนดีนี่หว่า) แชร์ธรรมะ แผ่เมตตา เห็นใจคนจน แต่ถ้าเป็นฝ่ายตรงข้าม แม่-ชั่วร้ายสมควรตาย กรี๊ดกร๊าดดีใจ ที่มือปืนฝ่ายตัวเองยิงคนแก่
สลิ่มยังต้องเป็นคนมีการศึกษา แต่ไม่รู้จักใช้ตรรกะเหตุผล ว่าควายแดงถูกสั่งซ้ายหันขวาหัน ตัวเองก็เชิดชูบูชาลุงคนนั้นคนนี้ เชื่ออำนาจศักดิ์สิทธิ์ หวังพึ่งคนดี “สเป๊กมหาเทพ” แบบตั้งกันเอง เชื่อบุคคล ไม่เชื่อระบอบ ชอบให้มีคนสอนศีลธรรมออกทีวี ทั้งที่ตัวเองก็ไม่ดู
นอกจากนี้ สลิ่มยังต้องดัดจริต แบบใช้ชีวิตฟุ้งเฟ้อ อยู่ในวัฒนธรรมทุนนิยมบริโภค แต่พร่ำเพ้อถึงความสมถะ สุขสงบ วิถีธรรมชาติ แล้วด่าชาวไร่ชาวนาที่อยากถีบตัวมีฐานะ ว่าเป็นเหยื่อประชานิยม ส่งลูกเรียนนอก เห่อฝรั่ง แต่อ้างความเป็นไทย ด่าประชาธิปไตยตะวันตก
ใครมีคุณสมบัติครบ ยกมือขึ้น! แหม่ ไม่น่ามีใครยก เห็นไหม ไม่ได้ดูถูกเหยียดหยามใครซักคน เพียงแต่เอาชุดความคิดพฤติกรรมแย่ๆ มารวมไว้เตือนสติ ใครคิดใครทำแบบนี้ ไม่ต้องเรียกสลิ่มเรียกควาย ก็แย่อยู่ดี แต่ถ้าเปลี่ยนได้ก็ไม่ใช่
ว่าที่จริง “สลิ่ม” กับ “ควายแดง” ถ้าเป็นพวกสุดโต่ง ก็มีบางอย่างคล้ายกัน เช่นเชื่อว่าฝั่งตัวเองถูกทุกอย่าง แต่ข้อแตกต่างคือพวก “ควายแดง” ชูประชาธิปไตย สุดโต่งยังไงก็ถูกจำกัดด้วยกรอบกติกา ไม่สามารถอ้างตนเป็นคนดีแล้วทำตามอำเภอใจ ไม่สามารถดัดจริต (แถมไม่มีเส้นอีกต่างหาก)
กรณีสมบัติกับวาด รวี ยังสะท้อนว่าพวกเรียกร้องเสรีภาพประชาธิปไตย กลับใจกว้าง เอาใจเขาใส่ใจเรา ไม่อยากให้คนอีกข้างต้องชอกช้ำ ทั้งที่ถูกเขาย่ำยีมาตลอด โดยฝ่ายคนดี ไม่ยักมีใครเรียกร้องให้เลิกใช้ “ควายแดง”
แต่ถามว่าการหยามหยันเป็นปัญหาต่อการปรองดองไหม จุดยืนท่าทีทางการเมืองของคน ถ้าจะเปลี่ยน ก็เป็นไปตามพื้นฐานความคิด ผลประโยชน์ทางชนชั้น ไม่ต้องจูบปากกัน ถ้าถึงจุดร่วม ก็ร่วมกันได้
การหยามกันคงไม่งามนักหรอก แต่มันก็เป็นวิธีกระตุกความคิด พวกยกตนเป็นคนดี เห็นแต่ตัวเองดี คนอื่นเลวหมด คงใช้วิธีอื่นไม่ได้ นอกจากหยามให้อาย ไม่ให้ใครเอาเยี่ยงอย่าง ลดละลงแล้วยังคุยกันได้

แต่ถ้าชวนคุยด้วยเหตุผลแล้วไม่มา บอกว่าไม่มีอุดมการณ์ แล้วพอคล้อยหลังก็บ่นรำคาญ นี่ไม่รู้จะเรียกอะไรเหมือนกัน

Inga kommentarer:

Skicka en kommentar