
| Somsak Jeamteerasakul |
ราชินีสิริกิติ์กับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
ปีนี้ ครบรอบ 10 ปี ของปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "ตาสว่าง" ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญไม่เพียงแต่ของวิกฤติการเมืองไทยครั้งนี้เท่านั้น แต่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประวัติศาสตร์การเมืองไทยโดยรวมด้วย นั่นคือ การเกิดกระแสต่อต้านราชวงศ์โดยตรงอย่างกว้างขวาง เหตุการณ์สำคัญที่สุดของปรากฏการณ์ดังกล่าว (ดังที่ทราบกันดี) คือการปรากฏตัวของราชินีสิริกิติ์ในงานศพของผู้ร่วมชุมนุมพันธมิตรฯ เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2551
แต่ความจริง เริ่มมี "สัญญาณ" ปรากฏให้เห็นตั้งแต่ก่อน 13 ตุลาคมแล้วว่า ราชินีสิริกิติ์มีความสัมพันธ์ให้การสนับสนุนพันธมิตรฯ เพียงแต่คนส่วนใหญ่ แม้แต่ในหมู่คนที่ไม่นานหลังจากนั้นจะกลายมาเป็น "เสื้อแดง" ก็ยังคิดไม่ถึง
"สัญญาณ" สำคัญที่สุดคือ ในช่วงวันอาสาฬหะ-เข้าพรรษาปีนั้น ซึ่งตกวันที่ 17-18 กรกฎาคม (ปีนี้เลื่อนลงมา 10 วันคือช่วง 28 กรกฎาคมที่เพิ่งผ่านไป) ในที่ชุมนุมพันธมิตรฯ คุณสนธิ ลิ้มทองกุลได้นำเอาคลิปเสียงพระราชินีสิริกิติ์มาเปิดบนเวที คลิปเสียงดังกล่าว โดยเนื้อหาเหมือนกับไม่เกี่ยวกับการเมืองอะไร เป็นเพียงการที่ราชินีอ่านเรื่อง "พระอานนท์" จากหนังสือเล่มหนึ่ง แต่ที่ประหลาดคือ เป็นคลิปเสียงในลักษณะ "ส่วนพระองค์" ไม่เคยมีการเผยแพร่มาก่อน แต่พันธมิตรฯกลับสามารถได้คลิปเสียงดังกล่าวมา มิหนำซ้ำ คุณสนธิยังอธิบายเชื่อมโยงเนื้อหาของคลิปที่ราชินีทรงอ่านหนังสือที่เล่าถึงการที่พระพุทธเจ้าไม่สามารถเอ่ยไล่พระเลวในที่ประชุมสงฆ์ได้ ต้องอาศัยพระโมคคัลลานะช่วยไล่แทน ให้เข้ากับการชุมนุมของพันธมิตรด้วย:
................
[บางส่วนของการพูดของสนธิคืนวันที่ 17-18 กรกฎาคม หลังการเปิดคลิปเสียงพระราชินีสิริกิติ์]
"พระเจ้าอยู่หัวก็เหมือนกับสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ต้องนิ่งเฉย พระองค์ไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะมาบอกว่า “ออกไป” หน้าที่นี้ ต้องตกอยู่ที่ผู้มีฤทธิ์ ใช่มั้ย?.....พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เหมือนพระพุทธเจ้า พระองค์ท่านไม่ได้อยู่สถานะที่จะไปบอกว่าคนนี้ดี คนนี้ชั่ว ใช่มั้ยใช่ แต่พระองค์ทรงทราบด้วยพระทัยของพระองค์เอง ใช่มั้ย ใครทำชั่วอยู่ รัฐบาลทำชั่วอยู่ รัฐมนตรีทำชั่วอยู่ ถวายสัตย์ต่อหน้าพระองค์ท่าน แล้วก็ตระบัดสัตย์วันรุ่งขึ้นทันที อย่าคิดว่าพระองค์ท่านไม่รู้ พระองค์ท่านรู้ แต่ไม่ได้อยู่ในสถานภาพที่พระองค์ท่านจะทำเช่นนั้น เหมือนพระพุทธเจ้าเช่นกัน ใช่มั้ยใช่ พระพุทธเจ้าเมื่อพึ่งพระโมคคัลลานะ เราไม่ได้ถูกแต่งตั้งให้เป็นทหารเสือพระราชา ทหารเสือพระราชินี แต่เราต้องทำหน้าที่เป็นทหารเสือพระราชา ทหารเสือพระราชินี ใช่มั้ยใช่ พี่น้อง และนี่คือหน้าที่ที่พวกเราได้ทำกัน เหมือนกับสมัยก่อนพุทธกาล ที่พระโมคคัลลานะได้ทำแทนพระพุทธเจ้า พวกเราก็ทำแทนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ใช่มั้ยใช่"
................
วันนี้เมื่อ 10 ก่อน (12 สิงหาคม 2551) ผมได้เผยแพร่บทความเรื่อง "พระบารมีปกเกล้า : พระสุรเสียงราชินีบนเวทีพันธมิตร" ทางเว็บไซต์ประชาไท เล่าถึงการเปิดคลิปเสียงพระราชินีดังกล่าว ตอนนั้นแม้แต่หลายคนที่แอนตี้พันธมิตรฯ ก็ยังลังเล แสดงความเห็นในลักษณะว่า พระราชินีหรือทางวังอาจจะไม่รู้เรื่อง เป็น "การแอบอ้าง" ของสนธิเอง ฯลฯ (ตอนนั้นผมเขียนอยู่บอร์ดฟ้าเดียวกัน และโพสต์บทความนี้ที่นั่นด้วย)
อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่นี่ https://prachatai.com/journal/2008/08/17688 หรือที่นี่ http://somsakwork.blogspot.com/2008/09/blog-post.html
สมศักดิ์ เจียม @somsakjeam
...อวสานผ้าพันคอสีฟ้า เมื่อปลาวาฬเกยตื้น...'ตูนเก่าเล่าใหม่:อวสานพันธมิตร
อวสานเมื่อปลาวาฬเกยตื้น... คือวันสิ้นสุดของพวกผ้าพันคอสีฟ้า
โดย แสงตะวัน
ไอ้สนธิ
ลิ้มดอกทอง ก้าวเข้าสู่วงการเมืองนอกสภาด้วยวิธีที่สกปรกที่สุด
โดยใช้เล่ห์หลอกหลวงตาเจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาดเป็นสะพานเชื่อมเดินเข้าสู่ประตูวัง
หลังจากนั้นก็มีโอกาสได้เป็นกิ๊กสมสู่กับพวกหญิงชาววังศักดินาชั้นสูง ต่อมากลายเป็นพระยาเทครัว
ไม่เว้นจากแม่จนถึงลูกหลาน ไอ้ลิ้มชัดเรียบ
จนคนเล่าลือรู้ไปหมดทั่วบ้านทั่วเมือง
เช่นตัวอย่างเรื่องการเอาเบียร์ลาดหน้าท้องปลาวาฬแล้วถ่ายคลิปลับเอาไว้เพื่อเป็นการต่อรอง
ไอ้ลิ้มจอมแบล๊คเมล์ถือเป็นไพ่อยู่ในมือซึ่งทำให้พวกกิ๊กหญิงชาววังสูงศักดิ์ต้องยอมไอ้ลิ้มทุกอย่าง ไอ้ลิ้มดอกทองจึงกลายมาเป็นบุคคลที่มีอำนาจโดดเด่นขึ้นในสังคมวงการเมืองนอกสภา
มีอำนาจข่มขู่ได้ทั้งทหารและตำรวจรวมไปจนถึงพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าไอ้ลิ้มจะทำอะไรผิดก็ไม่ได้รับโทษเพราะได้รับการช่วยเหลือทุกอย่างจากหญิงสูงศักดิ์
โกงเงินธนาคารก็ไม่ผิด พาลูกน้องยึดสนามบินก็ไม่ผิด
มีคดีติดตัวอยู่จนนับไม่ถ้วนแต่ก็ได้รับความช่วยเหลือทั้งสิ้นเพราะเป็นคนของวัง
ไอ้ลิ้มก็กระโดดออกมาจัดตั้ง "องค์กรพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย"
ขึ้น เพื่อขับไล่รัฐบาล ทักษิณ จนกระทั่งมาถึงรัฐบาลยิ่งลักษณ์
ก็อาศัยการสนับสนุนจากทางวังหนุนหลังทำให้ไอ้ลิ้มกลายเป็นบุคคลสำคัญขึ้นมาทันที
ทำให้ไอ้ลิ้มดอกทองมีอำนาจชี้นำทางการเมืองให้แก่พรรคประชาธิปัตย์แบบสกปรกที่สุด
ตามแนวคิดแบบเก่าของพวกจีนโพ้นทะเล สมัย พรรคก๊กมินตั๋ง ( กั๋วหมินตั๋ง )
จีนชาตินิยมที่พ่อของไอ้ลิ้มเคยสังกัดอยู่ในเวลานั้น จนมาถึงขณะนี้เมื่อทางวังโดยเฉพาะหญิงสูงศักดิ์
นางมารี อังตัวเนต ( Marie Antoinette ) ของเมืองไทยมีอาการป่วยหนักซึ่งเวลานี้เสียสติเป็นบ้าไปแล้ว
หมดสิ้นอำนาจลง เปรียบเสมือนปลาวาฬเกยตื้น
ดังนั้นไอ้ลิ้มดอกทองก็หมดที่พึ่งไม่มีอำนาจหนุนหลังเหมือนเดิม
จึงจำเป็นต้องประกาศยกเลิก"
องค์กรพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย "
ไอ้ลิ้มเองในเวลานี้ก็ถูกจับเอาไปขังอยู่ในคุกแต่ประเทศไทยโชคไ่ม่ดีเมื่อพ่อตายแม่ก็เป็นบ้าแต่ยังมีลูกชายที่แสนเลวได้ขึ้นมาเสวยอำนาจแทนพ่อเป็นหัวหน้าโจรปล้นประเทศไทยสืบต่อไปอีก.
|

Inga kommentarer:
Skicka en kommentar