onsdag 27 september 2017

"ยิ้มสู้ ยิ้มชนะ"

Image may contain: 2 people, people smiling, people standing
Somsak Jeamteerasakul

"ยิ้มสู้ ยิ้มชนะ"

"ยิ้มสู้ ยิ้มชนะ"

ทุกครั้งที่มีคนจากเมืองไทยแวะมาเจอผมที่นี่ ตอนส่งกลับ ผมมักจะนึกแบบกึ่งขำกึ่งเศร้าว่า นี่อาจจะเป็นการเจอกันครั้งสุดท้ายในชีวิต เพราะปารีสไม่ใช่ใกล้ๆ ยากที่ใครจากไทยจะมาบ่อยๆ และผมเองก็อายุมากแล้ว แต่ทุกครั้งที่นึกแบบนี้ ผมนึกในแง่ว่า ผมคง "ไป" ก่อน และการเจอกันที่ปารีสนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตในแง่ที่ผมคงไม่ได้อยู่นานพอจะได้เจอพวกเขาอีก
นึกไม่ถึงว่า การคิดแบบเล่นๆดังกล่าว จะมาเป็นจริงเร็วขนาดนี้ และนึกไม่ถึงว่า แทนที่จะเป็นผมอยู่ไม่ถึงได้เจอคนมาเยี่ยมอีก กลายเป็นว่า คนมาเยี่ยมเอง "ไป" ก่อน และยิ่งนึกไม่ถึงว่าจะเป็น "ยิ้ม" .....
.....................
เมื่อวันที่ 11 เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา "ยิ้ม" สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ กับครอบครัวและเพื่อนๆ ได้มาปารีสเพื่อท่องเที่ยว ผมรู้ข่าวล่วงหน้าด้วยความดีใจและตื่นเต้น และได้อาสาล่วงหน้าว่า ผมจะพาพวกเขาเดินทัวร์ "ย่านลาติน" และสถานที่สำคัญๆของปรีดีกับคณะราษรเอง เพราะรู้ว่า "ยิ้ม" สนใจเรื่อง 2475 ("ยิ้ม" จบปริญญาเอกที่บริสตอล อังกฤษ แต่ไม่เคยมาปารีส)
แต่เมื่อมาถึงวันแรก "ยิ้ม" ก็มีอาการป่วย แทบไม่สามารถขยับขาเดินได้ พวกเราที่นี่รีบนำเขาส่งโรงพยาบาล วันต่อมา หมอก็คอนเฟิร์มว่า พบมะเร็งลามไปที่สมองบางส่วน ทำให้กดทับปราสาทจนมีอาการเดินไม่ได้ เรารีบหาทางส่ง "ยิ้ม" กลับเมืองไทยเพื่อไปรักษาทันที แต่ติดขัดเรื่องการจัดการหลายเรื่อง จนกว่าเขาจะเดินทางกลับได้ คือวันที่ 22
ภาพนี้ ถ่ายตอนเช้าวันที่ 22 ที่โรงพยาบาล ไม่กี่นาทีก่อนที่จะส่ง "ยิ้ม" ขึ้นรถพยาบาลไปสนามบินเพื่อบินกลับไทย
ตลอดช่วงสัปดาห์ที่คณะของ "ยิ้ม" อยู่ที่นี่ ผมจึงได้แต่พาคณะของเขา เดินดูสถานที่เกี่ยวกับปรีดีและคณะราษฎร โดยไม่มี "ยิ้ม" (และภรรยาซึ่งต้องอยู่เฝ้า) ไปด้วย ซึ่งเป็นอะไรที่ผมเสียใจมาก เพราะตั้งใจมากๆจะได้พาเขาไปดูสถานที่พวกนั้นเอง ตอนเย็นหลังพาพวกเขาไปที่นั่นที่นี่เสร็จ พวกเราก็จะแวะไปที่โรงพยาบาลเพื่อดูอาการ "ยิ้ม"
ตลอดเวลา 10 วันที่อยู่ที่โรงพยาบาล "ยิ้ม" กำลังใจดีมาก แม้จะรู้เรื่องเป็นมะเร็งแล้ว พวกเราคนอื่นๆเสียอีกได้แต่คุยกันเงียบๆว่า เขาอาจจะอยู่ได้ไม่นาน แต่เขาเองไม่ได้แสดงความตกใจหรือหดหู่อะไร ในเวลาที่อาการเจ็บป่วยไม่ได้หนักมาก เขาก็ยังคุยโน่นคุยนี่ ทั้งเรื่องอดีตและปัจจุบัน หัวเราะรื่นเริงได้เป็นปกติ
....................
ถ้าไม่มี "ยิ้ม" อาจจะไม่มี "ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง"
หลังผมเรียนจบกลับไทยในปี 2535 ไม่นาน ผมเริ่มเขียนบทความลงใน นสพ.และนิตยสารเป็นระยะๆ โดยมีแกนเรื่องหลักคือเรื่องสถาบันกษัตริย์ และบทบาทของสถาบันฯต่อเหตุการณ์อย่าง 6 ตุลา หรือ 14 ตุลา ซึ่งสมัยนั้นเป็นประเด็นที่แทบไม่ได้รับความสนใจกันแล้วในหมู่ปัญญาชนแอ๊คติวิสต์ แม้แต่เมื่อเริ่มมีการจัดงานรำลึก 6 ตุลาขึ้นมา เมื่อได้บทความมากพอที่คิดว่าจะรวมเป็นเล่มได้ ผมก็รวบรวมแล้วเสนอต้นฉบับให้กับสำนักพิมพ์กึ่งวิชาการแห่งหนึ่ง แต่เรื่องก็เงียบหายไป ซึ่งผมก็ "ทำใจ" เพราะรู้ว่าเรื่องที่เขียน ไม่ได้อยู่ในความสนใจของปัญญาชนในขณะนั้นนัก
แต่แล้ววันหนึ่ง "ยิ้ม" ได้ติดต่อผมมาเองว่า อยากรวบรวมบทความที่ผมพิมพ์ตาม นสพ.และนิตยสารเหล่านั้น เพื่อพิมพ์เป็นเล่ม ออกในงานรำลึก 25 ปี 6 ตุลา ในปี 2544 ("ยิ้ม" เองไม่ได้รู้เรื่องที่ผมเคยรวบรวมต้นฉบับเสนอ สนพ.กึ่งวิชาการ) ผมดีใจมาก เพราะคาดไม่ถึงว่า ในหมู่ปัญญาชนแอ๊คติวิสต์จะมีคนสนใจ ตอนแรก "ยิ้ม" บอกว่าจะพิมพ์ออกมาในนามคณะกรรมการจัดงานรำลึก 25 ปีเลย แต่เมื่อใกล้วันงาน ผมได้ยินว่ากรรมการบางส่วนอาจจะมีปัญหาถ้าจะพิมพ์ออกมาในนามคณะกรรมการ "ยิ้ม" จึงตัดสินใจ เอาต้นฉบับบทความผมพิมพ์ในนาม "สำนักพิมพ์" ที่เขาตั้งขึ้นเอง ("สำนักพิมพ์ 6 ตุลา รำลึก") แม้ผมจะรู้สึกผิดหวังนิดๆที่หนังสือไม่ได้ออกมาในนามคณะกรรมการจัดงาน แต่ก็ "ทำใจ" ได้เช่นกัน เพราะความจริง ในบรรยากาศของแวดวงวิชาการแอ๊คติวิสต์ขณะนั้น ผมไม่ได้หวังอะไรมากมายอยู่แล้ว
วันที่ 6 ตุลาคม 2544 ในงานที่ธรรมศาสตร์ "ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง" ก็ออกมาวางขาย
"ยิ้ม" เอาค่าเรื่องมาให้ผมหลังจากนั้นในเวลาอันรวดเร็ว ผมบอกเขาว่า ไม่ต้องรีบร้อนหรอก เพราะกลัวว่าหนังสือคงขายยาก แล้วเขาจะลำบาก แต่เขารับผิดชอบกับ "นักเขียน" ดีมาก รีบเอาค่าเรื่องมาจ่ายหลังจากหนังสือวางขายไม่นาน "ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง" พิมพ์เพียง 2 พันเล่ม ซึี่งผมก็นึกในตอนนั้นว่า ยังมากเกินกว่าจะขายได้หมดในเวลาอันสั้น หรือจะไม่หมดเลยด้วยซ้ำ
....................
ในช่วงวิกฤติทักษิณปี 2549 "ยิ้ม" เช่นเดียวกับปัญญาชนแอ๊คติวิสต์ในขณะนั้นทุกคน ที่เห็นเป็นเอกฉันท์ว่า ต้องไล่ทักษิณออกไปให้ได้ (แม้พวกเขาจะบอกว่า "ไม่เอาข้อเสนอนายกฯพระราชทาน" ของพันธมิตร แต่ก็ยืนยันความถูกต้องที่ต้องไล่ทักษิณให้ได้) หลังรัฐประหาร 19 กันยา ในงานสัมมนาครั้งหนึ่งที่สถาบันปรีดีฯซึ่งผมอยู่ด้วย "ยิ้ม" พูดบนเวทีว่า "พวกเราพลาดไปที่ไปไล่ทักษิณและสมศักดิ์เป็นฝ่ายถูกที่ยืนยันว่าไม่ควรไปไล่" ผมไม่เคยเรียกร้องให้ใครในบรรดา "มิตรสหาย" ต้องมายอมรับกับผมเช่นนี้ แต่ก็รู้สึกซึ้งใจที่ "ยิ้ม" อุตส่าห์พูดออกมา จนบัดนี้ เท่าที่ผมรู้ เขาเป็นคนเดียวที่เคยพูดออกมาตรงๆแบบนี้
.................
ใครที่รู้จัก "ยิ้ม" จะรู้ว่า เขาเป็นคนแบบเดียวกับชื่อเล่น คือ "ง่ายๆ" อารมณ์ดี มองโลกในแง่ดี ทำงานๆไปเรื่อยๆ "พวกเรา" ทุกคน รวมถึงผม เวลานั่งถกเถียงเรื่องนั้นเรื่องนี้กัน ก็เกิดอารมณ์รุนแรงกันขึ้นมาเป็นธรรมดา แต่ผมไม่เคยเจอในกรณี "ยิ้ม" แม้จะถกเถียงกันยังไง เขาก็ยัง "สบายๆ" (ตอนเขานอนป่วยที่โรงพยาบาลที่นี่ ขยับลุกทำอะไรเองไม่ได้ เขาก็มีอาการหงุดหงิดของคนป่วยบ้าง แต่นึกแล้วก็ "ขำๆ" ดีว่า ตอนพูดคุยถกเถียงการเมือง เขากลับไม่เคยเป็น อย่างน้อยผมไม่เคยเจอเลย ต่างจากพวกเราทุกคน)
ครั้งสุดท้าย เมื่อราว 10 วันก่อน ผมมีโอกาสได้ "สะไก๊ป์" คุยกับเขาที่โรงพยาบาลในไทย ซึ่งตอนนั้น อาการป่วยเขาทรุดลงมากแล้ว ประโยคแรกที่ผมทักไปคือ "เฮ้ เมื่อไรจะมาที่นี่อีก" เขาก็หัวเราะดังขึ้นมา....
 

Inga kommentarer:

Skicka en kommentar