torsdag 4 oktober 2012

ปิยบุตร แสงกนกกุล เปิดโปงนักกฏหมายแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่ได้สร้างคำอธิบายเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ และพระราชอำนาจที่น่าสนใจและยังคงครอบงำสังคมไทยจนทุกวันนี้ โดยยกตัวอย่าง 3 ประเด็น.....

ปิยบุตร แสงกนกกุล เปิดโปงนักกฏหมายแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่ได้สร้างคำอธิบายเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ และพระราชอำนาจที่น่าสนใจและยังคงครอบงำสังคมไทยจนทุกวันนี้ โดยยกตัวอย่าง 3 ประเด็น.....

1. อำนาจอธิปไตยเป็นของกษัตริย์ร่วมกับประชาชน
บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ได้สร้างทฤษฎี “อำนาจอธิปไตยเป็นของพระมหากษัตริย์และประชาชน” ไว้ในตำรากฎหมายมหาชนของเขาว่า ในระบอบประชาธิปไตยไทย อำนาจอธิปไตยอยู่ที่พระมหากษัตริย์และประชาชน ซึ่งไม่เหมือนกับประเทศอื่นที่ประชาชนเท่านั้นที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ทั้งนี้ด้วยเหตุผลสองประการ ประการแรก เหตุผลทางประเพณีในสังคมวัฒนธรรมไทยอันเกิดจากการสั่งสมความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของพระมหากษัตริย์กับประชาชน ประการที่สอง เหตุผลทางนิติศาสตร์ แต่ไหนแต่ไรมา อำนาจอธิปไตยอยู่ที่องค์พระมหากษัตริย์ ครั้นเมื่อคณะราษฎรเปลี่ยนแปลงการปกครอง พระมหากษัตริย์ซึ่งทรงอำนาจอธิปไตยอยู่ก็สละพระราชอำนาจนั้นให้ประชาชนทั้งประเทศด้วยการพระราชทานรัฐธรรมนูญ แล้วลดพระองค์ลงอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ แต่ยังทรงใช้อำนาจนั้นแทนประชาชน ด้วยเหตุนี้ ในทางกฎหมาย เมื่อมีการรัฐประหารเลิกรัฐธรรมนูญ ก็ต้องถือว่าอำนาจอธิปไตยที่เคยพระราชทานให้ปวงชนนั้นกลับคืนมายังพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นเจ้าของเดิมมาก่อน 24 มิถุนายน 2475 ดังนั้นในทางกฎหมายระหว่างประเทศ รัฐบาลต่างประเทศก็ไม่ต้องรับรองรัฐบาลไทยใหม่ เพราะการเปลี่ยนแปลงโดยรัฐประหารเป็นเรื่องภายใน แต่ระดับสูงสุดคือสถาบันพระมหากษัตริย์ยังดำรงอยู่ และยังทรงเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่กลับคืนมาเป็นของพระองค์ด้วย ส่วนคณะรัฐประหารไม่ใช่เจ้าของอำนาจอธิปไตย หากมีอำนาจปกครองบ้านเมืองในเวลานั้นตามความเป็นจริงเท่านั้น และเมื่อคณะรัฐประหารประสงค์จะจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ เมื่อจัดทำแล้วเสร็จ ต้องนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายเพื่อขอให้ทรงลงพระปรมาภิไธย เมื่อลงพระปรมาภิไธยก็เท่ากับว่าพระมหากษัตริย์สละอำนาจอธิปไตยกลับคืนมาที่ประชาชนอีกครั้งหนึ่ง
ปิยบุตรระบุว่า สามารถวิจารณ์ความเห็นของบวรศักดิ์ฯ ได้ใน 2 ลักษณะ
ลักษณะแรก คือ วันที่ 24 – 26 มิถุนายน 2475 อำนาจอยู่ที่คณะผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร เสร็จแล้วก็ปล่อยให้ประชาชน ตามมาตรา 1 ของธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม27มิถุนายน 2475 ที่บัญญัติว่า “อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย” การที่อ้างกันว่า กษัตริย์มอบให้ แสดงว่ากษัตริย์มีอำนาจสูงสุด และร่วมกับประชาชน ไม่ถูกต้อง เพราะ ไม่ได้มีตรงไหนที่บอกว่าประชาชนมอบอำนาจคืนให้กับกษัตริย์
ในประกาศคณะราษฎรเอง ก็เขียนไว้ว่า “ส่วนผู้เป็นประมุขของประเทศนั้น คณะราษฎรไม่ประสงค์ทำการแย่งชิงราชสมบัติ ฉะนั้น จึ่งได้อัญเชิญให้กษัตริย์องค์นี้ดำรงตำแหน่งกษัตริย์ต่อไป แต่จะต้องอยู่ใต้กฎหมายธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน จะทำอะไรโดยลำพังไม่ได้ นอกจากด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร คณะราษฎรได้แจ้งความประสงค์นี้ให้กษัตริย์ทราบแล้ว เวลานี้ยังอยู่ในความรับตอบ ถ้ากษัตริย์ตอบปฏิเสธ หรือไม่ตอบภายในกำหนด โดยเห็นแก่ส่วนตนว่าจะถูกลดอำนาจลงมา ก็จะชื่อว่าทรยศต่อชาติ และก็เป็นการจำเป็นที่ประเทศจะต้องมีการปกครองแบบอย่างประชาธิปไตย กล่าวคือ ประมุขของประเทศจะเป็นบุคคลสามัญซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้เลือกตั้งขึ้น อยู่ในตำแหน่งตามกำหนดเวลา”
และหากจะโต้ว่า แล้วเอามาให้ถวายทำไม ทำไมไม่ทำ รธน เอง คำอธิบายก็มีระบุในประกาศคณะราษฎรแล้ว ว่ายึดไว้ได้ และรอให้ตอบมาเป็นกษัตริย์ การตอบกลับมาเป็นกษัตริย์ และยอมลงนามใน ธรรมนูญ  ๒๗ ก็แสดงว่า กษัตริย์นั่นแหละ ยอมตาม ผู้ก่อการแล้ว ยอมเปลี่ยนสภาวะของตนจาก “ล้นพ้น” มาเป็น กษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ แปลงตนเองจากองค์อธิปัตย์ มาเป็น สถาบันการเมืองหนึ่งที่รัฐธรรมนูญอนุญาตให้มี
ส่วนข้อที่ว่า แล้วทำไมคณะราษฎรต้องไปขอนิรโทษกรรมด้วย ทายาทของพระยาพหลฯเคยเล่าให้ฟังว่า นั่นเป็นการที่ผู้ที่อายุน้อยกว่าขอขมาผู้อาวุโสกว่าที่ได้กล่าววาจาล่วงเกินกันไปเท่านั้น
วิจารณ์ลักษณะที่สอง  ในสังคมการเมือง อำนาจเป็นของประชาชนเสมอ เพียงแต่ว่ายุคใดสมัยใด อำนาจนั้นจะถูก “แย่งชิง” ไปหรือไม่ หรือประชาชนจะมอบอำนาจนั้นให้แก่ใคร ดังนั้น หากจะย้อนกลับไปหาความเป็นเจ้าของอำนาจ ในท้ายที่สุดก็จะเจอประชาชนในฐานะเจ้าของอยู่ดี การอ้างว่ากษัตริย์เป็นผู้ทรงอำนาจ เป็นผู้ปกครอง มาตั้งแต่นมนาน ในสังคมการเมืองหนึ่งอาจไม่เคยขาดซึ่งสถาบันกษัตริย์เลย นั่นอาจเป็นการอ้างตามประวัติศาสตร์ของพวกราชาชาตินิยม ประวัติศาสตร์ของเจ้า ไม่จำเป็นต้องเป็นโค้ดของเรา
Saint-Just อธิบายว่า กษัตริย์นั้นเป็นทรราชโดยธรรมชาติและโดยตัวของมันเอง เราไม่ต้องพิจารณาเลยว่าการกระทำของกษัตริย์หรือการบริหารราชการแผ่นดินของกษัตริย์มีความผิดทางอาญาหรือไม่ ถ้ากษัตริย์เป็นทรราช นั่นไม่ใช่เพราะความผิดจากการบริหารราชการแผ่นดินของเขา แต่เขาเป็นทรราชก็ด้วยลักษณะของความเป็นกษัตริย์นั่นแหละ Saint-Just เสนออย่างชาญฉลาดว่า การที่กษัตริย์ยึดครองอำนาจสูงสุดของประชาชนไปใช้เอง นั่นแสดงให้เห็นว่าลักษณะของความเป็นกษัตริย์เป็นอาชญากรรมนิรันดร (crime éternel) ต่อประชาชน มนุษย์จึงย่อมมีสิทธิสัมบูรณ์ในการลุกขึ้นสู้และติดอาวุธ   Saint-Just อธิบายว่า ไม่มีใครสามารถครองราชย์ได้อย่างบริสุทธิ์ผุดผ่อง เพราะ กษัตริย์ทั้งหลายล้วนแล้วแต่เป็นกบฏและเป็นผู้แย่งชิง (usurpateur) อำนาจของประชาชนไป
หรือในประกาศคณะราษฎร “ราษฎรทั้งหลายพึงรู้เถิดว่าประเทศของเรานี้เป็นของราษฎร ไม่ใช่ของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง บรรพบุรุษของราษฎรเป็นผู้ช่วยกันกู้ให้ประเทศมีอิสรภาพพ้นมือจากข้าศึก พวกเจ้ามีแต่ชุบมือเปิบ และกวาดรวบทรัพย์สมบัติเข้าไว้ตั้งหลายร้อยล้าน เงินเหล่านี้เอามาจากไหน? ก็เอามาจากราษฎร เพราะวิธีทำนาบนหลังคนนั้นเอง”
หากพิจารณาตามแนวทางนี้ ก็จะไม่มีปัญหาเรื่องอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนหรือไม่ เพราะ อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนเสมอ ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยตลอดกาล เพียงแต่ว่าบางช่วงบางตอน ถูก “ฉกฉวยแย่งชิงขโมย” ไป และสักวันหนึ่ง ประชาชนก็เอากลับคืนมาจนได้
ประเด็นที่ 2.  กษัตริย์กับรัฐประหาร ทั้งนี้ รัฐประหารที่กษัตริย์มีบทบาทสนับสนุนสำคัญอย่างยิ่ง มีอยู่ 2 กรณีที่น่าสนใจ
กรณีแรก อิตาลี เมื่อวันที่ 27 ถึง 29 ตุลาคม 1922 กลุ่มชุดดำเดินเท้าสู่กรุงโรมเพื่อสนับสนุนให้มุสโสลินีเป็นนายกรัฐมนตรี ได้ก่อความวุ่นวาย รัฐบาลจะประกาศกฎอัยการศึก แต่กษัตริย์วิคเตอร์ อิมมานูเอล ไม่ยอม กลับตั้งให้ เบนิโต้ มุสโสลินี เป็นนายกรัฐมนตรี ต่อมาในการเลือกตั้ง 1924 มีการลอบสังหารจาโคโม่ มาตเตอ็อตติ ทำให้มุสโสลินีฉวยโอกาส ปกครองแบบเผด็จการฟาสซิสต์โดยอ้างการรักษาความสงบ และพาเข้าสงครามโลกครั้งที่ ๒ หลังอิตาลีแพ้สงคราม ก่อนจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ สภาร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีการออกเสียงประชามติว่าจะเป็นสาธารณัฐหรือกษัตริย์ ในวันที่ 2 มิถุนายน 1946 ผลปรากฏว่า ร้อยละ 54.3 เลือกสาธารณรัฐ ร้อยละ 45.7 เลือกกษัตริย์
กรณีที่สอง สเปน, กษัตริย์อัลฟองโซที่ 13 ได้สนับสนุนให้ปริโม เดอ ริเวร่ารัฐประหารในวันที่ 13 กันยายน 1923 และแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี รัฐประหารครั้งนี้เป็นรัฐประหารครั้งสำคัญที่แตกต่างจากรัฐประหารในที่ต่างๆ คือ รัฐประหารแล้วกษัตริย์ยังคงอยู่ เพราะ รัฐประหารครั้งนี้เกิดจากดำริของกษัตริย์นั่นเอง อย่างไรก็ตาม ผ่านไป ๗ ปี กษัตริย์ก็บีบบังคับให้ปริโม เดอ ริเวร่าออกจากตำแหน่งในปี 1930 จากนั้นกระแสสาธารณรัฐนิยมก็เฟื่องฟูอย่างมาก เพราะความนิยมในตัวกษัตริย์ตกลงไป เนื่องจากกษัตริย์เปิดหน้าเล่นการเมืองชัดเจน จนในปี 1931 กองทัพก็ประกาศเลิกสนับสนุนกษัตริย์ กษัตริย์ลี้ภัย สเปนประกาศเป็นสาธารณรัฐ
สำหรับประเทศไทย ในรัชสมัยของรัชกาลปัจจุบัน มีรัฐประหารเกิดขึ้น 10 ครั้ง 2490, 2491, 2494, 2500, 2501, 2514, 2519, 2520, 2534, 2549) ปัญหาจึงมีอยู่ว่า จะจัดความสัมพันธ์ระหว่างกษัตริย์กับคณะรัฐประหารอย่างไร? เหตุใดจึงต้องมีการลงพระปรมาภิไธย
ปิยบุตรอ้างถึงเกษม ศิริสัมพันธ์ ที่เคยกล่าวไว้วเมื่อวันที่3 ธันวาคม 2530 ณ หอประชุมเล็ก มธ เนื่องในสัปดาห์วิชาการจัดเฉลิมพระเกียรติในการเฉลิมพระชนม์พรรษาครบห้ารอบก่อนการพยายามก่อปฏิวัติที่ล้มเหลวไป 2 หน คือ "เมษาฮาวาย" เมื่อปี ๒๕๒๔ ครั้งหนึ่ง และ ความพยายามรัฐประหาร 9 กันยายน 2528 อีกครั้งหนึ่งว่า "มีข้อน่าคิดอีกประการหนึ่งว่าความมั่นคงและความสืบเนื่องของระบบรัฐสภาในยุคปัจจุบันสามารถเกิดขึ้นได้ในบ้านเมืองคราวนี้ ก็เป็นด้วยพระบารมีอีกเช่นกัน การพยายามก่อการปฏิวัติรัฐประหารซึ่งล้มเหลวไปถึงสองครั้งสองหน จนในที่สุดมาถึงขณะนี้ก็มีเสียงพูดกันแล้วว่าหมดสมัยของการปฏิวัติรัฐประหารกันได้แล้ว ความสำนึกเช่นนี้อุบัติขึ้นมาได้ก็คงเป็นเพราะเกิดความตระหนักว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองโดยใช้กำลังฝ่ายทหารนั้นไม่ต้องด้วยพระราชนิยม ฉะนั้นจึงเป็นช่องทางให้ประชาธิปไตยและระบบรัฐสภาได้มีโอกาสเติบโตหยั่งรากลึกในบ้านเมืองกันได้ในครั้งนี้"
อย่างไรก็ตาม ปิยบุตรกล่าวว่า หลังจากคำอภิปรายนี้ผ่านพ้นไปได้ 2 ปีเศษ ก็เกิดรัฐประหาร23 ก.พ. 2534 และครั้งล่าสุด 19  กันยายน 2549 ดังนั้น "การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองโดยใช้กำลังฝ่ายทหารนั้นไม่ต้องด้วยพระราชนิยม" ที่เกษม ศิริสัมพันธ์ กล่าวไว้เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2530 เป็นความจริงหรือไม่ โปรดพิจารณา และ "ไม่ต้องด้วยราชนิยม" คืออะไร
ทั้งนี้ เขากล่าวถึงคำอธิบายของวิษณุ เครืองาม ที่อธิบายว่า คณะรัฐประหารต้องการขออาศัยพระราชอำนาจทางสังคมของกษัตริย์เพื่อให้ประชาชนเข้าใจว่ากษัตริย์ก็ยอมตาม และให้ต่างประเทศยอมรับรัฐบาลใหม่ และแสดงให้เห็นว่าไม่ได้แตะต้องสถาบันกษัตริย์
ในขณะที่ บวรศักดิ์ อธิบายตรงกันข้ามว่า รัฐประหารแล้ว อำนาอธิปไตยย่อมกลับไปเป็นของกษัตริย์ในฐานะเจ้าของเดิมมาตลอด สังเกตจากคณะรัฐประหารต้องย้อนกลับไปขอพระราชทานรัฐธรรมนูญใหม่ นั่นหมายความว่า ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง อำนาจอธิปไตยเป็นของกษัตริย์, 24 มิถุนายน 2475 อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนโดยมอบให้กษัตริย์ใช้, หลังการปฏิวติ 8 พ.ย. 2490 อำนาจอธิปไตยกลับไปเป็นของกษัตริย์, และในระบอบปกติ อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนโดยมอบให้กษัตริย์ใช้
"การอธิบายแบบบวรศักดิ์ แทนที่จะสนับสนุนบทบาทของกษัตริย์ในประชาธิปไตย กลับอาจเป็นส่งผลร้ายต่อสถาบันกษัตริย์เสียเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การบอกว่า รัฐประหารแล้ว อำนาจกลับไปที่กษัตริย์ ย่อมพิจารณาต่อไปได้ว่า รัฐประหาร เพื่อ กษัตริย์ เอาอำนาจให้กษัตริย์ ถ้าแบบนี้ คนจะคิดอย่างไร? แทนที่จะอธิบายว่า รัฐประหารแล้ว คณะ รปห ยึดหมด แต่ไม่เลิกสถาบันกษัตริย์ ส่วนการลงนาม ก็ให้ลงในฐานะประมุขของรัฐ อธิบายแบบนี้ ยังเป็นผลดีต่อกษัตริย์มากกว่า เพราะ ถือว่า คณะ รปห ทำกันเอง แล้วมาบีบบังคับให้กษัตริย์ลงนาม"
3. ธรรมเนียมปฏิบัติทางรัฐธรรมนูญ
บวรศักดิ์ฯอธิบายเกี่ยวกับธรรมเนียมปฏิบัติทางรัฐธรรมนูญแบบอังกฤษ ปะปนไปกับ จารีตประเพณีทางรัฐธรรมนูญแบบภาคพื้นยุโรป หากกล่าวอย่างเคร่งครัดแล้วแตกต่างกัน แต่ในตำรากฎหมายมหาชนของบวรศักดิ์ฯนำสองเรื่องนี้มาปะปนกัน เพื่อสร้างคำอธิบายให้กษัตริย์มีพระราชอำนาจบางประกาศที่แตกต่างจากบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ
"บวรศักดิ์ฯบอกว่าธรรมเนียมปฏิบัติทางรัฐธรรมนูญเกิดจาก 2 ประการ ประการแรก เกิดจากการปฏิบัติซ้ำแล้วซ้ำเล่าสม่ำเสมอ ประการที่สอง เกิดจากการปฏิบัติโดยรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ที่ต้องทำ โดย บวรศักดิ์ฯยกตัวอย่างธรรมเนียมปฏิบัติทางรัฐธรรมนูญของหลายประเทศ เช่น อังกฤษ และประเทศอื่นๆที่มีประมุขของรัฐเป็นกษัตริย์ ว่า กษัตริย์จะไม่ใช้พระราชอำนาจยับยั้งร่างพระราชบัญญัติที่ผ่านความเห็นชอบจากสภามาแล้ว แต่กรณีของไทย บวรศักดิ์ฯบอกว่าตรงกันข้าม ในกรณีที่กษัตริย์ทรงใช้พระราชอำนาจยับยั้งร่างกฎหมาย รัฐสภาก็ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญยืนยันกลับไปเพื่อประกาศใช้กฎหมายนั้นเสมือนหนึ่งว่าทรงลงพระปรมาภิไธย อย่างไรก็ตาม ธรรมเนียมปฏิบัตินี้อาจเปลี่ยนแปลงได้อีกตามพระบรมเดชานุภาพของพระมหากษัตริย์แต่ละพระองค์
วิธีคิดเช่นนี้ สืบเนื่องมาจากความคิดที่ว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของกษัตริย์ตลอดกาล และยอมแบ่งให้ประชาชนเมื่อ 24 มิถุนายน 2475
24 มิถุนายน 2475 คือการเปลี่ยนระบอบ พระราชอำนาจใดที่มีมาแต่เดิม พระราชอำนาจใดที่ตกทอดกันมาตามธรรมเนียมโบราณ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริง หรือไม่ว่าจะเป็นการสร้าง ย่อมต้องถูกยกเลิกไป และจัดระเบียบใหม่ทั้งหมด เมื่อระบอบใหม่ “อนุญาต” ให้กษัตริย์เป็นประมุขของรัฐต่อไปโดยอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ พระราชอำนาจของกษัตริย์จะมีเพียงใดย่อมเป็นไปตามรัฐธรรมนูญและสอดคล้องกับประชาธิปไตยตามระบอบใหม่ ดังนั้น การเพิ่มพระราชอำนาจให้กษัตริย์โดยผ่าน “ประเพณี” ย่อมไม่ถูกต้อง
มีข้อควรสังเกตว่า ธรรมเนียมปฏิบัติทางรัฐธรรมนูญที่ใช้ในอังกฤษนั้น กำเนิดขึ้นมาเพื่อจำกัดอำนาจกษัตริย์ สร้างขึ้นมาเพื่อให้การดำเนินการของระบบพาร์เลียเมนตารี่ โมนาขี้ รัฐสภาเป็นไปอย่างราบรื่น แต่บวรศักดิ์ฯกลับนำข้อความคิดเรื่องธรรมเนียมปฏิบัติทางรัฐธรรมนูญมาเพิ่มพระราชอำนาจให้กับกษัตริย์ และขัดกับหลักการประชาธิปไตย
ทั้งหมดนี้อาจสรุปได้ 2 ส่วนคือ 1. นักกฎหมายแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่ให้ความสำคัญกับ 24 มิถุนายน 2475 เหตุการณ์ 24 มิถุนายน 2475 ไม่ใช่การอภิวัตน์ ไม่ใช่การเปลี่ยนระบอบ แต่เป็น “การแย่งอำนาจของกษัตริย์ไป” และกษัตริย์ยอมเสียสละพระราชทานอำนาจอธิปไตยแก่ประชาชน ระบบการเมือง-กฎหมายมีความต่อเนื่องจากระบอบเก่า
"นักกฎหมายเหล่านี้เติบโตและบ่มเพาะภายใต้อุดมการณ์กษัตริย์นิยม ในหลักสูตรการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเหตุการณ์ 24 มิถุนายน 2475 หรือเรียกได้ว่าแทบไม่มี ในวิชาประวัติศาสตร์กฎหมายไทย เราสามารถไล่ไปได้ถึงสุโขทัย อยุธยา รัตนโกสินทร์ กฎหมายตราสามดวง คัมภีร์พระธรรมศาสตร์ ศาสนาพุทธ พราหมณ์ การปฏิรูประบบราชการในสมัยรัชกาลที่ 5 การปฏิรูปศาลและการจัดทำประมวลกฎหมายในสมัยรัชกาลที่ 5 6และ 7 เพื่อทำให้สยามเป็นอารยะประเทศ และรอดพ้นจากการล่าอาณานิคม พอมาถึงรัชกาลที่ 7 ทุกอย่างก็จบลง ไม่มีการกล่าวถึง 24 มิถุนายน 2475 ในฐานะเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ที่กลับหลักการทุกสิ่งทุกอย่างจากเดิม ให้อำนาจสูงสุดของประเทศนั้น เป็นของราษฎรทั้งหลาย ยกเลิกอำนาจอันล้นพ้นของกษัตริย์ และให้กษัตริย์เป็นสถาบันการเมืองหนึ่งอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ 2475 ทำให้ประชาชนเป็นผู้ทรงสิทธิ ประชาชนเป็นผู้มีอำนาจ ประชาชนไม่ได้ขึ้นกับใคร แต่เป็นผู้มีอัตวินิจฉัยในการตัดสินใจดำเนินชีวิตและสร้างชะตากรรมของตนเอง ฐานคิดของ 2475 จึงมีความจำเป็นต่อนักกฎหมายในสมัยระบอบใหม่ การใช้การตีความกฎหมายในระบอบใหม่ ต้องสอดคล้องกับระบอบใหม่ เมื่อนักกฎหมายที่อยู่ในระบอบปัจจุบัน กลับมีความคิดแบบระบอบเก่า การใช้และตีความกฎหมายจึงบิดเบี้ยงผิดเพี้ยนกับหลักการประชาธิปไตยอย่างที่เราเห็นกันทุกวันนี้

มันปล่อยของ..เข้าตัวเอง .....


 Saint- Just ได้ให้คำนิยาม กษัตริย์ คือ  " ทรราชอาชญากรรมนิรันดร "
( crime eternal ) พรรคประชาธิปัตย์เป็นลูกสมุนของ กษัตริย์ทรราชอาชญากรรมนิรันดร ก็คือพรรคลูกสมุนโจรความเลวของมาร์คไข่เหี้ยและพวกก็เหมือนพ่อ " เหี้ยสั่งฆ่า อี ห่าสั่งยิง " ...



    Posted Image

    เห็นถามหา จริยธรรม ขำชิบหาย
    หน้าไม่อาย เพ้อพร่ำ คำตอแหล
    หวังโยนบาป ให้ดับดิ้น สิ้นดวงแด
    พวกขี้แพ้ รู้ไหมนั่น มันเข้าตัว....

    ดีแต่พูด ดีแต่เห่า จ้องเอาเปรียบ
    แล้วคอยเหยียบ ให้จมมิด คิดชั่วๆ
    สั่งฆ่าคน กลางเมือง เรื่องขุ่นมัว
    กลับรวมหัว ตีหน้าเฉย เย้ยผู้คน....

    ไทยเข้มแข็ง โกงทั้งปี กี่พันล้าน
    ยังงุ่นง่าน แถไปได้ ให้สับสน
    นี่คือพวก อันธพาล สามานย์ชน
    ดีเข้าตน ชั่วโยนห่าง อย่างด้านชา....

    เข้าตัวเอง ทั้งนั้น มันรู้ไหม
    ปากจัญไร ยังงี่เง่า เห่าเหมือนหมา
    เกิดเป็นคน ใยแสดง แสร้งมารยา
    แถมตีหน้า ไม่รู้ไม่ชี้ อัปรีย์แท้....

    สติมัน มีอยู่ไหม ใครตอบหน่อย
    ชอบระยำ ทำสำออย คอย 'แนะแหน
    สร้างอัปรีย์ จัญไร ไม่เปลี่ยนแปร
    มันไม่แคร์ เพราะเส้นใหญ่ ใครก็รู้....

    ๓ บลา / ๔ ต.ค.๕๕
    http://3blabla.blogspot.com
    "กำลังใจหาซื้อไม่ได้ แต่ให้กันได้

    onsdag 3 oktober 2012

    "ข้อมูลความจริง " ....ทำให้ตาสว่าง.... เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์และความจริงเพื่อให้สถาบันคงอยู่


    โดยNongkatoo

    เรามาดูความเข้าใจผิดๆของคนไทยเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์และความจริงเพื่อให้สถาบันคงอยู่
    ความเข้าใจผิดสถาบันมีบุญคุณกับคนไทย เพราะทำให้ไทยเป็นเอกราช
    ไม่ตกเป็นทาสเป็นเมืองขึ้นพม่า
    ความจริงผู้ที่กอบกู้เอกราชของชาติไทยให้ไม่ต้องตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าคือพระเจ้าตากสินมหาร​าช ต่อมาถูกพระยาจักรีทำรัฐประหารยึดอำนาจเมื่อ6เมษายน 2325 แล้วสถาปนาราชวงศ์จักรีมาจนถึงทุกวันนี้ และไทยเกือบเสียเอกราชอีกครั้งในสงครามโลกครั้งที่2 แต่นายปรีดี พนมยงค์ นำประเทศไทยรอดพ้นสภาพการตกเป็นเมืองขึ้นหรือประเทศที่แพ้สงคราม โดยจัดตั้งขบวนการเสรีไทยขึ้น ต่อมานายปรีดีถูกกลุ่มนิยมเจ้าใส่ความว่าเกี่ยวข้องกับร.8สวรรคต ต้องลี้ภัยไปถึงแก่อสัญกรรมในต่างประเทศ
    ความเข้าใจผิดสถาบันมีบุญคุณต่อคนไทยอย่างใหญ่หลวง เพราะในหลวงมีโครงการพระราชดำริมากมายช่วยคนไทยให้พ้นความลำบากยากจน
    ความจริงโครงการพระราชดำริไม่ได้ใช้เงินส่วนพระองค์ของในหลวงหรือสถาบัน แต่เป็นหน่วยงานราชการคือ สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ-กปร. ใช้เงินงบประมาณจากภาษีของประชาชนในการดำเนินงาน
    (ดูที่http://www.bb.go.th/budget/bu/blue51/25004.pdf)

    กปร.มีหน้าที่สำรวจ ศึกษา วิเคราะห์และจัดทำแผนงานเกี่ยวกับโครงการอันเนื่องมาจาก พระราชดำริ รวมทั้งพิจารณาและเสนอแนะเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณ เพื่อดำเนินงานตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
    ความเข้าใจผิดในหลวงและสถาบันเป็นผู้นำแบบอย่างความสมถะพอเพียง
    คนไทยต้องเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท
    ความจริงสถาบันกษัตริย์ของไทยถูกนิตยสารForbesจัดอันดับให้เป็นสถาบันที่รวยที่สุดในโลก เหนือกว่าสุลต่านบรูไนซึ่งมั่งคั่งอันดับ2 เหนือกว่ากษัตริย์ของอาหรับที่มีบ่อน้ำมัน

    (ดูที่ http://www.forbes.com/magazines/global/2.../032.html)

    ส่วนbloombergจัดให้ในหลวงเป็นนักลงทุนอันดับ1ในตลาดหุ้นไทย

    (ดูที่http://www.bloomberg.com/apps/news?pid=20602005&sid=aZ0o4kBLphDs&refer=world_indices)

    สามารถดูรายพระนามของในหลวงถือหุ้นใหญ่ของบริษัทต่างๆได้เช่น-http://www.set.or.th/set/companyholder.do?symbol=SAMCO&language=en&country=US-

    http://www.set.or.th/set/companyholder.d...ountry=US-

    http://www.set.or.th/set/companyholder.d...country=US

    ในด้านราชยานพาหนะนั้น ในหลวงและสถาบันไม่ได้มีเฉพาะโตโยต้าโซลูน่าคันเล็กๆ แต่รวมถึงรถยนต์มายบั๊คคันละ300ล้านบาท และเครื่องบินอีกนับสิบลำ ซึ่งใช้เงินงบประมาณแผ่นดินจัดซื้อและจัดซ่อมบำรุง
    (ดูที่นี่ http://th.wikipedia.org/wiki/เครื่องบินพ...้าอยู่หัว)
    นอกจากนั้นหากติดตามข่าวพระราชสำนักทางโทรทัศน์ช่วง2ทุ่มจะพบว่ามีบุคคลต่างๆที่เป็น​พ่อค้า เศรษฐี หน่วยงาน คณะบุคคลได้เข้าเฝ้าถวายเงินเพื่อใช้สอยตามพระราชอัธยาศัยเป็นประจำทุกวัน หากเป็นชาวบ้านธรรมดาๆ จะได้เฝ้าฯทุกวันอย่างนี้หรือไม่ เพราะไม่มีเงินมากมายไปถวาย
    ดังนั้นคนไทยควรเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาทพระองค์ท่านในด้านความมั่งคั่ง จึงจะถูกต้องตามความเป็นจริง

    ความเข้าใจผิดสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นของชาติ
    ไม่ใช่ของส่วนพระองค์ และจ่ายภาษี
    ความจริง
    เวปไซต์ของสำนักงานทรัพบ์สินฯที่ระบุไว้ดังนี้
    เดิมสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ อยู่ในความดูแลรักษาของสำนักงานพระคลังข้างที่ ในสังกัดสำนักพระราชวัง ต่อมา มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการยกเว้นภาษีอากรเกี่ยวกับทรัพย์สินส่วนพระมหาก​ษัตริย์ พุทธศักราช 2477 โดยบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ ได้แบ่งแยกทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่

    *ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งได้รับการยกเว้นภาษีอากร
    *ทรัพย์สินส่วนพระองค์ ซึ่งจะต้องเสียภาษีอากร

    ส่วนว่าทรัพย์สินนั้นเป็นของแผ่นดินหรือของพระมหากษัตริย์
    กฎหมายระบุไว้ว่า

    มาตรา 6
    รายได้จากทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ในความดูแลรักษาของกระทรวงการคลังตามความในมาต​รา 5 วรรคสองนั้น

    เมื่อได้หักรายจ่ายที่จ่ายตามข้อผูกพันอันเกี่ยวแก่ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ รายจ่ายที่จ่ายเป็นเงินเดือน (รวมทั้งบำเหน็จ บำนาญ ถ้ามี) เงินค่าใช้สอยเงินการจร และเงินลงทุนอันเกี่ยวแก่ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และรายจ่ายที่จ่ายเป็นเงินพระราชกุศลออกแล้ว ให้นำทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงใช้จ่ายในฐานที่ทรงเป็นประมุข

    แต่ต่อมามีการแก้ไขเพิ่มเติมฉบับปี2491ว่า

    มาตรา 6 รายได้จากทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่กล่าวในมาตรา 5 วรรคสองนั้นจะจ่ายได้ก็แต่เฉพาะในประเภทรายจ่ายที่ต้องจ่ายตามข้อผูกพัน รายจ่ายที่จ่ายเป็นเงินเดือนบำเหน็จ บำนาญ เงินรางวัล เงินค่าใช้สอย เงินการจร เงินลงทุน และรายจ่ายในการพระราชกุศลเหล่านี้ เฉพาะที่ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้ว เท่านั้น

    รายได้ซึ่งได้หักรายจ่ายตามความในวรรคก่อนแล้ว จะจำหน่ายใช้สอยได้ก็แต่โดยพระมหากษัตริย์ ตามพระราชอัธยาศัย http://www.crownproperty.or.th/history.php

    ดังนั้นความเข้าใจว่าทรัพย์สินเป็นของแผ่นดินจึงตกไปตามนัยกฎหมายนี้ เนื่องจากขึ้นอยู่กับพระราชอัธยาศัย(แปลว่าตามที่ในหลวงจะเห็นสมควร ซึ่งก็คือเป็นสมบัติของท่านนั่นเอง)

    ความเข้าใจผิดคนไทยต้องสำนึกในบุญคุณของในหลวงและสถาบัน
    เพราะท่านทำเพื่อคนไทยอย่างไม่เห็นแก่เหนื่อยยาก

    ความจริงประเทศไทยก็เช่นเดียวกันกับประเทศที่มีกษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขทั่วไป คือคนไทยเห็นความสำคัญของสถาบัน จึงมีการจัดสรรงบประมาณจากภาษีของประชาชนถวายแด่สถาบันเพื่อให้ได้รับความสะดวก และทรงงานเพื่อคนไทยผู้จ่ายภาษีปีละไม่น้อยกว่า2พันล้านบาท

    เฉพาะที่จัดสรรให้แก่สำนักพระราชวังนั้นปีงบประมาณล่าสุด2,364.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 13.3% และยังไม่นับรวมกับที่อยู่ในหน่วยงานกระทรวง ทบวง กรม กองทัพต่างๆอีก ปีละไม่ต่ำกว่า6,000ล้านบาท
    (ดูที่ http://www.bb.go.th/FILEROOM/CABBBIWEBFO...00038.PDF)

    ทั้งนี้เงินงบประมาณที่จัดสรรให้สำนักพระราชวังสูงขึ้นทุกปี ดังนี้

    ปี 2502--------32,836,049 บาท
    ปี 2522-------126,185,900 บาท
    ปี 2523-------141,151,100 บาท
    ปี 2524-------165,683,100 บาท
    ปี 2525-------184,922,000 บาท
    ปี 2526-------235,286,000 บาท
    ปี 2527-------312,911,700 บาท
    ปี 2528-------281,435,000 บาท
    ปี 2529-------340,980,000 บาท
    ปี 2530-------387,734,790 บาท
    ปี 2531-------358,685,300 บาท
    ปี 2533-------450,372,100 บาท

    ปี 2534-------517,515,900 บาท
    ปี 2535-------623,176,400 บาท
    ปี 2536-------829,365,200 บาท
    ปี 2537-------815,711,600 บาท
    ปี 2538-------933,229,700 บาท
    ปี 2539-------907,461,000 บาท
    ปี 2540-------944,400,000 บาท
    ปี 2541-------987,516,500 บาท
    ปี 2542-------961,575,400 บาท
    ปี 2543------1,028,315,500 บาท
    ปี 2544------1,058,540,000 บาท
    ปี 2545------1,136,536,600 บาท
    ปี 2546------1,209,861,700 บาท
    ปี 2547------1,275,948,400 บาท

    ปี 2548------1,501,472,900 บาท
    ปี 2549------1,676,888,800 บาท
    ปี 2550------1,945,122,400 บาท
    ปี 2551------2,086,310,000 บาท
    ปี 2552------2,364.6 ล้านบาท

    ความเข้าใจผิดสถาบันอยู่เหนือการเมือง จึงไม่ควรวิจารณ์ให้ขี้กลากกินหัว
    ต้องวิจารณ์พวกนักการเมืองโกงกินจึงจะถูก

    ความเป็นจริงในหลวงองค์ปัจจุบันอยู่ในราชบัลลังก์มา 60 กว่าปีแล้ว ผ่านนายกรัฐมนตรี ผ่านบ้านเมืองมาหลายยุคหลายสมัย แม้ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นประชาธิปไตยมาตั้งแต่พ.ศ.2475เป็นต้นมา แต่ดูเหมือนในทางปฏิบัติแล้ว ไทยยังเสมือนเป็นระบอบราชาธิปไตยอยู่ ดูได้จากการที่ทรงมีพระราชอำนาจลงนามแต่งตั้งทั้งฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ ผู้บริหารระดับสูงในกองทัพ และหน่วยงานต่างๆ การจัดทำโครงการพระราชดำริต่างๆ การโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านทางสื่อของรัฐต่างๆ บางครั้งมีหลักฐานว่าอาจเข้ามาแทรกแซงการเมือง เช่น กรณีรัฐประหารปี2500ของจอมพลสฤษดิ์,การสนับสนุนให้จอมพลถนอมกลับประเทศไทย และเกิดกรณี6ตุลาคม2519 หรือกรณีพันธมิตรล่าสุดที่พระราชวงศ์ชั้นสูงไปงานศพของพันธมิตรเมื่อ13ตุลาคม2551 ในขณะเดียวกันเมื่อมีอำนาจในทางต่างๆ(โดยฉากหน้ามีประชาธิปไตย มีการเลือกตั้งสลับ แล้วก็ยึดอำนาจรัฐประหาร โดยกองทัพมักอ้างอิงว่าเพื่อสถาบันอยู่เนืองๆ) แต่เนื่องจากมีกฎหมายอาญาควบคุมไม่ให้เกิดการวิจารณ์ใดๆ จึงทำได้แต่เชิดชูด้านเดียวเท่านั้น


    ความเข้าใจผิดคนที่ไม่รักเทิดทูนสถาบันไม่สมควรอยู่เป็นคนไทย
    ต้องไล่ไปอยู่ประเทศอื่นให้หมด

    ความจริงคนไทยรักและเทิดทูนสถาบัน ไม่มีใครคิดล้มล้าง หรือดูหมิ่น หมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้าย แต่เพราะรักเทิดทูนอยากให้สถาบันกษัตริย์มั่งคงวัฒนาสถาวรคู่กับประเทศไทยไปตลอดกาล ขณะเดียวกันคนไทยก็ต้องการให้ประเทศพัฒนาไปทัดเทียมกับนานาอารยะประเทศด้วย ซึ่งก็มีความจำเป็นอยู่มากที่สถาบันควรปรับปรุงให้สอดคล้องกับกาลสมัย เพราะหากยังเป็นแบบที่เป็นมา มีจุดอ่อนอยู่หลายข้อ แต่ไม่ปรับปรุง แต่ให้เชิดชูสอพลออย่างเดียว ห้ามวิจารณ์ ในที่สุดก็จะทำให้สถาบันเป็นสิ่งที่พ้นสมัยไปในที่สุด
    ดังนั้นหากคนไทยรักเทิดทูนสถาบันในทางที่ถูกที่ควรก็สมควรต้องรักด้วยเหตุผลด้วย ไม่ใช่รักเพราะถูกปลูกฝังด้วยวิธีโฆษณาชวนเชื่อ เพราะจะเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของพระราชบัลลังก์เสียเองในอนาคต

    ที่มา : เว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน

    บ้านเมืองนี้ ดูท่า น่าจะป่วย คนห่วยห่วย ใส่สูท พูดหมาหมา อ้างหลักการ เรื่องข้าว กับชาวนา ใช้ท่วงท่า วาที ที่จัญไร ใจขี้ข้า หน้าขี้ครอก ไอ้หอกหัก เอ็งมันหนัก แผ่นดิน สิ้นสงสัย เรื่องเขาทุกข์ กลับไม่เล่น มันเป็นไง เขาสุขใจ เสนอหน้า มาร้องเรียน ( พวกใส่สูท สมองหมา ปัญญาทาส )

    อาจารย์กาก สมองกลวง บอกห่วงชาติ
    ป้องตลาด กันกลไก ไม่ให้เสีย
    แท้จริงแล้ว พวกนิบ้า หน้าตัวเมีย
    แค่ปกป้อง อาเสี่ย เหี้ยเหมือนกัน

    ไร้ศักดิ์ศรี Shipหาย ไอ้ขี้ข้า
    ทั้งที่จบ ด็อกเตอร์มา แทบทั้งนั้น
    ไม่รู้จัก อับอาย หรือไงกัน
    เรื่องที่ไม่ สร้างสรร ขยันจัง

    ถ้าชาวนา ลืมตา อ้าปากได้
    จะเป็นห่า อะไร ไอ้กระหัง
    หรือพ่อมึง จะตาย โวยวายจัง
    คนจนขอ ที่ยืนบ้าง ขวางทำไม

    พ่อค้าข้าว เหยียบชาวนา มาหลายชาติ
    กดราคา และผูกขาด รู้บ้างไหม
    อ.นิบ้า พวกมึงอยู่ รูหรือไง
    จึงไม่คิด เข้าใจ คนทำนา...

    *อ.นิบ้า พวกมึง ควายหรือไง
    จึงไม่คิด เห็นใจ คนยากจน

    >>>>>> ฝ่าดงระเบิด "เปิดศึก"แล้ว <<<<<< เมื่ออ่านบทความของหมอตำแยแล้วก็เกิดคำถามขึ้นว่า เมื่อ " เจ้าชายมะขามหย่อง " คือตัวปัญหาที่ทำลายรัฐบาลของประชาชน ทำลายประเทศชาติและสังคมขัดขวางทุกอย่างที่เป็นผลประโยชน์ของประชาชน แล้วประชาชนจะเลี้ยง " เจ้าชายมะขามหย่อง " งูพิษตาเดียวนี้ไว้ทำอะไร กษัตริย์ ที่ประเทศเนปาลเขายังไล่ออกไปแล้ว....

      โดย หมอตำแย

    .. ตามที่ได้ตกลงกันด้วยวาจาก่อนให้มีการเลือกตั้งระหว่างฝ่าย"เจ้าชายมะขามหย่อง"กับ"ฝ่ายนายใหญ่"

    ทำเหมือน"Job descriptions"ว่าเรื่องกระทรวงกลาโหม - ม.112 -และการแก้รัฐธรรมนูญมาตราไหนที่ไปมี
    ผลกระทบ"เจ้าชายมะขามหย่อง"หรือไปลดบทบาทของ"ศาล" ซึ่งเป็น"ดาบอาญาสิทธิ์"ของเขานั้นไม่ได้อีก

    ทั้งยังมีบางเรื่องที่"คุณขอมา"ก็ต้องอนุโลมกัน....นี่คือสัญญาที่เกิดขึ้นทั้งสองฝ่าย


    ..... ตลอดระยะเวลาหนึ่งปีกว่าๆนายก"ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร"เป็นหนังหน้าไฟเดินอยู่ใน"ดงระเบิด"ที่ฝ่าย"เจ้าชาย"
    ได้วางเป็น"กับดัก"เอาไว้และถ้าเดินไม่ดีหรือเดินไม่ระวังก็เหยียบ"กับระเบิด"ระเบิดไปตั้งแต่วันน้ำท่วมในวันนั้นและจะไม่มีวันนี้อย่างแน่นอน

    ..... ถึงแม้ว่าสัญญาไม่ได้เกิดขึ้นด้วยลายลักษณ์อักษรก็ตาม แต่สัญญานั้นมันเกิดติดอยู่ที่จิตใจติดอยู่ที่"ใต้จิต
    สำนึก"ของ"นายกปู"และผู้ใหญ่อีกหลายคน จากวันนั้นมาจนถึงวันนี้จะเห็นได้ว่า"เพื่อไทย"จะทำอะไรให้กับประชาชนสักอย่างก็ต้องเจอกับ"ระเบิด"เวลาที่ฝ่ายเขาตั้งเอาไว้อย่างกรณีที่รับ"จำนำข้าว"ซึ่งเป็นผลประโยชน์ให้กับชาวนาซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของชาติเป็นผู้ผลิดข้าว แต่กระดูกสันหลังของชาติกลับยากจนกันอย่างต่อเนื่องเรื่อยมาจนจะเรียกได้ว่ายากจนอย่างถาวรก็ว่าได้ แต่คนที่ร่ำรวยนั้นก็คือเจ้าของ"โกดังสีข้าว"ไปไหนก็ขับรถเบ้นซ์ไปทั้งนั้น

    ..... เมื่อมองไปข้างหน้ายิ่งแลเห็น"กับระเบิด"ที่ฝ่ายเขาวางเอาไว้เต็มถนนและเต็มท้องทุ่งนา ซึ่งยากที่จะฟัน
    ฝ่าออกไปได้ง่ายๆและถ้าจะ"หักพร้าด้วยเข่า"ก็คงยากอีกเพราะฝ่ายเรา"มีแต่คนแต่ไม่มีของ"จะเอาอะไรไปสู้กับฝ่ายเขาเพราะประสบการณ์ 19 พค 53 ได้เป็นครูให้บทเรียนสอนใจมาแล้วเป็นอย่างดี จึงหาทางหลีกเลี่ยงไม่ให้มีการปะทะกันเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นกรณีใดๆก็ตาม จึงยอมตัวเป็นหนังหน้าไฟ"ยอมงอ"เข้าหมอบคลานยอมเสียสละ"ศักดิ์ศรีนายกรัฐมนตรี"ให้ประชาชนบางส่วนด่ากร่นว่าเป็นนายกฯแต่ไม่มีอำนาจที่จะทำอะไรได้และ
    เป็นที่
    แน่เสียยิ่งกว่าแน่เสียอีกถ้า"เพื่อไทย"ทำอะไรออกหน้าก่อนประชาชนร้องขอละก็ถูก"ระเบิด"ไปนานแล้ว

    ดังนั้น
    รัฐบาลจึงจะต้องให้ประชาชนร้องขอมาก่อนแล้วรัฐบาลจึงค่อยทำตามที่หลังและขนาดรัฐบาลทำตามหลังก็ยังทำลำบากเลยเจ้าค่ะ

    ..... เมื่อฝ่ายหนึ่ง"นายกปู"เข้าหมอบคลานเพราะเดินตามรอยสุภาษิตว่า"น้ำร้อนปลาเป็น น้ำเย็นปลาตาย"ให้
    ตายใจว่ายังเป็น"มิตร"ที่ดีต่อกับ แต่อีกฝ่ายหนึ่งปล่อยให้ พล.อ."สุกำพล สุวรรณทัต"เล่นอีกบทหนึ่งก็เพราะว่าประชาชนเรียกร้องให้เอาเรื่องคุณ"อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ"หนีทหารให้ได้และเรื่องนี่"คุณขอมาโดยกงกง"จึงเปิดการเจรจาต่อรองระหว่างคุณ"อภิสิทธิ์"กับ"แกนนำแดง"ทั้ง17คน

    ..... ถ้า พล.อ.อ."สุกำพล"เล่นงานจับคุณ"อภิสิทธิ์"ละก็"แกนนำแดง"ทั้งหมดก็ไม่รอดเหมือนกัน...นี่คือคำทิ้ง
    ท้ายของ"เฒ่ากงกง ณ.สี่เสา"กล่าวคำอาฆาตเอาไว้

    ..... วันนี้"นายใหญ่"ได้ส่งสัญญาณให้ พล.อ.อ."สุกำพล สุวรรณทัต"ลงดาบได้แล้วและการลงดาบที่คุณ"อภิ
    สิทธิ์"เป็นดาบแรกก็เหมือนกันกับไม่ไว้หน้าฝ่ายเขาเพราะคุณ"อภิสิทธิ์"ก็คือคนของ"เจ้าชายมะขามหย่อง"และการลงดาบในครั้งนี้ก็เหมือนกับการเรื่ม"เปิดศึก"กับฝ่าย"เจ้าชายมะขามหย่อง"อย่างแน่นอน

    Saint-Just อธิบายว่า กษัตริย์นั้นเป็นทรราชโดยธรรมชาติและโดยตัวของมันเอง เราไม่ต้องพิจารณาเลยว่าการกระทำของกษัตริย์หรือการบริหารราชการแผ่นดินของ กษัตริย์มีความผิดทางอาญาหรือไม่ ....... คัดมาจากบทความตอนหนึ่งของการเสวนาของคณะนิติราษฎร์ เมื่อ ๓๐ กย. ๒๕๕๕ จาก การอธิบายความข้างบนนี้ก็สามารถสรูปได้ว่า กษัตริย์ภูมิพลก็คือ  "ทรราชอาชญากรรมนิรันดร "



    tisdag 2 oktober 2012

    "พวกสร้างปัญหาไม่รับผิดชอบ" อดีตรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ เปิดนำเข้าแม่พันธุ์ไก่เสรี ทำไข่ล้นตลาดวันละ 3 ล้านฟอง....

    Posted Image
    ซิกหายละ ที่แท้ สาเหตุที่ทำให้ไข่ไก่ ราคาถูกมากๆ ต้นเหตุมาจากไอ้ตัวนี้นี่เอง

    Posted Image

    ผลงาน"มาร์ค"เปิดนำเข้าแม่พันธุ์ไก่เสรี ทำไข่ล้นตลาดวันละ 3 ล้านฟอง


    by บ.ก. ชายขอบ @11-01-2555 10.09

    Posted Image

    นางวัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยหลังหารือร่วมกับผู้เลี้ยง และผู้ประกอบการไข่ไก่ทั้งระบบเพื่อแก้ปัญหาไข่ไก่ราคาตกต่ำว่า
    ขณะนี้ราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มประสบปัญหาตกต่ำอย่างหนักเหลือเพียงฟองละ 2.00-2.20 บาท ซึ่งต่ำกว่าต้นทุนการเลี้ยงเกษตรกรฟองละ 2.60 บาท ทำให้เกษตรกรขาดทุนอย่างมาก โดยสาเหตุที่ทำให้ราคาไข่ไก่ตกต่ำ มาจากปัญหาไข่ไก่ล้นตลาด หลังจากรัฐบาลชุดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีการเปิดนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่เสรีปี 53 จนทำให้มีไข่ไก่มากกว่าความต้องการถึงวันละ 3 ล้านฟอง

    "ปกติแม่พันธุ์ไก่ไข่จะมีเฉลี่ยทั้งประเทศ 405,000 ตัว แต่หลังจากมีการเปิดเสรีแล้วทำให้ มีการนำเข้ามาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนทำให้ขณะนี้มีแม่ไก่มากกว่าภาวะปกติ 80,000 ตัว และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทะลุ 1 แสนตัวในอนาคต ส่งผลให้ประมาณการผลิตไข่ไก่ต่อวันพุ่งสูงขึ้นแตะ 30-31 ล้านฟอง ขณะที่ความต้องการบริโภคยังมีใกล้เคียงกับ 27-28 ล้านฟอง ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องหาวิธีแก้ไขเพราะไม่เช่นนั้นเมื่อถึงกลางปีหน้า ปัญหาไข่ไก่ล้นตลาดและราคาตกต่ำน่าจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นอีก ซึ่งถือว่ารุนแรงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายเล็กอยู่ไม่ได้ และต้องเลิกเลี้ยง ซึ่งจะกระทบต่อระบบการเลี้ยงในระยะยาว"
    สำหรับแนวทางการแก้ไขระยะสั้นจะมีการเร่งนำไข่ไก่ในระบบ 100 ล้านฟองออกจากในระบบให้เร็วที่สุด..

    โดยวิธีจะมีการเร่งส่งออกไปต่างประเทศ และนำไข่ไก่ส่วนหนึ่งเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรมผลิตที่เกี่ยวข้องกับไข่ไก่ เพื่อลดปริมาณไข่ไก่ในตลาด ขณะเดียวกันจะรณรงค์ให้ปี 55 เป็นปีคนไทยหันบริโภคไข่ไก่เพิ่ม เพื่อเพิ่มกำลังการบริโภคให้มากขึ้น โดยตั้งเป้าหมายว่าจะทำใหคนไทยกินไข่ไก่เพิ่มจากปีละ 150 ฟอง เป็น 200 ฟอง

    ส่วนแนวทางแก้ปัญหาระยะยาวจะมีการเสนอให้คณะกรรมการไข่ (เอ็กบอร์ด) ให้พิจารณาทบทวนมาตรการเปิดเสรีนำเข้าแม่พันธุ์ไข่ไก่เสรี เพื่อควบคุมปริมาณแม่พันธุ์ ขณะเดียวกันจะดูปริมาณแม่พันธุ์ไก่ไข่ในประเทศเพื่อให้ผลิตไข่ไก่เพียงพอต่อ ความต้องการด้วย

    นางวัชรีกล่าวว่า การดูแลราคาไข่ไก่ปลายทาง จะมีการประกาศราคาแนะนำใหม่โดยกำหนดให้พ่อค้ารับซื้อไข่ไก่คละหน้าฟาร์มฟองละ 2.20 บาท

    พร้อมทั้งกำหนดราคาขายปลีกทั่วไปไข่ไก่เบอร์ 0 ฟองละ 3 บาท เบอร์ 1 ฟองละ 2.80 บาท เบอร์ 2 ฟองละ 2.70 บาท เบอร์ 3 ฟองละ 2.60 บาท เบอร์ 4 ฟองละ 2.50 บาท และเบอร์ 5 ฟองละ 2.40 บาท โดยราคาแนะนำจะเริ่มใช้ในวันที่ 13 ม.ค.นี้ พร้อมกันทั่วประเทศ เพื่อให้ระยะเวลาผู้ค้าไข่ไก่มีโอกาสปรับตัวรับราคาใหม่ โดยหากผู้ประกอบการรายใดขายเกินราคาถือว่ามีความผิดจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 1.4 แสนบาท หรือทั้งจำและปรับ ซึ่งผู้พบเห็นสามารถแจ้งเข้ามาได้โทร 1569

    นอกจากนี้กรมจะเข้าไปดูแลราคาขายไข่ไก่ปลายทาง โดยเฉพาะอาหารจากไข่ เช่น ไข่ดาว ไข่ต้ม ที่ได้รับร้องเรียนว่าหลายพื้นที่ขายถึงฟองละ 10 บาท

    ดังนั้นต่อไปกรมจะเข้าไปตรวจสอบรวมถึงกำหนดราคาแนะนำออกมา เพราะขณะนี้ไข่ไก่ราคาตกต่ำมาก ราคาอาหารสำเร็จไม่ควรจะฉวยปรับราคาขึ้นมาอีก พร้อมกับจัดทำเมนูอาหารรายการไข่ราคาประหยัดเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนบริโภค มากขึ้นด้วย สำหรับการหารือครั้งนี้มีตัวแทนจากทั้งสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ ผู้ผลิตผู้ค้าไข่ไก่ สมาคมไข่ไก่แปดริ้ว บริษัทเบทาโก และบริษัทแหลมทองฟาร์ม ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่เข้าร่วม


    ..... นี่มันเป็นงานอะไรและเขาทำอะไรกัน.....??? เป็นบทลิเกที่แต่งได้ล้ำยุคทันสมัยมากช่างเหมาะเจาะกับสถานการณ์ของเมืองสารขันธ์ช่วงนี้จริงๆ องค์ราชันป่วยหนักทนทุกข์ทรมานมากคงจำอะไรไม่ได้ นอกจากเรื่องราวในอดีตขององค์ราชัน ว่าได้ก่อกรรมทำชั่วอะไรไว้แล้วบอกใครไม่ได้เหมือนตกนรกทั้งเป็นมาชั่วชีวิต.....เช่นเหตุการณ์เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๔๘๙ เวลา ๙.๓๐ นาฬิกา เสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัดในห้องบรรทมของ ร. ๘... สมัยนั้นมีแต่ "คณะราษฎร" ไม่ใช่" คณะนิติราษฎร์" เหมือนปัจจุบัน คุณหมอตำแยเขียนบทลิเกผิดหรือเปล่า? ในบทลิเกไม่มีใครรู้ได้ว่าองค์ราชันพูดกับใครและพูดเรื่องอะไร.....????? แต่ที่รู้ๆก็คือ --ประเทศสยามต้องเปลี่ยนแปลง ประเทศสยามต้องเปลี่ยนแปลง ประเทศสยามต้องเปลี่ยนแปลงภายในปีนี้--

    โดย หมอตำแย


    .. เมื่อช่วงบ่ายวันอาทิตย์"สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว"ทรงมีพระอาการดีขึ้นจึงได้ทอดพระเนตรการ

    ถ่ายทอด"คณะนิติราษฎร์" โดยไม่รู้ว่าที่เห็นนั้นมันคืออะไร จึงได้ตรัสขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาว่า

    ..... นี่มันเป็นงานอะไรและเขาทำอะไรกัน.....???

    ตอบ....เป็นงานของ"คณะนิติราษฎร์" ซึ่งจัดขึ้นเพื่อระลึกถึงคุณลุง"นวมทอง"และเป็นวันครบรอบ

    6 ปีของรัฐประหาร พะย่ะค่ะ

    ถาม.....คุณลุง"นวมทอง"คือใครและทำไมต้องจัดงานให้

    ตอบ..... คุณ"ลุงนวมทอง"คือคนขับรถแท็กซี่ชนกับรถทหาร พะย่ะค่ะ

    ถาม..... แล้ว"คณะนิติราษฎร์"เป็นใครและมาทำอะไร...???

    ตอบ.....เป็นกลุ่มของ อ.วรเจตน์,อ.ปิยบุตร,อ.ตุ้ม,อ.หวาน,พะย่ะค่ะ

    ..... ช่วยต่อโทรศัทพ์เครื่องที่สองที่วางไว้บนโต๊ะให้หน่อยพอติดแล้วให้ทุกท่านออกไป จนกว่าจะได้ยินเสียงกริ่งเรียก จึงเข้ามาได้

    ..... ไม่มีใครรู้ได้ว่าท่านพูดกับใครและพูดเรื่องอะไร.....????? แต่ที่รู้ๆก็คือ

    --ประเทศสยามต้องเปลี่ยนแปลง ประเทศสยามต้องเปลี่ยนแปลง ประเทศสยามต้องเปลี่ยนแปลงภายในปีนี้--

    -พสกนิกร  สงสัยว่าท่านใช้โทรศัพท์รุ่นไหน?
    โดย  จำปาดวง  
    สวัสดีค่ะ คุณหมอ

    อ่านกระทู้ดูแล้ว สงสัยนิดหน่อยนะคะ ว่า ท่านใช้โทรศัพท์แบบไหนกันแน่ ถึงต้องมาซ่อมแซม เพราะเดี๋ยวนี้ เขาใช้ SMART PHONE กันทั้งหมด แบบว่าถ้าเสียก็โยนทิ้งได้เลย เพราะค่าซ่อมไม่คุ้มกันอย่างแน่นอน และตัวท่านก็มีสินทรัพย์ขนาดนั้น ไม่น่าจะต้องมาซ่อมแซมอะไรเลย

    จึงอยากทราบว่า ท่านใช้แบบนี้หรือเปล่า? ถ้าใช้แบบนี้ ก็แสดงว่า ท่านลุกเหิรนั่งได้เป็นปรกติแล้วน่ะซิคะ?


    Posted Image


    อึม.... ไม่รู้ว่ามีใครวางเหรียญบาทไว้ให้หรือเปล่า?..... เผื่อท่านจะได้ออกกำลังมือไงคะ...

    Posted Image


    ยังข้องใจอยู่เ้หมือนกันว่า เมื่อท่านไม่รู้จักว่า "นิติราษฎร์" คือใคร แล้วท่านจะรู้หรือเปล่าคะ ว่ามี คนที่แสวงหาผลประโยชน์บางคน เอาชื่อของท่านมาห้อยโหน จากนั้นก็ยัดพวกที่ต้องรับเคราะห์กรรม เข้าไปอยู่กันในคุกอย่างลำบากยากเย็น ซึ่งเกี่ยวกับเรื่อง 112

    พอพวกนี้เข้าไปอยู่สักพัก ก็อ้างเอาชื่อท่านมาใช้อีกว่า เป็นพระคุณ ฯลฯ จากนั้น พวกนี้ก็นำกระดาษให้ท่านไปเซ็นชื่อว่า เอ้อ ให้อภัยพวกเขาเสีย



    ยิ่งชักสงสัยว่าท่านทราบหรือเปล่าว่า 112 คืออะไร?

    แล้วคุณหมอคิดว่า ท่านรู้หรือเปล่าคะ ว่า "อากง" คือใคร?