fredag 13 mars 2020

ใบตองแห้ง: ขย่มเรือแป๊ะแซะเรือโจร

2020-03-12 14:38
พูดไว้ไม่ผิด โควิด-19 ช่วยบรรเทาแฟลชม็อบนักศึกษา แต่รัฐบาลที่มีปัญหาประสิทธิภาพต่ำ ความไม่เชื่อมั่นไม่ไว้วางใจสูง ก็เอาตัวไม่รอดอยู่ดี

จากความข้องใจ ไม่พอใจ มาตรการกักตัวคนเดินทางจากต่างประเทศหละหลวม มาจนปัญหาหน้ากากอนามัยขาดแคลน หาซื้อไม่ได้ กระทรวงพาณิชย์เข้าไปควบคุม แต่กลับทำให้โรงพยาบาลขาดแคลน
พอเพจดังแฉตูม คนสนิทผู้ติดตามรัฐมนตรี โพสต์ขายหน้ากาก 200 ล้านชิ้น แม้ฟังดูอาจโม้ไปหน่อย

ทำไมต้องโพสต์โชว์เอิกเกริกขนาดนั้น แต่โลกออนไลน์ก็มีภาพยืนยัน ว่าเคยขายให้พ่อค้าจีนจริง ขณะที่คำให้การของรัฐมนตรี กับผู้ติดตาม ก็ไม่ตรงกัน ธรรมนัสอ้างว่าผู้ติดตามแค่ไปพบ “เสี่ยบอย” เพื่อขอซื้อหน้ากากไปแจกประชาชนในพื้นที่ ส่วนผู้ติดตามอ้างว่าไปกินข้าวด้วยกันกับเพื่อนรุ่นน้อง เคยเจอครั้งเดียวเท่านั้น แต่ทำไมเพจเสี่ยบอยเอาบัตรผู้ติดตามรัฐมนตรีไปโชว์หรา

พูดอีกอย่างว่า พยานหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะจับให้มั่นคั้นให้ตาย ธรรมนัสอาจซวยเพราะเสี่ยขี้โม้ก็ได้ แต่ความน่าเชื่อถือของธรรมนัสก็ติดลบไปก่อนหน้านั้น ตั้งแต่ตอบอภิปรายไม่ไว้วางใจ พูดขึงขัง จะให้ประชาชนเชื่อว่าสิ่งที่เขาเกี่ยวข้องในการนำเข้าออสเตรเลียนั้นคือ “แป้ง”

ธรรมนัสก็เลยเป็นเป้า ให้คนในพรรคอย่าง สิระ เจนจาคะ และกลุ่มไลน์พรรคประชาธิปัตย์ โชว์ฟอร์มพระเอก โดยฝ่ายประชาธิปัตย์ซึ่งเคยประกาศว่ามี 17 เสียงไม่ไว้วางใจธรรมนัส ถึงขั้นเรียกร้องให้พรรคถอนตัวจากรัฐบาล
มองขำ ๆ ก็อาจมองได้ว่า ประชาธิปัตย์เจ้าเก่าเอาตัวรอดจากเสียงก่นด่ากระทรวงพาณิชย์ได้อย่างสวยงาม ด้วยการแคปข้อความในกลุ่มไลน์แจกสื่อ

แต่คนไม่ขำกับคำว่า “พายเรือให้โจรนั่ง” คือประยุทธ์ หัวเรือใหญ่ ซึ่งตอบอย่างมีอารมณ์ว่า “ถอนก็ถอนไปสิ” ก่อนกลับมาขอโทษว่าปากไวไปหน่อย แต่ก็ทำให้ ส.ส. 2 พรรคตอบโต้กันไปมา และตอบโต้กันเองในพรรค ทั้งประชาธิปัตย์ และ พปชร.ที่ซัดกับสิระ

นี่คือภาพสะท้อนความเสื่อมของรัฐบาล ไม่ใช่เรื่องธรรมนัสคนเดียว ย้อนอดีตขำๆ ก็เหมือนครั้งรัฐบาลชวนโดนถล่มกรณี ส.ป.ก.4-01 สุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นเป้า แม้สุดท้ายสุเทพยอมลาออก ก็เอาไม่อยู่ พรรคพลังธรรมถอนตัวจากรัฐบาล แต่จำไม่ได้ว่า ใช้คำว่า “เลิกพายเรือให้โจรนั่ง” หรือเปล่า

ธรรมนัสเป็น “เส้นเลือดใหญ่” ที่คงไม่ถูกปรับออกง่าย ๆ แต่ภายใต้กระแสสังคมที่ไม่เชื่อถือ แม้กระทั่งกองเชียร์ประยุทธ์ ก็ทำใจยอมรับได้ยาก ธรรมนัสจะตกอยู่ในสภาพที่แก้ต่างอย่างไรก็ลำบาก ยิ่งยื้อนานรัฐบาลยิ่งพัง
พรรคประชาธิปัตย์จะไม่ถอนตัวจากรัฐบาล แต่ก็จะเป็นพรรคอกแตก ขัดแย้งกัน และทำงานอย่างไร้ฝีมืออยู่อย่างนี้ จนเมื่อไหร่ที่เห็นว่ารัฐบาลไปไม่รอดแน่ ประชาธิปัตย์ก็จะโดดหนี “เรือโจร” รับบทพระเอกเต็มตัว
ไม่ว่าจะปรับ ครม.หรือไม่ ปรับธรรมนัสหรือไม่ เรือแป๊ะมีแต่จมลง เพราะปัญหาของรัฐบาลไม่ใช่แค่ข้อสงสัยทุจริต แต่เป็นความไร้ประสิทธิภาพ ในการบริหาร ในการตัดสินใจ เช่น “มาตรการสิ้นคิด” จะแจกแสนล้านแต่ตั้งกองทุนบริจาค ก็โดนด่าขรม แล้วพอโดนด่าก็เลิกดื้อ ๆ ทั้งที่ผ่าน ครม.เศรษฐกิจแล้ว หันไปคืนค่ามิเตอร์ไฟแทน
เรือแป๊ะหรือเรือโจร ประชาชนก็เปลี่ยนไม่ได้ เพราะหลังศาลยุบพรรคอนาคตใหม่ รัฐบาลจะดีจะแย่จะเลวอย่างไรก็ผูกขาดอำนาจในสภาไปอีก 3 ปี โดยมี 250 ส.ว.อีกต่างหาก

นั่นทำให้มีข่าวลือรัฐประหาร ขำตาย รัฐประหารมา 5 ปี สืบทอดอำนาจโดยใช้ประชาธิปไตยปลอมนักการเมืองยี้ แล้วจะมาโทษนักการเมืองเลว ต้องรัฐประหารอีกที โทษใคร พวกตัวเองทั้งนั้น 
ที่มา: ข่าวหุ้นธุรกิจ www.kaohoon.com/content/346772
 
2020-03-12 14:30
ผู้พิพากษาคณากร เพียรชนะ ยิงตัวตายอีกครั้ง สื่อยักษ์ใหญ่พาดหัวทำนอง “ตายสมใจ” ราวกับเขาอยากตายเอง ไม่ได้เป็นความผิดของระบบ ที่เขาประท้วงว่า “คืนคำพิพากษาให้ผู้พิพากษาคืนความยุติธรรมให้ประชาชน”
แน่ละ คนที่ประท้วงความไม่ยุติธรรมแล้วฆ่าตัวตาย ย่อมมีลักษณะเฉพาะ แต่ถ้าไม่มีเหตุมีหรือจะฆ่าตัว พวกที่โยนให้เป็นปัญหาส่วนบุคคล เท่ากับลบหลู่เจตนารมณ์ โดยยังไม่นับพวกไร้ศีลธรรม อ้างศาสนาทับถม
ต่อให้เชื่อว่าผู้พิพากษาเป็นโรคซึมเศร้า ก็ลองคิดดูว่าเขารู้สึกอย่างไร เมื่อครั้งแรกยิงตัวตายแล้วไม่ตาย กลับฟื้นขึ้นมาเห็นคนให้ร้าย เช่นหาว่าตกเป็นเครื่องมือพรรคการเมืองทำลายศาล บิดเบือนกันไปต่าง ๆ ขณะประเด็นที่เขาต้องการแก้ไข คืออิสระของผู้พิพากษา กลับเงียบหายไป

ยังไม่ต้องพูดถึงปัญหาในศาล ก็เห็นความอยุติธรรมในสังคม เห็นฝูงคนหน้ามืดตามัว ปกป้องศาลทำอะไรถูกไปหมด เพราะเชื่อว่าศาลเป็นเครื่องมือของพวกตน มีไว้ทำลายฝ่ายตรงข้าม

ปัญหาที่ผู้พิพากษาคณากรสะท้อน ลองไปถามผู้พิพากษาทั่วไปก็จะรู้ ว่าเป็นความจริง เพียงขึ้นกับระดับหนักเบา ปัญหาท่าที แรงกดดัน
นั่นคือในปัจจุบัน การตัดสินคดีของผู้พิพากษา แม้รัฐธรรมนูญรับรองความเป็นอิสระ แต่ก็มีพระธรรมนูญศาลยุติธรรม 2551 ให้อธิบดีศาล มีอำนาจทำความเห็นแย้ง ให้คำแนะนำ ทั้งยังมีระเบียบปี 2562 ผู้พิพากษาต้องส่งสำนวนและร่างคำพิพากษา ให้อธิบดีตรวจก่อน ในคดีสำคัญ เช่น คดีความมั่นคง คดีก่อการร้าย คดีที่มีโทษจำคุกเกิน 10 ปีขึ้นไป คดียาเสพติด คดีที่ประชาชนสนใจ คดีที่เกี่ยวกับคนมีชื่อเสียง ฯลฯ รวมถึงคดีความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยยังให้ศาลชั้นต้นศาลอุทธรณ์รายงานคดีสำคัญเหล่านี้ต่อประธานศาลฎีกาด้วย
แน่ละ กฎหมายและระเบียบยังเปิดช่องให้ “อิสระ” ถ้าไม่เห็นด้วยกับอธิบดีรองอธิบดี ผู้พิพากษาก็ยังยืนยันความเห็นของตนได้
แต่เมื่อคำนึงถึงความเป็นจริง การที่อธิบดีรองอธิบดีทำความเห็นสวนทาง เช่นจากยกฟ้อง ให้ตัดสินจำคุก ก็ย่อมเกิดแรงกดดัน แม้อธิบดีศาลไม่มีอำนาจแต่งตั้งโยกย้าย แต่ในศาลก็ยังมีวัฒนธรรมอาวุโส ความเคารพเชื่อฟัง
บางคดีหากความเห็นต่างไม่มาก ก็คงยอมกันได้ แต่บางคดี เช่นคดีที่ทำให้ผู้พิพากษาคณากรยิงตัวตาย ตามเอกสารที่เผยแพร่ในโลกออนไลน์ มีการตรวจแก้คำพิพากษา ขีดฆ่า ราวกับครูตรวจการบ้าน ต้องถามว่านี่เป็นมาตรฐานของศาลหรือไม่ ก.ต.สอบสวนแล้วมีความเห็นอย่างไร จะแก้ไขระเบียบไหม เพราะท่านสอบแล้วเงียบหายไป จนผู้พิพากษาคณากรยิงตัวตายอีกครั้ง

ทั้งที่นี่ไม่ใช่เรื่องระหว่างผู้พิพากษากับอธิบดี แต่เป็นเรื่องความยุติธรรมของประชาชน

อย่าให้ประชาชนคิดว่า อธิบดีศาลสั่งแก้คำพิพากษาทุกคดีได้ ประธานศาลฎีกาสั่งทุกคดีได้ มันจะทำลายความเชื่อถือระบบยุติธรรม
ปัญหานี้เกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองโดยปฏิเสธไม่ได้ เพราะหลังรัฐประหาร 2549 ฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 เขียนรัฐธรรมนูญ 2550 ก็แก้ไข พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการศาลยุติธรรม รื้อสัดส่วน ก.ต. จากศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้น เดิมมี 4 คนเท่ากัน แก้เป็น 6:4:2 ให้ผู้พิพากษาผู้ใหญ่กลับมานั่งอธิบดีศาลชั้นต้น แก้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมให้อธิบดีทำความเห็นแย้ง ขยายอายุเกษียณจาก 60 เป็น 70 ปี (ปัจจุบันแก้กลับไป 65)
ทัศนะชี้นำของตุลาการที่เข้าไปมีส่วนร่วมกับรัฐประหาร 2549 คือไม่เชื่อถือผู้พิพากษารุ่นใหม่ หาว่าตัดสินกันมั่ว ต้องให้ผู้ใหญ่มาคุม

การปฏิรูประบบศาล จึงเป็นเป้าหมายสำคัญ เช่นเดียวกับนำประเทศคืนสู่ประชาธิปไตย โดยหวังว่าความสูญเสียจะช่วยผลักดัน ไม่ปล่อยให้ผู้พิพากษาคณากรตายฟรี
ที่มา: ข่าวหุ้นธุรกิจ www.kaohoon.com/content/346210

Inga kommentarer:

Skicka en kommentar