tisdag 13 augusti 2013

เริ่มประลองกำลังกันแล้วระหว่างพระบรมและพลเอกเปรม..!!!



ข่าวลับกรองแล้ว
โดย กลุ่มเสียงประชาชนไทย (สปท.) 12 ส.ค. 56



Ø  12 สิงหา วันแม่หรือวันเกิดราชินีได้พิสูจน์แล้วว่าข่าวลือที่ว่าราชินีป่วยหนักด้วยโรคความจำเสื่อมอันเนื่องมาจากเส้นเลือดในสมองแตกและมีพระอาการคล้ายกับคนเสียสตินั้นเป็นจริง  เพราะไม่มีแม้แต่เงาของสมเด็จราชินีปรากฏต่อสาธารณชนในวันเฉลิมพระชนม์พรรษา

Ø  1 ปีของข่าวลือเกี่ยวกับพระอาการป่วยด้วยโรคสมองของราชินีได้ส่งผลให้ พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา มีท่าทีลดความอหังการทางการเมืองอย่างเห็นได้ชัดเป็นผลมาจากเหตุการณ์ข้างต้น

Ø  ผลจากความเจ็บป่วยของราชินีดังกล่าวข้างต้นได้ส่งผลให้ความฮึกเหิมและอหังการของ พล.อ.เปรม ลดลงด้วยเช่นกัน  โดยเฉพาะกรณีของ พล.อ.เปรม  เป็นสัญลักษณ์แสดงให้เห็นจุดเปลี่ยนสถานการณ์ทางการเมืองไทยอย่างเห็นได้ชัดเจนที่สุด  ทำให้รู้ทิศทางทางการเมืองไทยว่าจะมีเส้นทางอย่างไรในอนาคต

Ø  มีข่าวลืออย่างสับสนเกี่ยวกับ พล.อ.เปรม ต่อความใกล้ชิด กษัตริย์ภูมิพลและราชินี มาเป็นเวลานานกว่า 1 ปีแล้วว่า พล.อ.เปรม ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าเฝ้าทั้งสองพระองค์  แต่จะเป็นจริงหรือไม่ ประชาชนไม่อาจจะรู้ได้เพราะการวิภาควิจารแม้แต่การวิเคราะห์ข่าวที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์และองคมนตรีก็จะถูกข่มขู่และจับกุมด้วย ม.112 แต่สถานการณ์ในรอบปีที่ผ่านมาก็ได้เกิดปรากฏการที่สำคัญ ที่แสดงให้เห็นอาการทุรนทุรายทางการเมืองของ พล.อ.เปรม  ที่พยายามแสดงตัวว่ายังเป็นที่โปรดปรานของราชสำนักด้วยการพยายามปรากฏภาพในที่สาธารนะร่วมกับพระเทพลูกสาวคนโปรดของกษัตริย์ภูมิพล  และพยายามใช้ภาพลักษณ์ความใกล้ชิดที่ยังหลงเหลืออยู่นี้สั่งการลูกน้องขับเคลื่อนเพื่อก่อจลาจลนำสู่การรัฐประหาร อาทิเช่น  การเตรียมการก่อจลาจลขององค์การพิทักษ์สยามหรือที่มีมีชื่อที่ชาวบ้านรู้จักกันว่า “ม็อบแช่แข็งประเทศไทยเสธอ้าย” เมื่อเดือน พฤศจิกายน 2555  แต่ก็จบด้วยความล้มเลวจากโทรศัพท์ลึกลับ  และต่อมาก็เตรียมการก่อการจลาจล โดยสถาปนากองทัพประชาชนกำมะลอโดยกลุ่มเสนาธิการหมดอายุโดยร่วมมือกับพรรคประชาธิปัตย์ โดยชูป้ายคัดค้านกฎหมายนิรโทษกรรมแต่เนื้อในคือการก่อจลาจลเพื่อชวนเชิญให้ทหารออกมายึดอำนาจแต่ก็ล้มเหลวอีกด้วย  เพราะกองทัพรู้ความจริงที่เปลี่ยนไปของราชสำนักแล้ว  จึงวางเฉย อีกทั้งได้เกิดปรากฏการณ์ใหม่ที่มีความสำคัญยิ่ง คือการปรากฏพระองค์ต่อสาธารณชนของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชที่แสดงความห่วงไยต่อตำตรวจและผู้ชุมชุม ดดยมีพระราชดำรัสว่า “ขอให้ทุกอย่างจบลงด้วยการเจรจา” 

Ø  การสเด็จออกจากโรงพยาบาลศิริราช ของทั้งสองพระองค์ไปพระราชวังไกลกังวลหัวหิน  เป็นประเด็นที่สำคัญทางการเมืองอีกประเด็นหนึ่งที่สื่อมวลชนและประชาชนเฝ้าจับตามองอย่างสงสัยแต่ไม่อาจจะวิจารและค้นหาความจริงได้ในประเทศไทย  แต่รูปธรรมข่าวในพระราชกรณียกิจหลังการเสด็จออกโรงพยาบาลก็เป็นการอธิบายสถานการณ์ทางการเมืองไทยได้เป็นอย่างดีว่า สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชในฐานะทาญาติอันชอบธรรม ของราชวงศ์ที่จะก้าวขึ้นมาเถลิงถวัลย์ในฐานะรัชการต่อไปได้ก่อรูปให้เห็นเด่นชัดแล้ว  และเป็นการดับรัศมีของ พล.อ.เปรม ว่าได้หมดอำนาจจากราชสำนักแล้วโดยดังจะเห็นได้จากการออกปฏิบัติพระราชกรณียกิจที่สำคัญแทนพระองค์ของสมเด็จพระบรมฯ อย่างชนิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนเช่น การออกท้องพระโรงรับสารตราตั้งจากเอกอัครราชฑูตนานาชาติอย่างเป็นปกติ  การพระราชทานกระบี่และการให้โอวาทต่อการประดับยศนายทหาร  และการเป็นตัวแทนพระองค์ในการพระราชทานปริญญาบัตรในมหาวิทยาลัยระดับแนวหน้าเช่นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งไม่เคยทำมาก่อนก็ได้ปรากฏขึ้นในช่วงนี้ เป็นต้น

Ø  หากเราจะมองย้อนหลังกลับไปหนึ่งปีเศษที่ผ่านมาก็จะพบความจริงที่บอกเหตุการณ์ในวันนี้ของฟ้าชายก็คือการที่ราชสำนักกับธนาคารแห่งประเทศไทยออกธนบัตรฉบับละร้อยบาทที่มีพระบรมฉายาลักษณ์ ในโอกาส ฉลองครบห้ารอบวันเฉลิมพระชนพรรษาเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2555 ก็ย่อมแสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในราชสำนักแล้วในวันนี้

Ø  การเปลี่ยนแปลงอำนาจในราชสำนักเกี่ยวกับผู้ที่จะขึ้นครองราชย์ต่อจากรัชการที่ 9 แม้จะเกิดปรากฏการณ์ที่มีนัยสำคัญก็จริงแต่ยังมิเด็ดขาด  ดังจะเห็นภาพที่ขัดแย้งกันระหว่าง พล.อ.เปรม ประธานองคมนตรีที่ไม่เคยฉายภาพคู่กับสมเด็จพระบรมฯ เลย แต่กลับมีภาพคู่กับสมเด็จพระเทพอยู่เสมอ  ล่าสุดเมือวันที่ 10 สิงหาคม ในข่าวสองทุ่ม พล.อ.เปรม ก็ไปเข้าเฝ้ารับเสด็จนอกสถานที่ในงานเกี่ยวกับวันแม่ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีรูปธรรมความขัดแย้งที่ พล.อ.เปรม มีต่อสมเด็จพระบรมฯ นอกจากจะไม่เคยเข้าเฝ้าใกล้ชิดแล้ว  องค์กรที่เป็นสายงานทางการเมืองของ พล.อ.เปรมยังคงรักษาความถี่ในการก่อความวุ่นวายเพื่อล้มรัฐบาลยังเป็นปกติ อาทิเช่น คำประกาศของพรรคประชาธิปัตย์ที่จะระดมมวลชนเพื่อล้มรัฐบาลในการผ่านกฎหมายนิรโทษกรรมวาระ 3   รวมตลอดถึงการชุมนุมที่สวนลุมฯ ที่ พล.ต.จำลอง เข้ามาสวมรอยเป็นกองทัพประชาชนในนามกองทัพธรรมร่วมกับกลุ่มเสนาฯหมดอายุโดยประกาศหลังวันที่ 12 สิงหาคม จะได้เห็นดีกัน  ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่าการประลองกำลังอันเป็นผลมาจากความขัดแย้งในราชสำนักยังไม่สะเด็ดน้ำ

Ø  ปิดท้ายรายการข่าววันนี้ต้องจับตาสองประเด็น  1. ข่าวลับกรองแล้วยืนยันว่าการออกจากโรงพยาบาลของทั้งสองพระองค์เป็นความหงุดหงิดจากความเจ็บป่วยทางธรรมชาติของคนป่วยกับเป็นความหงุดหงิดจากการขยายบารมีของสมเด็จพระบรมฯ ในราชสำนักในขณะที่คนป่วยก็อยู่ในสภาพที่หมดสภาพแล้ว  และข่าวลับยืนยันว่าระหว่าง 15-20 สิงหาคม คนป่วยพยายามจะกลับมาโรงพยาบาลอีกครั้งหนึ่ง  2. ม็อบกองทัพประชาชนที่สวนลุมฯ คือม็อบเจ้าเก่าที่ผู้อยู่เบื้องหลังคือ พล.อ.เปรม ที่ใช้อดีตลูกป๋าคือยังเติร์กเตรียมทหารรุ่น 7 ที่จงรักภักดีคือ พล.ต.จำลอง และที่กลับมาจงรักภักดีด้วยเพราะอยากได้อำนาจคือ พล.ต.มนูญกิจ  รูปขจร (พ.อ.มนูญ ชื่อเดิม) เป็นหัวหอก  3. นายสนธิ  ลิ้มทองกุล  ได้เสนอประเด็นเตรียมก่อสงครามประชาชนในช่วงกำลังเปลี่ยนผ่านรัชการนี้ด้วยข้อเสนอว่า “ ให้พรรคประชาธิปัตย์ลาออกจาก ส.ส.ทั้งพรรคมาร่วมกับพันธมิตร เพื่อระดมมวลชนให้ได้ล้านคนเพื่อล้มรัฐบาล  โดยจะลืมความหลังในอดีตยอมเข้าร่วมกับประชาธิปัตย์เต็มที่”...  ดังนั้นอนาคตสังคมไทยยังไม่ปลอดภัยจากการจงใจก่อจลาจลเพื่อนำไปสู่การรัฐประหารและการสถาปนารัชการที่ 10 แบบนอกกฎหมายของกลุ่ม พล.อ.เปรม  ........... สุดท้ายอนาคตอันไม่นานนี้จะเห็นกลุ่มที่แอบอ้างความจงรักภักดีกลายพันธุเป็นพวกล้มสถาบัน......... 

Ø  สวัสดีและพบกับข่าวลับกรองแล้วที่พร้อมเสี่ยงภัยเพื่อเก็บข้อมูลรายงานต่อคนไทยทั่วโลกต่อไป

Inga kommentarer:

Skicka en kommentar

Skicka en kommentar