2020-02-03 14:12
วันพุธ แฮชแท็กเดิมกลับมาใหม่ สันนิษฐานว่าเป็นความไม่พอใจ
รัฐบาลยังจัดเครื่องบินไปรับคนไทยที่อู่ฮั่นไม่ได้ ทั้งที่สหรัฐ ญี่ปุ่น
รับคนกลับไปแล้ว ประเทศอื่นๆ ก็จะทยอยรับใน 2-3 วันนี้
แต่พี่ไทยต้องรอวันพุธหน้า โดยรัฐมนตรีสวรรค์วิมานจะขึ้นเครื่องไปด้วย
แน่ละ เราไม่ใช่มหาอำนาจ แต่ชาติอื่นทำไมได้คิวก่อน ทั้งที่เป็นลูกค้ารถไฟความเร็วสูง เรือดำน้ำ แถมนายกฯบอกว่าเตรียมพร้อมมานานนับเดือน (ฮา)
ว่าตามเนื้อผ้า ก็น่าเห็นใจ บางคนเอาไปเทียบยุคแม้ว ใช้ซี 130 อพยพคนไทยจากพนมเปญ แหม่ เอาเขมรไปเทียบจีนได้ไง แต่ “ผีทักษิณ” ก็หลอกหลอนอยู่ดี ในแง่ความเข้มแข็ง ฉับไว เก่งเรื่องบริหารสถานการณ์วิกฤต ไม่ว่าภัยแล้ง น้ำท่วม สึนามิ โรคซาร์ส ฯลฯ
“เพจดัง” ผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่น เผยว่าทำไมญี่ปุ่นจึงอพยพคนได้ก่อน ก็เพราะเขาส่งอุปกรณ์ทางการแพทย์ไปช่วยจีนแล้ว รับคนกลับ โดยแอดมินซึ่งใช้ชีวิตในญี่ปุ่นนาน จนเคยชินกับรัฐบาลที่รับผิดชอบประชาชนขันแข็ง ยังลงท้ายว่า “อยากให้ประเทศไทยของเรามีผู้นำที่พูดจริง ทำจริง (พูดน้อย ทำเยอะ) แบบญี่ปุ่นบ้างจริงๆ”
ผลคือ คนกดไลก์เป็นหมื่น เพราะเป็นความรู้สึกร่วม ต้องการรัฐบาลที่ “พูดน้อย ทำเยอะ” (แต่ก็มีกองเชียร์ลุงเข้าไปค้าน อย่าโทษรัฐบาล เป็นปัญหาคุณภาพประชาชน คนไทย มัวแต่แขวะกันทางการเมือง)
นี่คือหัวใจของปัญหา ทุกเรื่อง ตั้งแต่ภัยแล้ง น้ำท่วม ราคาพืชผล มาจนถึง PM2.5 และไวรัสโคโรนา การทำงานของรัฐบาล ยังด้อยประสิทธิภาพ บางเรื่องอาจไม่แย่นัก เพราะ มีหลายปัจจัยประกอบกัน แต่ปากเก่งเหลือเกิน ถนัดต่อปาก ต่อคำ กับนักข่าว กับคนวิจารณ์
แถมยังพร่ำสอนประชาชนให้รู้จักพึ่งตัวเอง เช่น ขายยางดาวอังคาร น้ำท่วมให้เลี้ยงปลา น้ำกร่อยให้เอาไปต้ม มีอันตรายจากฝุ่นจากไวรัสให้รู้จักหาหน้ากากใส่ อย่ามัวแต่หวังพึ่งรัฐบาล
มิตรสหายบางท่านจึงเปรียบเปรยว่า “นโยบายรัฐบาล ข้อหนึ่งที่ทำมาตลอด สอดคล้องกับหลักพุทธศาสนา คือ อัตตาหิ อัตตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน นายกฯ ยันรัฐมนตรี เข้าถึงประชาชนอีกต่างหาก ด่ามาด่ากลับ ไม่ใช้สะลิง ไม่ใช้สแตนด์อิน”
เรื่องบางเรื่องไม่พูดบ้างก็ได้นะ เช่นพูดถึงคนไทยในอู่ฮั่น ไม่เห็นมีใครแจ้งขอกลับ ถัดมาก็บอกมีความสุขดี ทั้งๆ ที่ทีวีสัมภาษณ์ก็มีแต่คนโอดครวญ แถมยังตะเบ็งเสียงสวนนักข่าว “เครื่องบินไม่ใช่แท็กซี่” นี่คือคำพูดที่ประชาชนอยากฟังจากปากผู้นำ?
แล้วในขณะที่ข้อมูลข่าวสารสับสน ซึ่งเป็นเรื่องปกติ เวลามีโรคระบาด ประชาชนก็ตื่นกลัว มีภัยพิบัติ ก็มีข่าวลือโน่นนี่ ยิ่งเกิดความไม่เชื่อมั่น แทนที่จะพยายามให้ข้อมูลข่าวสารชัดเจนฉับไว
รัฐบาลกลับแก้ปัญหาด้วยการไล่จับคนตื่นตระหนก หาว่าแพร่ข่าวปลอม ปั่น “เฟกนิวส์” ประชาชนมีหน้าที่ ต้องเชื่อว่ารัฐบาลจัดการปัญหาได้ 100% ใครแพร่ข่าวทางร้าย ที่ไม่ได้ออกมาจากรัฐบาล ถือเป็นพวก “ชังชาติ”
สรุปคือ ปราบไวรัสโคโรนาด้วย ปอท. และกระทรวงดิจิทัลฯ
นี่เป็นทัศนะของรัฐอำนาจนิยม ประชาชนต้องเชื่อฟัง ปฏิบัติตาม สำนึกบุญคุณที่ช่วยเหลือ ห้ามตำหนิ ใครตำหนิก็กลัวว่าจะกระทบความมั่นคงของรัฐบาล จนกลายเป็นห่วงตัวเอง ห่วงถูกโจมตี มากกว่าห่วงประชาชน คำพูดท่าที ที่แสดงออกก็กลายเป็นปัดป้อง ไม่จำเป็นต้องไปพูดแทน คนไทยในอู่ฮั่นว่ามีความสุขดี ก็พูดจนถูกด่า
บรรดากองเชียร์ก็เป็นไปด้วย ใครตำหนิลุงไม่ได้ พวกฉวยโอกาสให้ร้ายทางการเมือง ทุกคนต้องเชื่อมั่น ภยันตรายใดๆ จะไม่สามารถแผ้วพานประเทศไทย เข้ามาเมื่อไหร่ พระสยามเทวาธิราชจัดการเรียบ
ขอภาวนาให้รอดไปด้วยกัน เพราะต้องรออีก 7 วัน 10 วัน จึงจะแน่ใจว่าไม่เกิดการระบาดจากคนอู่ฮั่นที่บินเข้ามาก่อนหน้า 2 หมื่นกว่าคน
ส่วนท่านผู้นำ ป่วยเสียเองอาจเป็นบุญ หยุดปากสักพัก สถานการณ์อาจดีขึ้น
ที่มา: ข่าวสดออนไลน์ www.khaosod.co.th/hot-topics/news_3496314
แฮชแท็ก#รัฐบาลเฮงซวย ติดอันดับหนึ่งถึงสองครั้ง ครั้งแรกรับวันตรุษจีน ระวังเฮงๆ ถึงปีหน้า
โลกออนไลน์อคติเกินไปหรือเปล่า เพราะไวรัสโคโรนา เป็นเรื่องสุดวิสัย ระบาดจากจีนโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว พอตั้งหลักได้ นายกฯ ก็แถลงใหญ่ ยืนยันควบคุมไวรัสได้ 100% แถมคุมเข้ม PM2.5
แต่ดูเหมือนช้าไปหน่อย คนไม่พอใจเรื่องฝุ่นเป็นทุนเดิม บ่นรัฐบาลไม่อนาทรร้อนใจ แทนที่จะจัดงบซื้อหน้ากาก กลับปิ๊งไอเดียแจกเงินทัวร์ต่างชาติชดเชยบาทแข็ง พอมีข่าวไวรัส ชาวบ้านกำลังตกอกตกใจ กรมควบคุมโรคทำไม เลิกตั้งเครื่องตรวจอุณหภูมิ รัฐมนตรีก็เกรียนสวนชาวเน็ต จีน ยกเลิกเที่ยวบินแล้ว จะตั้งเครื่องตรวจหาสวรรค์วิมานอะไร
เท่านั้นแหละ #รัฐบาลเฮงซวย พรึบในทวิตเตอร์
โลกออนไลน์อคติเกินไปหรือเปล่า เพราะไวรัสโคโรนา เป็นเรื่องสุดวิสัย ระบาดจากจีนโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว พอตั้งหลักได้ นายกฯ ก็แถลงใหญ่ ยืนยันควบคุมไวรัสได้ 100% แถมคุมเข้ม PM2.5
แต่ดูเหมือนช้าไปหน่อย คนไม่พอใจเรื่องฝุ่นเป็นทุนเดิม บ่นรัฐบาลไม่อนาทรร้อนใจ แทนที่จะจัดงบซื้อหน้ากาก กลับปิ๊งไอเดียแจกเงินทัวร์ต่างชาติชดเชยบาทแข็ง พอมีข่าวไวรัส ชาวบ้านกำลังตกอกตกใจ กรมควบคุมโรคทำไม เลิกตั้งเครื่องตรวจอุณหภูมิ รัฐมนตรีก็เกรียนสวนชาวเน็ต จีน ยกเลิกเที่ยวบินแล้ว จะตั้งเครื่องตรวจหาสวรรค์วิมานอะไร
เท่านั้นแหละ #รัฐบาลเฮงซวย พรึบในทวิตเตอร์
แน่ละ เราไม่ใช่มหาอำนาจ แต่ชาติอื่นทำไมได้คิวก่อน ทั้งที่เป็นลูกค้ารถไฟความเร็วสูง เรือดำน้ำ แถมนายกฯบอกว่าเตรียมพร้อมมานานนับเดือน (ฮา)
ว่าตามเนื้อผ้า ก็น่าเห็นใจ บางคนเอาไปเทียบยุคแม้ว ใช้ซี 130 อพยพคนไทยจากพนมเปญ แหม่ เอาเขมรไปเทียบจีนได้ไง แต่ “ผีทักษิณ” ก็หลอกหลอนอยู่ดี ในแง่ความเข้มแข็ง ฉับไว เก่งเรื่องบริหารสถานการณ์วิกฤต ไม่ว่าภัยแล้ง น้ำท่วม สึนามิ โรคซาร์ส ฯลฯ
“เพจดัง” ผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่น เผยว่าทำไมญี่ปุ่นจึงอพยพคนได้ก่อน ก็เพราะเขาส่งอุปกรณ์ทางการแพทย์ไปช่วยจีนแล้ว รับคนกลับ โดยแอดมินซึ่งใช้ชีวิตในญี่ปุ่นนาน จนเคยชินกับรัฐบาลที่รับผิดชอบประชาชนขันแข็ง ยังลงท้ายว่า “อยากให้ประเทศไทยของเรามีผู้นำที่พูดจริง ทำจริง (พูดน้อย ทำเยอะ) แบบญี่ปุ่นบ้างจริงๆ”
ผลคือ คนกดไลก์เป็นหมื่น เพราะเป็นความรู้สึกร่วม ต้องการรัฐบาลที่ “พูดน้อย ทำเยอะ” (แต่ก็มีกองเชียร์ลุงเข้าไปค้าน อย่าโทษรัฐบาล เป็นปัญหาคุณภาพประชาชน คนไทย มัวแต่แขวะกันทางการเมือง)
นี่คือหัวใจของปัญหา ทุกเรื่อง ตั้งแต่ภัยแล้ง น้ำท่วม ราคาพืชผล มาจนถึง PM2.5 และไวรัสโคโรนา การทำงานของรัฐบาล ยังด้อยประสิทธิภาพ บางเรื่องอาจไม่แย่นัก เพราะ มีหลายปัจจัยประกอบกัน แต่ปากเก่งเหลือเกิน ถนัดต่อปาก ต่อคำ กับนักข่าว กับคนวิจารณ์
แถมยังพร่ำสอนประชาชนให้รู้จักพึ่งตัวเอง เช่น ขายยางดาวอังคาร น้ำท่วมให้เลี้ยงปลา น้ำกร่อยให้เอาไปต้ม มีอันตรายจากฝุ่นจากไวรัสให้รู้จักหาหน้ากากใส่ อย่ามัวแต่หวังพึ่งรัฐบาล
มิตรสหายบางท่านจึงเปรียบเปรยว่า “นโยบายรัฐบาล ข้อหนึ่งที่ทำมาตลอด สอดคล้องกับหลักพุทธศาสนา คือ อัตตาหิ อัตตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน นายกฯ ยันรัฐมนตรี เข้าถึงประชาชนอีกต่างหาก ด่ามาด่ากลับ ไม่ใช้สะลิง ไม่ใช้สแตนด์อิน”
เรื่องบางเรื่องไม่พูดบ้างก็ได้นะ เช่นพูดถึงคนไทยในอู่ฮั่น ไม่เห็นมีใครแจ้งขอกลับ ถัดมาก็บอกมีความสุขดี ทั้งๆ ที่ทีวีสัมภาษณ์ก็มีแต่คนโอดครวญ แถมยังตะเบ็งเสียงสวนนักข่าว “เครื่องบินไม่ใช่แท็กซี่” นี่คือคำพูดที่ประชาชนอยากฟังจากปากผู้นำ?
แล้วในขณะที่ข้อมูลข่าวสารสับสน ซึ่งเป็นเรื่องปกติ เวลามีโรคระบาด ประชาชนก็ตื่นกลัว มีภัยพิบัติ ก็มีข่าวลือโน่นนี่ ยิ่งเกิดความไม่เชื่อมั่น แทนที่จะพยายามให้ข้อมูลข่าวสารชัดเจนฉับไว
รัฐบาลกลับแก้ปัญหาด้วยการไล่จับคนตื่นตระหนก หาว่าแพร่ข่าวปลอม ปั่น “เฟกนิวส์” ประชาชนมีหน้าที่ ต้องเชื่อว่ารัฐบาลจัดการปัญหาได้ 100% ใครแพร่ข่าวทางร้าย ที่ไม่ได้ออกมาจากรัฐบาล ถือเป็นพวก “ชังชาติ”
สรุปคือ ปราบไวรัสโคโรนาด้วย ปอท. และกระทรวงดิจิทัลฯ
นี่เป็นทัศนะของรัฐอำนาจนิยม ประชาชนต้องเชื่อฟัง ปฏิบัติตาม สำนึกบุญคุณที่ช่วยเหลือ ห้ามตำหนิ ใครตำหนิก็กลัวว่าจะกระทบความมั่นคงของรัฐบาล จนกลายเป็นห่วงตัวเอง ห่วงถูกโจมตี มากกว่าห่วงประชาชน คำพูดท่าที ที่แสดงออกก็กลายเป็นปัดป้อง ไม่จำเป็นต้องไปพูดแทน คนไทยในอู่ฮั่นว่ามีความสุขดี ก็พูดจนถูกด่า
บรรดากองเชียร์ก็เป็นไปด้วย ใครตำหนิลุงไม่ได้ พวกฉวยโอกาสให้ร้ายทางการเมือง ทุกคนต้องเชื่อมั่น ภยันตรายใดๆ จะไม่สามารถแผ้วพานประเทศไทย เข้ามาเมื่อไหร่ พระสยามเทวาธิราชจัดการเรียบ
ขอภาวนาให้รอดไปด้วยกัน เพราะต้องรออีก 7 วัน 10 วัน จึงจะแน่ใจว่าไม่เกิดการระบาดจากคนอู่ฮั่นที่บินเข้ามาก่อนหน้า 2 หมื่นกว่าคน
ส่วนท่านผู้นำ ป่วยเสียเองอาจเป็นบุญ หยุดปากสักพัก สถานการณ์อาจดีขึ้น
ที่มา: ข่าวสดออนไลน์ www.khaosod.co.th/hot-topics/news_3496314
2020-02-03 15:16
สรยุทธ สุทัศนะจินดา ถูกศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 6 ปี 24 เดือน
แต่แก้โทษจากศาลชั้นต้นศาลอุทธรณ์ 13 ปี 4 เดือน เพราะฎีกาฟังขึ้นว่า
ที่บริษัทไร่ส้มจ่ายเช็ค 6 ฉบับ 739,770 บาท ให้พนักงาน อสมท
ผู้มีหน้าที่จัดทำใบคิวโฆษณานั้น ไม่ใช่ “สินบน”
แต่เป็นเช็คที่จ่ายค่าประสานงานโดยคิดจากเงินค่าโฆษณาร้อยละ 2 ต่อครั้ง
พนักงาน อสมท ซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 จึงไม่ผิดฐานรับสินบน สรยุทธจำเลยที่ 3 และพนักงานไร่ส้มที่เป็นจำเลยที่ 4 จึงไม่ผิดฐานจ่ายสินบน (หักภาษี ณ ที่จ่าย)
กระนั้น ศาลก็ยังเห็นว่าจำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ไม่รายงานค่าโฆษณาเกินเวลา ทำให้ อสมท เสียหาย และเห็นว่าจำเลยที่ 4 สั่งให้จำเลยที่ 1 ใช้ปากกาลบคำผิดในใบโฆษณาโดยอ้างว่าจำเลยที่ 3 (สรยุทธ) ขอมา ซึ่งถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ผลตอบแทนก็คงไม่ทำ
ศาลจึงชี้ว่าเช็คหักภาษี ณ ที่จ่าย แม้ไม่ใช่สินบน แต่ถ้าไม่จ่าย ก็ไม่มีเหตุผลที่จำเลยที่ 1 จะลบใบโฆษณาและไม่รายงานค่าโฆษณาเกินเวลา
เพจสรยุทธโพสต์ความในใจก่อนฟังคำพิพากษา ที่เขาพูดเป็นจริงหรือไม่
คณะทำงานพิจารณาศึกษาเพิ่มเติม กรณีการทุจริตค่าโฆษณาเกินเวลา ระหว่างบริษัท อสมท และบริษัทไร่ส้ม ในคณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารมวลชน สนช. เผยแพร่รายงานที่อาจไม่มีคนสนใจนัก เมื่อเดือนมกราคม 2562 ว่าเป็นความจริง ที่ อสมท ก็โฆษณาเกินเวลาเหมือนกัน และมากกว่าไร่ส้มด้วยซ้ำ
สัญญาร่วมผลิตรายการ “คุยคุ้ยข่าว” กำหนดข้อตกลงแบ่งผลประโยชน์แบบ Time Sharing 50:50 ทั้งสองฝ่ายแบ่งเวลาไปขายโฆษณา แม้ในสัญญากำหนดไว้เฉพาะส่วนแบ่งของไร่ส้ม วันจันทร์ถึงศุกร์ 2 นาที 30 วินาที วันเสาร์อาทิตย์ 5 นาที แต่โดยความหมาย Time Sharing ก็ควรจะแบ่งเท่าๆ กันไม่ใช่หรือ
แต่ปรากฏว่า ในช่วง 2 ปีดังกล่าว อสมท โฆษณาเกินไปถึง 237 ล้าน ไร่ส้มเกิน 138 ล้าน แต่เมื่อ อสมท อ้างว่า ตรวจพบการทุจริต องค์กรต่างๆ ที่เข้ามาตรวจสอบก็ชี้ว่าไร่ส้มผิดสัญญา
“สถานีเป็นเจ้าของเวลา จะทำอะไรก็ได้” แต่ที่ขายโฆษณาได้นาทีละ 2 แสน ก็ไม่ใช่เพราะสรยุทธหรือ
คณะทำงานยังระบุว่า โดยระบบการพิจารณาและอนุมัติรับรองคิวโฆษณาของ อสมท แสดงให้เห็นว่าผู้บริหาร อสมท ทราบถึงการออกอากาศรายการโฆษณาส่วนเกินของทั้งสองฝ่าย ข้ออ้างที่ว่าผู้บริหารไม่ทราบ เพราะเจ้าหน้าที่ธุรการไม่รายงาน ไม่สมเหตุสมผล
พูดภาษาบ้านๆ คือ โฆษณาเกินมาตั้ง 2 ปี ออกอากาศให้เห็นคาตา ระบบโฆษณาทีวีก็มีบริการ Monitor Advertising อสมท จะไม่รู้ได้ไง
สาเหตุเพราะอะไรก็ไม่ทราบ ที่ปล่อยให้โฆษณาเกินทั้งสองฝ่าย แต่ท้ายที่สุดกลายเป็นสรยุทธผิดสัญญา และพอเอาผิดอาญา ก็ติดคุกไป
นี่เป็นบทเรียนว่าใครจะเข้าไปเป็นคู่สัญญาทำประโยชน์กับรัฐ ต้องคิดให้ดี เมื่อไหร่ที่ตีความว่า “รัฐเสียหาย” คุณเป็นฝ่ายผิดเสมอ ต่อให้โอดครวญว่าเสียเปรียบ
ที่มา: ข่าวหุ้นธุรกิจ www.kaohoon.com/content/337116
พนักงาน อสมท ซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 จึงไม่ผิดฐานรับสินบน สรยุทธจำเลยที่ 3 และพนักงานไร่ส้มที่เป็นจำเลยที่ 4 จึงไม่ผิดฐานจ่ายสินบน (หักภาษี ณ ที่จ่าย)
กระนั้น ศาลก็ยังเห็นว่าจำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ไม่รายงานค่าโฆษณาเกินเวลา ทำให้ อสมท เสียหาย และเห็นว่าจำเลยที่ 4 สั่งให้จำเลยที่ 1 ใช้ปากกาลบคำผิดในใบโฆษณาโดยอ้างว่าจำเลยที่ 3 (สรยุทธ) ขอมา ซึ่งถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ผลตอบแทนก็คงไม่ทำ
ศาลจึงชี้ว่าเช็คหักภาษี ณ ที่จ่าย แม้ไม่ใช่สินบน แต่ถ้าไม่จ่าย ก็ไม่มีเหตุผลที่จำเลยที่ 1 จะลบใบโฆษณาและไม่รายงานค่าโฆษณาเกินเวลา
“ผมได้ต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรมมาอย่างครบถ้วนแล้ว ผลออกมาอย่างไร ผมก็ต้องยอมรับ
ผมได้พยายามแสดงให้เห็นว่า ไร่ส้มโฆษณาเกิน
ในขณะที่ อสมท โฆษณาเกินมากยิ่งกว่า โดยไร่ส้มไม่เคยไปเบียดบังเวลาโฆษณาของ
อสมท แต่เมื่อเห็นว่าสถานีเป็นเจ้าของเวลา จะทำอะไรก็ได้ ผมก็ยอมรับ
กระบวนการโฆษณา ไม่เคยมีการปกปิด
และถึงจะต้องการปกปิด ก็ปกปิดไม่ได้โดยเจ้าหน้าที่ธุรการเพียงคนเดียว
โดยมีกระบวนการที่เปิดเผยเกิดขึ้นต่อเนื่องเรื่อยมาเกินกว่า 500 ครั้ง
เจ้าหน้าที่คนนี้ได้รายงานต่อผู้บังคับบัญชาแล้วผ่านใบคิวโฆษณาทุกวัน
แต่เมื่อเห็นว่าโฆษณาเกินปกปิดได้ ผมก็ต้องยอมรับ”
เพจสรยุทธโพสต์ความในใจก่อนฟังคำพิพากษา ที่เขาพูดเป็นจริงหรือไม่
คณะทำงานพิจารณาศึกษาเพิ่มเติม กรณีการทุจริตค่าโฆษณาเกินเวลา ระหว่างบริษัท อสมท และบริษัทไร่ส้ม ในคณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารมวลชน สนช. เผยแพร่รายงานที่อาจไม่มีคนสนใจนัก เมื่อเดือนมกราคม 2562 ว่าเป็นความจริง ที่ อสมท ก็โฆษณาเกินเวลาเหมือนกัน และมากกว่าไร่ส้มด้วยซ้ำ
สัญญาร่วมผลิตรายการ “คุยคุ้ยข่าว” กำหนดข้อตกลงแบ่งผลประโยชน์แบบ Time Sharing 50:50 ทั้งสองฝ่ายแบ่งเวลาไปขายโฆษณา แม้ในสัญญากำหนดไว้เฉพาะส่วนแบ่งของไร่ส้ม วันจันทร์ถึงศุกร์ 2 นาที 30 วินาที วันเสาร์อาทิตย์ 5 นาที แต่โดยความหมาย Time Sharing ก็ควรจะแบ่งเท่าๆ กันไม่ใช่หรือ
แต่ปรากฏว่า ในช่วง 2 ปีดังกล่าว อสมท โฆษณาเกินไปถึง 237 ล้าน ไร่ส้มเกิน 138 ล้าน แต่เมื่อ อสมท อ้างว่า ตรวจพบการทุจริต องค์กรต่างๆ ที่เข้ามาตรวจสอบก็ชี้ว่าไร่ส้มผิดสัญญา
“สถานีเป็นเจ้าของเวลา จะทำอะไรก็ได้” แต่ที่ขายโฆษณาได้นาทีละ 2 แสน ก็ไม่ใช่เพราะสรยุทธหรือ
คณะทำงานยังระบุว่า โดยระบบการพิจารณาและอนุมัติรับรองคิวโฆษณาของ อสมท แสดงให้เห็นว่าผู้บริหาร อสมท ทราบถึงการออกอากาศรายการโฆษณาส่วนเกินของทั้งสองฝ่าย ข้ออ้างที่ว่าผู้บริหารไม่ทราบ เพราะเจ้าหน้าที่ธุรการไม่รายงาน ไม่สมเหตุสมผล
พูดภาษาบ้านๆ คือ โฆษณาเกินมาตั้ง 2 ปี ออกอากาศให้เห็นคาตา ระบบโฆษณาทีวีก็มีบริการ Monitor Advertising อสมท จะไม่รู้ได้ไง
สาเหตุเพราะอะไรก็ไม่ทราบ ที่ปล่อยให้โฆษณาเกินทั้งสองฝ่าย แต่ท้ายที่สุดกลายเป็นสรยุทธผิดสัญญา และพอเอาผิดอาญา ก็ติดคุกไป
นี่เป็นบทเรียนว่าใครจะเข้าไปเป็นคู่สัญญาทำประโยชน์กับรัฐ ต้องคิดให้ดี เมื่อไหร่ที่ตีความว่า “รัฐเสียหาย” คุณเป็นฝ่ายผิดเสมอ ต่อให้โอดครวญว่าเสียเปรียบ
ที่มา: ข่าวหุ้นธุรกิจ www.kaohoon.com/content/337116
Inga kommentarer:
Skicka en kommentar