ขึ้นหัวอย่างนี้อย่าเพิ่งร้อนท้อง ไม่ได้ว่าตัวบุคคล
แต่พูดถึงลักษณะเด่นของรัฐไทย ซึ่งรัฐราชการฝ่ายความมั่นคงเป็นใหญ่มา 6 ปี
กระทั่งคุยได้คุยดีว่าปราบโควิดอยู่หมัด ด้วยอำนาจฉุกเฉิน
ตั้งด่านทหารตำรวจจับไวรัส
รัฐอย่างนี้ ที่จะต้องรับมือกับมหาวิบัติเศรษฐกิจหลังโควิด? แล้วรับมือได้ไหม ลองไปอ่านวิสัยทัศน์ทักษิณ ที่บอกว่าโรคระบาดครั้งนี้จะเปลี่ยนโลกทั้งโลก
หรือลองฟัง ศิริกัญญา ตันสกุล ที่บอกว่าต้องเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทย จะแล่นเรือแป๊ะเอื่อยอยู่แบบเดิมไม่ได้
“อำนาจมากสมองน้อย” ไม่ได้อยากว่าใคร แต่ถ้าเราแยกกลไกอำนาจรัฐออกเป็น 2 ภาค คือภาคที่ใช้อำนาจ จัดระเบียบ ควบคุม จับกุม ปราบปราม ฯลฯ กับภาคที่ใช้สมอง ใช้หัวคิด เสริมสร้าง เกื้อหนุน กระตุ้น การพัฒนาปรับเปลี่ยนต่างๆ เศรษฐกิจ อุตสาหกรรม นวัตกรรม การเกษตร เทคโนโลยี ฯลฯ
รัฐอย่างนี้ ที่จะต้องรับมือกับมหาวิบัติเศรษฐกิจหลังโควิด? แล้วรับมือได้ไหม ลองไปอ่านวิสัยทัศน์ทักษิณ ที่บอกว่าโรคระบาดครั้งนี้จะเปลี่ยนโลกทั้งโลก
หรือลองฟัง ศิริกัญญา ตันสกุล ที่บอกว่าต้องเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทย จะแล่นเรือแป๊ะเอื่อยอยู่แบบเดิมไม่ได้
“อำนาจมากสมองน้อย” ไม่ได้อยากว่าใคร แต่ถ้าเราแยกกลไกอำนาจรัฐออกเป็น 2 ภาค คือภาคที่ใช้อำนาจ จัดระเบียบ ควบคุม จับกุม ปราบปราม ฯลฯ กับภาคที่ใช้สมอง ใช้หัวคิด เสริมสร้าง เกื้อหนุน กระตุ้น การพัฒนาปรับเปลี่ยนต่างๆ เศรษฐกิจ อุตสาหกรรม นวัตกรรม การเกษตร เทคโนโลยี ฯลฯ
แล้วลองเปรียบเทียบดูใน 6 ปีที่ผ่านมา ว่าด้านไหนใหญ่โตขึ้น ด้านไหนมีบทบาทมากกว่ากัน
แม้แต่คนชอบรัฐบาล คนที่เห็นว่าประยุทธ์มีผลงาน ก็จะเห็นว่าเป็นผลงานด้านจัดระเบียบสังคม ควบคุมจับกุมปราบปราม ตั้งแต่การเมือง อาชญากรรม ยาเสพติด เด็กแว้น รถซิ่ง ขายหวยเกินราคา (เอาเป็นเอาตายไม่ยักปราบได้จริง)
หน่วยงานด้านไหนของรัฐเป็นพระเอก ก็ด้านใช้อำนาจปราบปราม ทหาร ตำรวจ ดีเอสไอ ผู้ว่าฯ นายอำเภอ ป่าไม้ ฯลฯ แถมด้วยอำนาจตรวจสอบ จ้องจับข้าราชการนักการเมือง สตง. ป.ป.ช. ป.ป.ท. ปปง. ศาล องค์กรอิสระ
5 ปี คสช. 6 ปีประยุทธ์ ฟื้นรัฐราชการเป็นใหญ่ พูดให้ชัดลงไป ก็คือรัฐด้านใช้อำนาจ บังคับใช้กฎหมาย ใช้กำลัง ออกคำสั่ง ไม่ใช่รัฐด้านที่ใช้สมอง ด้านพัฒนาสร้างสรรค์ ซึ่งยังล้าหลังหรือถอยหลังด้วยซ้ำ
6 ปีประยุทธ์ เพิ่มอำนาจเพิ่มคนเพิ่มองค์กรเพิ่มงบความมั่นคง เช่นเพิ่มอำนาจ กอ.รมน. เพิ่มมณฑลทหารบก ซื้ออาวุธ “เพื่อความปลอดภัยของลูกหลานที่เป็นทหาร” ตำรวจก็เพิ่มตำแหน่งเพิ่มอัตราจำนวนมาก แถมจะยก ปอท.ขึ้นเป็นกองบัญชาการ เพิ่มประสิทธิภาพปราบแฮชแท็กออนไลน์ มหาดไทยก็ขยายอำนาจคุมท้องถิ่น
แล้วหันไปดูหน่วยงานเศรษฐกิจ มีใครโดดเด่นบ้าง ออมสินกับกรุงไทย (มีไว้แจกตังค์) กองสลาก (มีไว้ขายฝัน คนเก็บขยะถูกลอตเตอรี่ 12 ล้าน)
รัฐบาลพยายามทำให้สังคมพึงพอใจ “รัฐมือปราบ” เช่นเมื่อเกิดการกระทำที่ไม่เหมาะสม น่ารังเกียจ เลวร้าย ฯลฯ จนเป็นดราม่าในโลกออนไลน์ ก็จะใช้อำนาจใช้กฎหมายจัดการรุนแรงเด็ดขาด สมใจดราม่า
แต่ก็เป็นการสร้างความพึงพอใจฉาบฉวย ไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ทำโพลทีไรคนบ่นทุกที บ่นตลอด 6 ปี ระบอบประยุทธ์ได้แต่หาจุดขายจากอำนาจเฉียบขาด บังเอิญมาประสบความสำเร็จกับฉุกเฉินโควิด สังคมไทยนิยมยาแรง ชอบให้รัฐมีมาตรการเฉียบขาดไว้เพื่อความอุ่นใจ โดยไม่มองว่ากระทบวิถีชีวิตการทำมาหากิน จะพาไปตายดาบหน้า
รัฐราชการใหญ่โตเทอะทะ ไร้ประสิทธิภาพ เป็นปัญหามานานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งเกิด แต่ระบอบประยุทธ์ยิ่งเพิ่มอำนาจ เพิ่มบุคลากรงบประมาณให้รัฐด้านความมั่นคง เพราะรัฐประหาร 2557 มุ่งควบคุมประชาชนให้ยอมรับอำนาจอนุรักษนิยมถอยหลัง จำกัดสิทธิเสรีภาพ อ้างความสงบจะได้ทำมาหากิน แต่ควบคุมความคิด ปิดกั้นพลังสร้างสรรค์ วางกฎระเบียบแบบจะทำอะไรต้องขออนุญาตราชการก่อน ซึ่งมันไม่ใช่แค่สกัดม็อบ แต่เป็นอุปสรรคทางเศรษฐกิจด้วย
ไม่กี่วันก่อน จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เพิ่งประกาศอย่างภูมิใจ เจรจากับกลาโหม ส่งสินค้าออกไปลาวผ่านด่านนาตาล-ปากแซง ไม่ต้องขออนุญาตฝ่ายความมั่นคง ซึ่งกว่าจะส่งออกได้ล่าช้าไป 7-10 วัน
ฟังแล้วน้ำตาไหล อยากปรบมือให้ แต่เพิ่งแก้ได้นี่นะ
ถ้าเปรียบรัฐราชการเป็นบริษัท ก็คือบริษัทที่ รปภ.บริหาร ระบบรักษาความปลอดภัยล้ำยุค ฝ่ายบุคคลระเบียบจัด ตอกบัตรตรวจเสื้อผ้าหน้าผม ฝ่ายศึกษาอบรมเน้นพาคนเข้าวัด ปฏิบัติธรรม ฝ่ายผลิต วิศวกรรม เทคโนโลยี การตลาด ฯลฯ สมองฝ่อ ไม่มีใครอยากมาทำงานบริษัทนี้ แถมยังมีฝ่ายบัญชี ฝ่ายตรวจสอบ ใส่เสื้อกันกระสุนเดินวางก้าม จ้องจับคนขึ้นศาลทุจริต
นี่คือรัฐราชการที่ดูเหมือนเข้มแข็งใหญ่โต หลังฉุกเฉินโควิด โดยยังไม่พูดถึงรัฐภาคการเมือง ยิ่งเละตุ้มเป๊ะเข้าไปใหญ่ หลังความเปลี่ยนแปลงในพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งอาจทำให้ระดับสติปัญญาทางเศรษฐกิจตกต่ำลงไปอีก
ภายใต้โครงสร้างอย่างนี้ ไม่เจอโควิด ก็วิกฤตอยู่ดี พอมีโควิดก็ไม่ปรับตัว คิดว่ามีวัคซีนเมื่อไหร่ ส่งออกท่องเที่ยวค้าขายจะกลับมาเหมือนเดิม ซึ่งไม่ใช่เลย
อยากให้ประยุทธ์กลับไปอ่านวิสัยทัศน์ทักษิณ อ่านอย่างตั้งใจและใช้สมอง “โลกหลังจากนี้ต้องการผู้นำที่แตกต่างจากเดิม”
ที่มา: ข่าวสดออนไลน์ www.khaosod.co.th/hot-topics/news_4431335
ใบตองแห้ง: ฉุกเฉินไม่เดือดร้อน ?
2020-07-02 12:47
สังคมไทยไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับการต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มีแต่พวกเรียกร้องประชาธิปไตยไป “อารยะขัดขืน” ฉีกหมายเรียกหน้า สน.ปทุมวัน คนส่วนใหญ่สนใจมาตรการคลายล็อกเยียวยามากกว่า เพราะคิดว่าตัวเองไม่เดือดร้อนอะไร หรือบางส่วนก็คล้อยตามรัฐบาลว่าเป็นมาตรการที่ทำให้อุ่นใจ
ทั้งที่เป็นข้ออ้างเหลวไหล ประเทศไทยไม่ต้องใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเลยด้วยซ้ำ อำนาจฉุกเฉินใช้เฉพาะเคอร์ฟิวห้ามออกจากบ้าน เคอร์ฟิวสี่ทุ่มถึงตีสี่ไม่มีผลคุมไวรัส พ.ร.ก.ฉุกเฉินแค่ใช้รวบอำนาจมาไว้ที่นายกฯ โดยมีเลขา สมช.เป็นมือขวา เอาทหารออกมาตั้งด่านร่วมกับตำรวจมหาดไทย
ถ้าไม่มี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็นายกฯ นั่นแหละออกคำสั่ง เพราะเป็นหัวหน้ารัฐบาล หน่วยงานหลักก็สาธารณสุขกับมหาดไทย เพราะไม่ใช่ฉุกเฉินยิงหัวม็อบ ไม่จำเป็นต้องใช้ทหาร ทำไมจะทำงานไม่ได้ ถ้าบริหารประเทศเป็น แต่กลับอ้างว่าไม่สามารถบูรณาการ
การใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินนอกจากผลพลอยได้ทางการเมือง สกัดการเคลื่อนไหวจึงมีเหตุผลหลักคือ หนึ่ง ให้ทหารยังมีบทบาท สอง ให้เจ้าหน้าที่ใช้อำนาจได้โดยไม่ต้องรับผิด เสมือนยังมี ม.44 กำกับควบคุมกิจการต่าง ๆ ไม่ว่าห้างร้าน นวดแผนโบราณ ผับบาร์ อาบอบนวด หรือโรงเรียนอนุบาล
เพราะมาตรการที่ออกมามันคลุมเครือ ปฏิบัติยาก ถูกเอาผิดง่าย แต่ก็โต้แย้งกันได้เยอะ คสช. เอ๊ย ประยุทธ์ จึงให้เจ้าหน้าที่มีสิทธิขาด เสมือนรัฐประหารจัดระเบียบ ผับบาร์อาบอบนวดโต้แย้งไม่ได้ ถ้าถูกชี้ผิดก็ปิดสถานเดียว
เช่นเดียวกับ ผอ.โรงเรียนออกคำสั่ง เรียนวันเว้นวัน หรือแบ่งกันเรียนภาคเช้าภาคบ่าย ผู้ปกครองก็โวยไม่ได้ ต้องรับคำสั่งสถานเดียว
ปัญหาที่น่ามองให้ลึกกว่าฉุกเฉินเฉพาะหน้าคือ สังคมไทยมักหยวนยอมให้รัฐมีอำนาจมากกว่าที่ควรจะเป็น เกินความเหมาะสม เกินสมควรแก่เหตุ โดยคิดว่าไม่เป็นไรน่า เราไม่เดือดร้อน (ไม่ได้ทำผิดแล้วกลัวอะไร) หรือคิดว่าดีเสียอีก จะได้อุ่นใจว่ารัฐมีอำนาจมาก รัฐจะได้ปกป้องเรา
พูดอีกอย่าง ประเทศนี้ชอบให้มีกฎระเบียบเยอะ ๆ จะได้ดูเคร่งครัด เข้มงวดการปฏิบัติ เหมือนกับโรงเรียนตรวจเสื้อผ้าหน้าผม แต่คนส่วนใหญ่ก็ไปหลีกเลี่ยงเอา เจ้าหน้าที่ก็หยวน ๆ ยอม ๆ แต่บางครั้งเลือกปฏิบัติ
ไม่ต้องดูอื่นไกล ดูมาตรการโควิดก็ได้ เข้าร้านสะดวกซื้อต้องสแกนไทยชนะหรือจดชื่อ ทุกวันนี้ยังมีใครทำบ้าง ส่วนใหญ่ไม่หรอก เพราะรู้แก่ใจโควิดเป็นศูนย์ แต่เลิกไม่ได้นะ เลิกเดี๋ยวมีคนด่า
กฎหมายไทยเป็นเช่นนี้ จนทำให้กฎหมายไม่มีความหมายอะไร อย่างที่ชอบยกตัวอย่างกัน ตำรวจเดินรอบรถมอเตอร์ไซค์ เดี๋ยวก็หาที่ผิดจนได้ เพราะกฎหมายยุบยับไปหมด หรือกฎจราจร บนทางด่วนขีดเส้นทึบ ห้ามเปลี่ยนเลนยาวสิบกิโล ซึ่งเอาเข้าจริงบังคับไม่ได้ ก็หยวน ๆ กันไป แต่วันไหนตั้งกล้องจับ คนขับก็ซวย เหมือนนักศึกษาไปผูกโบว์ โดน พ.ร.บ.รักษาความสะอาด
เช่นเดียวกับกฎหมายรุงรัง ประกอบธุรกิจต้องขออนุญาต บางทีต้องขอเป็นสิบหน่วยงาน ภายใต้กฎหมายเคร่งครัด อยู่ที่ดุลพินิจว่าจะอนุญาตหรือไม่
พ.ร.ก.ฉุกเฉินสำหรับคนทั่วไป จึงมองเป็นกฎหมายที่ไม่มีความหมาย คิดว่าตัวเองไม่เดือดร้อนอะไร ใช้กับนักศึกษา พวกเรียกร้องดีนัก ใช้กับเด็กแว้น รถซิ่ง ปาร์ตี้ เล่นพนัน ดีเสียอีกจะได้ควบคุมผับบาร์อาบอบนวดให้อยู่ในศีลธรรมอย่างเคร่งครัด
แต่ถ้าไปดูประกอบกับมาตรการที่เป็นอุปสรรค ก็ยาแรงอย่างนี้แหละที่ทำให้เศรษฐกิจอัมพาตเกินจำเป็น
แย่ไปกว่านั้น คือทำให้สังคมชินชากับการใช้กฎหมายเกินกว่าเหตุ จนกฎหมายไม่เหลือความชอบธรรม เป็นเพียงกฎรุงรังในสังคม
ที่มา: ข่าวหุ้นธุรกิจ https://www.kaohoon.com/content/373117
สังคมไทยไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับการต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มีแต่พวกเรียกร้องประชาธิปไตยไป “อารยะขัดขืน” ฉีกหมายเรียกหน้า สน.ปทุมวัน คนส่วนใหญ่สนใจมาตรการคลายล็อกเยียวยามากกว่า เพราะคิดว่าตัวเองไม่เดือดร้อนอะไร หรือบางส่วนก็คล้อยตามรัฐบาลว่าเป็นมาตรการที่ทำให้อุ่นใจ
ทั้งที่เป็นข้ออ้างเหลวไหล ประเทศไทยไม่ต้องใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเลยด้วยซ้ำ อำนาจฉุกเฉินใช้เฉพาะเคอร์ฟิวห้ามออกจากบ้าน เคอร์ฟิวสี่ทุ่มถึงตีสี่ไม่มีผลคุมไวรัส พ.ร.ก.ฉุกเฉินแค่ใช้รวบอำนาจมาไว้ที่นายกฯ โดยมีเลขา สมช.เป็นมือขวา เอาทหารออกมาตั้งด่านร่วมกับตำรวจมหาดไทย
ถ้าไม่มี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็นายกฯ นั่นแหละออกคำสั่ง เพราะเป็นหัวหน้ารัฐบาล หน่วยงานหลักก็สาธารณสุขกับมหาดไทย เพราะไม่ใช่ฉุกเฉินยิงหัวม็อบ ไม่จำเป็นต้องใช้ทหาร ทำไมจะทำงานไม่ได้ ถ้าบริหารประเทศเป็น แต่กลับอ้างว่าไม่สามารถบูรณาการ
การใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินนอกจากผลพลอยได้ทางการเมือง สกัดการเคลื่อนไหวจึงมีเหตุผลหลักคือ หนึ่ง ให้ทหารยังมีบทบาท สอง ให้เจ้าหน้าที่ใช้อำนาจได้โดยไม่ต้องรับผิด เสมือนยังมี ม.44 กำกับควบคุมกิจการต่าง ๆ ไม่ว่าห้างร้าน นวดแผนโบราณ ผับบาร์ อาบอบนวด หรือโรงเรียนอนุบาล
เพราะมาตรการที่ออกมามันคลุมเครือ ปฏิบัติยาก ถูกเอาผิดง่าย แต่ก็โต้แย้งกันได้เยอะ คสช. เอ๊ย ประยุทธ์ จึงให้เจ้าหน้าที่มีสิทธิขาด เสมือนรัฐประหารจัดระเบียบ ผับบาร์อาบอบนวดโต้แย้งไม่ได้ ถ้าถูกชี้ผิดก็ปิดสถานเดียว
เช่นเดียวกับ ผอ.โรงเรียนออกคำสั่ง เรียนวันเว้นวัน หรือแบ่งกันเรียนภาคเช้าภาคบ่าย ผู้ปกครองก็โวยไม่ได้ ต้องรับคำสั่งสถานเดียว
ปัญหาที่น่ามองให้ลึกกว่าฉุกเฉินเฉพาะหน้าคือ สังคมไทยมักหยวนยอมให้รัฐมีอำนาจมากกว่าที่ควรจะเป็น เกินความเหมาะสม เกินสมควรแก่เหตุ โดยคิดว่าไม่เป็นไรน่า เราไม่เดือดร้อน (ไม่ได้ทำผิดแล้วกลัวอะไร) หรือคิดว่าดีเสียอีก จะได้อุ่นใจว่ารัฐมีอำนาจมาก รัฐจะได้ปกป้องเรา
พูดอีกอย่าง ประเทศนี้ชอบให้มีกฎระเบียบเยอะ ๆ จะได้ดูเคร่งครัด เข้มงวดการปฏิบัติ เหมือนกับโรงเรียนตรวจเสื้อผ้าหน้าผม แต่คนส่วนใหญ่ก็ไปหลีกเลี่ยงเอา เจ้าหน้าที่ก็หยวน ๆ ยอม ๆ แต่บางครั้งเลือกปฏิบัติ
ไม่ต้องดูอื่นไกล ดูมาตรการโควิดก็ได้ เข้าร้านสะดวกซื้อต้องสแกนไทยชนะหรือจดชื่อ ทุกวันนี้ยังมีใครทำบ้าง ส่วนใหญ่ไม่หรอก เพราะรู้แก่ใจโควิดเป็นศูนย์ แต่เลิกไม่ได้นะ เลิกเดี๋ยวมีคนด่า
กฎหมายไทยเป็นเช่นนี้ จนทำให้กฎหมายไม่มีความหมายอะไร อย่างที่ชอบยกตัวอย่างกัน ตำรวจเดินรอบรถมอเตอร์ไซค์ เดี๋ยวก็หาที่ผิดจนได้ เพราะกฎหมายยุบยับไปหมด หรือกฎจราจร บนทางด่วนขีดเส้นทึบ ห้ามเปลี่ยนเลนยาวสิบกิโล ซึ่งเอาเข้าจริงบังคับไม่ได้ ก็หยวน ๆ กันไป แต่วันไหนตั้งกล้องจับ คนขับก็ซวย เหมือนนักศึกษาไปผูกโบว์ โดน พ.ร.บ.รักษาความสะอาด
เช่นเดียวกับกฎหมายรุงรัง ประกอบธุรกิจต้องขออนุญาต บางทีต้องขอเป็นสิบหน่วยงาน ภายใต้กฎหมายเคร่งครัด อยู่ที่ดุลพินิจว่าจะอนุญาตหรือไม่
พ.ร.ก.ฉุกเฉินสำหรับคนทั่วไป จึงมองเป็นกฎหมายที่ไม่มีความหมาย คิดว่าตัวเองไม่เดือดร้อนอะไร ใช้กับนักศึกษา พวกเรียกร้องดีนัก ใช้กับเด็กแว้น รถซิ่ง ปาร์ตี้ เล่นพนัน ดีเสียอีกจะได้ควบคุมผับบาร์อาบอบนวดให้อยู่ในศีลธรรมอย่างเคร่งครัด
แต่ถ้าไปดูประกอบกับมาตรการที่เป็นอุปสรรค ก็ยาแรงอย่างนี้แหละที่ทำให้เศรษฐกิจอัมพาตเกินจำเป็น
แย่ไปกว่านั้น คือทำให้สังคมชินชากับการใช้กฎหมายเกินกว่าเหตุ จนกฎหมายไม่เหลือความชอบธรรม เป็นเพียงกฎรุงรังในสังคม
ที่มา: ข่าวหุ้นธุรกิจ https://www.kaohoon.com/content/373117

Inga kommentarer:
Skicka en kommentar