fredag 31 augusti 2012

.....ลูกหลานใคร เด็กผิดอะไรใยต้องการสเต็มเซลล์......เด็กไม่ผิดแต่ภูมิพลกษัตริย์ปีศาจผีดิบแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ต้องการสเต็มเซลล์จากเด็กทารก......


โดย  hahahaja


โดยข้าวหอม

สเต็มเซลล์ คือ อะไร        คำไทยใช้คำว่า เซลล์ต้นกำเนิด ถ้าแปลตรงตัว Stem ก็ แปลว่าลำต้น ซึ่งเซลล์ต้นกำเนิดนี้ย้อนไปถึงการกำเนิดชีวิตนั่นเอง กระบวนการกำเนิดชีวิตมนุษย์หรือสัตว์นั้น สเปิร์มของผู้ชาย จะมาผสมกับไข่ของผู้หญิงกลายเป็น 1 เซลล์ จากนั้นหนึ่งเซลล์จะทำการแบ่งตัวเป็นทวีคูณ กลายเป็นอวัยวะต่างๆ จนกลายเป็นมนุษย์ขึ้นมา ดังนั้นเซลล์ต้นกำเนิดก็เหมือนเซลล์ที่กลายเป็นอะไรก็ได้ เช่นถ้าไปอยู่ที่สมองก็กลายเป็นเซลล์สมอง ไปอยู่ที่เซลล์ตับก็กลายเป็นเซลล์ตับ

สเต็มเซลล์ สร้างความน่าอัศจรรย์ใจและแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของวงการแพทย์ ด้วยคุณสมบัติดังนี้
       1.สามารถแบ่งตัวของตัวเองได้ตลอด
       2.สามารถเปลี่ยนตัวเองได้ เช่นเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว หรือเป็นเซลล์อื่นๆได้
       3.ยังเป็นตัวของตัวเอง คือมีค้างของตัวเองเสมอ ยังคงมีความเป็น สเต็มเซลล์ อยู่นั่นเอง
        
       ด้วยคุณสมบัติสามประการที่กล่าวมา เมื่อ สเต็มเซลล์ เข้าสู่ร่างกาย ก็จะวิ่งเข้าส่วนที่ร่างกายต้องการ ภาษาทางการแพทย์เรียกว่า Homing   เพราะเมื่อร่างกายมีบาดแผลจะมีการหลั่งสาร บางอย่างออกมา ซึ่งสารตัวนี้เป็นตัวดึงดูดให้วิ่งเข้าไปสร้างหรือซ่อมแซม
สเต็มเซลล์ นำมาจากไหนได้บ้าง      สเต็มเซลล์ ของมนุษย์สามารถเก็บได้หลายระยะ เริ่มตั้งแต่ยังเป็นตัวอ่อนในระยะบลาสโตซิสท์ (ไข่ผ่านการผสมกับสเปิร์มมาแล้วประมาณ4-5วัน) เรียกว่า Embryonic stem cell แต่เนื่องจากยังมีมุมมองในแง่ศีลธรรมกันอยู่มาก เพราะหลายคนที่มีความเห็นว่าการนำ Embryonic stem cell มาใช้นั้นเป็นการฆ่าตัวอ่อน ซึ่งอันนี้ก็แล้วแต่ทัศนะของแต่ละคน ดังนั้นจึงขอพูดถึง Stem Cell ที่นำมาใช้ประโยชน์ต่อมนุษย์ในปัจจุบันและไม่ขัดกับหลักศีลธรรม โดยเราจะพูดถึง Fetal และ Adult Stem Cell ซึ่งสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ และไม่ขัดแย้งในเชิงศีลธรรม แหล่งที่พบ Adult Stem Cell ได้แก่ เลือด ไขกระดูก เลือดจากสายรก (สายสะดือ) ตัวสายสะดือ ไขมัน ฟันน้ำนม เรียกได้ว่า สามารถพบได้เกือบทุกอวัยวะของร่างกาย แต่แหล่งที่พบแต่ละที่นั้นมีข้อดีข้อเสียและการนำมาใช้แตกต่างกันไป ดังนั้นจึงขอยกเพียงบางที่มาทำความเข้าใจกัน

สเต็มเซลล์จากเลือด ( Peripheral blood adult stem cell )
        เลือดทั่วๆไปในร่างกายมี Stem Cell แต่มีปริมาณน้อยมาก หากเราต้องการเร่งให้ไขกระดูกปลดปล่อย Stem Cell ออกมาสู่ระบบเลือดในปริมาณมากขึ้น หมอจะฉีดยากระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาว หรือที่เรียกว่า G-CSF ( Granulocyte Colony Stimulating Factor ) เข้าไป และทำการเก็บ Stem Cell ด้วยเครื่อง Apheresis ข้อดีของวิธีนี้คือ เราสามารถเก็บ Stem Cell ให้ได้ตามจำนวนที่เราต้องการนำไปปลูกถ่ายในผู้ป่วย แต่ข้อเสียคือ อาจมีผลข้างเคียงจากการใช้ยา G-CSF และ Stem Cell ที่ได้จะมี T-Cell ซึ่งเป็นเสมือนหน่วยความทรงจำว่าร่างกายเคยเป็นโรคอะไรมาแล้วบ้าง ซึ่ง T-Cell นี้อาจทำให้ร่างกายไม่ยอมรับการปลูกถ่าย และยิ่งอายุมากขึ้นศักยภาพของ Stem Cell ในร่างกายก็ลดลงเช่นกัน นอกจากนี้ การเข้าเครื่อง Apheresis ต้องให้ผู้ป่วยนอนแทงสาย Apheresis และอยู่นิ่งๆ โดยเครื่องจะใช้เวลา ประมาณ 2-3 ชั่วโมง Stem cell ที่ได้ถือเป็น stem cell แก่ คุณสมบัติไม่เท่า stem cell อ่อน ค่าใช้จ่ายปานกลาง ได้จำนวนเซลล์ปานกลาง-มาก แล้วแต่การตอบสนองต่อยากระดุ้น G-CSF แต่ต้องทนเจ็บอยู่กับเครื่องนานหลายชั่วโมง

สเต็มเซลล์ จากไขกระดูก (Bone marrow adult stem cell)

        หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ การปลูกถ่ายไขกระดูก ในกระดูกมี
Stem Cell มาก เพียงพอที่จะนำมาใช้ แต่วิธีการนำมาใช้ยุ่งยากและค่อนข้างเจ็บ  คือ ผู้ให้จะต้องวางยาสลบและทำในห้องศัลยกรรมของโรงพยาบาล โดยแพทย์จะเจาะเข้าไปบริเวณกระดูกเชิงกรานให้ถึงไขกระดูก แล้วดูด Stem Cell ที่ อยู่ในโพรงไขกระดูกให้เพียงพอกับจำนวนที่ต้องใช้ และมักเจาะแค่รูเดียวไม่เพียงพอ ต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล 1 วัน และกลับไปพักฟื้นอีกอย่างน้อย 5 วัน ถือเป็น stem cell แก่ ปริมาณที่ได้ค่อนข้างน้อย แต่ค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด
สเต็มเซลล์ จากเลือดในสายรก (Cord blood adult stem cell)        การเก็บเลือดจากสายรก จะทำได้แค่ช่วงที่เด็กแรกคลอดเท่านั้น ข้อดี คือ มีปริมาณ T-Cell น้อยมาก เพราะเด็กนั้นยังไม่เคยสัมผัสโรคใดๆ มีวิธีการจัดเก็บง่าย ปลอดภัย ไม่มีความเจ็บปวดต่อทั้งแม่และเด็ก นักวิทยาศาสตร์ พบว่ามี Stem Cell อยู่หลากหลายชนิดในเลือดจากสายรกแต่โดยมากมักนำไปใช้กับ โรคทางเลือด เช่น มะเร็งเม็ดเลือด เนื่องจากมีคุณสมบัติเด่น ทางด้านการเปลี่ยนเป็น เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดในไขกระดูก มีการนำไปใช้รักษาจริงได้ในปัจจุบัน แต่เลือดจากสายรกก็มีข้อเสีย คือ ปริมาณที่เก็บได้มีจำนวนน้อย จึงสามารถนำมาใช้ได้กับเด็กหรือ ผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักน้อย เพราะจำนวน Stem Cell ที่นำมาใช้ ต้องเหมาะสมกับน้ำหนักตัวของผู้ป่วย และในทางปฏิบัติ stem cell ชนิดนี้มักเก็บในธนาคาร Stem cell เพื่อใช้ประโยชน์กับตัวเด็กเจ้าของ stem cell เองในอนาคต  
สเต็มเซลล์ จากส่วนต่างๆ ของรก,สายรก และถุงน้ำคร่ำ (fetal stem cell)        เป็นการนำ stem cell ที่พบมากในรก เยื่อหุ้มรก สายสะดือ น้ำคร่ำ มาเพิ่มจำนวน ในห้องเพาะเซลล์ ถือเป็น stem cell ที่มีคุณสมบัติ ของ pluirpotent (การเปลี่ยนสภาพ cell ไปเป็นเซลล์ชนิดต่างๆ ) สูงกว่า stem cell จากเลือดสายรก   มีเม็ดเลือดแดงปนเปื้อนน้อย มีความบริสุทธิ์สูงกว่า มีคุณสมบัติใกล้เคียง Stem cell จากตัวอ่อนมากที่สุด สามารถเพาะได้เซลล์เป็นจำนวนมากๆ ได้ และไม่ติดปัญหาจริยธรรม แต่มีข้อเสียคือ  เป็นเทคโนโลยีใหม่ ต้องเพาะ cell ในห้องวิทยาศาสตร์ที่ต้องใช้เทคโนโลยีสูง จึงมีค่าใช้จ่ายสูง และต้องเตรียมการล่วงหน้าหลายวัน
สเต็มเซลล์ รักษาโรคได้อย่างไร
        หลัก การทำงานของ สเต็มเซลล์ ก็คือ ในร่างกายมนุษย์จะมีเซลล์ทั้งสิ้น 100 ล้านล้านเซลล์ แบ่งเป็นเซลล์ชนิดต่างๆ 220 ชนิด โดยจะมีทั้งที่ตายไปและสร้างขึ้นใหม่ตามหลักอนิจจังอยู่เสมอๆ ซึ่งปกติร่างกายคนเราก็มี "สเต็มเซลล์" หรือ "เซลล์ต้นกำเนิด" อยู่แล้ว แต่เมื่อเกิดพยาธิสภาพขึ้นก็จะทำให้สเต็มเซลล์ไม่สามารถทำงานได้ 
เมื่อ ในร่างกายมนุษย์มี สเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิดที่พร้อมทำหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่งแต่ยังมีน้อยมาก จึงจำเป็นต้องเพิ่มจำนวนสเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิดเหล่านั้นเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ โดยเอาเซลล์อ่อนที่ถูกคัดเลือกพร้อมทั้งเพิ่มจำนวนแล้วฉีดกลับเข้าไปยัง อวัยวะส่วนที่ต้องการรักษา     เช่น   เซลล์ไขกระดูกที่สร้างเม็ดเลือดแดง เกิดเป็นมะเร็งขึ้นมา เราก็มีการใช้ chemotherapy เพื่อฆ่าเซลไขกระดูกที่เป็นมะเร็ง หลังจากนั้นมีการเอาเซลล์ไขกระดูกดีๆ ที่ไม่เป็นมะเร็ง ใส่เข้าไปแทนไขกระดูกเดิม ถ้าเซลล์เข้ากันได้กับร่างกาย การรักษาก็จะได้ผล ไม่มีการปฏิเสธเซลล์ใหม่ที่ใส่เข้าไป ก็ช่วยให้ผู้ป่วยมีชีวิตอยู่ได้
เสร็จแล้วเนี่ย ตอนนี้ดูเหมือนว่า  สเต็มเซลล์จากตัวอ่อนหลังจากปฏิสนธิจะแบ่งตัวได้ดีที่สุด!!! วิเศษที่สุด !! 
ให้นึกถึงไข่เมื่อได้รับการผสมแล้ว....สามารถแตกตัวจนกลายเป็นคนได้น่ะค่ะ  แล้วคิดว่ามันจะ สามารถแปรเปลี่ยนสภาพไปซ่อมแซมมนุษย์ได้ดีมากแค่ไหน
มันจึงเป็นที่มาของธนาคารตัวอ่อน  ซึ่งเขา(อ้างว่า) ได้รับมาจากไข่ที่เหลือจากการปฏิสนธิของคนที่มีบุตรยาก
สิ่งที่สะเทือนใจก็คือ .... "ตัวอ่อนเขาเป็นมนุษย์แล้ว" แต่ต้องถูกฟรี๊ซไว้เพื่อรักษาใครซักคน....
และการผสมเทียมแต่ละครั้ง  ได้เด็กกี่คน...พ่อแม่รับไว้กี่คน ?  ถูกเลี้ยงไว้เพื่อเป็นตัวอ่อนกี่คน?... ฯลฯ
เคยดูหนังฝรั่งเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้...มันเป็นเรื่องที่น่าสลดมาก  ที่เราจะเพาะเลี้ยงตัวอ่อนมนุษย์เพื่อเก็บไว้รักษามนุษย์
การเกิดแก่เจ็บตายมันเป็นเรื่องธรรมดา  ถ้ามันถึงเวลา จะตายโหงตายห่าก็ตายๆ ไปเหอะ...อย่าฝืนเลย
หมายเหตุ  มันเป็นความเข้าใจส่วนบุคคล ขอให้ศึกษาด้วยตัวเองเพิ่มเติมกันด้วยค่ะ

Inga kommentarer:

Skicka en kommentar