fredag 3 april 2020

ใบตองแห้ง: อำนาจจับกุมไวรัส

สังคมไทยรับมือไวรัสด้วยความสับสน ตระหนกมากกว่าตระหนัก หวังพึ่งอำนาจเบ็ดเสร็จ ทั้งที่เต็มไปด้วยความไม่เชื่อมั่นต่อรัฐ แล้วก็แบ่งแยกเดียดฉันท์กันอีกต่างหาก

ข่าวลือทำให้นักโทษบุรีรัมย์แหกคุก (เฟคนิวส์ในคุกปอท.จะจับใคร) ชาวบ้านรวมตัวไล่ผู้ติดเชื้อจากสถานพยาบาลใกล้ชุมชน หลายคนไม่เชื่อข้อมูลสาธารณสุข กลัวปิดตัวเลข หรือไม่ปิดหรอก แต่ตรวจน้อยไปน่าจะมีซอมบี้ไม่รู้ตัวเป็นแสนเป็นล้าน ฯลฯ

การใช้อำนาจเพียงลำพังปราบไวรัสไม่ได้ ไม่ว่าทำท่าขึงขังแค่ไหน แน่ล่ะ เราต้องใช้อำนาจรัฐออกมาตรการสกัดกั้น สร้าง Social Distance เช่นสั่งปิดพื้นที่เสี่ยง สั่งเหลื่อมลดเวลาทำงาน เพื่อให้คนอยู่บ้าน เดินทางน้อยลง

แต่ก็ต้องมีมาตรการอื่นพร้อมกัน ไม่ใช่สั่งปิดกิจการโดยไม่มีมาตรการเยียวยา คนก็แห่กลับต่างจังหวัด (แล้วก็ถูกด่า ถูกเดียดฉันท์) สำคัญคือมาตรการสาธารณสุข ที่ต้องนำกลุ่มเสี่ยง+ผู้ใกล้ชิดมาอยู่ในระบบดูแล ตรวจเชื้อ สกัดกั้น หยุดการแพร่ระบาดให้ได้ใน 1 เดือน ไม่เช่นนั้นการใช้อำนาจปิดเมือง ปิดพื้นที่ หรือตั้งด่านวัดไข้ (กลางอากาศร้อนตับแตก) ก็ไม่มีความหมาย

ในด้านข่าวสารก็ต้องให้ทั้งข้อมูล ความรู้ ซึ่งต้องยอมรับว่าโควิดเป็นเรื่องใหม่ วงการแพทย์ยังให้ข้อมูลต่างกัน บางท่านเขียนกราฟแนวตั้ง 33% ฟันธงว่าถึงกลางเดือนเมษายน คนติดเชื้อจะพุ่ง 3.5 แสน ประชาชนซึ่งอ่านข่าว เห็นคนตายทั่วโลกก็กลัวหัวหด เห็นตัวเลขเราน้อยกว่าต่างประเทศก็ชักไม่เชื่อสาธารณสุขไทย

ในความสับสนหวาดกลัวอย่างนี้จะไปไล่จับชาวบ้าน “เฟคนิวส์” อย่างเดียวไม่ได้ ต้องให้ข้อมูล ให้คำอธิบาย อยู่เสมอ แม้พยายามจะให้คนตระหนัก ระมัดระวัง ก็อย่าทำให้กลัวเกินจริง

ปัญหาโควิดวันนี้อยู่ใน Dilemma คืออยู่ในระดับ 2.9999 ตามวิษณุว่า ต้องสั่งปิดพื้นที่เสี่ยง งดกิจกรรม แต่ยังไม่ถึงขั้นใช้อำนาจฉุกเฉินห้ามออกจากบ้าน อย่างจีน อิตาลี สเปน ฝรั่งเศส ฯลฯ เพราะจะทำให้เศรษฐกิจยิ่งวอดวายคนเล็กคนน้อยที่ทำมาค้าขาย แรงงาน คนรับจ้างอิสระ ยิ่งยากลำบาก

อำนาจฉุกเฉินก็เลยเคว้งคว้าง ไม่มีที่ใช้ เว้นแต่ตั้ง ผบ.ทสส. มาคุมและเอาทหารมาช่วยตั้งด่าน มาตรการที่ใช้อยู่เป็นอำนาจตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ แต่ออกคำสั่งให้คลุม ๆ “ขอความร่วมมือ” พึงปฏิบัติ” อย่าออกจากบ้าน ทั้งที่คนยังต้องไปทำมาหากิน แล้วพวกสนับสนุนรัฐบาลก็หาว่าคนออกจากบ้านจิตสำนึกบกพร่อง

การทำสงครามกับไวรัส ไม่สามารถใช้อำนาจจับกุม เช่นตั้งด่านวัดไข้คนเป็นล้าน อาจจับไวรัสไม่ได้สักตัว ต้องใช้มาตรการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพ ประชาชนเชื่อมั่น สร้างความร่วมมือ สร้างความเข้าใจ มีการบริหารจัดการที่ไม่ทำให้เกิดโกลาหล

อำนาจฉุกเฉินในด้านของการบังคับ จึงเปล่าประโยชน์ เว้นแต่จำเป็นถึงขั้นห้ามคนออกจากบ้าน จึงต้องเอาทหารมาปิดทุกซอย เพื่อส่งถุงยังชีพ กับเว้นแต่คิดว่าการทำงานของรัฐบาลปกติไร้ประสิทธิภาพ ห่วย จนต้องรวบอำนาจไว้เสียเอง

เพียงแต่รัฐ เจ้าหน้าที่รัฐ ถนัดการใช้อำนาจจับกุมมาสร้างผลงาน ทั้งที่ผิดทิศผิดทาง เช่นอำนาจ “จับไข่” พอมีคนร้องเรียนไข่แพง พาณิชย์ก็ลงตลาด จับพ่อค้าแม่ค้าทันใด พอแม่ค้าโวยว่ารับจากฟาร์มราคาแพง ก็ตามไป “จับไข่ พปชร.” ฟาร์มที่ ส.ส.ติดต่อมาขาย โดยไม่ดูปัจจัยต้นทุน ขณะที่ไข่ร้านสะดวกซื้อ 7-8 บาท ไม่อยู่ในราคาควบคุม

หรือมาตรการแจกเงิน 5 พัน ข้อกำหนดคลุมเครือ ไม่รู้ใครได้บ้าง ลงทะเบียน 16 ล้านคน ก็มีคำขู่ว่าถ้าคิด “โกง” จะเอาผิดทั้งแพ่งอาญา

ใช้อำนาจแต่น้อย สร้างความเชื่อมั่นให้มาก เว้นแต่ไม่สามารถสร้างได้
ที่มา: ข่าวหุ้นธุรกิจ www.kaohoon.com/content/351050 

 

ใบตองแห้ง: 1 ปีเลือกตั้งสู่ฉุกเฉิน

ตลกร้าย ครบ 1 ปีเลือกตั้ง 24 มี.ค.62 กลายเป็นวันประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทำให้ประยุทธ์กลับมามีอำนาจเต็ม น้องๆ รัฐประหาร ขณะเดียวกันก็ครบสิบปี ศอฉ. "กระสุนจริง" ยิงหัวเสื้อแดง
แม้ครั้งนี้เป็นการรบกับไวรัส สงครามที่ทหารอยู่แถวหลัง แพทย์พยาบาลเป็นนักรบแนวหน้า ทหารมีไว้ทำไม? ก็มีไว้ช่วยตำรวจตั้งด่าน ถูพื้น ล้างถนน แถมโดนกระแสสังคมถล่ม เวทีมวยทหารไม่ทำตามมติ ครม. จนเป็น Super Spreader

กระนั้น ก็มีคนตั้งความหวังว่า ประยุทธ์จะกลับมาเป็น "พระเอก" เหมือนสมัยมี ม.44 เพราะ พ.ร.ก.ฉุกเฉินให้อำนาจสั่งระบบราชการ ตั้ง 6 ปลัดกระทรวงเป็นผู้รับผิดชอบด้านต่างๆ โดยไม่ต้องผ่านรัฐมนตรี
ขณะที่รัฐมนตรี 2 หัวหน้าพรรคใหญ่โดนด่าขรม ทั้งอนุทิน จากฝีปาก ทั้งจุรินทร์ จากหน้ากากมาถึงไข่ ย้อนไปน้ำมันปาล์ม
กองเชียร์ลุงก็เลยได้โอกาส โทษว่าเป็นเพราะนักการเมืองจากเลือกตั้ง รู้อย่างนี้ อยู่ใต้รัฐประหารต่อไป ไม่ต้องเลือกตั้งเสียดีกว่า นักการเมืองทั้งนั้น ทำให้ลุงพลาดพลั้ง ล้มเหลว ถูกด่า ไอ้พวกนี้ไม่มีฝีมือ ไม่มีคุณภาพ หาผลประโยชน์ แย่งกันเป็นใหญ่ กร่าง ขัดขวางการทำงานของข้าราชการ

แล้วก็หวังว่าหลังใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินปราบไวรัส แสดงฝีมือให้ประจักษ์ ประยุทธ์จะกลับมาเป็นที่นิยมยกย่อง แฟลชม็อบเรียกร้อง เสียงก่น ผนง. จะสูญสลาย เสถียรภาพมั่นคงไปอีกแปดปี

แหม่ ต้องขอบคุณโควิด-19 เสริมบารมี แต่เอ๊ะ ก็โควิด-19 ไม่ใช่หรือที่ทำให้ถูกก่น ตอนนี้จะโหน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ถีบนักการเมืองล้มเหลว ชูลุงเป็นพระเอกคนเดียว?
ทั้งๆ ที่หลังเลือกตั้ง ยังไชโยโห่ร้องนักการเมืองตระบัดสัญญาประชาคม หันมาหนุนลุงสืบทอดอำนาจ ทั้งๆ ที่ตอนตั้งพรรค กวาดต้อนนักการเมืองที่พวกตัวเคยด่ากเฬวราก ก็กลืนน้ำลายที่เคยด่าพรรคสามัคคีธรรม
ทั้งๆ หนึ่งปีที่ผ่านมา พิสูจน์แล้วว่า ระบอบรัฐธรรมนูญ 2560 ที่วางไว้ให้สืบทอดอำนาจ ล้มเหลวทุกด้าน ทั้งความเป็นประชาธิปไตย ความยุติธรรม และประสิทธิภาพของอำนาจบริหาร
รัฐธรรมนูญ 2560 วางระบบเลือกตั้งไม่ให้พรรคใหญ่ชนะ อยากให้เกิดรัฐบาลผสม เพื่ออาศัย 250 ส.ว.โหวตตัวเอง บวกกับ ส.ส. 126 คน ก็เป็นนายกรัฐมนตรี แล้วค่อยไปดึงพรรคอื่นมาร่วมรัฐบาล
ความล้มเหลวของรัฐบาลผสมที่ไม่เป็นเอกภาพ แม้แต่ในพรรคตัวเอง ไม่ใช่ความผิดของประชาธิปไตย ระบอบนี้ไม่ใช่ประชาธิปไตย เป็นของปลอม ตั้งแต่กติกาเอาเปรียบ เลือกตั้งใต้ ม.44 กกต.ที่เลือกจาก สนช.มีอำนาจชี้ถูกผิด หัวหน้า คสช.ลงแข่งขันได้ ไม่ถือเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะมีอำนาจเหนือรัฐ 7 พรรคไม่เอาสืบทอดอำนาจถูกตัดจำนวน ส.ส. ด้วยสูตรคณิตศาสตร์ที่เอาเศษส่วนมาก่อนจำนวนเต็ม แล้วก็ถูกยุบพรรค ตัดสิทธิ เฉพาะพรรคอนาคตใหม่ที่ควรได้ ส.ส. 87 คน เหลือ 54 คน คะแนนประชาชนจาก 6.3 ล้าน หายไป 2.5 ล้าน

ระบอบอำนาจไม่ชอบธรรม ทำให้เกิดแรงต้านรุนแรง กระทั่งเกิดวิกฤตโควิด ก็ยิ่งซ้ำเติม "รัฐล้มเหลว" ยังคิดว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินจะพลิกวิกฤตเป็นโอกาส?

เอาเข้าจริงไม่ใช่เลย เพียงแค่ "บรรยากาศแห่งความหวาดกลัว" กลัวว่ากราฟผู้ติดเชื้อจะพุ่ง 3.5 แสน เห็นคนยุโรปตายเป็นเบือ ข่าวคนติดเชื้อที่นั่นที่นี่ ใกล้ตัวทุกขณะ ฯลฯ ทำให้คนส่วนใหญ่กลัว จนยอมรับการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จชั่วขณะ
แต่เมื่อหายตระหนก สังคมจะตระหนักว่า เราไม่จำเป็นต้องใช้อำนาจฉุกเฉินเลย แม้แต่ที่ใช้อยู่ 2-3 วันนี้ก็คืออำนาจตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อเท่านั้น คำสั่งผู้ว่าฯ ปิดพื้นที่เสี่ยง อำนาจกักตัว อำนาจตั้งด่านวัดไข้ (มีเพียงใช้ทหารออกมาช่วยตำรวจตั้งด่าน)
เหล่านี้ถ้าบริหารอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ปิดห้างร้านพร้อมเยียวยาปากท้อง ให้คนไม่ต้องแห่กลับต่างจังหวัด หรือสั่งกักตัวพร้อมมาตรการอำนวยความสะดวก ให้งบท้องถิ่นดูแล ไม่ใช่ขู่เอาผิดกันอย่างเดียว

ก็ไม่จำเป็นต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งมีปัญหาเกินมาอีกหลายอย่าง เช่น การที่เจ้าหน้าที่สามารถใช้อำนาจล้นเกินโดยไม่ต้องรับผิดชอบ การที่สื่อและสังคมจะเกร็งไปหมดไม่กล้าวิจารณ์ แล้วก็ฉวยโอกาสออกมาตรการปราบโลกออนไลน์

การปราบโควิด-19 ต้องใช้มาตรการที่มีประสิทธิภาพจากรัฐ และความร่วมมือร่วมใจของประชาชน แต่ไม่ใช่เน้นอำนาจบังคับ ไวรัสไม่สามารถปราบได้ด้วยการออกคำสั่ง บริหารประเทศง่ายนิดเดียว ออกคำสั่งแล้วประชาชนต้องปฏิบัติตาม ตำรวจทหารตั้งด่าน ทุกคนต้องใส่หน้ากาก ต้องไปหาหน้ากากกันเอง หาเจลล้างมือ ทุกคนควรอยู่บ้าน แต่ก็ไม่ได้สั่งราชการหยุดงาน ไม่ได้สั่งภาคเอกชน ลูกจ้างก็ยังต้องไปทำ
คนที่คิดว่าอำนาจฉุกเฉินจะฟื้นความนิยม จึงสรุปเร็วไป รอให้หนังจบก่อน ยิ่งถ้าสถานการณ์เป็นอย่างที่หมอเลี้ยบและกรมควบคุมโรคประเมิน คือมีผู้ติดเชื้อเพิ่มวันละร้อยคนแล้วถึงจุดหนึ่งลดลง

สังคมก็จะหายตระหนก แล้วหันมาทบทวน อำนาจฉุกเฉินมีไว้ทำไม ที่ประกาศไป เกิดผลดีหรือผลเสียมากกว่ากัน
ที่มา: ข่าวสดออนไลน์ www.khaosod.co.th/hot-topics/news_3836618

Inga kommentarer:

Skicka en kommentar