โดย ขุนเขา
นิยาม...คำว่าคนดี....
ความรู้ดี..ฐานะดี..หน้าตาดี
เป็นคนดี..ได้ทันที..ศรีสมัย
เครื่องวัดค่า..ความโสมม..สังคมไทย
ถูกเหยียบไว้..ใต้ตีนงาม..นามคนดี
คุกเข่าก้ม..พนมมือ..คือดีแล้ว
ยิ่งหมอบราบ..กราบเป็นแนว..แถวเป็นสี
ยิ่งเรืองรอง..ผ่องอำพัน..นั่นคนดี
รัศมี..สีทองทา..ค่าของคน
ด่าทักษิณ..เซนต์ซื้อที่..นี่ดีเลิศ
สุดประเสริฐ..เหยียบหัวไพร่..นี่ได้ผล
ด่าสีแดง..แต่งสีเหลือง..รุ่งเรืองตน
นี่อีกคน..ดียิ่งหนัก..นักวิชาการ
ประกาศตน..เป็นคนดี..นี่คือข้า
รักขึ้นหน้า..ขี้ข้าไพร่..ไล่ออกบ้าน
ฆ่าคนตาย..กลายเป็นเทพ..เสพวิมาน
มาตรฐาน..แห่งความดี..ศรีสังคม
พระเจ้าตาก..ฝากมาบอก..ว่าชอกช้ำ
ผลที่ทำ..กรรมที่ได้..ไม่เห็นสม
เสียบ้านเมือง..เพียงคนดี..ศรีสังคม
ใจโสมม..สมคบคิด..ปลิดชีพกู
มนุษย์เอ๋ย..ไหนเลยเจ้า..จึงเขลานัก
ทุ่มเทรัก..ภัครูปภาพ..กราบลูบถู
ลูบไล้ลอง..ทองลอกชุป..รูปเป็นรู
โง่แท้กู..รูแมลงสาบ..กราบตั้งนาน....เซ็งเลยตรู...
โดย หนานเมือง
นี้คือนิยาม คำว่าคนดีที่ให้คนไทยกราบไหว้และจงรักภักดี
ประหารผู้บริสุทธิ์ เพื่อให้ท่านหลุดพ้นจากคดี
ได้เป็น......ที่สง่างามสืบต่อไป
เช้ามืด ของวันพฤหัสบดีที่ 17 กุมภาพันธ์ 2498
นักโทษชายที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำกลางบางขวาง 3 คน
ได้ถูกนำตัวไปยังหลักประหารของเรือนจำ คือ
เฉลียว ปทุมรส ชิต สิงหเสนี และบุศย์ ปัทมศริน ผู้ถูกกล่าวหาว่า
มีส่วนลอบปลงพระชนม์ในหลวงอานันท์ รัชกาลที่ 8
เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2489 หรือเป็นเวลา 8 ปี 8 เดือน 8 วันก่อนหน้านั้น
การสวรรคต ของในหลวงอานันท์
เป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์สังคมและการเมืองไทย
แต่เป็นเรื่องสำคัญที่สุดแต่ห้ามพูดถึงโดยเด็ดขาด
ก่อนหน้ากรณีสวรรคตไม่กี่ปี ในช่วงที่คณะราษฎรยังเข้มแข็งสามัคคีกันดี
สามารถปราบกบฏบวรเดชลงได้และศาลพิเศษ 2482
ยังได้วินิจฉัยว่ารัชกาลที่ 7 เป็นกบฏด้วยการบ่อนทำลายระบอบใหม่และ
ช่วยเหลือกบฏบวรเดช แต่กรณีสวรรคตเกิดขึ้นในปี 2489
ในเวลาที่เริ่มเกิดการแตกหักระหว่างจอมพล ป.กับนายปรีดี
และการเริ่มกลับมีบทบาทของกลุ่มนิยมกษัตริย์ที่เสียอำนาจไปเมื่อ 2475
กรณีสวรรคตจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นและสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่
สร้างประเพณีห้ามพูดเรื่องของ.......
และเป็นโอกาสที่ฝ่ายนิยม.....ได้หวนกลับมารื้อฟื้นทวงคืนอำนาจและ
อิทธิพลของระบอบราชาธิปไตยให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น
ในความเงียบงันของคดีสวรคต
ผู้ที่ได้รับผลโดยตรงหนักที่สุดก็คือ ผู้บริสุทธิ์ที่ถูกประหารชีวิตไปทั้ง สามคนนั่นเอง
แม้ว่าจะมีการรณรงค์เพื่อกู้ชื่อเสียงของนายปรีดีจนเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป
ว่านายปรีดีไม่ได้เกี่ยวข้องกับการสวรรคต
นายปรีดีต้องสูญเสียอำนาจทางการเมืองและเสียชื่อเสียงเป็นเวลาหลายปี
แต่ก็ไม่ได้สูญเสียอย่างถึงที่สุด คือเสียชีวิตต่างกับผู้ถูกประหารทั้งสามคน
แต่สังคมไทยให้ความสำคัญกับชนชั้นนำอย่างนายปรีดีมากกว่าผู้บริสุทธิ์สามคนที่ต้องถูกประหารชีวิต
ประเทศไทยไม่มีประเพณีการแก้คำตัดสินที่ผิดของศาลฎีกา
หรือรื้อฟื้นชื่อเสียงอย่างเป็นทางการให้กับผู้ที่ถูกตัดสินไปผิดๆ
โดยเฉพาะถ้าคดีผ่านไปหลายสิบปีอย่างกรณีสวรรคต
แต่การที่เฉลียว ชิต และ บุศย์ ถูกตัดสินว่ามีส่วนในการลอบปลงพระชนม์
เป็นการตัดสินที่ผิดอย่างแน่นอน
คำพิพากษาคดีสวรรคตควรถือเป็นโมฆะ
เพราะทั้งศาลชั้นต้น และศาลฎีกา
ได้ทำผิดกระบวนการพิจารณาคดีตามกฎหมาย
นอกเหนือจากขัดกับหลักกฎหมายแล้ว
ในแง่สามัญสำนึก
ทุกวันนี้มีใครบ้างที่ยังสติดี
จะคิดว่าคนอย่างชิต สิงหเสนี ที่สืบเชื้อสายมาจากตระกูลที่รับใช้ราชวงศ์มาหลายชั่วคน
ผู้ซึ่ง “ตอนที่ทรงพระเยาว์อยู่ ในหลวงรัชกาลที่ 8 ทรงขี่ข้าพเจ้าเล่นต่างม้า ”
หรือคนอย่างบุศย์ ปัทมศริน ที่ “ บางเวลาเข้าที่สรงคืออาบน้ำแล้ว โปรดให้ข้าพเจ้าเช็ดพระวรกายทั่วทุกส่วน
และบางทียังโปรดให้ข้าพเจ้าหวีพระเกษาถวายคือหวีผมให้ ”
จะมีส่วนร่วมในแผนปลงพระชนม์ แล้วจะมีใครที่วาง “แผนปลงพระชนม์”
ได้อย่างโง่เขลาเบาปัญญาเช่นนั้น
Inga kommentarer:
Skicka en kommentar