'สนธิ
ลิ้มทองกุล' ยืนยันไม่ทราบเรื่องและไม่ได้รับการติดต่อ กรณีอาจารย์
ม.นเรศวร เสนอสอนวิชา 'รักชาติยิ่งชีพ' ดึงฝั่ง
กปปส.-กองเชียร์ประยุทธ์มาสอน
("สนธิ ลิ้ม-กปปส."(?)...วิชา 'รักชาติยิ่งชีพ' ..???)
คลิกดู-'สนธิ' ยืนยันไม่ทราบเรื่อง-ไม่ได้รับการติดต่อ ม.นเรศวร เสนอสอนวิชา 'รักชาติยิ่งชีพ' | ประชาไ
คลิกดู-'สนธิ' ยืนยันไม่ทราบเรื่อง-ไม่ได้รับการติดต่อ ม.นเรศวร เสนอสอนวิชา 'รักชาติยิ่งชีพ' | ประชาไ
'สนธิ ลิ้มทองกุล' ยืนยันไม่ทราบเรื่องและไม่ได้รับการติดต่อ กรณีอาจารย์ ม.นเรศวร เสนอเปิดสอนวิชา 'รักชาติยิ.....
.......................................
Sliding Doors* - ถ้าวันนั้น ไม่มี....?
(*ดูคำอธิบายเรื่อง Sliding Doors ท้ายกระทู้)
มี "มิตรสหายท่านหนึ่ง" ตั้งคำถามที่น่าสนใจมากว่า
"ถ้าวันนั้นสนธิกับทักษิณไม่แตกกัน ประวัติศาสตร์ไทยจะเป็นยังไงนะ?"
ก่อนที่ผมจะ "ตอบ" คำถามนี้ ผมขอเล่าอะไรให้ฟังนิด คือในช่วงใกล้ๆนี้ ผมนึกทบทวนถึงวิกฤติ 10 ปีนี้เยอะ (ส่วนหนึ่งเพราะวันที่ 19 นี้ ผมจะร่วมการสัมมนาเรื่องนี้ที่นี่) แล้วมีประเด็นหนึ่งที่สะดุดใจผมมาก
คือถ้าเราดูความพยายามของสนธิ ในการเคลื่อนไหวล้มทักษิณตั้งแต่ปลายปี 2548 จนถึงเดือนมกราคม 2549 จะเห็นว่า "จุดไม่ติด" (ยกเรื่องทักษิณละเมิดพระราชอำนาจ เช่นเรื่องสังฆราช, วัดพระแก้ว, เครื่องบินพระที่นั่ง และอื่นๆ ก็ยังไม่ติด) แม้แต่เมื่อสนธิพยายามจะทำให้เป็นกระแสใหญ่ด้วยการนำเดินขบวนจากสวนลุมไปทำเนียบ และมีการพยายามพังประตูทำเนียบเข้าไป ในกลางเดือนมกราคม ผลก็ออกมาว่าล้มเหลว แม้แต่คนเชียร์ก็ยอมรับว่าล้มเหลว และแย่ลงสำหรับขบวนสนธิด้วยซ้ำ ธีรยุทธถึงกับออกมาเสนอว่า ทักษิณคงอยู่ต่ออีกหลายปี และแนะนำให้สนธิเปลี่ยนไปเป็นกลุ่มกดดัน คอยเสนอ วิจารณ์รัฐบาล แทนที่จะพยายามออกมาเคลื่อนไหว
แต่แล้วก็มีข่าวขายชินคอร์ป-เทมาเส็กออกมา เมื่อวันที่ 23 มกราคม
เท่านั้นแหละ สถานการณ์เปลี่ยนไปชนิดมโหฬารเลย .....
ผมคิดมานานแล้ว (จริงๆตั้งแต่ตอนนั้น) ว่า ถ้าตอนนั้น ทักษิณ handle หรือจัดการกับกรณีขายชินคอร์ปแตกต่างออกไป เช่น สมมุติ ออกมาประกาศว่า แม้ตามกฎหมาย ครอบครัวเขาจะได้รับการยกเว้นภาษีจริงๆ แต่ว่า เขายินดี บริจาคเงินเท่ากับจำนวนภาษีที่ได้รับการยกเว้นนั้นให้สาธารณะ เช่น ตั้งเป็นกองทุนหรือมูลนิธิ ฯลฯ ผมว่าโอกาสที่จะหยุดกระแส ยังเป็นไปได้สูงมาก ฯลฯ
แต่ทักษิณมีจุดอ่อนสำคัญมากอย่างหนึ่ง (ตลอดช่วงที่เขาเป็นนายกฯลักษณะนี้ชัดมาก) คือ รับการวิจารณ์ไม่ได้ และยิ่งถูกวิจารณ์หนัก ยิ่งโกรธ ยิ่งฮึด (ทุกวันนี้เขาก็ยังมีจุดอ่อนนี้นะ คือไม่มีใครพูดให้เขาฟังได้จริงๆ ว่ากันว่า มีคนเดียวที่เขายอมฟัง หรือสามารถวิจารณ์เขาได้แล้วเขายอมฟังจริงๆ คือคุณหญิงอ้อ) ... ก็เลย handle ในลักษณะที่ยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลง....
ผมคิดถึงกรณีขายชินคอร์ป-เทมาเส็ก ในแง่ "ถ้าวันนั้น...." โดยโยงกับประเด็นที่กว้างกว่านั้นอีก คือ ถ้าเราดูสถานการณ์ปัจจุบัน ชนชั้นกลางในกรุงเทพส่วนใหญ่แอนตี้ทักษิณ แล้วเลยเป็นฐานให้กับ คสช หรืออำนาจอื่นๆที่แอนตี้ทักษิณ
แต่ถ้าลองคิดดู ชนชั้นกลางในกรุงเทพไม่ได้มีลักษณะแอนตี้ทักษิณอย่างรุนแรงขนาดนี้มาแต่แรก การที่สนธิไม่สามารถจุดกระแสได้ ก่อนกรณีขายชินคอร์ป เป็นตัวบ่งชี้อย่างหนึ่ง ยิ่งกว่านั้น การเลือกตั้งปี 2548 พรรคไทยรักไทย ยังสามารถชนะประชาธิปัตย์ในกรุงเทพอย่างถล่มทลายด้วย (ทรท ได้ 32 ที่นั่ง ปชป ได้เพียง 4 - เลือกตั้งปี 2544 ไทยรักไทยก็ชนะ ได้ 28 ขณะที่ ปชป ได้ 9)
และเรื่องนี้ นำไปสู่ปัญหาเชิงทฤษฎีและเชิงข้อเท็จจริงของการเข้าใจวิกฤติ 10 ปีนี้ ที่ผมสนใจมาก
นั่นคือ เรากล่าวได้แค่ไหนว่า ที่มันเกิดวิกฤติ จนเรามาอยู่ในสถานการณ์แบบทุกวันนี้ มันมาจากปัญหา "โครงสร้าง" บางอย่าง ที่ยังไง ก็ต้องเป็นแบบนี้ (นี่คือแนววิเคราะห์ของนักวิชาการส่วนใหญ่) หรือว่า ความจริง มันมีส่วนสำคัญมาจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดของผู้กระทำ ทั้งสองฝ่าย (พูดแบบภาษาวิชาการหน่อย คือปัญหา structure vs agency หรือ determinism vs voluntarism)
เช่น (ที่เพิ่งพูด) ถ้าทักษิณ ไม่ handle กรณีขายชินคอร์ปแบบนั้น หรือ ถ้า พระราชินี ไม่เสด็จงานศพน้องโบว์, ถ้าพันธมิตรไม่ยึดทำเนียบ-สนามบิน, ถ้า นปช ไม่ตัดสินใจยึดราชประสงค์ (ซึ่งผมยืนยันว่าเป็นการตัดสินใจที่พลาดมาก) หรือรับโร้ดแม็พอภิสิทธิ์แล้วเลิกชุมนุม (นี่เป็นอีกความผิดพลาดหนึ่งของทักษิณ) หรือ ถ้าทักษิณไม่ดันเหมาเข่ง ฯลฯ ฯลฯ
ในความรู้สึกผมนะ วิกฤติครั้งนี้ มันมีส่วนมาจากการตัดสินใจผิดพลาดของผู้กระทำสำคัญของทั้งสองฝ่ายในแต่ละจังหวะตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เยอะมาก
..............
*Sliding Doors เป็นชื่อหนังฝรั่งที่ผมชอบมาก และผมเห็นว่าน่าสนใจมากด้วย ผมแนะนำนักศึกษาประวัติศาสตร์ของผมเสมอว่า ถ้ามีโอกาส ควรหามาดู เนื้อเรื่องย่อๆคือ ตัวนางเอก (เล่นโดย เกวนเน็ธ พาโทรล) วันหนึ่งถูกไล่ออกจากงาน แล้วเลยกลับบ้านเร็ว มาเจอแฟนกำลังมีเซ็กซ์กับกิ๊ก แล้วเลยทะเลาะเลิกกับแฟน... แต่หนัง ได้ "สมมุติ" หรือ "นำเสนอ" อีก "ทางเลือก" หนึ่งของชีวิตนางเอก คือตอนที่นางเอกพยายามขึ้นรถไฟกลับบ้านหลังโดนไล่ออก ถ้าสมมุตินางเอก ขึ้นไม่ทัน ประตูรถไฟมันปิดก่อน (นี่คือที่มาของชื่อหนัง Sliding Doors) นางเอกเลยกลับไปบ้าน หลังจากกิ๊กของแฟนกลับไปแล้ว ก็เพียงแต่ไปเจอแฟนคนเดียว ก็เลยยังอยู่กับแฟนต่อไป .... แล้วตลอดทั้งเรื่องของหนัง ก็เดินเรื่องสลับกัน ระหว่างชีวิตนางเอกที่ไม่เหมือนกัน จากการขึ้นรถไฟทันกลับไปเจอกิ๊กแฟน กับ ขึ้นรถไฟไม่ทัน กลับไปไม่ได้เจอกิ๊กแฟน ชีวิตนางเอกจะดำเนินไปคนละอย่าง ลงเอยคนละอย่างเลย
ประเด็นคือ "ประวัติศาสตร์" มันจะเปลี่ยนไปเพียงใด "จะเกิดอะไรขึ้น ถ้า..." บางเหตุการณ์ ไม่ได้เกิดแบบที่เกิด ซึ่งมันมีความเป็นไปได้แน่ ที่จะไม่เกิดแบบที่เกิด ในทางวิชาการ มันมีการพูดเรื่องนี้เยอะ เรียกว่า counter-factual history เช่น สมมุติว่า ถ้าฮิตเล่อร์ เกิดเอาชนะโซเวียตได้ (แทนที่จะไปแพ้ยับเยิน) ฯลฯ
ราชินีสิริกิติ์กับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
ปีนี้ ครบรอบ 10 ปี ของปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "ตาสว่าง" ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญไม่เพียงแต่ของวิกฤติการเมืองไทยครั้งนี้เท่านั้น แต่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประวัติศาสตร์การเมืองไทยโดยรวมด้วย นั่นคือ การเกิดกระแสต่อต้านราชวงศ์โดยตรงอย่างกว้างขวาง เหตุการณ์สำคัญที่สุดของปรากฏการณ์ดังกล่าว (ดังที่ทราบกันดี) คือการปรากฏตัวของราชินีสิริกิติ์ในงานศพของผู้ร่วมชุมนุมพันธมิตรฯ เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2551
แต่ความจริง เริ่มมี "สัญญาณ" ปรากฏให้เห็นตั้งแต่ก่อน 13 ตุลาคมแล้วว่า ราชินีสิริกิติ์มีความสัมพันธ์ให้การสนับสนุนพันธมิตรฯ เพียงแต่คนส่วนใหญ่ แม้แต่ในหมู่คนที่ไม่นานหลังจากนั้นจะกลายมาเป็น "เสื้อแดง" ก็ยังคิดไม่ถึง
"สัญญาณ" สำคัญที่สุดคือ ในช่วงวันอาสาฬหะ-เข้าพรรษาปีนั้น ซึ่งตกวันที่ 17-18 กรกฎาคม (ปีนี้เลื่อนลงมา 10 วันคือช่วง 28 กรกฎาคมที่เพิ่งผ่านไป) ในที่ชุมนุมพันธมิตรฯ คุณสนธิ ลิ้มทองกุลได้นำเอาคลิปเสียงพระราชินีสิริกิติ์มาเปิดบนเวที คลิปเสียงดังกล่าว โดยเนื้อหาเหมือนกับไม่เกี่ยวกับการเมืองอะไร เป็นเพียงการที่ราชินีอ่านเรื่อง "พระอานนท์" จากหนังสือเล่มหนึ่ง แต่ที่ประหลาดคือ เป็นคลิปเสียงในลักษณะ "ส่วนพระองค์" ไม่เคยมีการเผยแพร่มาก่อน แต่พันธมิตรฯกลับสามารถได้คลิปเสียงดังกล่าวมา มิหนำซ้ำ คุณสนธิยังอธิบายเชื่อมโยงเนื้อหาของคลิปที่ราชินีทรงอ่านหนังสือที่เล่าถึงการที่พระพุทธเจ้าไม่สามารถเอ่ยไล่พระเลวในที่ประชุมสงฆ์ได้ ต้องอาศัยพระโมคคัลลานะช่วยไล่แทน ให้เข้ากับการชุมนุมของพันธมิตรด้วย:
................
[บางส่วนของการพูดของสนธิคืนวันที่ 17-18 กรกฎาคม หลังการเปิดคลิปเสียงพระราชินีสิริกิติ์]
"พระเจ้าอยู่หัวก็เหมือนกับสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ต้องนิ่งเฉย พระองค์ไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะมาบอกว่า “ออกไป” หน้าที่นี้ ต้องตกอยู่ที่ผู้มีฤทธิ์ ใช่มั้ย?.....พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เหมือนพระพุทธเจ้า พระองค์ท่านไม่ได้อยู่สถานะที่จะไปบอกว่าคนนี้ดี คนนี้ชั่ว ใช่มั้ยใช่ แต่พระองค์ทรงทราบด้วยพระทัยของพระองค์เอง ใช่มั้ย ใครทำชั่วอยู่ รัฐบาลทำชั่วอยู่ รัฐมนตรีทำชั่วอยู่ ถวายสัตย์ต่อหน้าพระองค์ท่าน แล้วก็ตระบัดสัตย์วันรุ่งขึ้นทันที อย่าคิดว่าพระองค์ท่านไม่รู้ พระองค์ท่านรู้ แต่ไม่ได้อยู่ในสถานภาพที่พระองค์ท่านจะทำเช่นนั้น เหมือนพระพุทธเจ้าเช่นกัน ใช่มั้ยใช่ พระพุทธเจ้าเมื่อพึ่งพระโมคคัลลานะ เราไม่ได้ถูกแต่งตั้งให้เป็นทหารเสือพระราชา ทหารเสือพระราชินี แต่เราต้องทำหน้าที่เป็นทหารเสือพระราชา ทหารเสือพระราชินี ใช่มั้ยใช่ พี่น้อง และนี่คือหน้าที่ที่พวกเราได้ทำกัน เหมือนกับสมัยก่อนพุทธกาล ที่พระโมคคัลลานะได้ทำแทนพระพุทธเจ้า พวกเราก็ทำแทนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ใช่มั้ยใช่"
................
วันนี้เมื่อ 10 ก่อน (12 สิงหาคม 2551) ผมได้เผยแพร่บทความเรื่อง "พระบารมีปกเกล้า : พระสุรเสียงราชินีบนเวทีพันธมิตร" ทางเว็บไซต์ประชาไท เล่าถึงการเปิดคลิปเสียงพระราชินีดังกล่าว ตอนนั้นแม้แต่หลายคนที่แอนตี้พันธมิตรฯ ก็ยังลังเล แสดงความเห็นในลักษณะว่า พระราชินีหรือทางวังอาจจะไม่รู้เรื่อง เป็น "การแอบอ้าง" ของสนธิเอง ฯลฯ (ตอนนั้นผมเขียนอยู่บอร์ดฟ้าเดียวกัน และโพสต์บทความนี้ที่นั่นด้วย)
อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่นี่ https://prachatai.com/journal/2008/08/17688 หรือที่นี่ http://somsakwork.blogspot.com/2008/09/blog-post.html
การปรากฏตัวของ พระสุรเสียงพระราชินีสิริกิติ์ บนเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
ต่อเนื่องจากกระทู้ที่แล้วที่เพิ่งโพสต์ นี่คือบางส่วนของคลิปการชุมนุมพันธมิตรฯ ในคืนวันอาสาฬหะบูชา-เข้าพรรษา เมื่อ 10 ปีก่อน (17-18 กรกฎาคม 2551) ผมเอามาจากเว็บไซต์ผู้จัดการ สมัยนั้น เว็บผู้จัดการรวบรวมเผยแพร่คลิปการชุมนุมพันธมิตรได้เป็นระบบครบถ้วนมาก เสียดายตอนนี้หายไปหมดแล้ว ผมเก็บไว้ได้ส่วนหนึ่งและอัพโหลดขึ้นยูทูปเพื่อเป็นหลักฐานประวัติศาสตร์ไว้ ต้องขอบคุณเว็บผู้จัดการมา ณ ที่นี้ด้วย
กรุณาอ่านแบ๊กกราวน์ของเหตุการณ์นี้ ในกระทู้ก่อน https://t.co/ymjTAb9vmp
คลิปนี้ ผมแบ่งเป็น 3 คลิป นี่เป็นคลิปที่ 3 ส่วนอีก 2 คลิปก่อนหน้านั้น ให้ดูจากลิงค์ในคำบรรยายใต้คลิปในยูทูป
https://www.youtube.com/watch?v=LAoEq04JPFk
.......................................
Somsak Jeamteerasakul updated his status.
Sliding Doors* - ถ้าวันนั้น ไม่มี....?
(*ดูคำอธิบายเรื่อง Sliding Doors ท้ายกระทู้)
มี "มิตรสหายท่านหนึ่ง" ตั้งคำถามที่น่าสนใจมากว่า
"ถ้าวันนั้นสนธิกับทักษิณไม่แตกกัน ประวัติศาสตร์ไทยจะเป็นยังไงนะ?"
ก่อนที่ผมจะ "ตอบ" คำถามนี้ ผมขอเล่าอะไรให้ฟังนิด คือในช่วงใกล้ๆนี้ ผมนึกทบทวนถึงวิกฤติ 10 ปีนี้เยอะ (ส่วนหนึ่งเพราะวันที่ 19 นี้ ผมจะร่วมการสัมมนาเรื่องนี้ที่นี่) แล้วมีประเด็นหนึ่งที่สะดุดใจผมมาก
คือถ้าเราดูความพยายามของสนธิ ในการเคลื่อนไหวล้มทักษิณตั้งแต่ปลายปี 2548 จนถึงเดือนมกราคม 2549 จะเห็นว่า "จุดไม่ติด" (ยกเรื่องทักษิณละเมิดพระราชอำนาจ เช่นเรื่องสังฆราช, วัดพระแก้ว, เครื่องบินพระที่นั่ง และอื่นๆ ก็ยังไม่ติด) แม้แต่เมื่อสนธิพยายามจะทำให้เป็นกระแสใหญ่ด้วยการนำเดินขบวนจากสวนลุมไปทำเนียบ และมีการพยายามพังประตูทำเนียบเข้าไป ในกลางเดือนมกราคม ผลก็ออกมาว่าล้มเหลว แม้แต่คนเชียร์ก็ยอมรับว่าล้มเหลว และแย่ลงสำหรับขบวนสนธิด้วยซ้ำ ธีรยุทธถึงกับออกมาเสนอว่า ทักษิณคงอยู่ต่ออีกหลายปี และแนะนำให้สนธิเปลี่ยนไปเป็นกลุ่มกดดัน คอยเสนอ วิจารณ์รัฐบาล แทนที่จะพยายามออกมาเคลื่อนไหว
แต่แล้วก็มีข่าวขายชินคอร์ป-เทมาเส็กออกมา เมื่อวันที่ 23 มกราคม
เท่านั้นแหละ สถานการณ์เปลี่ยนไปชนิดมโหฬารเลย .....
ผมคิดมานานแล้ว (จริงๆตั้งแต่ตอนนั้น) ว่า ถ้าตอนนั้น ทักษิณ handle หรือจัดการกับกรณีขายชินคอร์ปแตกต่างออกไป เช่น สมมุติ ออกมาประกาศว่า แม้ตามกฎหมาย ครอบครัวเขาจะได้รับการยกเว้นภาษีจริงๆ แต่ว่า เขายินดี บริจาคเงินเท่ากับจำนวนภาษีที่ได้รับการยกเว้นนั้นให้สาธารณะ เช่น ตั้งเป็นกองทุนหรือมูลนิธิ ฯลฯ ผมว่าโอกาสที่จะหยุดกระแส ยังเป็นไปได้สูงมาก ฯลฯ
แต่ทักษิณมีจุดอ่อนสำคัญมากอย่างหนึ่ง (ตลอดช่วงที่เขาเป็นนายกฯลักษณะนี้ชัดมาก) คือ รับการวิจารณ์ไม่ได้ และยิ่งถูกวิจารณ์หนัก ยิ่งโกรธ ยิ่งฮึด (ทุกวันนี้เขาก็ยังมีจุดอ่อนนี้นะ คือไม่มีใครพูดให้เขาฟังได้จริงๆ ว่ากันว่า มีคนเดียวที่เขายอมฟัง หรือสามารถวิจารณ์เขาได้แล้วเขายอมฟังจริงๆ คือคุณหญิงอ้อ) ... ก็เลย handle ในลักษณะที่ยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลง....
ผมคิดถึงกรณีขายชินคอร์ป-เทมาเส็ก ในแง่ "ถ้าวันนั้น...." โดยโยงกับประเด็นที่กว้างกว่านั้นอีก คือ ถ้าเราดูสถานการณ์ปัจจุบัน ชนชั้นกลางในกรุงเทพส่วนใหญ่แอนตี้ทักษิณ แล้วเลยเป็นฐานให้กับ คสช หรืออำนาจอื่นๆที่แอนตี้ทักษิณ
แต่ถ้าลองคิดดู ชนชั้นกลางในกรุงเทพไม่ได้มีลักษณะแอนตี้ทักษิณอย่างรุนแรงขนาดนี้มาแต่แรก การที่สนธิไม่สามารถจุดกระแสได้ ก่อนกรณีขายชินคอร์ป เป็นตัวบ่งชี้อย่างหนึ่ง ยิ่งกว่านั้น การเลือกตั้งปี 2548 พรรคไทยรักไทย ยังสามารถชนะประชาธิปัตย์ในกรุงเทพอย่างถล่มทลายด้วย (ทรท ได้ 32 ที่นั่ง ปชป ได้เพียง 4 - เลือกตั้งปี 2544 ไทยรักไทยก็ชนะ ได้ 28 ขณะที่ ปชป ได้ 9)
และเรื่องนี้ นำไปสู่ปัญหาเชิงทฤษฎีและเชิงข้อเท็จจริงของการเข้าใจวิกฤติ 10 ปีนี้ ที่ผมสนใจมาก
นั่นคือ เรากล่าวได้แค่ไหนว่า ที่มันเกิดวิกฤติ จนเรามาอยู่ในสถานการณ์แบบทุกวันนี้ มันมาจากปัญหา "โครงสร้าง" บางอย่าง ที่ยังไง ก็ต้องเป็นแบบนี้ (นี่คือแนววิเคราะห์ของนักวิชาการส่วนใหญ่) หรือว่า ความจริง มันมีส่วนสำคัญมาจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดของผู้กระทำ ทั้งสองฝ่าย (พูดแบบภาษาวิชาการหน่อย คือปัญหา structure vs agency หรือ determinism vs voluntarism)
เช่น (ที่เพิ่งพูด) ถ้าทักษิณ ไม่ handle กรณีขายชินคอร์ปแบบนั้น หรือ ถ้า พระราชินี ไม่เสด็จงานศพน้องโบว์, ถ้าพันธมิตรไม่ยึดทำเนียบ-สนามบิน, ถ้า นปช ไม่ตัดสินใจยึดราชประสงค์ (ซึ่งผมยืนยันว่าเป็นการตัดสินใจที่พลาดมาก) หรือรับโร้ดแม็พอภิสิทธิ์แล้วเลิกชุมนุม (นี่เป็นอีกความผิดพลาดหนึ่งของทักษิณ) หรือ ถ้าทักษิณไม่ดันเหมาเข่ง ฯลฯ ฯลฯ
ในความรู้สึกผมนะ วิกฤติครั้งนี้ มันมีส่วนมาจากการตัดสินใจผิดพลาดของผู้กระทำสำคัญของทั้งสองฝ่ายในแต่ละจังหวะตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เยอะมาก
..............
*Sliding Doors เป็นชื่อหนังฝรั่งที่ผมชอบมาก และผมเห็นว่าน่าสนใจมากด้วย ผมแนะนำนักศึกษาประวัติศาสตร์ของผมเสมอว่า ถ้ามีโอกาส ควรหามาดู เนื้อเรื่องย่อๆคือ ตัวนางเอก (เล่นโดย เกวนเน็ธ พาโทรล) วันหนึ่งถูกไล่ออกจากงาน แล้วเลยกลับบ้านเร็ว มาเจอแฟนกำลังมีเซ็กซ์กับกิ๊ก แล้วเลยทะเลาะเลิกกับแฟน... แต่หนัง ได้ "สมมุติ" หรือ "นำเสนอ" อีก "ทางเลือก" หนึ่งของชีวิตนางเอก คือตอนที่นางเอกพยายามขึ้นรถไฟกลับบ้านหลังโดนไล่ออก ถ้าสมมุตินางเอก ขึ้นไม่ทัน ประตูรถไฟมันปิดก่อน (นี่คือที่มาของชื่อหนัง Sliding Doors) นางเอกเลยกลับไปบ้าน หลังจากกิ๊กของแฟนกลับไปแล้ว ก็เพียงแต่ไปเจอแฟนคนเดียว ก็เลยยังอยู่กับแฟนต่อไป .... แล้วตลอดทั้งเรื่องของหนัง ก็เดินเรื่องสลับกัน ระหว่างชีวิตนางเอกที่ไม่เหมือนกัน จากการขึ้นรถไฟทันกลับไปเจอกิ๊กแฟน กับ ขึ้นรถไฟไม่ทัน กลับไปไม่ได้เจอกิ๊กแฟน ชีวิตนางเอกจะดำเนินไปคนละอย่าง ลงเอยคนละอย่างเลย
ประเด็นคือ "ประวัติศาสตร์" มันจะเปลี่ยนไปเพียงใด "จะเกิดอะไรขึ้น ถ้า..." บางเหตุการณ์ ไม่ได้เกิดแบบที่เกิด ซึ่งมันมีความเป็นไปได้แน่ ที่จะไม่เกิดแบบที่เกิด ในทางวิชาการ มันมีการพูดเรื่องนี้เยอะ เรียกว่า counter-factual history เช่น สมมุติว่า ถ้าฮิตเล่อร์ เกิดเอาชนะโซเวียตได้ (แทนที่จะไปแพ้ยับเยิน) ฯลฯ
ราชินีสิริกิติ์กับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
ปีนี้ ครบรอบ 10 ปี ของปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "ตาสว่าง" ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญไม่เพียงแต่ของวิกฤติการเมืองไทยครั้งนี้เท่านั้น แต่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประวัติศาสตร์การเมืองไทยโดยรวมด้วย นั่นคือ การเกิดกระแสต่อต้านราชวงศ์โดยตรงอย่างกว้างขวาง เหตุการณ์สำคัญที่สุดของปรากฏการณ์ดังกล่าว (ดังที่ทราบกันดี) คือการปรากฏตัวของราชินีสิริกิติ์ในงานศพของผู้ร่วมชุมนุมพันธมิตรฯ เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2551
แต่ความจริง เริ่มมี "สัญญาณ" ปรากฏให้เห็นตั้งแต่ก่อน 13 ตุลาคมแล้วว่า ราชินีสิริกิติ์มีความสัมพันธ์ให้การสนับสนุนพันธมิตรฯ เพียงแต่คนส่วนใหญ่ แม้แต่ในหมู่คนที่ไม่นานหลังจากนั้นจะกลายมาเป็น "เสื้อแดง" ก็ยังคิดไม่ถึง
"สัญญาณ" สำคัญที่สุดคือ ในช่วงวันอาสาฬหะ-เข้าพรรษาปีนั้น ซึ่งตกวันที่ 17-18 กรกฎาคม (ปีนี้เลื่อนลงมา 10 วันคือช่วง 28 กรกฎาคมที่เพิ่งผ่านไป) ในที่ชุมนุมพันธมิตรฯ คุณสนธิ ลิ้มทองกุลได้นำเอาคลิปเสียงพระราชินีสิริกิติ์มาเปิดบนเวที คลิปเสียงดังกล่าว โดยเนื้อหาเหมือนกับไม่เกี่ยวกับการเมืองอะไร เป็นเพียงการที่ราชินีอ่านเรื่อง "พระอานนท์" จากหนังสือเล่มหนึ่ง แต่ที่ประหลาดคือ เป็นคลิปเสียงในลักษณะ "ส่วนพระองค์" ไม่เคยมีการเผยแพร่มาก่อน แต่พันธมิตรฯกลับสามารถได้คลิปเสียงดังกล่าวมา มิหนำซ้ำ คุณสนธิยังอธิบายเชื่อมโยงเนื้อหาของคลิปที่ราชินีทรงอ่านหนังสือที่เล่าถึงการที่พระพุทธเจ้าไม่สามารถเอ่ยไล่พระเลวในที่ประชุมสงฆ์ได้ ต้องอาศัยพระโมคคัลลานะช่วยไล่แทน ให้เข้ากับการชุมนุมของพันธมิตรด้วย:
................
[บางส่วนของการพูดของสนธิคืนวันที่ 17-18 กรกฎาคม หลังการเปิดคลิปเสียงพระราชินีสิริกิติ์]
"พระเจ้าอยู่หัวก็เหมือนกับสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ต้องนิ่งเฉย พระองค์ไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะมาบอกว่า “ออกไป” หน้าที่นี้ ต้องตกอยู่ที่ผู้มีฤทธิ์ ใช่มั้ย?.....พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เหมือนพระพุทธเจ้า พระองค์ท่านไม่ได้อยู่สถานะที่จะไปบอกว่าคนนี้ดี คนนี้ชั่ว ใช่มั้ยใช่ แต่พระองค์ทรงทราบด้วยพระทัยของพระองค์เอง ใช่มั้ย ใครทำชั่วอยู่ รัฐบาลทำชั่วอยู่ รัฐมนตรีทำชั่วอยู่ ถวายสัตย์ต่อหน้าพระองค์ท่าน แล้วก็ตระบัดสัตย์วันรุ่งขึ้นทันที อย่าคิดว่าพระองค์ท่านไม่รู้ พระองค์ท่านรู้ แต่ไม่ได้อยู่ในสถานภาพที่พระองค์ท่านจะทำเช่นนั้น เหมือนพระพุทธเจ้าเช่นกัน ใช่มั้ยใช่ พระพุทธเจ้าเมื่อพึ่งพระโมคคัลลานะ เราไม่ได้ถูกแต่งตั้งให้เป็นทหารเสือพระราชา ทหารเสือพระราชินี แต่เราต้องทำหน้าที่เป็นทหารเสือพระราชา ทหารเสือพระราชินี ใช่มั้ยใช่ พี่น้อง และนี่คือหน้าที่ที่พวกเราได้ทำกัน เหมือนกับสมัยก่อนพุทธกาล ที่พระโมคคัลลานะได้ทำแทนพระพุทธเจ้า พวกเราก็ทำแทนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ใช่มั้ยใช่"
................
วันนี้เมื่อ 10 ก่อน (12 สิงหาคม 2551) ผมได้เผยแพร่บทความเรื่อง "พระบารมีปกเกล้า : พระสุรเสียงราชินีบนเวทีพันธมิตร" ทางเว็บไซต์ประชาไท เล่าถึงการเปิดคลิปเสียงพระราชินีดังกล่าว ตอนนั้นแม้แต่หลายคนที่แอนตี้พันธมิตรฯ ก็ยังลังเล แสดงความเห็นในลักษณะว่า พระราชินีหรือทางวังอาจจะไม่รู้เรื่อง เป็น "การแอบอ้าง" ของสนธิเอง ฯลฯ (ตอนนั้นผมเขียนอยู่บอร์ดฟ้าเดียวกัน และโพสต์บทความนี้ที่นั่นด้วย)
อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่นี่ https://prachatai.com/journal/2008/08/17688 หรือที่นี่ http://somsakwork.blogspot.com/2008/09/blog-post.html
การปรากฏตัวของ พระสุรเสียงพระราชินีสิริกิติ์ บนเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
ต่อเนื่องจากกระทู้ที่แล้วที่เพิ่งโพสต์ นี่คือบางส่วนของคลิปการชุมนุมพันธมิตรฯ ในคืนวันอาสาฬหะบูชา-เข้าพรรษา เมื่อ 10 ปีก่อน (17-18 กรกฎาคม 2551) ผมเอามาจากเว็บไซต์ผู้จัดการ สมัยนั้น เว็บผู้จัดการรวบรวมเผยแพร่คลิปการชุมนุมพันธมิตรได้เป็นระบบครบถ้วนมาก เสียดายตอนนี้หายไปหมดแล้ว ผมเก็บไว้ได้ส่วนหนึ่งและอัพโหลดขึ้นยูทูปเพื่อเป็นหลักฐานประวัติศาสตร์ไว้ ต้องขอบคุณเว็บผู้จัดการมา ณ ที่นี้ด้วย
กรุณาอ่านแบ๊กกราวน์ของเหตุการณ์นี้ ในกระทู้ก่อน https://t.co/ymjTAb9vmp
คลิปนี้ ผมแบ่งเป็น 3 คลิป นี่เป็นคลิปที่ 3 ส่วนอีก 2 คลิปก่อนหน้านั้น ให้ดูจากลิงค์ในคำบรรยายใต้คลิปในยูทูป
https://www.youtube.com/watch?v=LAoEq04JPFk

Inga kommentarer:
Skicka en kommentar