måndag 19 oktober 2020

ชุมนุม 19 ตุลา: แฟลชม็อบหลังโรงเรียนเลิก นร.ร่วมชุมนุม 3 จุดหลักใน กทม.-นนทบุรี..

ขณะที่มวลจัดแฟลชม็อบรายวันบนท้องถนน วิปฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลเห็นพ้องต้องกันที่ส่งหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ขอเปิดประชุมสภาสมัยวิมัญเพื่อคลี่คลายสถานการณ์

ชุมนุม 19 ตุลา: เยาวชนในชุดนักเรียนเป็นผู้ชุมนุมกลุ่มแรก ๆ ที่มาร่วมแฟลชม็อบ

ไม่กี่นาทีหลังจากที่กลุ่ม "เยาวชนปลดแอก" ประกาศจุดหมายแฟลชม็อบผ่านหน้าเพจเฟซบุ๊ก เยาวชนและผู้ชุมนุมก็เริ่มเดินทางไปรวมตัวกันในสามจุดในกรุงเทพฯ ได้แก่ แยกเกษตร เรือนจำพิเศษกรุงเทพ และสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน (เอ็มอาร์ที) กระทรวงสาธารณสุข โดยกลุ่มที่เดินทางไปถึงกลุ่มแรก ๆ คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาที่ยังอยู่ในเครื่องแบบพร้อมกระเป๋านักเรียน

หากนับตั้งแต่เริ่มการชุมนุมของกลุ่ม "คณะราษฎร" เมื่อวันที่ 14 ต.ค. การนัดรวมตัวในวันนี้ (19 ต.ค.) นับเป็นวันที่ 6 ของการชุมนุม แต่หากนับตั้งแต่การสลายการชุมนุมที่แยกปทุมวันเมื่อวันที่ 17 ต.ค. อันเป็นเหตุให้ผู้ชุมนุมเปลี่ยนกลยุทธ์มาเป็นการจัดการชุมนุมแบบดาวกระจาย ไม่ระบุสถานที่แน่ชัดจนกว่าจะใกล้ถึงเวลานัดหมาย กิจกรรมในวันนี้ก็นับเป็นวันที่ 3 ของการจัด "แฟลชม็อบไร้แบบแกนนำ" ของเยาวชนและประชาชน

ทางด้านตำรวจแถลงว่า จะยังไม่มีปิดการจราจรโดยรอบจุดที่มีการชุมนุมในวันนี้ จนกว่าคนจะเต็มพื้นผิวการจราจรจนเลี่ยงไม่ได้

นักเรียนจำนวนมากร่วมชุมนุมที่แยกเกษตร
คำบรรยายภาพ,

นักเรียนจำนวนมากร่วมชุมนุมที่แยกเกษตร

เยาวชนถือป้าย "หยุดคุกคามประชาชน"
คำบรรยายภาพ,

เยาวชนถือป้าย "หยุดคุกคามประชาชน"

ก่อนหน้าการชุมนุมในวันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เตือนผู้ชุมนุมอีกครั้งว่าอย่าทำผิดกฎหมาย อย่าทำลายทรัพย์สินของราชการและประชาชน และให้ระวังการกระทบกระทั่งกันในกลุ่มผู้ชุมนุม

นายกฯ กล่าวว่ารัฐบาลพยายามรับมือกับผู้ชุมนุมด้วยความประนีประนอมและหลีกเลี่ยงการใช้กำลัง

"แต่ประเด็นที่รัฐบาลจำเป็นต้องทำคือ เรื่องของการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน จึงขอร้องกันเพียงไม่กี่เรื่องนี่แหละ ขอให้เป็นการชุมนุมที่สงบ รัฐบาลก็ผ่อนคลายกันบ้างแล้ว การใช้กำลังต่าง ๆ ก็พยายามหลีกเลี่ยงให้มากที่สุด และขออย่าให้สร้างสถานการณ์จนนำไปสู่จุดนั้น" พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ระบุว่ารัฐบาลสนับสนุนให้มีการเปิดการประชุมสภาสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาเรื่องการทางลดความขัดแย้งร่วมกัน โดยในวันพรุ่งนี้ (20 ต.ค.) จะมีการนำวาระนี้เข้าหารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี

"เอาข้อเท็จจริงมาพูดจากัน ดีกว่าจะให้ฟังฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่เพียงฝ่ายเดียว ทั้งนี้เพื่อลดความขัดแย้งให้ได้มากที่สุด" นายกฯ กล่าว

คำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

รัฐบาล-ฝ่ายค้าน เห็นพ้องเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญคลี่คลายปัญหาบ้านเมือง

ขณะที่เยาวชนและประชาชนจัดการชุมนุมรายวัน ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นตลอดสัปดาห์นี้ ที่สภาผู้แทนราษฎร นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานรัฐสภา เปิดเผยภายหลัง หารือร่วมกับวิปรัฐบาลและวิปฝ่ายค้านนานกว่า 2 ชั่วโมงว่า ทุกฝ่ายเห็นพ้องว่าจำเป็นจะต้องเปิดประชุมรัฐสภา สมัยวิสามัญ เพื่อร่วมกันหาทางออกประเทศ ซึ่งวันนี้ (19 ต.ค.) จะลงนามส่งหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี

นายวิรัช รัตนเศรษฐ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) พร้อมด้วยนายสุทิน คลังแสง ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวว่าทั้งสองฝ่ายเห็นร่วมกันที่จะเสนอความเห็นไปยังคณะรัฐมนตรี เพื่อขอเปิดประชุมสภาสมัยวิมัญ เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ ซึ่งจะเปิดประชุมได้เร็วหรือช้าก็ขึ้นอยู่กับขั้นตอนการดำเนินการ

ทั้งนี้หากสมาชิกวุฒิสภามีส่วนร่วมด้วยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 165 เพื่อเปิดอภิปรายทั่วไป ก็เป็นเรื่องที่ดี นายวิรัชกล่าว

ส่วนการลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น นายวิรัชกล่าวว่าในฐานะประธานคณะกรรมาธิการประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ก่อนรับหลักการ ขอยืนยันว่ารัฐสภาจะเร่งพิจารณา หากสามารถเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญได้ ก็พร้อมนำเข้าสู่การพิจารณาเพื่อลงมติทันที

ด้านนายสุทินเห็นว่า ระยะเวลาแม้เพียง 1-2 วัน ก็สามารถแก้ไขปัญหาได้ ซึ่งรัฐบาล ควรดำเนินการให้เร็ว โดยสนับสนุนให้เป็นการเปิดประชุมร่วมรัฐสภา ทั้ง ส.ส. และ ส.ว. เพื่อหารือการแก้ไขปัญหาร่วมกัน พูดคุยถึงสาระสำคัญเป็นหลัก ไม่ใช่การทะเลาะทางการเมือง เพื่อคลี่คลายสถานการณ์

"เพราะสถานการณ์ขณะนี้ไม่สามารถเล่มเกมทางการเมืองใด ๆ ได้แล้ว" นายสุทินกล่าว

แกนนำ-ผู้ชุมนุมถูกจับกุมแล้วอย่างน้อย 86 คน

วันนี้ (19 ต.ค.) ทีมทนายสิทธิมนุษยชนที่ให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายแก่ผู้ชุมนุมกลุ่ม "คณะราษฎร 2563" ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น "ราษฎร" เพื่อสื่อว่าเป็นการชุมนุมของประชาชนโดยไม่มีแกนนำชัดเจน ร่วมกันแถลงข่าว โดยเปิดเผยว่านับตั้งแต่วันที่ 13-18 ต.ค. มีผู้ถูกจับกุมอันเรนื่องมาจากการชุมนุมทั่วประเทศ 86 ราย เป็นชาย 78 ราย หญิง 8 ราย ข้อหาที่หนักที่สุดคือ มาตรา 110 ของประมวลกฎหมายอาญาว่าด้วยการประทุษร้ายพระราชินี นอกนั้นเป็นข้อหาเกี่ยวกับการฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

ในจำนวน 86 รายนี้ มี 80 รายที่ถูกดำเนินคดี ส่วนอีก 6 ราย ได้รับการปล่อยตัวโดยไม่แจ้งข้อหา

ในจำนวนผู้ที่ถูกดำเนินคดีทั้งหมด มี 27 รายที่ศาลอนุมัติให้ฝากขังตามคำร้องของตำรวจ ถูกควบคุมตัวในสถานที่คุมขังหลัก ๆ ดังนี้

  • เรือนจำกลางพิเศษกรุงเทพฯ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแกนนำที่ถูกควบคุมตัวตั้งแต่วันที่ 13 และ 14 ต.ค.
  • ทัณฑสถานหญิงกลาง 3 คน โดย 2 คนเป็นนักศึกษา
  • เรือนจำกลาง จ.เชียงใหม่ 2 คน คือ นายอานนท์ นำภา และนายประสิทธิ์ ครุธาโรจน์ นักศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  • เรือนจำอำเภอธัญบุรี 3 ราย คือ นายพริษฐ์ "เพนกวิ้น" ชิวารักษ์, น.ส. ปนัสยา "รุ้ง" สิทธิจิรวัฒนกุล รุ้ง และนายนายณัฐชนน ไพโรจน์

ส่วนนายภาณุพงศ์ จาดนอก ซึ่งถูกจับกุมเมื่อวันที่ 17 ต.ค. นั้นยังถูกควบคุมตัวภายใต้อำนาจของพนักงานสอบสวน

นักเรียนที่มาร่วมชุมนุมชูป้ายเรียกร้องให้ปล่อยตัวแกนนำและผู้ชุมนุมที่ถูกจับกุม
คำบรรยายภาพ,

นักเรียนที่มาร่วมชุมนุมชูป้ายเรียกร้องให้ปล่อยตัวแกนนำและผู้ชุมนุมที่ถูกจับกุม

กฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความที่ให้ความช่วยเหลือผู้ชุมนุมกล่าวว่า สิ่งทีทีมทนายความกังวลเป็นอย่างยิ่งในขณะนี้ คือ ผู้ต้องหาไม่ได้รับสิทธิให้พบทนายและญาติ ตามที่กฎหมายกำหนด

น.ส. คอรีเยาะ มานุแช นายกสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน กล่าวว่ากฎหมายรับรองสิทธิของลูกความที่จะพบทนายความ

"จริง ๆ แล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจมีหน้าที่ต้องจัดหา (ทนาย) ให้ด้วยซ้ำไป ในเมื่อเราลดภาระในการจัดหาเนื่องจากมีทนายความอาสาเข้าไปช่วย เจ้าหน้าที่ก็ควรจะอำนวยความสะดวกให้ทนายความและลูกความได้พบ ได้ปรึกษาคดีกัน" น.ส. คอรีเยาะกล่าว

นายกสมาคมฯ ให้ข้อมูลด้วยว่าเจ้าหน้าที่ได้เก็บโทรศัพท์ของทนายความก่อนเข้าพบผู้ชุมนุม โดยอนุญาตให้ใช้โทรศัพท์ที่เจ้าหน้าที่จัดไว้ให้เท่านั้น และยังปิดกั้นการติดต่อของทีมทนายความ ทำให้การประสานงานระหว่างทนายความเป็นไปด้วยความยากลำบาก

นอกจากนี้ผู้ต้องหายังไม่ได้รับความสะดวกในการติดต่อญาติและผู้ปกครองก็มีอุปสรรคในการเข้าเยี่ยมอีกด้วย

 

Inga kommentarer:

Skicka en kommentar