måndag 3 mars 2014

ลายลอกเมื่อเธอแก่ ก็ปุถุชนคนธรรมดาเหมือนเราๆท่านๆ เดินดินกินข้าวแกง นั่งเขียนนิยายขายฝันปะโลมโลกให้คนอ่าน...จะไปหวังอะไรหนักหนากับเธอ แม้แต่อะไรผิดอะไรถูกเธอยังแยกไม่ออก....ปล่อยเธอไปเถอะเธอแก่แล้วคงเป็นเพราะโรค"อัลไซเมอร์"..?..น่าสงสารนักเขียนลวงโลกผู้ยิ่งใหญ่มาลายลอกเมื่อแก่.....



ผงคลีบนเวทีเก่า
จักรภพ เพ็ญแข - Jakrapob Penkair

เพิ่งได้เห็นรูปอันรื่นเริงของ กฤษณา อโศกสิน นักเขียนอมตะของไทย หรือในนามจริงคือ คุณสุกัญญา ชลศึกษ์ วัย ๘๒ ปี ที่หน้าเวที กปปส. นั่งบนเก้าอี้พิเศษคู่กับบรรณาธิการนิตยสาร พลอยแกมเพชร นี่ก็เป็นอีกกรณีหนึ่งที่ผมรู้สึกเสียใจเป็นการส่วนตัว เพราะเป็นนักอ่านที่ติดตามงานของคุณสุกัญญาฯ ต่อเนื่องมาจากคุณแม่ของผมซึ่งเป็นแฟนขนาดหนัก สมัยก่อนแม่ติดนิตยสาร “สกุลไทย” จนภาพที่แม่นั่งอ่านนิตยสารนี้ทีละหน้าๆ อย่างกลัวจะหมดเร็ว เป็นภาพที่ติดตามาจนบัดนี้ และงานเขียนของ กฤษณา อโศกสิน ก็คือจุดเด่นของทุกๆ เล่ม ที่แม่เก็บเอาไว้อ่านทีหลังสุด มิหนำซ้ำ ยังซื้อนวนิยายที่รวมเล่มปกแข็งมาอ่าน และเก็บรักษาไว้ที่บ้านอีกหลายร้อยเล่ม จนกระทั่งเมื่อไฟไหม้บ้านทั้งหลัง หนังสือทั้งหลายก็มอดไหม้เป็นจุลมหาจุลไปทั้งสิ้น แต่ฉันทาคติ หรือความลำเอียงเพราะชอบ ซึ่งแม่ผมและผมมีต่องานเขียนของ กฤษณา อโศกสิน มาตลอดหลายปี มิได้เกี่ยวอะไรกับความผิดหวังที่ได้เห็นเธอที่เวที กปปส. พร้อมมูลด้วยสัญลักษณ์ธงชาติที่เอามาประดับประดาบนร่างกาย หรือสีหน้าท่าทางที่เต็มไปด้วยความปีติ ความเสียใจที่มีในใจเกิดจากเหตุอื่นโดยแท้



ความผิดหวังหรือเสียใจนั้นเกิดขึ้นเพราะผมได้อ่านงานของ กฤษณา อโศกสิน มาหลายเล่ม ถึงจะไม่ได้อ่านมากเท่าแม่ แต่ผมก็ได้รับรสวรรณกรรมและแนวคิดทางสังคมอันแหลมคมที่เธอแสดงออกได้อย่างแนบเนียนและมีศิลปะมาจนพอ นวนิยายอย่าง “ปูนปิดทอง” “บุษบกใบไม้” “ลมที่เปลี่ยนทาง” “ห้องที่จัดไม่เสร็จ” “ภมร” “รูปทอง” “ประตูที่ปิดตาย” “วิหคที่หลงทาง” “บ้านขนนก” เหล่านี้ ก็ได้อ่านมาแล้วทั้งนั้น ทำให้ผมนึกมาตลอดว่าคนๆ หนึ่งที่เติบโตทางความคิดขึ้นในช่วงที่สังคมไทยยังคงปิดตาย หนักไปทางขนบประเพณี จนเหตุผลแทบจะแทรกตัวเข้ามาไม่ได้ และต้องใช้ศิลปะแพรวพราวมลังเมลืองของตัวเองถ่ายทอดความคิดแย้ง หรืออุดมการณ์ “กบฏ” ทางสังคม ออกมาในการแต่งหนังสือ แต่ถึงจะแทรกสอดอย่างไร ผู้อ่านที่จริงจังก็รับสื่อนั้นได้ และชื่นชมเธอเรื่อยมาว่าช่างเป็นศิลปินไทยที่ทั้งรักและปรารถนาดีกับสังคมและคนทุกๆ กลุ่ม มีความละเอียดอ่อนทางสังคมเสมือนมีเรดาร์มนุษย์ที่จับสัญญาณแห่งความเปลี่ยนแปลงทางสังคมได้ดีกว่าคนส่วนใหญ่ จนนำชีวิตที่ใครๆ ก็คาดไม่ถึงมาตีแผ่เล่าขานในงานเขียน ได้อย่างเหมาะเหม็ง คำถามในใจผมในขณะนี้คือ คนขนาด กฤษณา อโศกสิน ตัดสินใจเลือกมองโลกในมุมมองอันคับแคบอย่างนี้ได้อย่างไร ข่าวลือและการใส่สีตีข่าวเรื่อง โกงชาติ ล้มเจ้า และอะไรต่อมิอะไรที่หามาโกหกกันบนเวที กปปส. แทรกตัวเข้าไปในสมองและระบบความคิดของคนขนาดนี้ได้ด้วยหรือ? เธอผู้นี้มิใช่หรือที่เป็นผู้นำคนอย่างผมออกมาจากเงามืดทางความคิด และทำให้เกิดความกล้าหาญที่จะมองโลกตามที่เป็นจริง แทนที่จะเป็นทัศนะโลกสวยอย่างหลอกตัวเอง และเลยไปถึงการแสวงหาหนทางที่จะแก้ไขปัญหาสังคมเหล่านั้น

กฤษณา อโศกสิน ไม่ได้เขียนเรื่องสั้นไว้มากนัก แต่เรื่องหนึ่งที่เธอเขียนกลับอยู่ในใจของผมอย่างมิรู้ลืม นั่นคือ “ผงคลีบนที่บูชา” ที่วิพากษ์นักเลงพระเครื่องเอาไว้จนถึงแก่น ใครที่ไม่เคยอ่านเรื่องสั้นเรื่องนีิ้ ผมแนะนำให้รีบหาอ่านโดยพลัน “ผงคลีบนที่บูชา” สั้นนิดเดียว แต่ตีแสกหน้าคนไทยจำนวนหนึ่งที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างขาดความมั่นใจในตัวเอง ถึงขนาดต้องหาอะไรมาเป็นเสาหลักเพื่อกกกอดเอาไว้เหมือนเด็กที่ต้องกอดตุ๊กตาหมีหรือผ้าเก่า โตขึ้นก็ควานหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เทวดาอารักษ์ ศาลเจ้าผุๆ พังๆ และอื่นๆ อีกหลายอย่าง เพื่อเอามายึดถือทดแทน ผมนึกสงสัยว่า หรือ กฤษณา อโศกสิน ไม่เคยย้อนกลับไปอ่านสิ่งที่ตัวเองเขียนบอกสังคมไว้อย่างสาธารณะ วันนี้เธอจึงกลับมาหมกมุ่นก้มกราบผงคลีบนที่บูชาที่ก้มคว้าขึ้นมาจากข้างถนนแล้วเอามาใส่พานบูชาได้อย่างไม่เคอะเขิน จนสงสัยว่าคนอายุแปดสิบขึ้นไปอย่างนี้ ท่านเกิดอาการไข้กลับกันหรืออย่างไร สังคมไทยเป็นอะไรไป ผู้อาวุโสที่อยากเห็นสังคมดีงามขึ้นกลับมีทัศนะเชิญโจรเข้ามานอนในบ้าน และขอให้โจรนั้นเองช่วยแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรมในสังคม ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเหตุผลเดียวเสียก็ไม่รู้ นั่นก็คือโจรซ่องนี้เขาคือพนักงานรับเงินเดือนจากอำมาตย์ศักดินา ที่มูลนายเขาใช้ให้มาทำงานนี้โดยตรง ผู้คนที่รับเชื่อมูลนายของเขาจึงหลงใหลตามไปด้วยว่าอะไรผิดถูก อย่างที่เขาเรียกว่า หลง หรือ โมหะจริต ขั้นตรีทูต หรือประหนึ่งว่าตาบอดตามๆ กันไป
บทเรียนของเราคือ อย่าไว้ใจเชื้อปฏิวัติสังคมที่เจือจางอยู่ในร่างกายของคนที่ยอมแพ้ต่อพลังการเมืองที่เหนือกว่าไปแล้ว หากไม่มีการปฏิวัติทางวัฒนธรรม และข้อมูลข่าวสาร ด้วยอุดมการณ์ประชาธิปไตย ถึงขบวนประชาธิปไตยได้รับชัยชนะทางการเมืองจากห้วงนี้ไป สังคมไทยก็จะกระดกกลับมาที่เก่าเสมอ เราค่อยๆ แกะขยะออกจากสมองและจิตใจของผู้คน แต่เขาจะค่อยๆ ยัดขยะเหล่านั้นกลับสู่ระบบความคิดของเขาเรื่อยไปเช่นกัน เพราะเขาขาดความเข้มแข็งที่จะมองโลกตามความเป็นจริง ขาดความรู้และขาดความมั่นใจในเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน จนต้องพึ่งเทพที่ไม่มีอยู่จริง.


ที่มา: http://bit.ly/1mQ2EWY  


    [​IMG]
 นักเขียนปะโลมโลก ชักจูงคนด้วยตัวหนังสือ กฤษณา อโศกสินและ บก.พลอยแกมเพชร .เวทีม็อบ
กบฎสุเทพ......ปล่อยแก่เปิดเผยตัวตนว่า...ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป....เอ้ากราบ..             

Inga kommentarer:

Skicka en kommentar