torsdag 22 maj 2014

เปิดใจให้กว้างทำใจให้สบายๆ ใช้ชีวิตปกติ ติดตามสถานการณ์โดย " อ่าน ฟัง คิด มีสติไตร่ตรอง " แล้วจะเกิดปัญญา ปัญญาคืออาวุธ ....ขอให้ประชาชนมีสติรอและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด....*หาก*เกิดเกมส์พลิก เกิด รัฐประหารซ้อน หรือเกิดรัฐฐาธิปัตย์ที่2 คงสนุกพิลึก !!




 ข่าวสดออนไลน์
"เผือกเผา" คอลัมน์ ใบตองแห้ง
ไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนจำนวนไม่น้อยคิดแบบ "โก๊ะตี๋" ดีใจที่กองทัพประกาศกฎอัยการศึก เพราะหวังว่ากองทัพจะเข้ามาเป็น "คนกลาง" ช่วยยุติวิกฤตยืดเยื้อยาวนานมากว่า 6 เดือน ให้หาทางออกกันได้เสียที โดยไม่ต้องมีความรุนแรง เสียเลือดเนื้อ อย่างที่วิตกกังวล

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ กปปส. สุเทพ เทือกสุบรรณ ถอนหายใจโล่งอก ไม่ต้องทำตามเดิมพัน วันที่ 27 พ.ค. ถ้าไม่ชนะก็มอบตัว โชคดีทหาร "ขี่ม้าขาว" ออกมาเสียก่อน (รวมทั้ง กกต.สมชัย ศรีสุทธิยากร รอดตัวไป ไม่ต้องดีเบตกับสมัชชาปกป้องประชาธิปไตย)

แต่แปลกไหมล่ะ ที่รัฐบาลและพรรคเพื่อไทย ก็ดูเหมือนพอใจ "สมยอม" ให้กองทัพประกาศกฎอัยการศึก

คิดให้ลึกก็ไม่แปลกอีกล่ะ เพราะสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ก็คือกองทัพเข้ามารับ "เผือกเผา" เต็มๆ มือ รับอำนาจจัดการปัญหาประเทศ แถมยังไม่ใช่อำนาจเบ็ดเสร็จ

บางคนอาจแย้งว่าไม่เบ็ดเสร็จได้ไง ก็สั่งปิดวิทยุทีวี ห้ามนักวิชาการพูดอยู่เห็นๆ ใช่ครับ กองทัพกำลังใช้อำนาจตามประกาศกฎอัยการศึก ซึ่งผู้คนรู้สึกคล้ายรัฐประหาร แต่ทางนิตินัย กองทัพยังไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ รัฐธรรมนูญยังอยู่ รัฐบาลยังอยู่ วุฒิสภาก็ยังอยู่

อ้าวกองทัพต้องทำรายงานแจ้งรักษาการนายกรัฐมนตรีอยู่เห็นๆ แปลว่ารัฐบาลยังอยู่ และยังบังคับบัญชากองทัพ (ทางนิตินัย) อยู่

กองทัพใช้กฎอัยการศึกปลดรัฐบาลออกไม่ได้ ตรงกันข้าม ภายใต้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 188 และ พ.ร.บ.กฎอัยการศึก รัฐบาลยังมีอำนาจทูลเกล้าฯ ยกเลิกประกาศกฎอัยการศึกได้ ซึ่งพรรคเพื่อไทยก็ตั้งปุจฉาตามนิติราษฎร์ว่า น่าจะขัดรัฐธรรมนูญ

เพียงแต่รัฐบาลยัง "สมยอม" คงเพราะยอมให้กองทัพเล่นบทนี้ต่อไปดีกว่า

การที่ กอ.รส.เรียกทุกฝ่ายไปหารือ จึงเป็นการ "ขอความร่วมมือ" ด้วยความที่ทุกฝ่าย "ยำเกรง" แต่ไม่มีอำนาจบังคับตามกฎหมาย เช่น ถ้าวุฒิสภายืนกรานสรรหานายกฯ คนกลาง กองทัพก็บังคับวุฒิสภาไม่ได้ ถ้าอยากให้รัฐบาลลาออก กองทัพก็ไม่มีอำนาจบังคับให้ออก

หรืออย่างที่มีข่าว ผบ.ทบ.ท่านพูดวงใน "เลือกตั้งไม่ได้ก็ไม่ต้องเลือก" ท่านก็ไม่มีอำนาจยกเลิกพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งอีก (ไม่เห็นหรือ รัฐบาลยังเสนอวันที่ 3 ส.ค. ให้ กกต.จัดเลือกตั้งอยู่เลย)

ฉะนั้นเอาเข้าจริง ผบ.ทบ.ก็ได้แต่นั่งหัวโต๊ะ แต่ไม่สามารถทุบโต๊ะ ถ้าแต่ละฝ่ายไม่ยอมกัน ท่านก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี เว้นแต่รัฐประหารไปเลย ซึ่งก็รู้กันว่าท่านไม่อยากทำ

วิกฤตสังคมไทยที่ขัดแย้งกันยืดเยื้อมา 8 ปี ไม่ใช่เรื่องที่จัดการง่ายหรอกครับ ไม่ใช่ใครจะเข้ามาเป็น "ตัวกลาง" ได้ง่ายๆ แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะแก้ไขให้ถูกใจทุกฝ่าย ถ้าสามารถเป็นตัวกลางเจรจาให้คู่ขัดแย้งกลับมาจูบปาก หันหน้าเข้าหากัน เข้าสู่เลือกตั้ง เข้าสู่การปฏิรูป ร่วมมือสร้างชาติ โสภาสถาพร ทหารก็เป็นพระเอก เป็นฮีโร่ ซูเปอร์ฮีโร่ X-Men สไปเดอร์แมน ฯลฯ แต่ถ้าทำไม่ได้ละครับ ถ้าพลาดไปจากนั้น ถ้ามันจบไม่สวย ก็เสี่ยงที่จะถูกหาว่าเอนเอียง ไม่เป็นกลาง เข้าข้างใดข้างหนึ่ง

ฉะนั้นแม้เห็นต่าง ในด้านหนึ่งก็ต้องยกย่องว่าท่านกล้าหาญอย่างยิ่ง อย่างชายชาติทหาร เสียสละอย่างยวด เด็ดเดี่ยวอย่างสูง ยอมเสี่ยงอย่างเสียว ที่เข้ามารับ "เผือกเผา" ขออย่าลงเอยอย่างเศร้าเลย เจ้าประคู้น

นี่พูดด้วยความเห็นใจ ผมว่ากองทัพก็หนักอก ทหารไม่ใช่นักบริหารจัดการความขัดแย้ง โดยเฉพาะความขัดแย้งที่ลุกลามไปในหมู่ประชาชนหลายสิบล้านคน ถ้ากองทัพเชื่อว่าจัดการง่ายคงรัฐประหารไปนานแล้ว

เมื่อก้าวเข้ามาด้วยความเชื่อว่าวิกฤตถึงขีดสุด ไม่มีทางออกอื่น จำเป็นต้องทำเพื่อชาติบ้านเมือง กองทัพก็ต้องย้อนกลับไปทบทวนด้วยว่า บทเรียนรัฐประหาร 49 คืออะไร มันคงไม่ใช่ผิดแค่คำว่า "รัฐประหาร" แล้วเลี่ยงคำว่า "รัฐประหาร" เพื่อไม่ให้นานาชาติต่อต้าน แต่ใช้อำนาจไม่ต่างจากรัฐประหาร

ระหว่างที่ถือ "เผือกเผา" ในมือ กองทัพควรเข้าใจว่าที่คนไชโยโห่ร้อง สนับสนุน ก็เพราะพวกเขาต้องการให้กองทัพเข้ามาใช้อำนาจรักษาความสงบ ปกป้องสังคม ดูแลสุจริตชน ไม่ให้เกิดการปะทะ ทำร้าย ตั้งกรวยคุกคามใคร หรือถ้าจะล่วงไปในขอบเขตสื่อก็คือไม่ให้ใช้ Hate Speech ปลุกคนฆ่ากัน

แต่อำนาจตัดสินปัญหาทางการเมือง ตราบใดที่ยังไม่รัฐประหาร ยังไม่ตั้งตัวเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ท่านไม่สามารถตัดสินได้ อำนาจนี้ยังเป็นของปวงชนชาวไทย ซึ่งมีเสรีภาพที่จะแสดงความคิดเห็น โต้แย้ง ถกเถียงกันอย่างมีเหตุผล ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ

การบริหารจัดการความขัดแย้งเป็นศาสตร์และศิลป์นะครับ ไม่ใช่หลักสูตรจู่โจม

 
หมายเหตุ ข่าวสด : คอลัมน์นี้เขียนก่อนเกิดเหตุรัฐประหาร 22 พ.ค. 57

Inga kommentarer:

Skicka en kommentar