ที่มา ประชาไท
ตามที่ พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก
ได้ลงนามประกาศกองทัพบก ฉบับที่ ๑/๒๕๕๗
เรื่องการประกาศใช้พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก ลงวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๗ นั้น
คณะนิติราษฎร์พิจารณาแล้ว
เห็นว่าประกาศกองทัพบกดังกล่าวไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ด้วยเหตุผล
ดังต่อไปนี้
๑. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๘๘ บัญญัติว่า
“พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการประกาศใช้และเลิกใช้กฎอัยการศึก
ตามลักษณะและวิธีการตามกฎหมายว่าด้วยกฎอัยการศึก” และวรรคสอง
“ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องประกาศใช้กฎอัยการศึกเฉพาะแห่งเป็นการรีบด่วน
เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารย่อมกระทำได้ตามกฎหมายว่าด้วยกฎอัยการศึก” และมาตรา ๑๙๕
บัญญัติว่า “บทกฎหมาย พระราชหัตถเลขา
และพระบรมราชโองการอันเกี่ยวกับราชการแผ่นดิน
ต้องมีรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
เว้นแต่ที่มีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในรัฐธรรมนูญนี้”
พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.๒๔๕๗ มาตรา ๒ บัญญัติว่า
“เมื่อเวลามีเหตุอันจำเป็นเพื่อรักษาความเรียบร้อยปราศจากภัย
ซึ่งจะมาจากภายนอกหรือภายในราชอาณาจักรแล้ว
จะได้มีประกาศพระบรมราชโองการให้ใช้กฎอัยการศึกทุกมาตราหรือแต่บางมาตรา
หรือข้อความส่วนใดส่วนหนึ่งของมาตรา
ตลอดจนการกำหนดเงื่อนไขแห่งการใช้บทบัญญัตินั้นบังคับในส่วนหนึ่งส่วนใดของ
ราชอาณาจักรหรือตลอดทั่วราชอาณาจักร และถ้าได้ประกาศใช้เมื่อใด หรือ ณ
ที่ใดแล้ว บรรดาข้อความในพระราชบัญญัติหรือบทกฎหมายใดๆ
ซึ่งขัดกับความของกฎอัยการศึกที่ให้ใช้บังคับต้องระงับ
และใช้บทบัญญัติของกฎอัยการศึกที่ให้ใช้บังคับนั้นแทน”
จากบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
และพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.๒๔๕๗ ดังกล่าว
จะเห็นได้ว่าการประกาศใช้กฎอัยการศึก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประกาศให้มีผลใช้บังคับตลอดทั่วราชอาณาจักรเป็นพระราช
อำนาจของพระมหากษัตริย์ ซึ่งจะต้องกระทำในรูปแบบพระบรมราชโองการ
และต้องมีรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการประกาศ
ใช้กฎอัยการศึก หาใช่อำนาจของผู้บัญชาการทหารบกไม่
๒.
การประกาศใช้กฎอัยการศึกเฉพาะพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งซึ่งเป็นอำนาจของผู้
บัญชาการทหารในเขตพื้นที่นั้น
ซึ่งมีกำลังอยู่ใต้บังคับไม่น้อยกว่าหนึ่งกองพัน
หรือเป็นผู้บังคับบัญชาในป้อมหรือที่มั่นอย่างใดๆของทหารตามมาตรา ๔
แห่งพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.๒๔๕๗ นั้น จะต้องเป็นกรณีที่เกิด
“สงคราม” หรือ “จลาจล” เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น
ยังไม่ปรากฏว่าเกิด “สงคราม” หรือ “จลาจล”
ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งอันจะเป็นเหตุให้ผู้บังคับบัญชาทหาร ณ
ที่แห่งนั้นหรือผู้บังคับบัญชาในป้อมหรือที่มั่นอย่างใดๆมีอำนาจประกาศใช้กฎ
อัยการศึกได้แต่อย่างใด อนึ่ง
หากมีการใช้อำนาจตามมาตรานี้ประกาศใช้กฎอัยการศึก
ผู้ประกาศก็จะต้องรีบรายงานให้รัฐบาลทราบโดยเร็วที่สุด
อันแสดงให้เห็นว่าแม้จะมีการประกาศใช้กฎอัยการศึกโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร
เมื่อมีเหตุสงครามหรือจลาจลในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง
ทหารก็ไม่สามารถมีอำนาจเหนือรัฐบาลพลเรือนได้
๓. ประกาศกองทัพบก ฉบับที่ ๑/๒๕๕๗
ได้อ้างสถานการณ์ที่มีการชุมนุมทางการเมืองหลายกลุ่มในพื้นที่กรุงเทพมหานคร
ปริมณฑล ตลอดจนพื้นที่ต่างๆของประเทศ
เพื่อประกาศใช้กฎอัยการศึกให้มีผลทั่วราชอาณาจักร
เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น
การชุมนุมทางการเมืองอยู่ในอาณาเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
ไม่ได้ครอบคลุมไปทุกจังหวัดทั่วประเทศ
การประกาศกฎอัยการศึกโดยให้มีผลทั่วราชอาณาจักรจึงเกินความจำเป็น
ขัดกับหลักความพอสมควรแก่เหตุหรือหลักความได้สัดส่วนที่เรียกร้องว่าการ
จำกัดสิทธิและเสรีภาพต้องกระทำเท่าที่จำเป็น
ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานในระดับรัฐธรรมนูญ อนึ่ง
ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบเรียบร้อยอย่างรุนแรงจนถึงขนาดจำเป็นต้อง
ใช้มาตรการพิเศษเพื่อจัดการแก้ไขปัญหา
รัฐบาลสามารถใช้มาตรการตามกฎหมายพิเศษ ๒ ฉบับได้แก่
การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน
พ.ศ.๒๕๔๘ และการประกาศตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร
พ.ศ.๒๕๕๑ ได้ โดยไม่จำเป็นต้องประกาศใช้กฎอัยการศึกแต่อย่างใด
๔.
เมื่อพิจารณาจากข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงทั้งปวงข้างต้นแล้ว
คณะนิติราษฎร์เห็นว่าประกาศกองทัพบก ฉบับที่ ๑/๒๕๕๗
เรื่องการประกาศใช้พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก ลงวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๗
ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย
เนื่องจากผู้บัญชาการทหารบกไม่ใช่องค์กรเจ้าหน้าที่ผู้ทรงอำนาจประกาศใช้กฎ
อัยการศึกให้มีผลใช้บังคับตลอดทั่วราชอาณาจักร
และการประกาศใช้พระราชบัญญัติกฎอัยการศึกดังกล่าวไม่ได้กระทำตามแบบที่
กฎหมายกำหนด คือ ไม่ได้กระทำในรูปของประกาศพระบรมราชโองการ
แต่กลับกระทำในรูปของ “ประกาศกองทัพบก” ความไม่มีอำนาจของ “เจ้าหน้าที่”
และการกระทำผิดแบบดังกล่าวเป็นความบกพร่องที่ร้ายแรงและเห็นประจักษ์ชัด
จึงส่งผลให้ประกาศกองทัพบกฉบับที่ ๑/๒๕๕๗ และฉบับต่อๆมาไม่มีผลในทางกฎหมาย
อย่างไรก็ตามเพื่อขจัดข้อถกเถียงว่าการประกาศใช้กฎอัยการ
ศึกดังกล่าวยังคงมีผลในทางกฎหมายอยู่หรือไม่
และเพื่อขจัดความสับสนในทางปฏิบัติของบรรดาข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ
ตลอดจนบุคคลทั่วไปว่าจะต้องปฏิบัติตามประกาศกองทัพบกและประกาศฉบับอื่นๆต่อ
มาหรือไม่
คณะนิติราษฎร์จึงเสนอให้รัฐมนตรีผู้รับผิดชอบนำร่างพระบรมราชโองการยกเลิก
ประกาศกองทัพบกฉบับที่ ๑/๒๕๕๗
ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยยกเลิกการ
ประกาศใช้กฎอัยการศึกตาม มาตรา ๕ ของพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.๒๔๕๗
ต่อไป
คณะนิติราษฎร์ : นิติศาสตร์เพื่อราษฎร
๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๗

Inga kommentarer:
Skicka en kommentar