tisdag 17 juni 2014

ดินแดนแห่งรอยยิ้มจอมปลอม....“โศกนาฏกรรมของประเทศไทยเวลานี้น่ะอยู่ที่ความจริงได้กลายเป็นสิ่งอันตราย ประเทศไทยไม่อาจจะเป็นดินแดนอันสงบและรุ่งเรืองได้ด้วยพื้นฐานแห่งการโป้ปด และเรื่องสุดเศร้าก็คือคนไทยจำนวนมากได้ยอมรับเอาการไม่สัตย์ซื่อมาเป็นเรื่องธรรมดาเสียแล้ว”




แอนดรูว์ แม็คเกรเกอร์ มาร์แชล เกิดในบริเตน เป็นอดีตผู้สื่อข่าวรอยเตอร์ที่ลาออกเมื่อปี ๒๕๕๔ เพื่อที่จะเขียนรายงานในเรื่องที่เขาบอกว่า ในประวัติการณ์พระบรมวงศานุวงศ์มีอิทธิพลต่อการเมือง

เนื่องจากเกรงจะถูกข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เขาปักหลักอยู่ในกรุงพนมเปญ ทำงานเป็นนักเขียนนักหนังสือพิมพ์ไม่มีสังกัด

คุณมาร์แชลซึ่งจะตีพิมพ์หนังสือ ราชอาณาจักรในวิกฤต ของเขาในเดือนตุลาคมนี้ บอกว่ายังไม่มีสัญญานใดๆ ว่าขบวนการเสื้อแดงจะทำการต่อสู้ หรือแม้แต่ตั้งใจว่าจะสู้

“เราไม่ได้เป็นหนึ่งของเครือข่ายองค์กรใด คนส่วนใหญ่มาอยู่ที่นี่เพราะเรื่องหลักการ และเพราะว่าพวกเขาจะต้องออกจากประเทศไทย ชายวัย ๔๓ ปีคุยกับสเป็คตรัมในเมโทร หัสกาน ร้านอาหารริมแม่น้ำ

“มันมีมายาคติเรื่องที่ว่ามีศัตรูของชาติจากภายนอกที่คุกคามประเทศไทย คนไทยจะต้องร่วมกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว มายาคตินี้เป็นส่วนหนึ่งของตำนานปรุงแต่งเรื่องแดนแห่งรอยยิ้ม”

ความเห็นของเขาสอดคล้องกับนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยส่วนหนึ่งที่ว่า พลังในการต่อรองของเสื้อแดงและของทักษิณได้อ่อนเปลี้ยลงไปแล้ว คนเหล่านี้ที่อ้างตนว่าไม่ใช่ส่วนใดส่วนหนึ่งของขั้วแบ่งสีทางการเมือง เชื่อว่าสมบัติ บุญงามอนงค์ เป็นนักรณรงค์ต้านรัฐประหารที่มีอานุภาพ

สมบัตินั้นจัดเป็นแนวหน้าในการรณรงค์ต่อต้านรัฐประหาร และเป็นคนแรกๆ ในรายชื่อที่ คสช. เรียกให้ไปรายงานตัว ขณะนี้เขาถูกควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

ขณะหลบซ่อนตัวเขาชักชวนให้คนออกไปทำการประท้วงต้านรัฐประหารกันอย่างเฉียบพลัน เช่นเดียวกับการใช้สัญญลักษณ์ชูสามนิ้วแสดงการขัดขืน เลียนแบบในหนังฮอลลีหวูดเรื่องเดอะฮังเกอร์เกมส์ ซึ่งแสดงถึงอิสรภาพ ความเท่าเทียม และความผูกพันฉันพี่น้อง หลังจากเขาถูกจับที่ชลบุรีเมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน มีภาพเขาแสดงสัญญลักษณ์ (นกพิลาป) ขณะถูกนำตัวไปทำการกักขัง

การเข้ามาแทรกแซงโดยฝ่ายทหาร ทำให้การโต้วาทีสาธารณะกลายเป็นอาชญากรรม ขณะที่การถกเถียงและโต้คารมในตัวของมันเองถูกมองว่าไม่เหมาะควร ก่อให้เกิดการแตกแยก นี่รวมทั้งการกำจัดวิธีประท้วงทางสัญญลักษณ์ กับการชูสามนิ้วในที่สาธารณะ

นักวิชาการและนักหนังสือพิมพ์ถูกหมายหัว ปัญหาของประเทศไทยนั้นคุณมาร์แชลบอกว่าจะต้องแก้ด้วยการสร้างระบบที่อยู่บนพื้นฐานของการยอมรับความเป็นจริงขึ้นมา

“โศกนาฏกรรมของประเทศไทยเวลานี้น่ะอยู่ที่ความจริงได้กลายเป็นสิ่งอันตราย ประเทศไทยไม่อาจจะเป็นดินแดนอันสงบและรุ่งเรืองได้ด้วยพื้นฐานแห่งการโป้ปด และเรื่องสุดเศร้าก็คือคนไทยจำนวนมากได้ยอมรับเอาการไม่สัตย์ซื่อมาเป็นเรื่องธรรมดาเสียแล้ว” 

เขาว่า “การปรองดองก็คือจำอวด มันหมายความว่าอย่าไปท้าทายต่อระบอบ ห้ามถกเถียง และจงหุบปากไว้”
 
มาร์แชลบอกว่าที่ผ่านมาประเทศไทยอยู่ในระยะน้ำผึ้งพระจันทร์ ที่ปราศจากความรุนแรงขนานใหญ่ เขาคาดว่าเมื่อเวลาผ่านไปการต่อต้านจะมีมากขึ้น แล้วพวกทหารไทยมักจะเกิดอาการของขึ้นมากกว่าความเป็นจริงหันไปใช้ความรุนแรงหมายจะบีบคั้นให้เกิดความกลัวมากยิ่งขึ้น

“นี่ควรที่จะเป็นการต่อสู้เพื่อระบบที่แฟร์ๆ และเป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่เพื่อ (หัวหน้า กปปส.) สุเทพ (เทือกสุบรรณ) หรือทักษิณ ไม่มีคนใดในหมู่ชนชั้นนำเหล่านี้ต้องการระบบที่ไม่มีการเอาเปรียบ พวกเขาต้องการแต่ให้ตนเองไม่ถูกเอาเปรียบเท่านั้นแหละ” มาร์แชลว่า

“แต่เราก้ไม่เคยได้โอกาศถกเถียงกันเลยว่าอะไรแฟร์อะไรไม่แฟร์”
.......

สำหรับนายพลเอกชัย ศรีวิลาส แห่งสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้าฯ กล่าวกับผู้สัมภาษณ์ของคอลัมน์สเป็คตรัมในเรื่องเดียวกันว่า

“การจัดตั้ง (ขบวนการต่อต้าน) เช่นว่านั่นเป็นไปได้ แต่ก็ยากที่จะไปให้ถึงจุดมุ่งหมาย เพราะ คสช. ทำการจับตาอยู่ตลอด”

เขาบอกว่ากองทัพพยายามชักชวนให้คนสนับสนุน ด้วยการยกเครื่องโครงการต่างๆ นานา ดังเช่นที่เกี่ยวกับสาธารณูปโภค พลังงาน การจัดการน้ำ และการลงทุนต่างชาติโดยตรง

“ประชาชนคงจะชอบ เพราะที่ผ่านมาพรรคการเมืองมีอำนาจมหาศาล ตอนนี้เราก็รอดูว่ากองทัพจะแก้ปัญหาได้จริงไหม”

เขาบอกด้วยว่าการปรองดองเป็นเรื่องยากมาก ที่อาจต้องใช้เวลาห้าถึงสิบปีในการแก้ไข

“มันต้องการมากกว่าตั๋วฟรีดูหนัง (นเรศวร ๕) ในการรักษาความเชื่อถือและการยอมรับเอาไว้”

“เราจำเป็นต้องหยุดพูดกันถึงเรื่องในอดีต แล้วหันมาคุยกันถึงอนาคต


แทน”

Inga kommentarer:

Skicka en kommentar