torsdag 4 april 2024

บทความ: พรรคใดบ้างที่สามารถป้องกันผู้แทนขายตัว?

วารสาร  อ.ม.ธ. ฉบับ ๑๐ ธ.ค. ๒๕๑๖

เสนอบทความของ   

โดยนาย  ปรีดี  พนมยงค์  

        ด้วยคุณพีรพล        ในนามขององค์กรนักศึกษาธรรมศาสตร์ได้โทรศัพท์ข้ามทวีปจากกรุงเทพ  ฯ  มาถึงผมที่ชานกรุงปารีส         ขอคำขวัญและบทความเพื่อองค์การ ฯ  นำลงในหนังสือที่จะจัดพิมพ์ขึ้นเป็นที่ระลึกวันที่  ๑๐ ธันวาคม    ผมยินดีสนองศรัทธาโดยขอให้ถือตามคำขวัญ  อันหนึ่ง  อัน เดียว กัน ที่ผม  มอบให้  แก่  ชาวธรรมศาสตร์ในสหราชอาณาจักร             ( อังกฤษ )       และมวลชนที่รักชาติทั้งหลายว่า        " จงพิทักษ์เจตนารมณ์ประชาธิป ไตยสมบูรณ์ของวีรชน  ๑๔  ตุลาคม "

       ส่วนบทความสำหรับองค์การ  ฯ  คราวนี้       ผมได้ลงมือเขียนไว้หลายหน้ากระดาษพิมพ์แล้วแต่ยังไม่ครบถ้วนตามที่ตั้งใจไว้เพื่อให้นิสิตนักศึกษานักเรียนและมวลราษฎรพึงตระหนักถึงภัยอันตรายที่กำลังคุกคามประชาธิปไตยทั้งทางตรงและทางอ้อม        โดยเฉพาะพวกที่เอาเสื้อคลุมที่มีป้ายยี่ห้อว่า  ประชาธิปไตย  มา  สวมใส่ เพื่อ อำพราง  ธาตุ แท้ ปฎิกิริยาของเขา  แทรกซึมเข้ามาในขบวนการของนิสิตนักศึกษานักเรียนและมวลราษฎร        เพื่อหวังเหนี่ยวรั้งให้ประชาธิปไตยที่วีรชนได้นำมาให้ปวงชนก้าวหนึ่งแล้วต้องชงักงันและดึงให้ถอยหลังเข้าคลองเพื่ออภิสิทธ์ชนได้เบียด เบียน ปวง ชน ต่อไป อีก  หรือฟื้น  ระบบ เบียด เบียน กด ขี่ ที่อภิสิทธิ์ชนเคยทำมาแล้วในอดีต        ซึ่งจะเห็นได้จากการที่บางคนเอาคำว่า "ประชาธิปไตย"  ที่มีความหมายตามที่พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานรับรองแล้วว่าหมายถึง               "  แบบการปกครองที่ถือมติปวงชนเป็นใหญ่ "     นั้นมาผันแปรเอาตามใจชอบ       และนำไปประยุกต์ลักษณะของรัฐธรรมนูญฉบับที่ตนชอบตามอคติเช่นรัฐธรรมนูญฉบับ  ๒๔๙๒      ที่มีบทถาวรว่าประธานองคมนตรีเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งวุฒิสมาชิกนั้น        ผู้มีอคติในรัฐธรรมนูญรัฐธรรมนูญฉบับนั้นก็ว่าฉบับนั้นเป็นประชาธิปไตย    และประยุกต์แก่รัฐธรรมนูญฉบับอื่นที่ตนไม่ชอบโดยเลือกเอา  ตอน ที่เป็น  บทเฉพาะ  กาลชั่วคราว  โดย มิได้ พิจารณา  ตัวบทถาวรซึ่งเมื่อพ้นกำหนดเฉพาะกาลแล้วจะมีลักษณะเป็นหรือไม่เป็นประชาธิปไตย       ส่วนบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ  ๒๔๙๒  ซึ่งแสดงว่ารับมรดกตกทอดจากรัฐธรรมนูญ  ๙ พ.ย. ๒๔๙๐  ที่มีฉายาว่า  "รัฐธรรมนูญใต้ตุ่ม "   นั้นผู้ย่อประวัติรัฐธรรมนูญไม่ยอมพูด ให้เป็นวิทยาทาน โดยบริสุทธิ์ใจแก่นิสิตนักศึกษานักเรียนและมวลราษฎร แม้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินฉบับ  ๒๗  มิถุนายน  ๒๔๗๕    ที่ไม่มีบทเฉพาะกาลแต่ตัวบทได้กล่าวไว้ถึงการเลือกตั้ง  ๓  สมัยก็ย่อให้นิสิตนักศึกษา นักเรียน เพียงสมัยที่ ๑  ในระยะหัวต่อ  ๖ เดือนเท่านั้นว่าเป็นลักษณะของธรรมนูญนั้น   " ออกมาในรูปรวบอำนาจโดยสภา      สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมี  ๗๐ นาย     แต่งตั้งโดยผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร " โดยไม่กล่าวถึงสมัยที่ ๒ และสมัยที่ ๓  เมื่อพ้นกำหนด  ๑๐ ปี ที่การปกครอง จะเป็นถาวร โดยราษฎร เป็นผู้เลือกตั้งผู้แทนทั้งปวง ซึ่งเป็นการชี้อุดมการ ประชาธิปไตย ให้เป็นระบบถาวรของสยาม      แม้ผู้ย่อประวัติรัฐธรรมนูญไทยจะยอมรับรัฐธรรมนูญ  ๒๔๘๙  เป็นประชาธิปไตย ทั้งนี้ในรัฐธรรมนูญนั้นราษฎรเป็นผู้เลือกตั้งผู้แทนโดยตรง     และพฤฒสมาชิกเป็นผู้ที่ ราษฎร เลือกตั้งเองโดยวิธี ทางอ้อม หรือเลือกตั้ง ๒ ชั้นแต่ผู้ย่อประวัติรัฐธรรมนูญก็ขมวดไว้ว่า    " กล่าวกันว่าเป็นการเลือกตั้งที่เล่นพรรคเล่นพวก    สมาชิกพฤฒสภาล้วนแต่เป็นพวกนายปรีดี    พนมยงค์    เกือบทั้งสิ้น "     ผู้มีใจเป็นธรรมย่อมเห็นได้ว่าเป็นคำกล่าวของพวกที่แพ้ในการเลือกตั้ง    โดยพวกเขาไม่บอกความจริงที่รู้หรือควรรู้ได้ว่าฝ่ายแพ้เลือกตั้งทำบัญชีผู้สมัครฝ่ายตนขึ้นหวัง  " กินรวบ "  ชนิด    " รวมเขต "  จังหวัดใหญ่เหมือนดั่งที่พวกเขาพยายามโฆษณาชวนเชื่อให้ใช้วิธี  " รวมเขต "  ในรัฐธรรมนูญที่กำลังร่างกันอยู่      เมื่อพรรคอื่น  ๆ  รู้ว่าอีกพรรคหนึ่งเตรียมใช้วิธี กินรวบ แล้วก็ สมานกัน หลาย พรรค เป็นแนว ร่วม ทำ บัญชีรายชื่อผู้สมัครของแนวร่วมขึ้นบ้าง    เมื่อฝ่ายที่เตรียมกินรวบมีคะแนนเสียงน้อยกว่าฝ่ายแนวร่วมก็เป็นธรรมดาแทนที่จะ  " กินรวบ "  นั้นกลายมาเป็น  " แพ้รวบ "  ผู้ที่เรียกร้องให้มีการเลือกตั้งตามระบบพรรคนั้นควรรู้ดีว่าเขาทำกันอย่างไรใครเคยพบเห็นบ้างว่าพรรคใดแทนที่จะออกเสียงให้คนสังกัดพรรคตนกลับไปออกเสียงให้คนสังกัดพรรคอื่น      ผมมิใช่เป็นหัวหน้าพรรคใดในการเลือกตั้งพฤฒสมาชิกครั้งกระนั้นซึ่งแต่ละพรรคก็มีหัวหน้าและกรรมการพรรคของเขาโดยเฉพาะ      สมาชิกในพรรคต่าง ๆ  ที่เป็นฝ่ายชนะครั้งนั้นมีผู้เคยเป็นนักเรียนกฎหมาย       และนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองหลายคน  และมีผู้ให้ความนับถือผมเนื่องจากผมรับใช้ชาติมาหลายกรณี     เขาเห็นประจักษ์จึงเป็นการยากที่ผมจะห้ามมิให้สมาชิกเหล่านั้น  นับถือผม ฉะนั้นการที่จะลงโทษผมเช่นที่กล่าวนั้นจึงไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง      และถ้าถือตามคำที่ผู้ย่อประวัติรัฐธรรมนูญกล่าวแล้วองค์การนักศึกษาธรรมศาสตร์ที่ขอคำขวัญและบทความของผมโดยมีศรัทธาต่อผมก็จะถูกหาว่าเป็นพรรคพวกของผมไป 

          ผม ได้เคย เสนอ ไว้ใน บท ความ อื่น ๆ  ที่ขอร้องรัฐบาลพิมพ์รัฐธรรมนูญไทยทุกฉบับเพื่อจำหน่ายให้นิสิตนักศึกษานักเรียนมวลราษฎรหาซื้อได้โดยราคาย่อมเยาเพื่อเป็นเครื่องมือประกอบพิจารณาเสนอความเห็นรัฐบาลในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว     และเมื่อได้เห็นการเขียนประวัติรัฐธรรมนูญที่อ้างข้างต้นนั้น      ผมก็ยิ่งเห็นความ จำเป็น ที่ท่าน ทั้งหลาย ต้องมี หนังสือ รวบรวม รัฐ-ธรรมนูญเพื่อ นิสิตนักศึกษา นักเรียน มวลราษฎร จะได้จัดตั้งกลุ่มศึกษาของตนขึ้นเองและ เทียบรัฐธรรมนูญ ทุก ๆ ฉบับตั้งแต่คำปรารภและทุกมาตราแล้ววินิจฉัยเองว่าเรื่องใดตอนเป็น ประชาธิปไตย  หรือไม่เป็น  โดย ปราศจากอคติ  แม้รัฐธรรมนูญฉบับที่ผมมีส่วนร่างก็ขอเชิญวิจารณ์ได้อย่างเสรี      ท่านก็จะพบเองว่าผู้เขียนใดได้กล่าวตามความจริงหรือไม่

           เพื่อที่องค์การ ฯ  จะได้บทความของผมลงพิมพ์ทันในวันที่  ๑๐ ธันวาคม ๒๕๑๖  ผมจึงขอส่งมาคราวนี้เฉพาะ  ตอนที่ เกี่ยวกับ เรื่อง ที่กำลัง สนใจ ใน ระหว่าง นี้ และเรื่องเกี่ยวกับปัญหาที่นักศึกษาหลายคนได้มาถามผมรวมทั้งคุณเสาวนีย์ ฯ  เคยบอกและเคยถามด้วย    โดยผมให้หัวเรื่องบทความว่า

           " พรรคใดบ้างที่สามารถป้องกันผู้แทนขายตัว,     วิธีให้ราษฎรถอดผุ้แทน (Recall),     วิธีเลือกตั้งจากง่ายไปสู่ยาก,     เสนอให้รัฐจ่ายค่าป่วยการให้ราษฎรที่มาลงคะแนน,    ชนรุ่นใหม่จะมีทางได้เป็นผู้แทนในทางปฎิบัติหรือไม่,   และสภาเดียว " 

           บทความนี้อาจเป็นประโยชน์แก่นิสิตนักศึกษาแห่งสถานศึกษาอื่น  ๆ  และมวลราษฎรด้วย     ฉะนั้นผมจึงไม่ขัดข้องที่ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย    และองค์การนิสิต นักศึกษา นักเรียนแห่งสถานศึกษาทั้งหลาย  หนังสือพิมพ์   และผู้สนใจทุกท่านจัดพิมพ์ขึ้นได้โดยผมไม่สงวนลิขสิทธิ์.

           ๑.   พรรคใดบ้างที่สามารถป้องกันผู้แทนขายตัว?

           ๑.๑    ท่านทั้งหลายได้ยินได้ฟังหรือได้เห็นตัวอย่างที่สด ๆ  ร้อน  ๆ  จากการเลือกตั้งระบบพรรคที่แล้วมาว่าระบบพรรคนั้นได้แก้ปัญหาที่กล่าวกันว่า  " ผู้แทนขายตัว "  ได้หรือไม่       ปัญหาอยู่ที่คุณธรรมของผู้แทนแต่ละคนว่ามีความซื่อสัตย์ต่อประชาธิปไตยและต่อมวลชนหรือไม่   ผู้แทนในพรรคหนึ่ง ๆ    ย่อมมีทั้งคนที่ซื่อสัตย์และไม่ซื่อสัตย์ต่อราษฎร     ส่วนผู้ที่สมัครโดยไม่สังกัดพรรคซึ่งไม่มีทางจะได้ประโยชน์จากพรรคก็ไม่มีทางขายตัวนอกจากผู้แทนที่เห็นแก่ตัวและจำพวกที่เรียกว่า   " ผู้แทนผี "  ส่วนพรรคนั้นก็มีชนิดที่เรียกกันว่า  " พรรคผี "  ที่อำพรางว่าเป็นฝ่ายค้านแต่ตนเองหรือบางคนในพรรคของตนแอบไปรับประโยชน์จากฝ่ายรัฐบาล      ชนรุ่นใหม่ที่สนใจก็ขอให้ศึกษาจากผู้แทนรุ่นเก่าที่มีประสบการณ์นี้    และความหมายของ  " ผู้แทนผี "   และ   " พรรคผี "   ไว้ด้วยซึ่งเป็นการนิมิต (Invention)  ที่เกิดมีขึ้นในประเทศไทยตั้งแต่การเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับ  ๒๔๙๒        ที่เขียนไว้เพื่ออภิสิทธิ์ชนและเพื่อที่ฝ่ายเสรีมนังคศิลาจะเอาชนะให้ได้ประกอบเป็นรัฐบาลขึ้น    ก็ต้องใช้วิธีการหาคะแนนเสียงเพิ่มจาก  " ผู้แทนผี "และ  " พรรคผี "   ที่ไม่อาจควบคุมสมาชิกในพรรคของตนได้ทั่วถึงจึงมีผู้แอบไปรับเงินจากฝ่ายเสรีมนังคศิลาโดยยอมทำที่พรรคไม่สามารถจับได้     เช่นไม่มาประชุมในวันออกเสียงให้ความไว้วางใจรัฐบาลหรือในวันที่จะคัดค้านกฎหมายสำคัญของฝ่ายรัฐบาลโดยอ้างว่าป่วยหรืออ้างเหตุอื่นที่ไม่สามารถมาประชุมได้       การหลบตัวไม่มาสภาเช่นนี้ก็เป็นการเพียงพอแก่ฝ่ายเสรีมนังคศิลาที่พรรคฝ่ายค้านมีเสียงคัดค้านน้อยลงไป 

             ๑.๒     เมื่อวันที่  ๑๐  กุมภาพันธ์  ๒๕๑๒   ได้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนตามรัฐธรรมนูญฉบับ๒๕๑๑    สรุปการเลือกตั้งครั้งนี้      มีพรรคการเมืองได้ส่งสมาชิกของพรรคเข้ารับเลือกตั้งรวมทั้งผู้ไม่สังกัดพรรคการเมืองใดสมัครรับเลือกตั้งด้วย     ปรากฎผลดังนี้

              พรรคสหประชาไทย          ได้            ๗๖    คน

              พรรคประชาธิปัตย์             ได้            ๕๗    คน

              พรรคแนวร่วมเศรษฐกร     ได้               ๔    คน

              พรรคสัมมาชีพช่วยชาวนา ได้               ๑    คน

              พรรคแนวประชาธิปไตย     ได้              ๗    คน

              พรรคเสรีประชาธิปไตย      ได้               ๑    คน

              พรรคประชาชน                  ได้               ๒    คน

             ผู้ไม่สังกัดพรรคใด              ได้            ๗๑    คน

                                    รวม                             ๒๑๙   คน

             ผู้อ่านจะเห็นได้ว่าพรรค   ส.ป.ท.      ของฝ่ายจอมพลถนอมมีสมาชิกน้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาสชิกทั้งหมดแต่ก็สามารถเอาชนะในสภาผู้แทนได้      ผมเห็นว่าเราไม่ควรลงโทษว่าผู้ไม่สังกัดพรรคใดทุก ๆ  คนขายตัวให้แก่ฝ่ายจอม-พลถนอม  เราควรให้ความเป็นธรรมว่าผู้ไม่สังกัดพรรคใดนั้นเองหลายคนหรือจำนวนมากคัดค้านเรื่องที่จอมพลถนอมเสนอรัฐสภา      ปัญหาจึงมีว่าเสียงที่ฝ่ายจอมพลถนอมได้จนเกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดนั้นได้มาจากผู้แทนที่สังกัดพรรคอื่น  ๆ ด้วย   ถ้าผู้สนใจศึกษาให้รอบคอบจะเห็นว่าบางพรรคที่อ้างว่าเป็นฝ่ายค้านอย่างสำคัญได้ยกมือให้เรื่องที่จอมพลถนอมเสนอ      และบางครั้งพูดค้านแต่พอถึงเวลาก่อนลงมติก็บังเอิญมีความจำเป็นต้องไปห้องน้ำบ้างหรือไปพักผ่อนที่สโมสรสภาเพราะพูดมาเหนื่อยแล้วจึงขึ้นมาลงคะแนนในที่ประชุมไม่ทัน    และยังบางคนของพรรคที่มิได้มาประชุม    ผมจึงขอให้ผู้สนใจสอบสวนดูว่าที่มีผู้อ้างว่าการเลือกตั้งชนิด  "รวมเขต"   ในจังหวัดใหญ่แล้วได้ผู้แทนของบางพรรคชนิด   " กินรวบ "   นั้นสามารถป้องกันผู้แทนขายตัวได้จริงหรือไม่

             เมื่อครั้งผมยังอยู่ในประเทศไทยไม่เคยพบว่ามีการเล่นพนันขนาดหนักในสโมสรรัฐสภา       แต่เมื่อมามาอยู่ในประเทศฝรั่งเศสแล้วได้อ่านหนังสือพิมพ์จากประเทศไทยประกอบด้วยมีผู้เห็นแก่ตามาเล่าให้ฟังยืนยันความจริงของหนังสือพิมพ์ที่กล่าวว่าผู้แทนจำนวนหนึ่งมิใช่ทั้งหมด     ได้เล่นการพนันได้เสียกันถึงขนาดเป็นแสน ๆ บาททีเดียว    ฝ่ายแพ้ไม่มีเงินชำระก็ต้องเป็นลูกหนี้  ตามชื่อที่หนังสือพิมพ์และผู้เห็นแก่ตาตนเองเล่าให้ฟังนั้นก็เป็นบุคคลของทุกพรรครวมทั้งพรรคฝ่ายค้านที่สำคัญ     นิสิตนักศึกษานักเรียนที่อยู่ในเมืองไทยถ้าต้องการความจริงก็อาจทราบได้ดีกว่าผม     ดังนั้นตามตัวอย่างของเมืองไทยเรานี้เอง     พรรคการเมืองไม่อาจควบคุมสมาชิกของตนให้ประพฤติในสิ่งควรประพฤติและละเว้นในสิ่งที่ควรละเว้นได้

           ๑.๓  ส่วน พรรค การเมือง ในเมือง นอกนั้น เราไม่ควรอ่านเพียงตำราเท่านั้น      ควรศึกษาจากการปฎิบัติว่าเขาป้องกันการขายตัวของผู้แทนได้หรือไม่ 

           (๑)   ผู้ที่ไม่เคยไปเมืองนอกก็ได้ฟังวิทยุหรืออ่านหนัง-สือพิมพ์ในประเทศไทยแถลงข่าวข้อเท็จจริงที่ลือกระฉ่อนไปทั่วโลกระหว่างนี้คือเรื่อง " Watergate  "  ( วอเทอร์เกท )    ซึ่งพรรค " Republican"  ใช้วิธีลอบ บันทึกอัด เสียง คำปรึกษา หารือ ของพรรค  " Democrat  "      ที่สำนักงานใหญ่ของพรรคนี้ที่ตั้งอยู่ ณ อาคาร  " วอเทอร์เกท "  ณ กรุงวอชิงตัน      พรรคนั้นพยายามปิดบังคนทำผิดของพรรค    แต่เมื่อเรื่องถึงมืออัยการและผู้พิพากษาไต่สวน        พรรคนั้นก็ส่งตัวบางคนที่เป็นลูกน้องเป็นการบูชายันต์เรื่องก็ยังไม่จบลงง่าย ๆ    คือลุกลามมาถึงท่านประธานาธิบดีนิกสันเองที่ผู้พิพากษาไต่สวนขอเทปอัดเสียง       แต่ท่านได้อ้างเอกสิทธิ์ที่ไม่ยอมมอบเทปอัดเสียงให้     เรื่องยังคาราคาซังอยู่จนทุกวันนี้

           (๒)   เมื่อไม่นานมานี้  ท่านแอกนิว  ก็ต้อง ลาออก จากการเป็นรองประธานาธิบดีสหรัฐ     เพราะผู้พิพากษาที่มีหน้าที่สอบสวนได้ความว่า     ท่านรับเงินจากผู้รับเหมาบางคนที่ช่วยในการเลือกตั้งของพรรคท่าน      ยังมีบุคคลหลายคนแห่งทำเนียบขาวที่ถูกฟ้องศาลฐานยักยอกเงินที่นักธุรกิจเอามาให้เพื่อช่วยในการเลือกตั้งของพรรคในชั้นแรกพรรคก็อุบเรื่องนิ่งไว้       แต่ราษฎรอเมริกกันเอะอะมากขึ้นพรรคก็ต้องให้พวกตนลาออกจากตำแหน่ง       มิใช่พรรคจัดการขึ้นก่อนราษฎร

          (๓)   แม้ว่าพรรคดีโมแครตที่ตามชื่อแปลว่า  " พรรคประชาธิปไตย "   ก็มีกรณีทำนองเดียวกับพรรค  "  รีพลับบลิกัน "  ถ้าพรรคนั้นยังไม่เป็นรัฐบาลเรื่องก็อื้อฉาวน้อยหน่อย     แต่ถ้าพรรคนั้นเป็นรัฐบาลก็ไม่แน่ว่าจะมีคนในพรรคกินกันขนาดไหน     เพราะหลายคนแห่งพรรคนั้นเป็นคนโลภมากและมีหนี้สินรุงรังก็มีอยู่

          (๔)   ในยุโรปอีกหลายประเทศก็ปรากฎว่ามีหลายพรรคที่สมาชิกขายตัว       เช่นสมาชิกบางคนแห่งพรรครัฐบาลในฝรั่งเศส         ได้อาศัยอำนาจหน้าที่ทำการทุจริตกรณีเครดิทอสังหาริมทรัพย์      คนไทยที่ไม่เคยมาเมืองนอกก็คงได้ฟังวิทยุหรือได้อ่านหนังสือพิมพ์กรณีที่ท่านโฟรฟูโม      รัฐมนตรีแห่งพรรคคอนเซอร์-เวทีฟ   ได้สมสู่กับหญิงโสเภณีที่ทูตทหารโซเวียตก็ไปสำนักนั้นด้วยเป็นที่น่าอันตรายแก่ความลับสุดยอดของรัฐบาล       เมื่อไม่นานมานี้ก็ยังมีท่านเจ้าศักดินาแห่งพรรคเดียวกัน      ซึ่งดำรงตำแหน่งช่วยว่าการใน  กระทรวง ป้องกัน ราชอาณาจักรได้  สมสู่กับหญิงโสเภณีหลายคนที่มาจากแหล่งลับเยอรมัน      และยังมีกรณีมากหลายที่คนสังกัดพรรคหนึ่งแล้วขายตัวให้พรรคอื่น     ถ้าราษฎรยังไม่เปิดโปงขึ้นพรรคก็อุบเรื่องนิ่งไว้

         ๑.๔   จากปรากฎการณ์ ที่เป็นรูปธรรมในประเทศไทยเองและในเมืองนอก     จึงเห็นได้ว่าการป้องกันผู้แทนขายตัวนั้นมิใช่ทำได้โดยพรรค      การที่ประเทศต่าง  ๆ มีพรรคการเมืองนั้น    เราต้องศึกษาตามหลักวิชาการเมืองให้ถูกต้องเสียก่อนว่าคนในชาติหนึ่ง  ๆ นั้นประกอบด้วยหลายชนชั้นวรรณะ     ซึ่งมีฐานะทางสังคมและทางดำรงชีพต่าง ๆ  กัน   แต่ละชนชั้นวรรณะ   แต่ละอันดับปลีกย่อยก็มีพรรคซึ่งเป็นตัวแทนใน การดำเนิน เพื่อให้บรรลุตาม ความปรารถนาที่เป็นอุดมคติของชนชั้นวรรณะและอันดับปลีกย่อย      ในบางประเทศเช่นในสหรัฐอเมริกา  มีสิ่งที่เรียกว่า   " พรรค "  ใหญ่  ๒  พรรค   นั้นคือ  " ดีโมแครต "  ที่แปลตามชื่อว่า   " พรรคประชาธิปไตย "  และ   " รีพลับบลิกัน "  ที่แปลว่า  " ชาวสาธารณรัฐ "  นั้น    ก็เป็นพรรคของฝ่ายนายทุนด้วยกันและไม่มีอุดมคติแน่นอนเป็นประจำคือ  ก่อนจะมีเลือกตั้งต่างพรรค ก็นัดประชุมกัน  กำหนด  นโยบายเป็นคราว ๆ  ไปบางคราวนโยบายของ  " ดีโมแครต "  ก็เหมือนกับ  "รีพลับบลิกัน "      ชุดก่อนขึ้นไป  ๑ ชุดเคยทำมาจึงมีลักษณะเป็น  " พวกการเมือง "  ยิ่งกว่า   คือ    ฝ่ายนายทุนแยกออกเป็น  ๒  พวกตามชื่อดังกล่าว     ส่วนพรรคที่แท้อันมีอุดมคติแน่นอนในสหรัฐอเมริกานั้นถูก" พวกการเมือง "   ใหญ่ของฝ่ายนายทุนกีดกันโดยวิธีเลือกตั้งของระบบพวกการเมืองนั้นท่านก็ย่อมเห็นได้ว่าพรรคการเมืองใหญ่นั้นไม่สามารถป้องกันผู้แทนขายตัวได้ตามที่ผมกล่าวมาแล้ว

         

         

Inga kommentarer:

Skicka en kommentar